เข้าสู่ระบบคนอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องต่างสูดหายใจเข้าลึกเมื่อขุนเดชเปล่งวาจานั้นออกมา และลุ้นว่าผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นเช่นไร หากเขาพูดออกไปแล้ว มันหอมเกิดอาละวาดขึ้นมา กับข้าวที่อยู่ตรงหน้านี้จะยังอยู่ดีหรือไม่ ทำไมเขาไม่พูดตอนกินข้าวอิ่มแล้ว
“เอ็งต้องแต่งให้กับไอ้หนุ่มคนนั้น” ขุนเดชโบ้ยหน้าเข้าไปด้านในห้องโถงของบ้าน
มันหอมเงียบไป หลุบตามองข้าวเหนียวในมือ ริมฝีปากเม้มแน่น เหมือนทุกคนกำลังลืมหายใจไปชั่วขณะ
หลายอึดใจที่มันหอมไตร่ตรองเหตุผลที่เธอต้องแต่งงานกับผู้ชายคนนั้น เธอส่ายหน้าในใจกับกฎของหมู่บ้านนี้ เมื่อวานเธอตกใจกลัวเขาตายจนไม่ทันคิดว่าการแตะเนื้อต้องตัวกับผู้ชายจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ซ้ำร่างกายของเธอกับเขายังแนบชิดกันขนาดนั้น มีหรือเธอจะหาทางบ่ายเบี่ยงความเชื่ออย่างหัวชนฝาของชาวบ้านได้ ถึงเรื่องนี้จะเป็นเพียงช่วยชีวิตเขาไว้ก็ตาม เธอผ่อนลมหายใจออกมายืดยาว “ได้ ฉันจะแต่งกับเขา”
“หา!” คนทั้งสี่ที่นั่งอยู่ตรงนั้นอุทานออกมาพร้อมกันอย่างเหนือความคาดหมาย มันหอมไม่โวยวาย ไม่ตีโพยตีพายใหญ่โต และยังไม่ถามหาเหตุผล เป็นไปได้หรือ
สายตาทุกคู่จับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเธอ พวกเขาทำหน้าตาตลกจนมันหอมขำออกมา
“ฉันย่อมรู้ดี หากฉันไม่ทำตามกฎก็ต้องย้ายออกไปอยู่ที่อื่น เช่นนั้นแล้วฉันจะไปอยู่ที่ใด” ไม่รู้จักใคร ไม่รู้จะเดินทางอย่างไร ในหมู่บ้านนี้มีเกวียนเพียงสองเล่มที่เดินทางเข้าตลาดได้ ระยะทางจากหมู่บ้านนี้เข้าไปในตัวอำเภอก็เกือบสามสิบกิโลเมตรเข้าไปแล้ว ที่มากกว่านั้นคือ… เธอไม่มีเงิน
ทุกคนพยักหน้าอย่างเข้าใจ และยินดีที่มันหอมรู้จักเข้าใจอะไรง่าย ๆ บ้าง
“แต่เขาจะยอมเหรอคะ” มันหอมถามขึ้นอีกครั้ง หากเขาตื่นขึ้นมาทุกคนมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาจะยอมแต่งงานกับคนบ้านป่าอย่างเธอ ดูแล้วเขาไม่ใช่คนที่จะยอมแต่งงานกับใครง่าย ๆ เขาเป็นใครมาจากไหนก็ไม่ทราบได้ หน้าตางดงามราวกับภาพวาดเทพเซียนในนิยายก็ไม่ปาน
“เรื่องนั้นพ่อเฒ่าจะเป็นคนจัดการเอง” ขุนเดชบอกกับลูกสาว
ไม่มีใครคุยเรื่องนี้อีก หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จก็เตรียมอุปกรณ์ไปหาของป่า
ส่วนเขื่อนพอได้ยินว่าสาวที่ตนแอบหลงรักแต่พ่อกับแม่ไม่ยอมไปสู่ขอให้ กำลังจะแต่งงานกับผู้ชายต่างเมืองก็รีบมาหาที่บ้านทันที
“หอม!” มันหอมกำลังเตรียมตะกร้าขึ้นเขา เงยหน้าขึ้นมองเมื่อได้ยินเสียงชายหนุ่มเรียก
ไอ้เขื่อนนี่เอง มันเดินหน้านิ่วเข้ามาหาเธอ
“พี่เขื่อนมีอะไร” จะกล่าวว่าไม่มีใครไม่ชอบมันหอมเลยก็ไม่ใช่ เพราะอย่างน้อยยังมีเขื่อนคนหนึ่งที่แอบหนีพ่อกับแม่มาหาเธอที่บ้านบ่อย ๆ ทั้งที่มันหอมไม่เคยสนใจผู้ชายคนนี้เลย ผู้ชายคนนี้อายุยี่สิบสองปี หน้าตาหล่อเข้ม มีผิวสีแทน แต่มันหอมคนเดิมชอบคนผิวขาวเธอจึงไม่ยอมรับรักกับชายคนนี้สักที และพ่อกับแม่ฝ่ายชายก็ไม่เห็นด้วย
“เอ็งจะแต่งงานกับไอ้คนต่างเมืองจริง ๆ เหรอ” น้ำเสียงมีแววคาดคั้นไม่พอใจ
“แต่งไม่แต่งแตกต่างกันยังไง” อย่างไรเธอกับเขื่อนก็ไม่มีทางได้ลงเอยกัน
“แต่หอมไม่รู้จักนิสัยใจคอมัน”
จะต่างอะไร อยู่ในหมู่บ้านนี้เธอก็เหมือนคนบ้านอื่น ไม่ได้รู้จักมักจี่ใครเช่นกัน “ถ้าฉันไม่แต่งแล้วเกิดโรคระบาดขึ้นมาจะทำยังไง” เธอแค่พูดตัดความรำคาญเท่านั้น มันหอมมองหน้าชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้า เขาพูดไม่ออก “หรือพี่ไม่กลัวตาย” ถ้าการผิดผีทำให้เกิดเหตุร้ายจริง ใครจะรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับหมู่บ้าน แล้วมีใครบ้างที่ไม่กลัว
“พ่อเฒ่าน่าจะฆ่ามันให้ตายไปซะ ถ้ามันนำความเดือดร้อนมาสู่หมู่บ้านเราจะทำยังไง” รู้ว่าเป็นคนเมืองอื่น ทำไมต้องเก็บมันไว้
“เรื่องนั้นพ่อเฒ่าคงรับผิดชอบเอง เขาเป็นหมอ มีหน้าที่รักษาคน ไม่ใช่ฆ่าคน” มันหอมชี้แจงอย่างใจเย็นต่างจากมันหอมคนเดิม เขามีความคิดแบบนี้ถึงไม่มีใครอยากแต่งงานด้วย
เขื่อนทำท่าจะพูดอีกหลายคำ แต่มันหอมที่จิตวิญญาณโตเป็นผู้ใหญ่แล้วไม่อยากพูดหลายความจึงกล่าวตัดบท “ฉันขึ้นเขาก่อนนะ พ่อกับน้องรอนานแล้ว” อีกทั้งพ่อเฒ่ากับผู้ใหญ่บ้านก็เดินมาถึงพอดี
มันหอมพูดจบก็เดินไปหาทุกคนที่ยืนรออยู่ เขื่อนได้แต่ทำท่าทางอึดอัดใจ มองไปที่มาลาแล้วจึงเดินเข้าไปหา มันหอมไม่ได้สนใจเขาอีก
“ผมขอขึ้นไปเยี่ยมเขาได้ไหมน้ามาลา”
“ได้สิ” คนมาเยี่ยมชายคนนี้จนบันไดบ้านของเธอขึ้นเงา
เขื่อนก้าวเท้ายาว ๆ ขึ้นมาบนเรือน เมื่อเห็นใบหน้าของชายผู้นั้นเขาก็นิ่งไป แววตาเกิดความริษยาขึ้นมาวาบหนึ่ง ผู้ชายคนนี้จะกล่าวว่าหล่อเหมือนชายก็ไม่ใช่ จะว่าสวยเหมือนหญิงก็ไม่เชิง รูปร่างสันทัดสมส่วนไม่อ้วนหรือผอมเกินไป เขื่อนเป็นผู้ชายยังรู้สึกอิจฉา ใบหน้าดังสวรรค์ปั้นแต่ง ผิวพรรณขาวเนียนนั่นอีก ถ้าตามแขนขาไม่มีเส้นขนหรือเส้นเลือดปูนนูนขึ้นมาก็กล่าวได้ว่าคล้ายสตรีมากกว่า ผู้ชายคนนี้หน้าตาดีจนใจเจ็บ
มองจนเต็มอิ่มแล้วเขื่อนก็เดินลงเรือนไปโดยไม่พูดกับมาลาสักคำ หรือมันหอมเห็นว่าชายผู้นี้หน้าตาหล่อมากกว่าเขา ผิวขาวมากกว่าเขา เธอจึงยอมแต่งงานด้วย ต้องใช่แน่ ๆ เธอเคยบอกว่าชอบคนผิวขาว คิดได้เช่นนั้นหน้าตาของเขื่อนก็บิดเบ้คล้ายจะร้องไห้
มันหอมเดินนำหน้าทุกคนไปตามทางเดิมที่เธอเก็บเห็ดเมื่อวาน พ่อเฒ่าจึงกล่าวเตือนทุกคนว่า พื้นที่แห่งนี้ไกลจากหมู่บ้านเกินไป และเป็นรอยต่อระหว่างมนต์พรางตากับพื้นที่ภายนอก มันค่อนข้างอันตราย พ่อเฒ่าเข้าใจแล้วว่าทำไมชายผู้นั้นถึงพลัดหลงเข้ามาในอาณาบริเวณของหมู่บ้านไพรพนาได้ เขาน่าจะวิ่งหนีเสือมาไกลมาก เพราะเขตที่นักท่องเที่ยวขึ้นมาเดินป่ากางเต็นท์อยู่ห่างจากที่นี่เกือบสองร้อยเส้น
จากนั้นขุนเดชปล่อยให้ลูกทั้งสามเก็บเห็ดและผักป่าไปก่อน ส่วนเขากับพ่อเฒ่าและผู้ใหญ่บ้านปลีกตัวไปเดินสำรวจทางที่ชายหนุ่มผู้นั้นวิ่งหนีเสือมา เผื่อจะได้หลักฐานอะไรเกี่ยวกับเขาบ้าง
ชาวบ้านไพรพนาไม่มีใครพูดอะไร แต่ในใจลึก ๆ ไม่อยากให้สิงขรไปจากที่นี่ แล้วมันหอมละจะอยู่ที่นี่ได้อย่างไร“แต่ผมคงไปไม่ได้”“ทำไมล่ะอิน” อันดาเป็นฝ่ายถาม ทุกคนที่มาด้วยกันก็อยากรู้“ผมมีเมียแล้ว” เขามองพี่ชายด้วยแววตาจริงจังหนักแน่น “ฮะ! มีเมียแล้ว” จินดาได้ฟังแค่นั้นถึงกับหน้ามืดเป็นลมล้มลงไปกองกับพื้น“แม่!” อันดา อินทร อุทานขึ้นพร้อมกันแล้วรีบเข้ามาช่วยแม่“เราต้องรีบพาแม่ไปหาหมอ เอ็งก็ต้องกลับไปกับพวกเราด้วย” อันดาว่าเสียงเครียด “แต่ว่าผม… ““เอ็งจะปล่อยให้แม่ตายก่อนหรือไง” พี่ชายตวาดขึ้น และรีบอุ้มจินดาขึ้นรถ ทุกคนก้าวขาขึ้นรถอย่างรีบเร่งอินทรอยากเดินไปร่ำลาภรรยาเป็นครั้งสุดท้ายแต่เขากลับทำไม่ได้ “ฝากบอกหอมด้วยนะครับแม่ว่าเสร็จธุระแล้วผมจะรีบกลับมา” อินทรบอกกับมาลาเหมือนเขายังเป็นลูกเขยของเธออยู่ทุกลมหายใจ เขามองเข้าไปในบ้านของตนที่เคยอยู่กับภรรยาตาละห้อย ตรงหน้าต่างมันหอมยืนมองเขาจากไปทั้งน้ำตา ยังไม่สุดสายตาหน้าต่างบานนั้นก็ปิดลง อินทรหลับตาลงขับไล่ความรู้สึกสับสนออกไปพ้นเขตป่าพญาคีรีท่ามกลางความเงียบ ลมหายใจของจินดาแผ่วเบา ปาริชาติจึงถามอินทรที่นั่งอยู่ด้านข้าง “ตาข้างขวาพ
รถตู้คันสีขาวมุกขับมาตามถนนลูกรังที่สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าจากรถคันสีขาวกลายเป็นสีเทาอมส้ม พอถึงเขตภูเขาพญาคีรีหนทางก็สิ้นสุดลง ซึ่งพวกเขาเดาว่านั่นเป็นเพราะมนต์พรางตา พลากรก้าวเท้าลงจากรถ จุดธูปสามสิบเก้าดอกปักลงกลางแจ้ง หยิบกระดาษแผ่นเล็กออกจากกระเป๋าเสื้อ แล้วท่องคาถาตามที่หมอดูคนนั้นให้มา สิ้นสุดคาถาคำสุดท้าย พลันก็ปรากฎเป็นเส้นทางทอดยาวเข้าไปในป่าอย่างน่าประหลาดใจ คนขับรถตู้ยังอ้าปากค้าง เขาไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้จริง ๆ “น่าเหลือเชื่อเหลือเกิน” จินดาพึมพำออกมา “พี่อินต้องอยู่ในนั้นแน่นอนค่ะคุณป้า” ปาริชาติบอกจินดาด้วยความกระตือรือร้น “ขอให้เป็นอย่างนั้นทีเถอะ” จินดายกมือขึ้นไหว้ท่วมหัว ทุกคนอยากไปถึงหมู่บ้านไพรพนาใจจะขาด พลากรขึ้นมาบนรถ คนขับเคลื่อนรถออกไปด้วยความระมัดระวัง หมู่บ้านนี้จะมีอะไรที่ทำให้ประหลาดใจอีกไหม ทางที่เข้าไปในหมู่บ้านเป็นหลุมเป็นบ่อทำให้รถโคลงเคลงอยู่บ้าง ผู้โดยสารหัวโยกหัวคลอนอยู่หลายหน พ่อเฒ่ากำลังนั่งสมาธิอยู่บนเรือน อยู่ดี ๆ ดวงตาพลันเบิกโพลงขึ้น เขารีบหุนหันลงมาจากเรือ
สิงขรเป็นคนขุดหลุม มันหอมเป็นคนปลูก ทั้งมันอ้อน มันตลับ มันมือเสือ และมันพร้าว เกือบสี่โมงเย็นจึงปลูกเสร็จ ทั้งสองปาดเหงื่อและยิ้มให้กัน “ไปตักน้ำดื่มกันเถอะค่ะ” หน้าที่ตักน้ำดื่มกลายเป็นของสองผัวเมียคู่นี้ไปแล้ว สิงขรพยักหน้า “มาขี่หลังพี่สิ” “ไม่เอา ฉันกลัวพี่หนัก” สิงขรกลั้วขำยืนจ้องภรรยาด้วยความรู้สึกรักล้นใจ “ไม่หนักหรอก ตอนพี่ขี่หลังเธอ เธอยังไม่เคยบ่นสักคำ หอมตัวเล็กกว่าพี่ตั้งเยอะ… มาเถอะ” หนักไม่ถึงห้าสิบกิโลกรัมจะกลัวเขาหนักทำไม “ค่ะ” เขานั่งยองลงให้เธอขึ้นขี่หลัง สองแขนแข็งแรงช้อนขาพับภรรยาไว้ทั้งสองข้าง จากนั้นพาเธอเดินขึ้นมาบนเรือน “แม่ดูพี่หอมกับพี่เขยสิ” มาลามองตามที่บุษบงบอก มุมปากเผยรอยยิ้มจาง ๆ “แบกกันไปแบกกันมาไม่รู้จักเบื่อหรือไงก็ไม่รู้ ขาก็มีกันทั้งสองคน” แม่แสร้งบ่น แต่ในใจกลับนึกเอ็นดูลูกทั้งสอง ความจริงเธออยากเห็นภาพลูกสาวลูกเขยรักกันแบบนี้ไปจนเธอแก่เฒ่าด้วยซ้ำ “ฉันอยากมีคนให้ขี่หลังบ้างจัง” “ไอ้สายยืนอยู่ทางโน้นไง เรียกมันมาสิ” เป็นเด็กเ
ทุกคนต่างสงสารทั้งคู่ พวกเขาไม่เคยเห็นมันหอมร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรเช่นนี้มาก่อน มาลาเอามือลูบผมลูกอย่างอ่อนโยน “ไอ้สิงมันเป็นคนดวงแข็ง มันไม่เป็นอะไรง่าย ๆ หรอก” “ใช่จ้ะ พี่หอมหยุดร้องไห้เถอะนะ” พี่สาวร้องไห้บุษบงก็อยากจะร้องไปด้วย มันหอมเป็นคนเข้มแข็งมาตลอด แต่พอสามีเจ็บเธอกลับเผยความอ่อนแอออกมาอย่างไม่เคอะเขิน ฝนยังตกหนักผู้ใหญ่บ้านกับพ่อเฒ่ามาถึงก็รีบตรวจอาการสิงขรทันที มันหอมหยุดร้องไห้แล้ว ทุกคนอยู่ในอาการเงียบงัน พ่อเฒ่าตรวจเสร็จจึงพูดขึ้นว่า “มันไม่เป็นอะไรมากหรอก แค่สลบไปเท่านั้น” มีแผลที่ศีรษะเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับต้องเย็บ ทุกคนจึงโล่งอกแต่แววตาของมันหอมยังมีความกังวลอยู่มาก “พรุ่งนี้มันก็ฟื้นแล้ว” “เอ็งไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะ เดี๋ยวจะไม่สบาย” มาลากล่าว แล้วหันไปกำชับลูกชาย “คืนนี้สายมานอนเป็นเพื่อนพี่เขานะ” “ครับแม่” “เอ็งอย่าคิดมากเลย สิงไม่ได้เป็นอะไรจริง ๆ” พ่อเฒ่ายืนยันอีกครั้ง มองมันหอมด้วยความเวทนา “ค่ะพ่อปู่” “ทำใจดี ๆ เดี๋ยวมันก็ฟื้นแล้ว” ผู้ใหญ่บ้านบอกมันหอม
พวกเขาพากันเดินกลับ พอถึงจุดที่มีทากปาริชาติก็ขี่หลังพลากรอีก เขาจึงฝากกระเป๋าเพื่อนไว้กับเจ้าหน้าที่ แต่พอพ้นเขตทากดูดเลือดปาริชาติกลับเงียบกริบ “ปอย” เงียบสนิท แถมคางยังเกยอยู่ที่ไหล่เขา “คุณปอยหลับไปแล้วครับคุณกร” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งตอบแทน พลากรขบเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ ต่อไปนี้เขาจะไม่ยอมใจอ่อนกับเธอเด็ดขาด ผู้หญิงอะไรหลับได้แม้กระทั่งอยู่บนหลังผู้อื่น ไม่ใช่ผู้อื่นธรรมดาแต่เป็นหลังผู้ชายที่ไม่ใช่แฟนตัวเองด้วย เกือบจะถึงที่พักปาริชาติจึงงัวเงียตื่น พลากรพาเธอเข้าไปในห้องพัก “เธอพักห้องนี้แล้วกัน ส่วนพี่จะไปพักทางโน้น” “ค่ะ” เธออายเล็กน้อยที่ทำขายหน้า นอนยาวหลายชั่วโมงบนหลังเขา พลากรเดินไปคุยกับเจ้าหน้าที่ ปาริชาติมองห้องพักตัวเองด้วยความหวาดกลัว ห้องพักคล้ายกับรีสอร์ต ห้องของเธออยู่ห่างจากคนอื่น คืนนี้เธอจะนอนยังไง พลากรกำลังจะล้มหัวลงนอน ก๊อก ก๊อก ก๊อก เขาดีดตัวลุกขึ้นแล้วเดินไปเปิดประตู ก็เจอกับยายตัวยุ่งยืนอยู่ “มีอะไร ดึกแล้วทำไมยังไม่นอนอีก” “ปอยกลัวค
หลังจากนั้นสองวันพลากรก็เริ่มประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสี่จังหวัดที่มีเขตติดต่อกับภูเขาพญาคีรี ให้ช่วยประสานงานกับสถานีตำรวจและนายอำเภอทุกพื้นที่ ครั้งก่อนที่ตรวจสอบพวกเขาตรวจแค่อำเภอที่อยู่ติดกับภูเขาพญาคีรี ตอนนี้ต้องตรวจสอบใหม่ทั้งหมด เริ่มจากจังหวัดที่เขาไปเที่ยวกับเพื่อนวันนั้นก่อน ทำธุระที่สถานีตำรวจเสร็จก็มุ่งหน้าไปที่อุทยานป่าไม้ เพื่อขอร้องให้เจ้าหน้าที่ช่วยตามหาอีกครั้ง และครั้งนี้เขาก็มีผู้ช่วยตามมาด้วยจนได้ “พี่กรกับพี่อินมาเที่ยวกันไกลขนาดนี้เลยเหรอคะ” ตอนที่อินทรบอกว่าจะออกเดินป่าครั้งนั้น เขาไม่ได้บอกว่าจะไปไหน เธอก็ไม่ได้ซักไซ้ถาม “อือ” พลากรตอบอย่างขอไปที บอกว่าไม่ต้องมา ๆ ก็ยังรั้นจะตามมา เดี๋ยวพาไปนอนกลางป่าให้ยุงดูดเลือดเล่นสักคืนสองคืน หรือจะพาไปเดินป่าให้ทากดูดเลือดดีนะ จะได้เข็ดหลาบสักที วิ่งตามเป็นเด็กไปได้ พลากรจอดรถเมื่อมาถึงอุทยาน เดินเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ เขาคุยอยู่นาน ก่อนจะเดินออกมาหาคนที่นั่งรออยู่ข้างนอก “พี่จะขึ้นเขาไปกับเจ้าหน้าที่ ปอยรออยู่ที่นี่นะ ตรงนั้นมีร้านกาแฟ มุมโน้นมีหนังสือให้อ่าน







