Accueil / รักโบราณ / สามีข้าหรือป้ายวิญญาณนั่นอย่างไร / บทที่2 สุ่ยเฟิงเซียนถือกำเนิด

Share

บทที่2 สุ่ยเฟิงเซียนถือกำเนิด

last update Dernière mise à jour: 2026-01-10 14:40:42

คิมหันต์ฤดู แสงแดดที่กำลังแผดเผาด้านนอก เมื่อฮูหยินเล็กตระกูลลู่เจ็บท้องจากท้องฟ้าที่สดใสก็เปลี่ยนเป็นเมฆดำมืดฟ้ามัวดิน พร้อมกับสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน

            ชาวบ้านต่างลือกันไปต่าง ๆ นานา ท้องฟ้าพิโรธเภทภัยต้องเกิดกับที่ใดที่หนึ่งเป็นแน่ ทั้งเจียงหนานและลั่วหยาง สองเมืองฝนตกห่าใหญ่ จนน้ำท่วมขังระบายไม่ทัน ทั้งฮูหยินเล็กลู่เจียเฟยก็กำลังเบ่งลูกคลอดออกมา เสียงร้องอย่างเจ็บปวด แข่งกับเสียงฟ้าที่ฟาดลงมา รอบ ๆ จวนสกุลลู่ แต่ก็ไม่ได้ผ่าเข้ามาในจวน สร้างความแปลกใจและตื่นกลัวกับคนในจวนสกุลลู่เป็นอย่างมาก

            แต่เมื่อเสียงเด็กแผดออกมา ท้องฟ้าที่เป็นเมฆสีดำก็หายไป เปลี่ยนเป็นท้องฟ้าสดใสเช่นเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            “นายท่านลู่ ท่านได้ลูกสาว แต่ว่าฮูหยินอ่อนแอนักเจ้าค่ะ” หมอตำแยมาเรียนนายท่าน แล้วก็ฮูหยินผู้เฒ่า ทำเอาทั้งหมดอกสั่นขวัญหาย

            “ไป เจ้ารีบไปดูลูกและเมียเจ้า” ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งลู่เซียง นางเองก็ร้อนอกร้อนใจไม่แพ้กัน

            “ท่านพี่” ลู่เจียเฟยคิดว่า ตัวเองไม่รอดแล้วเป็นแน่ จึงเรียกเขาด้วยกำลังที่มีทั้งหมด เพื่อฝากฝังลูกสาวสุดที่รักเพียงหนึ่งเดียว เพื่อให้เขาดูแลให้ดี

            “เจ้าไม่เป็นไรนะ...เฟยเฟยของข้า” ลู่เซียงจับมือภรรยาสุดที่รักไว้แน่น ทั้งยังเอาลูกน้อยวางใกล้นาง น้ำตาเขาปริ่มอย่างที่สุด พยายามจะกลั้นน้ำตาไว้ ไม่ให้ไหลออกมา

            นางเป็นสตรีเพียงคนเดียวที่เขารักมากที่สุด แต่สวรรค์ช่างเลวร้ายกับเขานัก ให้ลูกสาวสุดน่ารักมา แต่กลับมาแลกด้วยชีวิตภรรยาผู้แสนดีของเขา

            “ข้าฝากลูกเราด้วยเฟิงเซียน ลูกเราจะต้องเติบโตอย่างมีความสุข” ดวงตาที่อ่อนล้ามองใบหน้าสามีและลูกน้อยที่เพิ่งคลอดออกมาอย่างเศร้าสร้อย

            นางไร้วาสนานักมีสิทธิแค่ได้อุ้มท้องนาง แต่ไม่มีสิทธิเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนนางให้เป็นคนดี

            “เจ้าต้องอยู่ช่วยข้าเลี้ยงสิ...ฮึก...เฟยเฟย...” เสียงลู่เซียงสะอื้นฮัก เพราะว่าเขาสุดจะเสียใจ ที่ไม่อาจจะช่วยชีวิตภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากได้ ไม่ว่าสกุลลู่จะตกต่ำเพียงใด นางก็ไม่ทิ้งขว้างห่างหาย ทั้งยังช่วยกันฝ่าฟันจนถึงบัดนี้

            คนทั้งจวนรวมถึงฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่อาจจะทนมองดูทั้งคู่ร่ำลากันครั้งสุดท้ายได้ ต่างออกมายืนร่ำไห้ระงมด้านนอกแทน เพื่อให้นางไม่ต้องห่วงอันใดอีก

            ยามที่เฟิงเซียนถือกำเนิด สุ่ยจิ่นฟ่านก็เข้ามาแจ้งข่าวกับตระกูลลู่ ว่าสุ่ยเซียนเสียชีวิตแล้ว เพราะเป็นญาติฝ่ายท่านแม่ จะได้ไว้ทุกข์ แต่ระหว่างทางฝนตกฟ้าร้อง จนต้องหยุดรถก็หลายครั้ง และในที่สุดก็มาถึงจวนสกุลลู่ แต่ทว่าเสียงเด็กที่แผดร้องไปถึงหน้าจวน ทำให้สุ่ยจิ่นฟ่านฉงนสงสัย

            “เจียเฟย คลอดลูกงั้นเหรอ” เขาได้ข่าวมาบ้างว่าลู่เซียงกำลังมีทายาท เพราะภรรยาที่อยู่กินกันมานานได้ท้องลูกคนแรก แต่ทว่าเสียงเด็กร้องนั้น ตามด้วยเสียงร้องไห้ระงม

            “นี่เกิดอะไรขึ้น...!” เขาเดินเข้ามาอย่างสงสัยระคนตกใจ เมื่อเจอฮูหยินผู้เฒ่าลู่กำลังปาดน้ำตา เขาไม่รั้งรอเร่งฝีเท้าเข้าไปหาท่านผู้เป็นใหญ่แห่งจวนนี้ทันที

            “คารวะฮูหยินผู้เฒ่า ไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใด ถึงได้ร้องไห้ระงมจวนเช่นนี้”

            “สุ่ยจิ่นฟ่านใช่หรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าที่ดวงตามีหยาดน้ำตาเจิ่งนองใบหน้า พยายามฟาดน้ำตาหลายครั้ง เพื่อให้มองคนที่มาหาได้ชัดเจน ว่าเป็นผู้ใดกัน แต่เมื่อมองได้ชัดเจนก็ทราบทันทีว่าใคร

            “ใช่แล้วขอรับ ฮูหยินผู้เฒ่า” จิ่นฟ่านแปลกใจนัก แต่ก็รออย่างใจเย็นให้ผู้ที่เป็นประมุขของบ้านที่เหลืออยู่เพียงผู้เดียว กล่าวออกมาเอง

            “เจียเฟย นาง...นางสิ้นแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ จนคนที่ได้ฟังต่างร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความสงสารไปพร้อม ๆ กัน

            ลูกของเจียเฟย กำเนิดวันเดียวกับที่เซี่ยนเซี่ยน น้องสาวของเขาตาย ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้นะ...

            เขาที่คิดถึงน้องสาวเป็นทุนเดิมแล้ว จึงเข้าไปหาลู่เซียงที่เคยเป็นสหายเก่า ครั้งอยู่สำนักศึกษาหลวง เป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกัน จึงเข้ามาปลอบใจเพื่อน

            จากที่จะไว้ทุกข์ให้กับน้องสาวของตน แต่กลับต้องไว้ทุกข์ให้กับภรรยาเพื่อนอีกคน ช่างเป็นเรื่องหน้าเศร้าอันใดเช่นนี้

            เขามองใบหน้าเด็กน้อยที่ยิ้มให้เขาตลอด คนอื่นอุ้มจะร้องกระจองอแง แต่เมื่อเขาเป็นคนอุ้ม นางกลับยิ้มร่าชอบใจ

            “ลู่เซียง ข้ามีวาสนานัก นางชอบข้าเจ้าดูสิ” เขาอุ้มนางตลอดสามวัน ไม่ว่าจะพิธีศพของภรรยาเพื่อนรัก หรือตอนนอน เรียกได้ว่าติดยิ่งกว่าบิดาแท้ ๆ เสียอีก

            “เจ้าช่างโชคดีนัก นางเกิดมาก็อาภัพ มารดาต้องสิ้นชีพ ใครเข้าใกล้ก็ไม่ได้ นอกจากตอนหิวที่แม่นมจะอุ้มได้ แต่เมื่ออิ่มนางก็ร้องจ้าอีก” เขามองลูกสาวของตัวเอง แล้วก็เศร้าใจนัก

            “ลู่เซียง เจ้าจะว่าอันใดหรือไม่ หากข้าอยากได้นางไปเลี้ยงที่เจียงหนาน นับแต่สุ่ยเซียนเติบใหญ่ ต้องเข้าไปอยู่ในวัง ที่จวนสกุลสุ่ยก็เงียบเหงานัก”

            “เจ้า...เจ้าพูดอะไร” ลู่เซียงที่เห็นว่าเฟิงเซียนเปรียบเสมือนตัวแทนเจียเฟย เขาไม่อยากให้นางห่างกาย

            แต่ว่าเสียงหนึ่งก็เอ่ยขึ้น หลังจากทั้งคู่คุยกัน

            “ให้จิ่นฟ่านไปเลี้ยงดูเถิด” ฮูหยินผู้เฒ่าเดินค่อย ๆ แต่ท่าทางยังสง่าผ่าเผยไม่เปลี่ยน แม้จะชราวัยลง

            “แต่ท่านแม่...” ลู่เซียงเพิ่งจะเสียภรรยาไป ท่านแม่ก็จะพรากลูกไปให้คนอื่นเลี้ยงอย่างงั้นหรือ

            “เด็กคนนี้ดวงแรง จะพาสกุลลู่ให้ตกต่ำลง เจ้าเห็นหรือไม่ เมื่อนางคลอดออกมา จากฟ้าพิโรธกลับเปลี่ยนเป็นแจ่มใส ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน”

            “แต่ว่า...ท่านแม่”

            “ไม่มีแต่ นับจากวันนี้เด็กคนนี้เป็นคนตระกูลสุ่ย หาใช่ตระกูลลู่” ฮูหยินผู้เฒ่าพูดอย่างเฉียบขาด เพราะว่าได้ให้ดูดวงนาง หมอดูต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ชะตาเด็กคนนี้หนักหนานัก...เพื่อป้องกันไว้ก่อน จะให้นางเติบโตในสกุลลู่ไม่ได้

            “ฮูหยินผู้เฒ่าอย่าคิดมากไป ข้าจะเลี้ยงดูนางให้ดี และให้แซ่สุ่ย ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับสกุลลู่” แม้เขาจะไม่เห็นด้วยกับฮูหยินผู้เฒ่า เพราะว่าเด็กเป็นเพียงผ้าขาวเท่านั้น หากเลี้ยงดูให้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ดี ย่อมจะทำให้นางเติบโตมาเป็นสตรีผู้งดงามและแสนน่ารัก

            ลู่เซียงมองใบหน้าลูกสาวในอ้อมกอดของสหาย ที่เป็นญาติห่าง ๆ กันก็ได้แต่อาลัย เสียภรรยาไปแล้วยังต้องเสียบุตรีที่ไม่อาจจะเลี้ยงดูและเฝ้ารอคอยให้นางเติบใหญ่และออกเรือนกับสกุลที่ดีมีฐานะได้ตามที่เจียเฟยปรารถนา

            เขามองขึ้นไปยังป้ายวิญญาณของเจียเฟย ได้แต่ร่ำไห้ในใจ บุตรไม่อาจอกตัญญูต่อมารดาบิดาได้ บัดนี้เขาเหลือเพียงมารดาเท่านั้น จึงไม่อาจจะขัดคำสั่ง

            “เจ้าอย่าคิดมากไป นางเติบใหญ่เจ้าก็ไปหานางได้ ข้ามิได้ขัดขวาง” สุ่ยจิ่นฟ่าน ใจกว้างดุจมหาสมุทรไม่เคยคิดอยากห้ามบุตรีกับบิดามิให้พบหน้ากัน อย่างน้อยเด็กคนนี้ควรรู้ว่าบิดาที่แท้จริงของนางเป็นใครกัน

            “เช่นนั้นข้าฝากนางด้วย ขอให้นางนามว่าเฟิงเซียน ตามที่มารดานางอยากตั้งให้บุตรสาวคนนี้เถิด”

            “ย่อมได้ ข้าจะให้นางนามว่าสุ่ยเฟิงเซียน ทุกวันเกิดนาง ข้าจะพานางไปไหว้หลุมศพแม่นางดีหรือไม่”

            “เช่นนั้นก็ได้ อย่างน้อยทุกปีข้าจะได้พบนางบ้าง” ลู่เซียงตัดอกตัดใจ ยกนางให้กับสหายเพื่อนางจะได้เติบโตในตระกูลใหญ่ ที่เป็นถึงพระญาติของฮ่องเต้ อนาคตนางน่าจะสุขสบายกว่าทนอยู่ที่สกุลลู่แห่งนี้

            เขาทราบดีว่ามารดาเชื่อเรื่องดวงชะตาเป็นอย่างมาก จนถึงขั้นหาคนมาจับยามดูดวงให้กับบุตรสาว หากไม่ยกให้คนอื่นไป ความเป็นอยู่ของนางคงลำบากเป็นแน่แล้ว

            แต่เขาก็จะพยายามฟื้นฟูสกุลลู่และตั้งใจรับใช้บ้านเมือง เพื่อเป็นกำลังและที่พึ่งให้กับนางอีกต่อหนึ่ง หากมีเรื่องไม่คาดฝัน นางจะได้กลับมาหาเขาที่เป็นพ่อ

            “ข้าต้องรีบกลับไปทำพิธีศพน้องสาวข้า เช่นนั้นข้าลาตรงนี้” สุ่ยจิ่นฟ่านโค้งให้กับสหายเพื่อลา หันหลังขึ้นรถม้าไป

            แม่หนูน้อยนี่ยามอยู่กับเขาช่างเลี้ยงง่ายเสียจริง นางไม่กระจองอแงเลยสักนิด จนเขาเริ่มจะหลงนางเหมือนเป็นบุตรสาวของตนเสียแล้ว

            จากสกุลลู่เดินทางถึงเจียงหนาน ที่เป็นที่ตั้งหลักของสกุลสุ่ยใช้เวลาปกติเพียงไม่เกินวันครึ่ง แต่คนที่เห่อลูกบุญธรรม กลับไม่ให้เร่งเดินทาง เพราะกลัวนางจะเหนื่อยเกินไป

            เมื่อมาถึงสกุลสุ่ย จิ่นฟ่านก็นำนางไปให้พี่เลี้ยงดูแลส่วนตนก็จัดการงานพิธีศพของน้องสาว แม้ว่าหวังลี่จินจะมาร่วมงาน แต่ทว่ากลับไม่ให้ทำพิธีศพที่บ้านตระกูลหวัง โดยให้เหตุผลว่าที่บ้านหวังจะมีงานมงคล ไม่อยากจัดงานอัปมงคลที่บ้าน

            นายท่านผู้เฒ่าสุ่ย รีบให้รับศพลูกสาวกลับสกุลสุ่ยทันที หลังจากแต่งงานเข้าตระกูลหวัง หวังลี่จินก็ได้ดิบได้ดี จนเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้แม้อายุยังน้อย แต่ครั้นจะขัดใจกันเพราะลูกสาวตัวเองป่วยเสียชีวิตเห็นจะไม่เป็นเรื่องดี

            ตระกูลสุ่ยไม่เรียกร้อง และไม่โวยวายเลือกเงียบและเก็บงำความคั่งแค้นไว้รอวันเอาคืนสกุลหวัง ที่บังอาจมาหยามเกียรติลูกสาวสุดที่รัก ที่เขาเลี้ยงดั่งไข่ในหิน

            ครั้งนั้นหากขัดพระประสงค์ของฮ่องเต้ อ้างเรื่องอะไรสักอย่างออกไป ฮ่องเต้ก็อาจจะเห็นด้วย แต่เขาเลือกจะเชื่อฟังและทำตามรับสั่งโดยทำให้ลูกสาวต้องมาตาย อย่างอนาถ คิดแล้วก็เป็นความผิดของเขาเองที่ปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้น

            สุ่ยเซียนควรได้แต่งงานกับขุนนางระดับสูงหรือเชื้อพระวงศ์ด้วยซ้ำไป แต่ว่านางต้องมาตกเป็นของผู้ตรวจการหนุ่มที่แทบไม่รู้หัวนอนปลายเท้า ตระกูลหวังเรืองอำนาจขึ้นได้อีกครั้งก็เพราะพระราชทานสมรสทั้งนั้น

            หึ...!

            แววตาที่สุ่ยเจียงมองไปยังโรงศพของลูกสาวสุดที่รัก ล้วนไม่ใช่แค่มองด้วยความอาลัย ยามนี้หวังลี่จินเป็นถึงรองเสนาบดี และก็เมื่อเดือนก่อนท่านเสนาบดีตายด้วยโรคที่ไม่รู้สาเหตุ และยังเป็นปริศนาขนาดหมอหลวงยังไม่อาจจะล่วงรู้ได้ ตำแหน่งเสนาบดีก็ยังว่างอยู่ เพราะยังไม่ได้รับแต่งตั้งจากฝ่าบาท และต่างคนก็รู้ดีว่าฝ่าบาททรงเลือกใคร เพียงแต่รอช่วงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

            ทุกอย่างดูประจวบเหมาะส่งให้หวังลี่จินขึ้นตำแหน่งนี้นัก เรื่องการเมืองสุ่ยเจียงวางมือมานานแล้ว แต่ว่าก็เดาได้ไม่ยากต้นสายปลายเหตุมาจากที่ใด เพียงแต่ไม่มีใครกล้าก้าวล่วง หรือพูดออกมาโดยไม่มีหลักฐานได้ อาจจะต้องโทษลบหลู่ขุนนางชั้นสูง และบางทีอาจจะมีโทษถึงตายได้

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • สามีข้าหรือป้ายวิญญาณนั่นอย่างไร   ตอนพิเศษ เข้าหอโดยสมบูรณ์

    “ดะ...เจ้าอย่าเพิ่งขะ...ข้ายังไม่ได้อาบน้ำ เกรงว่าเจ้าจะเหม็น” เขามาถึงก็จับนางเข้าหอ น่าไม่อายนางต้องหาวิธีหลบเลี่ยงเขาก่อน “ไม่เป็นไรข้าจะอาบให้เจ้าเอง ด้วยลิ้นของข้านี่แหละ รับรองว่าสะอาดเอี่ยมอ่องทั้งตัวเลย” เขาพูดจบ แก้มขาวของนางก็แดงระเรื่ออย่างน่ารัก เขาชอบยิ่งนักที่หยอกเย้าให้นางได้อายเช่นนี้ “เจ้าพูดอะไรลามก” “ข้ารู้ว่าเจ้าก็ชอบ ไม่เช่นนั้นแก้มเจ้าไม่แดงปลั่งเช่นนี้หรอก” แก้มของฟางเหนียงร้อนขึ้นเมื่อรู้ว่าจะเกิดอะไรระหว่างเขาและนางต่อจากนี้ แม้ว่าจะขืนตัวให้หลุดจากการเกาะกุม แต่เรี่ยวแรงนางก็ลดน้อยถอยลงนัก เมื่อเขาอยู่ใกล้นาง เหมือนดูดเรี่ยวแรงนางไปจนหมดสิ้น “คืนนี้...ข้าว่า...เจ้า...!” นางไม่ทันจะพูดได้จบ เขาก็โน้มใบหน้าลงมาชิมริมฝีปากของนางอย่างดูดดื่ม เรียวลิ้นอุ่นชื้นแทรกเข้าหาเริมฝีปากบางอย่างคิดถึง ความหิวกระหายของเขาทำให้จูบแทบดูดวิญญาณนางออกมาจากร่าง จนต้องทุบอกเขาเพื่อให้รั้งรอให้นางได้หายใจเสียก่อน “เจ้า...ตะกละกินมูมมามเช่นนี้ ข้าหายใจไม่ทัน” นางหอบหายใจหนักเมื่อเขายอมละริมฝีปากออกจากปากอิ่มของนา

  • สามีข้าหรือป้ายวิญญาณนั่นอย่างไร   บทที่ 16 ความจริงปรากฏกับทางเดินที่เลือก

    “จินหลิง เจ้าเป็นอะไร” หานหลิงอี้เห็นคนของตัวเองบาดเจ็บมา พร้อมกับตงหยางและญาติผู้น้องก็ตกใจนัก “ท่านพี่ พวกเราโดนหลอก” จื่อเถิงบอกกับญาติผู้พี่พร้อมกับเอาสมุดบัญชีรายชื่อคนร่วมกันช่อโกงเงินพระคลังไป “เพื่อนข้ากับพ่อเจ้า...ด้วยงั้นรึ” จื่อเถิงไม่ตอบอันใด เอาแต่พยักหน้าให้กับญาติผู้พี่ เขาคงไม่รู้ว่านางไม่ใช่จื่อเถิงที่เป็นเจ้าของร่าง จึงไม่ได้อาลัยอาวรณ์นักหากพ่อตัวเองทำผิด “แล้วเจ้าไม่คิดว่าพ่อเจ้าจะโดนโทษหรอกหรือ” หานหลิงอี้ถามญาติผู้น้อง “ข้าไม่ใช่ลูกสาวเขาตั้งแต่วันที่ข้าแต่งงานแล้ว ข้าเพิ่งรับรู้ว่าเขาต้องการส่งข้าไปตายชัดๆ เพียงเพื่ออำนาจที่ตนเองอยากได้ ข้าก็เพิ่งประจักษ์วันนี้เอง” จื่อเถิงพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย เกิดกี่ชาติก็ยังคงถูกหลอกซ้ำซาก “เจ้าจะเอาอย่างไรต่อ หาข้าทูลเรื่องนี้ต่อฝ่าบาทพ่อเจ้าต้องมีโทษแล้วเจ้าก็จะโดนด้วย” “ไม่ได้ นางเป็นเมียข้าแล้ว นางจะไม่ได้รับโทษอันใดทั้งนั้น” ด้วยความที่ห่วงนางตงหยางรีบอ้างเรื่องนี้ทันที “ใครเมียเจ้า ลืมไปแล้วหรือบ้านเจ้าก็มีส่วนรู้เห็น” นางละเบื่อเขาจริง

  • สามีข้าหรือป้ายวิญญาณนั่นอย่างไร   บทที่ 15 นายหญิงที่ตามหา

    จื่อเถิงเดินออกจากเรือนเพื่อไปยังนอกจวนสกุลหลัว แต่ยังไม่ได้ก้าวสักกี่ก้าว เจ้าคนหน้ามึนก็มาขวางไว้อีกแล้ว “เจ้าหลบไป” “เจ้าจะไปไหน ให้ข้าพาไปดีหรือไม่” ตงหยางรู้สึกผิดกับนางอยากไถ่โทษโดยการทำดีกับนางให้มาก นางก็น่างสงสารเช่นกัน เขามันคนเอาใจแต่ไม่รู้เลยว่านางจะเจ็บปวดใจเช่นนี้ “ไปวัดทำบุญให้เจ้า” “ทำไม?” “เผื่อได้รับบุญจากข้าแล้วจะสงบจิตสงบใจ แล้วก็เลิกตามรังควานข้าสักที ข้าเบื่อ” นางเดินหนีเขาตอนนี้ไม่อยากพบหน้านัก ความหนักอึ้งใจหัวใจราวกับมีคนเอาก้อนหินมาถ่วงไว้ก็ไม่ปาน นางพบเจอเรื่องราวมากมายเหลือเกิน ผู้หญิงคนหนึ่งต้องทนรับการกระทำที่แสนเจ็บปวดจากคนรักในอดีต ก็มากเกินพอแล้ว นางไม่ควรกลับมาเจ็บช้ำอีก “ให้ข้าไปเป็นเพื่อน” “ไม่ต้องยุ่ง!” จื่อเถิงหนีไปขึ้นรถม้าที่หน้าจวน เมื่อขึ้นไปแล้วเจ้าบ้ากามตงหยางก็ขึ้นตามมาอีก น่าเบื่อชะมัดไม่รู้จะตามติดนางไปถึงไหนกัน “ข้าอยากดูแลเจ้า สีหน้าเจ้าดูไม่ค่อยดี อากาศข้างนอกหนาวเย็นนัก” “ข้าดูแลตัวเองได้ ไม่ได้อ่อนแออย่างที่เจ้าคิดหรอก” นางไม่ใช่คนที่อ

  • สามีข้าหรือป้ายวิญญาณนั่นอย่างไร   บทที่ 14 จดหมายลับ

    จื่อเถิงเปิดจดหมายออกทีละใบทีละใบ เพื่ออ่านอยากจับใจความให้ได้ว่าคนที่นายหญิงแอบคบชู้นั้นเป็นผู้ใดกันนางไม่ใช่คนที่ข้ารัก ข้าเพียงใกล้ชิดนางเพื่อจะได้พบหน้าท่าน [เสี่ยวเค่อ]ท่านโปรดรอข้า ข้าจักทำให้ท่านและข้าได้อยู่ครองคู่กัน [เสี่ยวเค่อ]ข้าใส่ยาในอาหารให้สามีท่านกิน แล้วลากนางขึ้นเตียง คืนนี้ข้าจะไปหาท่าน [เสี่ยวเค่อ]สามีท่านนำนางไปอุ่นเตียงทุกค่ำคืน ข้าขอพบท่านทุกคืนได้หรือไม่ [เสี่ยวเค่อ]ข้าจะทำเบาๆ ข้ารู้ว่าท่านท้องลูกของข้า [เสี่ยวเค่อ] ท่านท้องกับข้า เขารู้หรือไม่ ข้าอยากเคียงข้างดูแลท่านแทนเขายิ่งนัก [เสี่ยวเค่อ] ‘นะ...นี่มันอะไรกัน ลากนางขึ้นเตียง ท้องกับเสี่ยวเฮ่อ ทำไม...ทำไมมันดูเหมือนชีวิตนางเช่นนี้’ ข้าคือสาวใช้อุ่นเตียง นอกจากข้าแล้วมีผู้ใดเป็นสาวใช้อุ่นเตียงกับนายท่านอีกเล่า จื่อเถิงลำดับเหตุการณ์ ก่อนที่นางได้เป็นสาวใช้อุ่นเตียง วันนั้นเป็นวันที่นางเอาอาหารเข้าไปให้นายท่านตอนดึกเพราะว่า เป็นคำสั่งนายหญิง แต่คนที่ยกอาหารมาให้นางเป็นเค่อรุ่ย คนรักของนางที่

  • สามีข้าหรือป้ายวิญญาณนั่นอย่างไร   บทที่ 13 จูบเย้ยจันทร์

    “เอ่อ...ตงหยาง...เจ้าปล่อยข้าก่อนดีหรือไม่ ทำเช่นนี้เจ้าจะดื่มชาได้อย่างไร” จื่อเถิงพยายามหาทางออกจากตักแกร่งของเขา เมื่อยามใกล้ชิดชายเช่นนี้นางรู้สึกอกสั่นขวัญหาย ช่องท้องเสียววูบไปหมด “ดื่มได้สิ เดี๋ยวข้าจะดื่มให้เจ้าดู” เขายกถ้วยชาขึ้นชนกับริมฝีปากนาง แล้วก็กระดกถ้วยให้นางดื่ม เมื่อนางดื่มได้ครึ่งถ้วยเขาก็วางถ้วยชาลง เปลี่ยนเป็นประกบปากอุ่นร้อนกับริมฝีปากนาง เพื่อทวงคืนน้ำชาในถ้วย “ฮึก...! อื้อ...” ริมฝีปากเล็กที่กำลังจะร้องก็ถูกปากหนาจูบกลืนเสียงลงไป เรียวลิ้นของเขาแทรกลึกเข้ามาภายใน นางทั้งตกใจและไม่ทันได้ตั้งตัว สองมือพลัดกันทุบหน้าอกของเขาให้ออกห่างจากตัวนาง คนตัวใหญ่เมื่อได้ลิ้มรสของหวานเช่นนั้นก็ยากจะละออก เขาดูดกลืนอย่างย่ามใจ สองมือหนาเลื่อนขึ้นมาบีบเคล้นสองเนินเนื้อหน้าอก อย่างแรงด้วยความมันเขี้ยวความนุ่มนิ่มนี้ทำให้เขาขยำมันอย่างเพลิดเพลิน จื่อเถิงกำลังจะเคลิ้มไปกับสัมผัสอันร้ายกาจของเขา ยิ่งตอนมือหนาแทรกเข้ามาในสาบเสื้อ ยิ่งทำให้นางร้อนวูบวาบดังไฟเผา มือของเขาช่างร้ายกาจนักปลุกปั้นอารมณ์เล้าโลมจนจื่อเถิงรู้สึกผ่อนคลาย และเผลอลูบไล้

  • สามีข้าหรือป้ายวิญญาณนั่นอย่างไร   บทที่ 12 กลับไปจวนสกุลหลัว

    นางป่วยจนสามวันเต็ม ทุกวันจิ่นช่างหลิวกับตง หยางสลับกันมาเยี่ยม จนนางเองต้องให้สาวใช้ไล่กลับไป หากผู้พบผู้ใด อีกผู้ก็อยากจะพบอีก เป็นอย่างนี้นางก็ไม่ได้พักผ่อนเสียที อีกอย่างนางอยากเข้าสกุลหลัวให้ได้เร็วๆ หาไม่เช่นนั้นก็คงไม่ได้จัดการเรื่องที่คาราคาซังมานานเสียที แค่ก แค่ก...! “ท่านหญิงดื่มยาสักหน่อยเจ้าค่ะ” อี๋เหนียงยกถ้วยยามาให้ผู้เป็นนาย ตอนนี้อาการปวดหัวและไข้เริ่มซาลงแล้ว เหลือแค่เจ็บคอและไอเท่านั้น นางจึงลุกขึ้นดื่มยาเองได้แล้ว “ยาขมชะมัด!” นางดื่มทีเดียวหมดถ้วยก็จริง แต่ว่าสีหน้าหลังจากดื่มยาน่าสงสารนัก “น้ำตาลกุ้ยฮัวเจ้าค่ะ” อี๋เหนียงนึกขึ้นได้ว่า คุณชายหลัวเอามาเยี่ยมนางบอกว่ากลัวนางจะดื่มยาขมจนเกินไป จึงเอาน้ำตาลกุ้ยฮัวมาให้นางเผื่อนางต้องใช้ และก็จริงดังที่คาดไว้ “อร่อยจัง เจ้าเอามาจากไหน” จื่อเถิงอมแล้วรู้สึกหวานชุ่มคอดีจัง “คุณชายน้อยหลัวเจ้าค่ะ...” อี๋พูดไปก็เสี่ยงต่อการโดนนายหญิงต่อว่า นางหลับตาปี๋เตรียมตัวแต่ทว่าก็ไม่มีเสียงก่นด่าอันใดออกจากปากผู้เป็นนาย “อร่อยดี...!” จื่อเถิงหยิบมาเข้าปากอีกก้อน ด้ว

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status