Mag-log inหลังจากทานบะหมี่เสร็จ ทั้งสามก็ตั้งท่าจะเดินทางต่อ หนุ่มต่างแดนที่รอจังหวะก็รีบตรงเข้ามาหา ฉางเยว่จึงหยุดชะงัก
“พวกท่านต้องการสิ่งใดหรือ” นางตั้งคำถามก่อนอีกฝ่าย “พวกเจ้าจะเดินทางไปที่ใดหรือ” ชายหนุ่มมีท่าทางเอียงอายเล็กน้อย เมื่อถามถึงการเดินทางของหญิงสาวตรงหน้า “ข้าจะเข้าเมืองผิงอัน” ฉางเยว่ตอบแล้วก็ยิ้มอ่อน “เช่นนั้นเราเดินทางไปด้วยกันดีหรือไม่ ข้าก็จะเข้าเมืองผิงอันเช่นกัน” ชายหนุ่มหน้าตาดีรีบกล่าว “เอาอย่างที่ท่านว่าก็ได้” ฉางเยว่ตอบรับอย่างว่าง่าย นางคิดว่าคนทั้งสามน่าจะเกี่ยวข้องกับคณะทูตที่มาจากต่างแดนแน่ และถ้าเป็นเช่นนั้น มันย่อมเป็นประโยชน์ต่อนางในภายภาคหน้า เมื่อตกลงกันได้แล้ว ร่างอรชรก็ขึ้นรถม้าไป ส่วนชายทั้งสามก็พากันบังคับม้าติดตามรถม้าคันนี้มุ่งสู่เมืองผิงอัน ในขณะนั้นก็มีการพูดคุยถามไถ่กันไปตลอดทาง ฉางเยว่จึงได้รู้ว่า อีกฝ่ายเป็นถึงบุตรชายของหัวหน้าคณะทูต ซึ่งบัดนี้บิดาเขาเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อไปถวายบรรณาการ ส่วนตัวเขานั้นศึกษาวิถีชีวิตของแคว้นหนานโจวอยู่ที่นี่ “นึกไม่ถึงว่าสตรีเช่นเจ้า จะดั้นด้นคิดมาทำการค้าเพียงลำพังที่นี่ เจ้าไม่กลัวหรือ” ชายหนุ่มเอ่ยถามสตรีที่อยู่ในรถม้า “กลัวสิ ทว่าข้ากลัวไม่มีเงินมากกว่า” ฉางเยว่เอ่ยแล้วก็ยิ้มจนเห็นฟันขาว ท่าทางสดใสของนางช่างต่างจากยามอยู่จวนโหวนัก แม้แต่ชิงอี้ยังมองแล้วมองอีกราวกับไม่เชื่อสายตา “เจ้านี่ เป็นคนตรงดีนะ” อีฮยอน ชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าเอ่ยอย่างเอ็นดู พลางยิ้มตามท่าทางสดใสของสตรีตรงหน้า ที่เขาคอยมองไม่วางตา ด้วยว่านางทั้งงามและคุยสนุกไม่ถือตัวเลยสักนิด การเดินทางของพวกเขาเป็นไปอย่างราบรื่น กระทั่งถึงหน้าประตูเมืองผิงอัน รถม้าก็หยุดนิ่งลงเพื่อรอการตรวจก่อนเข้าเมือง “คุณหนู เราจะผ่านเข้าไปได้ง่าย ๆ หรือเจ้าคะ” ชิงอี้นึกหวั่นใจ เพราะได้ยินมาว่าการตรวจตราของเมืองผิงอันเข้มกว่าเมืองอื่น เนื่องจากมีคนมากหน้าหลายตาเข้ามาทำการค้า “กังวลไปไย เรามีใบผ่านทางนะ” ฉางเยว่ชูแผ่นกระดาษหยาบในมือให้คนของตนดู ก่อนจะยิ้มร่าอย่างมีความสุข แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ขยับลุกออกจากที่นั่งลงไปเตรียมให้ทหารตรวจสอบ ไป่เซิง ชายหนุ่มเจ้าของรถม้าที่เดินทางร่วมกันมานานกว่าครึ่งเดือนก็เอ่ยทักท้วงขึ้นว่า “คุณหนู ใบผ่านทางนี่เป็นของปลอมนะขอรับ ตราประทับนี่มิใช่ของทางการ” ฉางเยว่ตาโตเท่าไข่ห่านทันที “พี่ไป่ พี่ว่าอะไรนะ นะ... นี่คือใบผ่านทางของปลอมหรือ” เสียงนางติดขัดในทันที “คุณหนู ใบผ่านทางของท่านคือของปลอม แบบนี้ต่างหากของจริง” ไป่เซิงเอ่ยพลางล้วงเอาใบผ่านทางของตนให้ดู ฉางเยว่รีบเอามาเทียบกันทันที ก่อนจะส่งเสียงร้องออกมาเหมือนเด็กน้อยไม่มีผิด “ฮึก แหง นี่ข้าถูกหลอกหรือนี่” “เกิดอะไรขึ้นหรือ” อีฮยอนรีบร้องถามทันทีเมื่อได้ยินเสียงข้างใน เขาอยากเปิดม่านดูแต่เพราะคำนึงถึงความเหมาะสม จึงได้แต่เอ่ยถามพลางจ้องมองรถม้าด้วยความเป็นห่วง ไม่นานนักม่านนั้นก็เปิดออก “พวกท่านเข้าเมืองไปก่อนเถิด ข้ายังมีธุระที่ต้องทำอีก เอาไว้คราวหน้าเราค่อยพบกันใหม่” ฉางเยว่เอ่ยบอก และไม่รอฟังคำพูดจากอีกฝ่าย นางกลับปิดม่านหน้าต่างเสียก่อน ยามนี้นางไม่มีกะจิตกะใจจะอธิบายอะไรทั้งนั้น จ่ายเงินซื้อใบผ่านทางไปตั้งสามตำลึง ทว่าสิ่งที่ได้มากลับเป็นใบผ่านทางปลอม นี่ถ้าไป่เซิงไม่ทักท้วงเสียก่อน นางกับชิงอี้เป็นได้ถูกจับไปคุมขังในคุกโทษฐานปลอมแปลงใบผ่านทางแน่ “คุณหนู ทำอย่างไรดีเจ้าคะ” ชิงอี้เอ่ยอย่างเป็นกังวล “เราคงต้องหาใบใหม่” ฉางเยว่เอ่ยพลางตั้งท่าจะลุก “ไม่ต้องหรอกขอรับ ใบผ่านทางของข้าสามารถใช้ผ่านทางได้มากถึงสิบคน คุณหนูกับชิงอี้ไปกับข้าได้ เพียงแต่...” ชายขับรถม้าเงียบเสียงลง พลางจ้องใบหน้างามของสตรีผู้จ้างวาน “พี่ไป่ต้องการสิ่งใดหรือ หากเป็นเงินข้าคงมีให้ท่านได้ไม่มากนักนะ” ฉางเยว่รีบเอ่ยถึงข้อจำกัดของตน ไป่เซิงยกยิ้ม นำพาให้หนวดที่ปกคลุมใบหน้ากระตุกตาม “ข้าไม่ต้องการเงิน ข้าแค่อยากช่วยเท่านั้น” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะยิ้มอ่อนให้คนที่กำลังจ้องมองเขาอย่างไม่เข้าใจ “พี่ไป่จะช่วยข้าเปล่า ๆ หรือ” ฉางเยว่จ้องลึกในดวงตาเขา “ก็ไม่ถือว่าเปล่านะ เงินที่คุณหนูให้มาถือว่ามากพอสมควร ทั้งท่านยังจ่ายค่าอาหารให้ข้าตลอด แค่พาท่านเข้าเมืองนับว่าเป็นน้ำใจเล็กน้อยขอรับ” ชายหนุ่มเอ่ยบอกเสียงสดใส “คุณหนูแบบนี้ก็ดีนะเจ้าคะ” ชิงอี้รีบเห็นชอบ ฉางเยว่นิ่งไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยตอบตกลง ยามนี้นางไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนี่ เงินทองที่ติดตัวมาก็ร่อยหรอเต็มที หากยังเย่อหยิ่งถือดีอยู่ อนาคตอันใกล้นี้อาจกลายไปเป็นขอทานเอาก็ได้ “เช่นนั้นข้าคงต้องรบกวนพี่ไป่พาข้ากับชิงอี้เข้าเมืองด้วย” “ได้ขอรับ” ไป่เซิงรับคำเสียงใส ก่อนจะบังคับรถม้าเคลื่อนต่อไปยังหน้าประตูเมือง ไม่กี่อึดใจก็มีทหารเดินมาเปิดม่านเพื่อสำรวจตรวจดู เมื่อเห็นว่ามีสตรีสองนางนั่งอยู่ ม่านก็ปิดลง “ไปได้” เสียงสั่งการดังขึ้น พร้อมกับการเคลื่อนตัวของรถ ชิงอี้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามจึงรีบขยับมานั่งข้างผู้เป็นนาย พลางกล่าวกระซิบ “โชคดีที่พี่ไป่เซิงช่วยเรานะเจ้าคะ ไม่งั้นคงแย่” “อืม” ฉางเยว่ตอบรับสั้น ๆ แต่ในใจกลับกำลังครุ่นคิด ‘ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา คนผู้นี้ไม่เคยก้าวล่วงหรือทำให้เรารู้สึกอึดอัดใจแม้เพียงครั้ง หากเขาเป็นคนไม่ดี คงไม่ทนเก็บความชั่วช้าได้นานขนาดนี้กระมัง’ นางนึกพลางมองไปยังแผ่นหลังของคนบังคับม้า ที่เผยให้เห็นเพียงแวบเดียวยามม่านกั้นนั้นขยับเคลื่อนตามแรงลมและแรงโยกของรถม้า ‘หวังว่าสวรรค์จะไม่ชักนำให้พบกับคนพาลอีกนะ’ หญิงสาวเตือนตนในใจ พร้อมกับนึกถึงสถานะตนในยามนี้ ที่เปรียบเสมือนคนไร้บ้าน ไร้ญาติขาดมิตร ซ้ำเงินทองร่อยหรออีกต่างหาก โชคดีมีคนยื่นมือมาช่วย ก็นับว่าเป็นเรื่องดีมิใช่หรือ เอาไว้หาช่องทางทำเงินได้แล้ว นางค่อยตอบแทนบุญคุณนี้ก็ยังไม่สาย เพราะถ้าให้จ่ายเงินซื้อใบผ่านทางอีก คราวนี้นางคงได้หมดตัวไม่เหลือแม้แต่เงินไว้ซื้ออาหารประทังชีวิตเป็นแน่ ‘ฉางเยว่ เป็นเพราะความโง่ของเจ้าโดยแท้’ นางนึกตำหนิตนเองในใจก่อนจะพิงผนังอย่างอ่อนแรง เพราะสิ่งที่คิดไว้มันผิดไปจากที่คาดหวังอยู่มาก สินเดิมที่คิดว่าจะขายได้เงินพอใช้จ่าย กลับถูกกดราคาจนทำให้ขาดทุนไปกว่าครึ่ง ส่วนเงินทองที่เคยมี นางก็ดันใช้จ่ายไปกับการซื้อข้าวของมาประดิษฐ์เพื่อเอาใจสามี พอออกจากจวนโหวมา นางก็แทบจะไม่เหลือสมบัติติดตัว “เฮ้อ... คิดว่าทุกอย่างมันจะง่ายเหมือนภาพฝัน ที่ไหนได้ แค่ออกจากเมืองก็โดนหลอกขายใบผ่านทางเสียแล้ว ข้านี่ช่างโง่จริง ๆ” ฉางเยว่ก่นด่าตนเองอย่างหงุดหงิด “คุณหนูอย่าโทษตนเองเลยนะเจ้าคะ ท่านไม่เคยออกนอกเมือง จะรู้ได้เยี่ยงไรว่าใบผ่านทางมีลักษณะเช่นไร อีกทั้งคนที่ให้ใบผ่านทางแก่เรามา ก็เป็นถึงหัวหน้าฝ่ายตรวจการนะเจ้าคะ เขาน่าเชื่อถือเพียงนั้น เป็นใครก็ต้องหลงเชื่อนะเจ้าคะ” ชิงอี้รีบแย้ง เพราะนางไม่อยากให้ผู้เป็นนายคิดมากกับเรื่องนี้ แต่นั่นกลับทำให้ฉางเยว่ฉุกคิดเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ “ฝ่ายตรวจการมีหน้าที่ออกใบผ่านทางให้ราษฎรนั่นก็เป็นเรื่องปกติ ส่วนจะเรียกเก็บเงินมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับผู้ลงตราประทับ แล้วเหตุไฉนเขาถึงได้ให้ใบผ่านทางปลอมมา มันดูไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด ทั้งที่ข้าก็จ่ายไปมากถึงเพียงนั้น” ฉางเยว่ขมวดคิ้วมุ่น “นั่นสิ เหตุใดหัวหน้าฝ่ายตรวจการต้องให้ใบผ่านทางปลอมแก่เรามา” ชิงอี้ขมวดคิ้วมุ่นไม่แพ้กัน แต่เพียงครู่นางก็เอ่ยออกมาเสียงดังว่า “คุณหนู หรือว่านี่จะเป็นฝีมือท่านโหวเจ้าคะ” ฉางเยว่นิ่งงันไป เพราะในใจก็กำลังนึกถึงสามีใจร้ายผู้นั้น ความเงียบเริ่มปกคลุมภายในรถม้า แม้แต่คนที่แอบฟังอยู่ด้านนอกยังนิ่งงันตามคนด้านใน ทว่าในใจไป่เซิงกลับกำลังครุ่นคิด ‘หลี่เป่ยโหว เจ้ากล้ารังแกฉางเยว่ถึงเพียงนี้เชียวหรือ’ ไป่เซิงนึกอย่างแค้นใจ มือที่ถือบังเหียนกำแน่นยิ่งกว่าเดิมสายของวัน ไป่เซิงที่อยู่ในชุดคลุมสีเข้มก็ก้าวออกจากเรือนด้วยสีหน้าอิ่มเอม ทว่าทันทีที่เขาเปิดประตูออก มันก็เป็นจังหวะที่ ซินฮูหยินเดินมาหยุดที่หน้าเรือนบุตรสาวนางตั้งใจจะมาปลุกฉางเยว่เพื่อแจ้งข่าวดี เกี่ยวกับเรื่องที่ตระกูลไป่จะเข้ามาพูดคุยเรื่องสู่ขอในวันนี้ทว่าเมื่อเห็นชายหนุ่มรูปงามที่เหมือนจะคุ้นตาแต่ไม่คุ้น ก้าวเดินออกมาจากห้องนอนของบุตรสาว ซินฮูหยินก็เบิกตากว้างจากนั้นนางก็แผดเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก“กรี๊ด! เจ้า... เจ้าเป็นใคร! มาอยู่ในห้องลูกสาวข้าได้อย่างไร องครักษ์ องครักษ์ไปไหนหมด” นางร้องเรียกคนเสียงดังไป่เซิงได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักตกใจไม่แพ้กัน เมื่อได้สติเขาก็ไม่รอช้าที่จะแสดงความจริงใจด้วยการทรุดเข่าลงกับพื้น “ฮูหยิน โปรดระงับโทสะ ข้าน้อยไป่เซิงเองขอรับ ขออภัยที่เสียมารยาท...”“ปะ... ไป่เซิงหรือ” ซินฮูหยินทำหน้ามึนงงเหรินเจี้ย ที่วิ่งมาจากหลังเรือนรีบก้าวเข้ามาคุกเข่าเคียงข้าง “เรียนฮูหยิน ท่านนี้คือซือหม่าไป่ขอรับ”ซินฮูหยินรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นใครนางก็เริ่มใจชื้นขึ้นมา ทว่าความหวงลูกสาวก็ยังไม่จางหาย นางจึงทำหน้ายักษ์ใส่ว่าที่ลูกเขย พร้อมกับตำหนิเสียงเข้ม “ถึงจะเป็
ทว่าคนตัวโตหาได้อดทนเช่นนางไม่ เพียงก้าวเดียวร่างสูงก็พรวดเข้ามาประกบกายนางจนแนบแน่นแทบไม่เหลือช่องว่าง อกแกร่งบดเบียดเข้ากับทรวงอกอ่อนนุ่ม แขนแข็งแรงโอบรัดรอบเอวบางราวกับหวาดกลัวว่านางจะเลือนหายไป ความคิดถึงที่สะสมมานานกว่าครึ่งปีระเบิดออกมาผ่านสัมผัสเขาทันทีฉางเยว่เงยหน้ามองเขาได้เพียงแค่เสี้ยวอึดใจ ริมฝีปากหนาของเขาก็ทาบทับลงมาอย่างเร่าร้อนจูบแรกหนักหน่วงราวกับจะช่วงชิงลมหายใจ ริมฝีปากเขานั้นบดเบียดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อสมใจอยากจึงได้ผ่อนลงเปลี่ยนเป็นละเลียดชิมความหวานอย่างอ่อนโยน แต่เพียงครู่ก็กลับมารุกเร้าตามแรงปรารถนาของใจที่ปะทุจนยากเกินการควบคุม“อาเยว่... อาเยว่ของข้า...” เสียงแหบพร่ากระซิบอยู่ชิดริมฝีปากยามเมื่อคลายริมฝีปากออกให้นางหอบเอาอากาศ มือแกร่งยังคงลูบวนผ่านแผ่นหลังเนียนช้า ๆ ไต่ขึ้นสู่ต้นคอจากนั้นเขาก็ตรึงไว้มั่น บังคับให้นางเงยหน้าขึ้นรับจูบอันดูดดื่มจากตนอีกหน มือเรียวกดศีรษะของนางเข้าหาเน้นย้ำสัมผัสแห่งความคิดถึง ที่เขาอดกลั้นไว้มานานกว่าครึ่งปีเนิ่นนานนักว่าจะผละใบหน้าออกมา ถึงกระนั้นเขาก็ยังซุกใบหน้าคลอเคลียอยู่ที่ซอกคอนาง สูดกลิ่นหอมอ่อนของสตรีอันเป็นที่รักอ
หลังจากอาหารมื้อค่ำผ่านพ้นไป ฉางเยว่และไป่เซิงก็เรียกคนสนิทของตนมาพบ รวมถึงเหรินเจี้ยที่คอยอารักขาฉางเยว่ มาฟังความลับที่น่าอัศจรรย์ของเขากับนาง เพื่อให้ทั้งสามเลิกสงสัยและเคลือบแคลงใจกับความสัมพันธ์ของพวกเขาที่ไวเกินคาด“คุณหนู เป็นเรื่องจริงหรือเจ้าคะ” ชิงอี้ยังไม่ค่อยเชื่อ“เจ้านี่นะ หากไม่จริงท่านย่าจะยอมปล่อยข้ามาหรือ”“แต่มันอัศจรรย์เกินไปนะเจ้าคะ”“ไม่ใช่แค่เจ้าหรอกที่คิดเช่นนี้ ข้าที่ได้ย้อนกลับถึงสองคราก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน” แม้จะเล่าเรื่องลึกลับเหล่านี้ให้ทุกคนฟัง ถึงกระนั้นเรื่องที่ตนไม่ใช่คนยุคนี้ ฉางเยว่กลับไม่ได้เอ่ยถึง เพราะนางขี้คร้านมานั่งตอบคำถามเรื่องราวในโลกที่ตนจากมา“หากเป็นเช่นนี้บ่าวก็เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ทว่าถึงอย่างนั้นคุณหนูก็ต้องระวังตัวนะเจ้าคะ ยามอยู่ต่อหน้าคนอื่นท่านก็อย่า... เอ่อ... อย่าให้ท่านซือหม่าเข้าใกล้นัก ประเดี๋ยวจะถูกครหาเอาได้”สาวใช้ผู้ภักดีเอ่ยพลางปรายตามองผู้ที่นั่งอยู่ข้างนายตน แม้จะนึกหวั่น ถึงกระนั้นนางก็ยังเอ่ยเพื่อชื่อเสียงตระกูลหลิง“เรื่องเหล่านี้เจ้าไม่ต้องกังวลไป ข้าไม่มีทางทำให้ชื่อเสียงของอาเยว่ด่างพร้อยอย่างที่เจ้ากลัวแน่” ไป่เซิงให
ซือหยางหันมาคำนับขุนนางที่ยศสูงกว่าตนก่อนจะเดินตามผู้อาวุโสออกไป แต่ก็ไม่ลืมหันมามองสตรีที่ทำเขาเกิดอาการรวดร้าวอย่างไม่รู้สาเหตุ ยิ่งนางยิ้มให้เหมือนไม่มีอะไรเขายิ่งรู้สึกเจ็บทว่าตลอดชีวิตนี้เขาคงมิอาจหาคำตอบได้แล้ว เพราะการต่อกรกับผู้ที่รั้งตำแหน่งซือหม่ามันเป็นเรื่องยากพอ ๆ กับชิงของรักคนในราชวงศ์ แต่ถ้ามีหนังสือสัญญาหมั้นหมายเขาคงไม่ยอมคนที่มาทีหลังเช่นเขาจะไปสู้อันใดได้เล่าในเมื่อสองคนนี้รักใคร่กัน เขาก็ทำได้แค่ยินดีเท่านั้น ‘พึงใจสตรีเป็นคราแรก ข้าก็ต้องผิดหวังกระนั้นหรือ ซือหยางเจ้าช่างน่าเวทนานัก’ โหวหนุ่มนึกในใจพร้อมกับเดินคอตกออกจากห้องเมื่อแขกที่มาเยือนจากไป ไป่เซิงก็ขยับลุกมานั่งคุกเข่าลงต่อหน้าสตรีอันเป็นที่รัก พร้อมกับเอื้อนเอ่ยถามนางว่า“อาเยว่ เจ้ายินดีแต่งงานกับข้าจริง ๆ ใช่หรือไม่ เจ้าไม่ได้แสร้งหลอกให้ข้าดีใจเล่นนะ” เขาเอ่ยพลางจับจ้องใบหน้างามฉางเยว่มองเขาแล้วก็ยิ้มขำ “เมื่อครู่เห็นประกาศปาว ๆ อย่างมั่นใจ เหตุไฉนพอไม่มีใครแล้วพี่ไป่ถึงถามเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ”“ก็… ก็ตอนนั้นข้าร้อนใจ กลัวเจ้าจะกลับไปชอบคนผู้นั้น” ไป่เซิงเอ่ยอย่างที่ใจคิด จนลืมนึกเรื่องหนึ่งไปเลย“กล
ฉางเยว่ยังคงยืนนิ่งราวรูปปั้นแกะสลัก ด้วยนึกไม่ถึงว่าตนจะได้พบกับสามีในชาติก่อนเร็วเพียงนี้ ทั้งท่าทางเขาก็ต่างไปจากชาติก่อนราวพลิกฝ่ามือ จากไม่เคยยิ้มให้ก็ยิ้มอย่างเป็นมิตร จากที่ไม่เคยพูดจาดี กลับอ่อนโยนราวกับเขาไม่ใช่สามีใจร้ายผู้นั้น“น้องฉางเยว่ ไยเจ้าถึงยืนนิ่งเช่นนี้เล่า” ซือหยางเอ่ยพลางยกมือโบกไปมาอยู่ตรงหน้านางอย่างหยอกเย้านั่นจึงทำให้ผู้ที่ตกอยู่ในภวังค์ได้สติ รีบถอยห่างจากเขา“เอ่อ... คารวะท่านโหวเจ้าค่ะ” นางรีบย่อกายให้เขา“นี่เจ้ารู้ด้วยหรือว่าข้ามีตำแหน่งโหว” ซือหยางขยับเข้าหาอีก แววตาที่เผยออกมาเต็มไปด้วยความใคร่รู้และชื่นชมร่างอรชรก็ขยับถอยห่าง “ข้าได้ยินพี่รองพูดถึงเจ้าค่ะ” ในเมื่อเขาบอกว่าตนเป็นสหายพี่ชาย เช่นนั้นนางก็โมเมเลยแล้วกัน“อย่างนี้นี่เอง ว่าแต่พี่รองเจ้าเขาไปไหนหรือ” ซือหยางยังคงเอ่ยด้วยวาจาอ่อนโยน สีหน้าและแววตาก็แฝงแต่ความเอ็นดู“เขาไปเมืองผิงอันเจ้าค่ะ ท่านโหวมีสิ่งใดจะฝากหรือเจ้าคะ”“อะไรกัน ไยเจ้าถึงดูรีบร้อนนักไม่ต้อนรับข้าหรือ” เขาถามพลางขยับเข้าใกล้นางอีก ทว่าคนตัวเล็กก็ยังขยับถอยออกจากเขาเช่นเคย นำพาให้หลี่เป่ยโหวที่สตรีอยากเข้าใกล้ต้องหยุดเอง“
หลิงฉางเสิ่นฟังคำบุตรสาว พลางครุ่นคิดถึงเหตุผลที่บุรุษผู้มากอำนาจอย่างซือหม่าไป่ยกทัพมาช่วยตน “เยว่เอ๋อร์เจ้าสงสัยอะไรกระนั้นหรือ” “ข้าก็บอกไม่ถูก บางคราข้าก็รู้สึกเหมือนซือหม่ารู้เห็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับข้า แต่บางคราก็เหมือนเขาจะไม่รู้อะไรเลย” “พ่อว่าเจ้าคิดมากไปเองมากกว่า ไป่เซิงอาจจะเอ็นดูเจ้าและนึกถึงเมื่อครั้งที่เจ้ายังเยาว์ก็เลยใส่ใจมากกว่าปกติ เอาล่ะดึกมากแล้วไปนอนเสีย วันพรุ่งพี่เขาจะมารับไปเที่ยวเล่นมิใช่หรือ” “ท่านพ่อ แล้วท่านอนุญาตหรือเจ้าคะ” ฉางเยว่ทำตาใสใส่ “เขาดีถึงเพียงนั้น พ่ออยากจะใส่พานถวายให้ด้วยซ้ำ” “ท่านพ่อ นี่ลูกสาวท่านนะเจ้าคะ” ฉางเสิ่นขยับลุกก่อนจะยื่นมือมายีศีรษะบุตรสาวอย่างเอ็นดู “ไม่ง่ายที่จะพบคนยอมตายพร้อมกับเรา พ่อเชื่อว่าไป่เซิงไม่มีทางต่างไปจากชาติก่อนแน่ เจ้าอย่าได้ปล่อยเขาหลุดมือไปล่ะ” “เช่นนั้นวันพรุ่งลูกไม่กลับนะเจ้าคะ” ฉางเยว่แสร้งแหย่บิดา “ก็ดีนะรวบหัวรวบหางไป่เซิงไปเลย ประเดี๋ยวเขาเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา บุรุษดีดีเช่นนี้คงไม่เวียนมาหาเจ้าอีกแล้ว” “ท่านพ่อ บุตรสาวท่านออกจะงามถึงเพียง ยังเกร็งจะขายไม่ออกอีกหรือเจ้าคะ ไปเลยนะ... กลับไปนอนได้







