LOGINตื่นมาในเช้าวันใหม่มันหอมรีบลุกขึ้นไปนึ่งข้าวให้แม่ จากนั้นก็วกกลับเข้ามาในห้องของตนเพื่อส่องกระจกอีกครั้ง
“ช่างงามจริง ๆ” มันหอมอดไม่ได้ที่จะพูดกับตัวเอง เธอรู้ว่ามันหอมคนก่อนเป็นคนขี้เกียจทำงานทำการ ขึ้นเขาหาของป่าก็นับครั้งได้ ทุกวันเธอขยันอยู่เรื่องเดียวคือไปสืบเสาะหาสมุนไพรเสริมความงามจากพ่อเฒ่าเพื่อมาประทินผิวตัวเอง เธอเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่อายุสิบสี่ตอนนี้เธอจึงกลายเป็นหญิงสาวที่มีผิวสวยที่สุดในหมู่บ้าน อีกทั้งหน้าตาเธอยังจิ้มลิ้มพริ้มเพราโดดเด่นกว่าใคร
มันหอมลูบไล้แขนขาและใบหน้าตัวเองอย่างพึงพอใจ ชาติที่แล้วถึงเธอจะเป็นผู้หญิง แต่เธอก็ไม่มีเวลาดูแลตัวเองขนาดนี้ เจ้าของร่างนี้ช่างอดทนกับเรื่องความสวยความงามจริง ๆ ทั้งภายนอกภายในเธอดูแลดีไม่ให้ขาดตกบกพร่อง มันหอมยิ้มให้กับตัวเอง “นับว่าที่เธอทำไปไม่สูญเปล่านะหอม”
บุษบงงัวเงียตื่นขึ้นมาเห็นพี่สาวยืนหมุนซ้ายหมุนขวาอยู่หน้ากระจกจึงเอ่ยถาม “พี่หอมเป็นอะไรคะ” ทุกวันไม่เคยเห็นพี่สาวตื่นขึ้นมาส่องกระจกแต่เช้าขนาดนี้
มันหอมสะดุ้งเล็กน้อยหันมายิ้มแห้งให้น้องสาว “เปล่าจ้ะ พี่ไปดูหม้อข้าวก่อนนะ”
มันหอมเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี บุษบงยังงงงัน พี่สาวไม่เคยตื่นเช้า และยิ่งไม่เคยนึ่งข้าว เธอเหวี่ยงผ้าห่มออกจากร่าง พลันคิ้วก็ย่นเข้าหากัน มองไปยังที่นอนของพี่สาว เอื้อมมือไปหยิบผ้าห่มที่พับไว้อย่างเรียบร้อยขึ้นมาดู จึงรู้ว่าเมื่อคืนนี้พี่สาวยกผ้าห่มให้ตนอีกผืน
แปลกมาก คนที่เห็นแก่ตัวและหวงของอย่างมันหอมจะเสียสละผ้าห่มให้น้องสาว ที่ไม่ค่อยถูกกันได้อย่างไร
ตอนสายมันหอมเดินออกไปชมทุ่งข้าวของตัวเองที่น่าจะมีอยู่เพียงสามไร่ นอกนั้นเป็นทุ่งหญ้าที่ออกดอกหลากสี บางต้นดอกกำลังโรย บางต้นกำลังแห้งตาย สายตากวาดมองไปยังน้องชายที่กำลังผูกควายสองตัวไว้กับตอไม้เพื่อให้มันได้กินหญ้า ควายสองตัวนั้นชื่อไอ้รุ่งกับไอ้เรืองเป็นควายตัวผู้ทั้งคู่
เธอถือโอกาสยืนมองไปรอบ ๆ บ้านของตัวเองอีกครั้ง บ้านไม้ที่ชาวบ้านปลูกไว้ค่อนข้างห่างกัน รอบ ๆ บ้านของแต่ละครอบครัวเต็มไปด้วยทุ่งหญ้า และทุ่งข้าวที่เมล็ดเริ่มเป็นสีเหลือง ลมโชยมาแต่ละทีพัดเอากลิ่นหอมของข้าวใหม่เข้ามาพาให้ชื่นใจ อีกไม่ถึงสิบวันก็คงได้เก็บเกี่ยว มีวัว มีควาย ที่ชาวบ้านล่ามไว้ไม่มากนัก ยืนเล็มหญ้าอยู่ตามทุ่งกว้าง เห็นวิถีชีวิตแบบนี้แล้วก็ทำให้รู้สึกเบิกบานใจ แต่ปากท้องของคนในหมู่บ้านกลับค่อนข้างลำบากเล็กน้อย
เธอเดินกลับขึ้นไปบนเรือนเพื่อดูผู้ชายคนนั้น เขายังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น ไม่รู้เป็นคนบ้านไหน ป่านนี้พ่อแม่คงตามหากันให้วุ่น
“มาลา” เสียงนั้นดังมาจากด้านล่าง
มาลาแย้มใบหน้าออกมาดู “อาจัน”
“ฉันเอง… ฉันเอาลาบกระต่ายมาให้ และต้มมันมือเสือใส่น้ำตาลมาฝาก”
“ขอบคุณมากค่ะ” มาลาเดินลงไปรับตะกร้ากับมือจันทรา
“ไม่ต้องเกรงใจ” คนในหมู่บ้านก็เป็นเช่นนี้ มีอะไรก็แบ่งปัน เมื่อวานเธอรู้ข่าวจากสามีว่ามันหอมไม่ได้อะไรติดมือกลับมาเพราะช่วยชีวิตคนผู้นั้นไว้ เธอจึงเอาลาบกระต่ายมาฝากถ้วยใหญ่ และต้มมันป่าอีกหนึ่งหม้อเล็ก ถึงจะรู้ว่ามันหอมเป็นคนค่อนข้างเห็นแก่ตัว ไม่ชอบแบ่งปัน และไม่สนใจคนในหมู่บ้านเท่าที่ควร แต่สมาชิกในครอบครัวคนอื่น ๆ ก็ดีหมด เรื่องนี้เธอจึงไม่ถือสา และไม่รู้ว่านิสัยผิดแผกจากคนในครอบครัวนี้มันหอมได้แต่ใดมา แต่คนในหมู่บ้านก็นึกปลง กระทั่งมันหอมสวยจนหยดย้อยก็ไม่มีใครอยากได้ไปเป็นสะใภ้ เพราะไม่มีใครอยากได้ลูกสะใภ้ขี้เกียจ และคงไม่มีสามีคนไหนที่อยากได้ภรรยาที่จะต้องเลี้ยงดูฝ่ายเดียวไปตลอดชีวิต เพราะกว่าคนหนึ่งจะร่วงโรยไปตามวัยก็ปาเข้าไปหกสิบเจ็ดสิบปี นับดูแล้วใครที่ได้มันหอมไปร่วมบ้านคงต้องทรมานไม่น้อย
“แล้วหอมเป็นยังไงบ้าง” เมื่อวานมีเพียงสามีแวะเวียนมาดู ส่วนเธอยังไม่มีเวลาปลีกตัวมา
“ขึ้นมาข้างบนก่อนสิคะ” มาลาบอกจันทรา จันทราเดินตามขึ้นมาอย่างคุ้นเคย คนในหมู่บ้านร่ำลือกันว่า หนุ่มคนนี้หน้าตาดีหนักหนา ใครก็อยากมาเห็นหน้าค่าตา ตั้งแต่มันลงมาจากเขา หัวกระไดยังไม่เคยแห้ง
เดินเข้ามาในบ้านเห็นมันหอมกำลังนั่งอยู่ข้าง ๆ หนุ่มคนนั้นพอดี “เอ็งเป็นยังไงบ้าง”
“กินยาแล้วรู้สึกดีขึ้นมากแล้วค่ะ” ทั้งที่กลิ้งตกภูเขาลงมาด้วยกัน แต่ผู้ชายคนนี้กลับอาการสาหัสมากกว่าเธอมาก
น้ำเสียงของมันหอมที่กล่าวออกมานุ่มนวลน่าฟังจนจันทรานึกแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร “แล้วมันล่ะ” จันทรามองไปยังชายคนนั้น เขาหล่อสมคำเล่าลือจริง ๆ ถึงหน้าตาจะมีรอยแผลอยู่บ้าง แต่คงไม่ทำให้เกิดเป็นรอยแผลเป็นในภายหลัง สวรรค์ช่างเมตตานัก จะไม่เมตตาก็ตอนที่ได้แต่งงานกับมันหอมนั่นละ ภาวนาให้มันหอมเปลี่ยนแปลงตัวเองหลังจากมีครอบครัวแล้วก็เป็นพอ
“ฉันก็รอมันฟื้นอยู่เหมือนกัน” มาลาว่า
“น่าสงสารมันนะ” จันทรากล่าว มองมายังมาลา “แต่จะทำยังไงได้ มันตกเขามาเขตของเราแล้ว ก็นับว่าเป็นวาสนา”
“ค่ะ” มาลารับคำเงียบ ๆ เรื่องที่มันหอมต้องแต่งให้ชายแปลกหน้าผู้นี้ คนในหมู่บ้านรู้กันหมด ยกเว้นมันหอมคนเดียวที่ยังไม่ทราบ
จันทราอยู่คุยด้วยอีกสักพักจึงขอตัวกลับ
ห้าคนพ่อแม่ลูกนั่งล้อมวงรับประทานอาหารเช้ากันอยู่ชานนอกบ้าน มันหอมรู้สึกยินดี ที่ได้มีโอกาสอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวแบบนี้สักครั้ง
“หอม” ขุนเดชเอ่ยเสียงทุ้ม พลางมองหน้าลูกสาวที่ทำตัวสงบเสงี่ยมตั้งแต่ลงจากเขาเมื่อวาน
“คะพ่อ” ดวงตาที่มองพ่อยังคงทอแสงสุกสกาวราวกับดวงดาวบนท้องนภา ไม่มีแววขุ่นมัวสักนิด
พวกเขาพากันเดินกลับ พอถึงจุดที่มีทากปาริชาติก็ขี่หลังพลากรอีก เขาจึงฝากกระเป๋าเพื่อนไว้กับเจ้าหน้าที่ แต่พอพ้นเขตทากดูดเลือดปาริชาติกลับเงียบกริบ “ปอย” เงียบสนิท แถมคางยังเกยอยู่ที่ไหล่เขา “คุณปอยหลับไปแล้วครับคุณกร” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งตอบแทน พลากรขบเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ ต่อไปนี้เขาจะไม่ยอมใจอ่อนกับเธอเด็ดขาด ผู้หญิงอะไรหลับได้แม้กระทั่งอยู่บนหลังผู้อื่น ไม่ใช่ผู้อื่นธรรมดาแต่เป็นหลังผู้ชายที่ไม่ใช่แฟนตัวเองด้วย เกือบจะถึงที่พักปาริชาติจึงงัวเงียตื่น พลากรพาเธอเข้าไปในห้องพัก “เธอพักห้องนี้แล้วกัน ส่วนพี่จะไปพักทางโน้น” “ค่ะ” เธออายเล็กน้อยที่ทำขายหน้า นอนยาวหลายชั่วโมงบนหลังเขา พลากรเดินไปคุยกับเจ้าหน้าที่ ปาริชาติมองห้องพักตัวเองด้วยความหวาดกลัว ห้องพักคล้ายกับรีสอร์ต ห้องของเธออยู่ห่างจากคนอื่น คืนนี้เธอจะนอนยังไง พลากรกำลังจะล้มหัวลงนอน ก๊อก ก๊อก ก๊อก เขาดีดตัวลุกขึ้นแล้วเดินไปเปิดประตู ก็เจอกับยายตัวยุ่งยืนอยู่ “มีอะไร ดึกแล้วทำไมยังไม่นอนอีก” “ปอยกลัวค
หลังจากนั้นสองวันพลากรก็เริ่มประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสี่จังหวัดที่มีเขตติดต่อกับภูเขาพญาคีรี ให้ช่วยประสานงานกับสถานีตำรวจและนายอำเภอทุกพื้นที่ ครั้งก่อนที่ตรวจสอบพวกเขาตรวจแค่อำเภอที่อยู่ติดกับภูเขาพญาคีรี ตอนนี้ต้องตรวจสอบใหม่ทั้งหมด เริ่มจากจังหวัดที่เขาไปเที่ยวกับเพื่อนวันนั้นก่อน ทำธุระที่สถานีตำรวจเสร็จก็มุ่งหน้าไปที่อุทยานป่าไม้ เพื่อขอร้องให้เจ้าหน้าที่ช่วยตามหาอีกครั้ง และครั้งนี้เขาก็มีผู้ช่วยตามมาด้วยจนได้ “พี่กรกับพี่อินมาเที่ยวกันไกลขนาดนี้เลยเหรอคะ” ตอนที่อินทรบอกว่าจะออกเดินป่าครั้งนั้น เขาไม่ได้บอกว่าจะไปไหน เธอก็ไม่ได้ซักไซ้ถาม “อือ” พลากรตอบอย่างขอไปที บอกว่าไม่ต้องมา ๆ ก็ยังรั้นจะตามมา เดี๋ยวพาไปนอนกลางป่าให้ยุงดูดเลือดเล่นสักคืนสองคืน หรือจะพาไปเดินป่าให้ทากดูดเลือดดีนะ จะได้เข็ดหลาบสักที วิ่งตามเป็นเด็กไปได้ พลากรจอดรถเมื่อมาถึงอุทยาน เดินเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ เขาคุยอยู่นาน ก่อนจะเดินออกมาหาคนที่นั่งรออยู่ข้างนอก “พี่จะขึ้นเขาไปกับเจ้าหน้าที่ ปอยรออยู่ที่นี่นะ ตรงนั้นมีร้านกาแฟ มุมโน้นมีหนังสือให้อ่าน
มันหอมตกใจตาเบิกกว้าง เข่าขาว ๆ ของเขาเป็นจ้ำสีม่วงเขียวคล้ำและถลอกจนเลือดซิบ จากโกรธก็มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง “เจ็บมากไหม” มือน้อย ๆ ลูบแผลเขาอย่างเบามือ “เดี๋ยวฉันเอายาที่พ่อปู่ให้มาทาให้นะ” “เจ็บมากกว่านี้ก็ยอม” มือสองข้างกุมไหล่บางไว้ จ้องเข้าไปในดวงตากลมโตของเธอ ริมฝีปากขยับอยากจะถามอยากจะพูดอีกหลายคำแต่เขาก็ละทิ้งความคิดนั้นไป เขากลัว… กลัวคำตอบเรื่องนี้ ไม่ถาม ไม่รับรู้ย่อมไม่เจ็บ แต่มันทรมานเล็กน้อย หรืออีกอย่างคือเธอเลือกที่จะไม่บอกความจริงกับเขา เห็นเขาเอาแต่จ้องหน้าอยู่นานมันหอมจึงถามออกไป “มีอะไรเหรอคะ” “… พี่… พี่รักหอม” มองเธอด้วยสายตาที่อธิบายได้ยากแต่ก็มีความมรักอยู่เต็มหัวใจ โน้มกายเธอเข้ามากอดแน่น เขาอยากกอดเธอให้นาน ๆ สองแขนเรียวเล็กโอบกอดเขาไว้เช่นกัน “ฉันก็รักพี่” ถ้าวันหนึ่งเขาต้องไปจริง ๆ เธอจะอยู่อย่างไร เขารู้สึกได้ว่าสิ่งที่เธอพูดคือความจริง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอทำให้เขาเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ ให้เขาขี่หลังไปทุกที่ที่เขาอยากไปด้วย ดูแลเอาใจใส่ไม่เคยห่าง แต่เธอมีเหตุผลอะไรที่ต้องโกหกเขา เช
เย็นวันนั้นหลังรับประทานอาหารเสร็จ ขุนเดชก็เรียกลูกสาวอยู่คุยด้วย “พ่อมีอะไรจะคุยกับฉันเหรอคะ” “พ่ออยากมีหลานสักคน” ตอนนี้ฐานะพวกเขาก็เริ่มดีขึ้นบ้างแล้ว ถ้ามีหลานอีกสักคนก็คงไม่ทำให้พวกเขาลำบาก อีกทั้งพวกเขามีสมาชิกหลายคน ทั้งตายาย ทั้งพ่อกับแม่มัน อีกทั้งยังมีน้าทั้งสอง ช่วยกันเลี้ยง หลานย่อมไม่ลำบาก และนี่ก็เป็นวิธีที่จะรั้งตัวสิงขรเอาไว้ได้ ถ้าวันนั้นมาถึง “แม่ก็อยากมี” มาลาเอ่ยสำทับ เธอเห็นด้วยกับสามีที่เล่าว่าหากวันหนึ่งสิงขรต้องจากไป แล้วมันหอมจะอยู่อย่างไร มาลามองออกว่าลูกสาวของเธอรักสิงขรมาก แม้ร่างกายเขาพิการถึงสามส่วนแต่เธอก็ยังเฝ้าทะนุถนอมสามีเป็นอย่างดี ไม่เคยบ่นหรือด่าสามีสักคำ “แต่ว่าขาพี่สิงยังไม่หายดี” เธอพูดไม่เต็มเสียงนัก ขุนเดชรู้ได้ทันทีว่านั่นคือข้ออ้างของลูกสาว “ถ้าเกิดไอ้สิงมันจำทุกอย่างได้แล้วทิ้งเอ็งไป เอ็งจะอยู่กับใคร จะยอมให้มันจากไปง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ” มันหอมก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าถ้าวันนั้นมาถึงแล้วเธอจะตัดสินใจอย่างไร มันหอมหลุบตาลง ริมฝีปากเธอเม้มแน่น “พ่อก
ช่วงเย็นพลากรเพื่อนของอินทรแวะเข้ามาเยี่ยมจินดาที่บ้านแต่เอกมรบอกว่าเธอออกไปทำบุญกับปาริชาติ “คงไม่ไปดูดวงอีกหรอกนะครับ” พลากรกล่าว “พ่อว่าน่าจะไม่พลาดนะ” เอกอมรว่า “พี่ก็คิดเช่นนั้น” อันดาเสริมขึ้น “แต่ก็ดีนะคะ อย่างน้อยปอยก็ทำให้คุณแม่ออกจากบ้านได้บ้าง” ม่านมุกมองเห็นข้อดีในเรื่องนี้ ทุกคนเห็นด้วย เพราะถ้าไม่มีปาริชาติ จินดาก็ไม่เคยคิดออกจากบ้านเลย เบื่อทั้งอาหารเบื่อทั้งผู้คน เสียงรถปาริชาติเลี้ยวเข้ามาจอดไม่นาน ปาริชาติกับจินดาก็เดินเข้ามาในบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “วันนี้คงมีเรื่องดี” เอกอมรว่า “ดีมากเลยค่ะคุณ วันนี้หมอดูบอกว่าลูกเราจะกลับมาภายในหนึ่งเดือนนี้ค่ะ” เอกมรแค่นยิ้มแกมเวทนาภรรยาอยู่บ้าง เธออยู่ได้ก็เพราะคำทำนายของหมอดู “ก็ดีแล้ว ผมก็อยากเจอลูกเร็ว ๆ เหมือนกัน” “แล้วแม่เสียค่าครูไปเท่าไรครับ” อันดาถาม จินดาเสียเงินกับค่าดูหมอไปหลายแสนในระยะเวลาสามเดือน “สองหมื่น” เธอว่าหน้าระรื่น ดวงตาเปล่งประกายมีความสุข น้ำเสียงไม่ได้ทุกข์ร้อน “ถ้าอินกลับมา
เก็บเกี่ยวแตงกวาเสร็จก็ต่อด้วยกะหล่ำปลี ตัดกะหล่ำปลีในช่วงเย็น นำไปขายในตอนเช้า คนที่ไปขายของที่ตลาดต้องออกจากบ้านตั้งแต่เที่ยงคืน ระหว่างวันคนที่อยู่บ้านก็ดูแลแปลงข้าวโพด และเตรียมพื้นที่ปลูกถั่วฝักยาวและผักกาดขาวต่อ ชีวิตในแต่ละวันล้วนไม่ได้ว่างเว้น พวกเขาทำงานทั้งวัน แต่กลับมีความสุข ถัดจากกะหล่ำปลีก็เก็บเกี่ยวแตงโมต่อ แตงโมผลใหญ่เนื้อข้างในสีแดงจัดมีรสหวานฉ่ำ แม้ไม่ได้ใช้สารเคมีสักหยด คนในหมู่บ้านแลกเปลี่ยนผลผลิตให้ได้กินกันอย่างถ้วนหน้า วันหนึ่งผู้ใหญ่บ้านไปสำรวจตลาดข้างนอกมาและกลับมาแจ้งลูกบ้านว่าตอนนี้ผักกำลังขาดตลาด เพราะที่อื่นมีน้ำไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงถือเป็นเรื่องดีของหมู่บ้านไพรพนาที่จะขายผักในราคาที่สูงขึ้นกรุงเทพมหานคร สามเดือนแล้วที่ลูกชายคนเล็กหายตัวไปจากป่าอย่างไร้ร่องรอย จินดาผู้เป็นแม่กินไม่ได้นอนไม่หลับ ร่างกายเริ่มซูบผอมลงจนน่าใจหาย “คุณกินอะไรบ้างเถอะ” เอกอมร ผู้เป็นสามีเอ่ยด้วยความเป็นห่วง ตั้งแต่ลูกชายคนเล็กไปเดินป่ากับเพื่อนและหายสาบสูญไปเพราะเจอเสือในป่าวันนั้น ภรรยาของเขาก็เหมือนจะตรอมใจเพราะคิดถึงลูก







