LOGINบทที่ 1
“คุณพีเห็นหนูนิดไหมครับ”
คำถามดังขึ้นเมื่ออคิราห์ก้าวเท้ามาถึงห้องทำงานในตอนเช้าแล้วไม่พบคนสนิท ปกติวนิดาต้องมาถึงพอๆ กับเขา จึงต้องเดินไปถามพีรดา ผู้ช่วยอีกคนที่ตอนนี้ย้ายไปทำหน้าที่ดูแลทีมการตลาด หลังหัวหน้าทีมนั้นขอลาออกไปแบบกะทันหัน
“ยังไม่เห็นเลยค่ะ” พีรดาส่ายหน้า นึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน เพราะเธอนั่งรถเมล์สายเดียวกับวนิดา จึงมาทำงานพร้อมกันเป็นประจำ
“ปกติไม่เคยมาสาย...โทร.ไปก็ไม่รับ” เขายกสมาร์ตโฟนขึ้นมาดูเวลา พบว่ากำลังจะถึงเวลาเริ่มงานแล้ว จึงเปลี่ยนเป็นส่งข้อความไปทางไลน์
AKIRA : ป่วยเหรอหนูนิด
อคิราห์รอมาเกือบสิบนาทีก็ยังไม่มีข้อความใดๆ ตอบกลับมา จนเริ่มรู้สึกเป็นกังวล กลัวว่าวนิดาจะเจอกับปัญหาเดิมๆ เข้า ทำเอานั่งไม่ติดเก้าอี้ กระทั่งผ่านมาอีกสิบนาที คนที่พยายามรอก็ทนไม่ไหว ลุกพึ่บขึ้นหมายจะจ้ำอ้าวออกจากห้องไป ทว่ามีคนผลักประตูสวนมาเสียก่อน
“เราขอโทษที่มาสายนะอี้” วนิดาก้มหน้าลงขอโทษที่ทำหน้าที่บกพร่อง ไม่สมกับที่อคิราห์ไว้วางใจเธอเสมอมา
“ทำไมตาบวมขนาดนี้หนูนิด” อคิราห์ไม่ได้ใส่ใจคำขอโทษนั้น เพราะความสนใจพุ่งไปอยู่ที่ดวงตาบวมเป่งทั้งสองข้างของเพื่อนสนิท
“ไม่มีอะไรอี้” วนิดาปดทั้งที่หลักฐานชัดเจน เธอนอนร้องไห้เกือบทั้งคืน ทั้งที่พยายามหักห้ามแล้ว เพราะไม่อยากเป็นคนเจ้าน้ำตา
“หรือไอ้พวกบ้านนั้นมันมาตามรังควานอีก” อคิราห์ก้าวเท้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าของเพื่อน มือเชยดวงหน้าที่พยายามปกปิดความผิดปกติขึ้นมาสบตากัน น้ำเสียงมีความดุและกรุ่นทุกครั้งเมื่อต้องพูดถึงครอบครัวเฮงซวยของวนิดา
“ไม่” คนตัวเล็กส่ายหน้าช้าๆ เธอเลิกร้องไห้ให้กับครอบครัวนั้นมานานแล้ว
“ดีแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ไอ้คนพวกนั้นจะหายไปจากชีวิตของเธอเสียที...” อคิราห์พูดเสียงสะบัดและดังพร้อมเบะปากคว่ำใส่พวกคนที่กล่าวถึง จังหวะนั้นก็เบ้หน้าแล้วยกมือลูบเอวเบาๆ “โอ๊ย ปวดเอว เราไปนั่งคุยที่โซฟาเถอะ”
เจ้าของบริษัทเครื่องสำอางดึงข้อมือนุ่มให้เดินตามไปทิ้งตัวลงนั่ง จังหวะนั้นก็พบว่าวนิดามีน้ำตาหยดแหมะลงมาบนแก้ม
“อ้าว...ร้องไห้อีก โอ๋ๆ เราขอโทษ เราลืมไปว่าหนูนิดไม่ชอบเสียงดัง” อคิราห์ยกมือขึ้นตบปากตัวเองที่เสียงดังใส่เพื่อน แต่ไม่ทันไรกลับได้ฟังประโยคที่ทำให้ตกใจไม่น้อย
“นิดจะขอลาออก” วนิดาพยายามกลั้นน้ำตาและเสียงสะอื้น เธออยู่ในสภาพนี้ต่อไปไม่ไหวแน่
“ฮะ หนูนิดพูดบ้าอะไรกัน หนูนิดเป็นเลขาฯ ให้เรามาจะสองปีแล้วนะ” อคิราห์มองอย่างไม่เข้าใจ นึกสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วรีบทวงสัญญาเสียงเข้ม “ไหนสัญญาว่าจะอยู่ข้างๆ เราไง”
“นิดขอโทษ” เธอคงทำไม่ได้แล้ว อยากขอห่างไปพักรักษาใจ “เราไม่อนุมัติ”
หัวเด็ดตีนขาดอย่างไร อคิราห์ก็ไม่มีทางให้วนิดาลาออกแน่นอน เขาจะอยู่อย่างไรหากขาดเพื่อนคนนี้ไป มือขาวเนียนจับหัวไหล่นุ่มพลิกตัวให้หันมาสบตากันตรงๆ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถามอะไรกลับมีเสียงดังขึ้นขัดจังหวะ ปิ๊บๆ
อคิราห์ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดรับอย่างเร็วไว
“ครับ พรุ่งนี้ผมว่าง โรงแรมเดิมก็ได้ครับพี่” น้ำเสียงที่ใช้มีความนุ่มนิ่ม แต่ถ้อยคำยังเว้นระยะห่างและสงวนท่าที เขาใช้เวลาไปไม่ถึงสองนาทีก็หันกลับมาโฟกัสวนิดาอีกครั้ง
“อี้จะนัดโบ๊ะบ๊ะอีกเหรอ”
แม้จะพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นแต่ก็ทำไม่ได้ วนิดาไม่ชอบตัวเองเวอร์ชันแบบนี้เลย ทั้งที่ชีวิตผ่านเรื่องราวมาร้อยแปดพันประการ เจอปัญหามาหลายรูปแบบ แต่ไม่เคยเสียหลักเท่านี้มาก่อน คงเพราะคนที่ช่วยให้เธอผ่านมาได้นั้นคืออคิราห์ คนที่ทำให้เธอแอบรักในตอนเรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่สาม
“อื้อ เมื่อคืนไม่ได้ทำน่ะ พี่เขาขอยกเลิกนัด”
“แต่เมื่อกี้อี้บอกว่าปวดเอว...” วนิดามีแววตาใคร่รู้ และแอบมีประกายเล็กๆ ผุดขึ้นมา
“ก็พอถูกพี่เขายกเลิกนัดกะทันหันเลยแวะไปหาพวกเจ้ๆ แล้วก็ถูกชวนเล่นโยคะจนปวดตัว ปวดเอว ปวดขาไปหมด” อคิราห์กลอกตามองบนใส่คนที่คิดว่าเขาไปเล่นม้าโยกมาจนปวดเนื้อปวดตัว
ด้านคนฟังนิ่งเงียบ แต่สายตามองคนตรงหน้า หัวใจและสมองกำลังมีความคิดหนึ่งแล่นเข้ามา มันมีความกล้าผสมอยู่ด้วย เพิ่มเติมคือความบ้าบิ่นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์
คนถูกมองจ้องนั้นทำหน้าไม่เข้าใจ ก่อนจะได้เห็นสีหน้าจริงจังที่ทำให้นึกกลัว
“อี้...” หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนเอ่ย
“อะไร เราไม่ให้ลาออกนะ” อคิราห์รีบดักไว้ก่อน วินาทีนั้นกลับได้ยินสิ่งที่ทำให้ตาโต เพราะเป็นคำพูดที่ไม่คิดว่าจะได้ยิน
“นิดอยากโบ๊ะบ๊ะ”
“อย่าบอกนะว่านิดก็โหลดแอปฯ มา” อคิราห์ตกใจอย่างที่สุด หรือว่าธนัชชาก็จะแนะนำให้วนิดาโหลดแอปพลิเคชันหาคู่มาด้วย ในสมองตอนนี้มีความไม่เข้าใจเป็นอย่างมาก สรุปแล้วมันเป็นเรื่องอะไรกันแน่
วนิดาคิดว่าตัวเองบ้ามาก แต่เธอกำลังจะทำในสิ่งที่บ้ามากกว่านั้น แล้วโพล่งในสิ่งที่ต้องการออกไป
“นิดอยากโบ๊ะบ๊ะกับอี้”
“นิด ฟ้าผ่าไหม” อคิราห์ร้องเสียงหลงเล็กแหลม
“อี้ไปทำกับคนอื่นฟ้าไม่ผ่าหรือไง” หญิงสาวถามกลับทันที ขณะคนถูกขอขยับตัวเข้าไปใกล้อีกนิดแล้วพลิกตัวร่างเล็กดู
“นิดล้มหัวฟาดพื้นหรือเปล่า”
“เราเอาจริง”
บทพิเศษ “ป๊ะป๋าขา” เสียงเล็กใสดังขึ้นพร้อมฝีเท้าที่ย่ำถี่ตรงไปยังห้องนอน หลังถูกมารดาพาไปอาบน้ำ “ขา” ไม่ถึงนาทีคนที่ถูกเรียกก็ขานรับเสียงหวาน รอยยิ้มเอ็นดูปรากฏ ก่อนจะรับลูกสาวเข้ามาในอ้อมกอด “ถักเปียให้หน่อยค่ะ” เด็กหญิงศนิรีบอ้อนบิดา “มาค่ะ เดี๋ยวป๊ะป๋าถักให้ แล้วหม่าม้าล่ะคะ” การถักเปียไม่ใช่เรื่องยากเย็นสำหรับอคิราห์ เมื่อเขารับหน้าที่ถักผมให้ลูกสาววัยสองขวบกว่าเป็นประจำอยู่แล้ว พลันก้มหน้ามองยัยตัวเล็กเบอร์สองบนหน้าตัก ชื่อของลูกนั้นแปลว่าดาวเสาร์ เขาตั้งมันจากความชอบดูดาวของภรรยา “ทำข้าวต้มอยู่ค่ะ” เด็กหญิงศนิทำท่าชี้นิ้วไปยังห้องครัว “โอเคค่ะ หนูนิตื่นเต้นไหมคะ” อคิราห์พูดคะขากับลูก แววตาเปี่ยมไปด้วยรัก “ตื่นเต้นค่ะ” ศนิตอบด้วยความดีใจ เพราะในวันนี้จะได้มีเพื่อนใหม่อย่างเป็นทางการ อคิราห์ยิ้มเอ็นดูลูกสาวที่ไม่ค่อยกลัวสิ่งใด มีแต่คนเป็นพ่อที่แอบกังวลเมื่อในวันนี้ต้องส่งลูกสาวเข้าโรงเรียนตรียมอนุบาล เห็นเด็กน้อยในชุดนักเรียนแล้วก็ตื้นตันอยู่ไม่น
สองปีต่อมา “เจ้ อี้ว่ามุมนั้นดีกว่า” “เค” อมิตาพยักหน้าตอบรับน้องชาย แล้วยกกรอบรูปขึ้นนำไปวางตั้งไว้ในมุมด้านซ้าย ขณะน้องนั้นเดินตามติดมา ก่อนเสียงเจ้าตัวจะดังขึ้นอีก “เจ้ หรือว่ามุมเก่าดีกว่า” อคิราห์ยกมือขึ้นลูบคางแล้วเดินไปรอบกรอบรูป เกิดความลังเลใจ วินาทีนั้นก็มีเสียงแว้ดดังขึ้น “โอ๊ย สรุปว่าแกจะไว้มุมไหน เลือกมาสักมุม ฉันขยับจนเหนื่อยแล้ว” อมิตาไม่วายบ่น เธอขยับขาตั้งและกรอบรูปมารอบที่สามแล้ว แต่น้องก็ยังไม่พอใจเสียที ส่วนอลิษาและอริสราตอนนี้อยู่ในห้องครัว กำลังช่วยกันทำขนมหวานสำหรับพิธีสงฆ์ช่วงเช้า “จี้ตัดสินใจไม่ได้อะเจ้” อคิราห์ยิ้มแห้งๆ ก่อนจะส่งเสียงเรียกหาคนที่ช่วยตัดสินใจ “นิดจ๋า...ออกมาหาอี้หน่อย” ไม่นานเท่าไรวนิดาก็เดินตรงมาหา “เราเอารูปพรีเวดดิงไว้ตรงไหนดี” อคิราห์ชี้นิ้วบอกจุดที่จะวางภาพพรีเวดดิง ซึ่งเป็นภาพถ่ายบนเตียงนอน ที่มีกลีบกุหลาบโรยอยู่ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกเนกไทสีดำ ทำท่าถือลิปสติก ส่วนวนิดานอนเกยอยู่ที่แผ่นหลัง ผมผูกโบสีชมพู “มุมนั้นอี้” วน
บทพิเศษ วนิดาถูกพาขึ้นรถคันเล็กในช่วงบ่ายของวันเสาร์ ก่อนจะมาจอดยังหน้าร้านที่มีลักษณะเหมือนคาเฟ มีตู้ขนมทำให้แปลกใจไม่น้อย “อี้พานิดมาเอาแหวนที่นี่เหรอ เหมือนเป็นคาเฟเลย” “ใช่ แต่ก่อนจะเอาได้ พวกเราต้องลงมือทำเสียก่อน ร้านนี้เปิด workshop ทำแหวนน่ะ” เจ้าของความคิดอธิบาย “นิดชอบอะ งั้นนิดทำให้อี้ อี้ทำให้นิดละกัน” วนิดาชอบความคิดนี้ของอคิราห์ และตรงตามความต้องการของเธอเป๊ะ “โอเค” นิ้วใหญ่ยกขึ้นทำท่าประกอบ แล้วทั้งสองก็พากันเข้าไปด้านในร้านที่ได้โทร.มาจองคิวไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการทำประมาณสามถึงสี่ชั่วโมง เมื่อไปนั่งบนเก้าอี้ก็มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาแนะนำขั้นตอนต่างๆ โดยขั้นตอนแรกไม่พ้นร่างแบบแหวน ทั้งสองร่างแบบลงบนกระดาษอย่างตั้งใจ แล้วนำกล่องใส่พลอยออกมาเปิดดู เพราะต้องใช้ประดับลงบนแหวน “ไหนๆ ขอดูที่เธอออกแบบหน่อย สวยอ่า” อคิราห์ยื่นหน้าไปมองแหวนที่วนิดาร่างแบบ แล้วถูกใจเป็นอย่างมาก เพราะมันจะถูกประดับด้วยพลอยรูปหัวใจสีแดง ประกบข้างด้วยหัวใจเช่นกันแต่เป็นสีขาว
“นิดอยากถูกจับกินใจจะขาดแล้ว” นาทีนั้นเจ้าของร่างสูงก็ดีดตัวขึ้นมาเผชิญหน้ากับคนที่เขาแสนรัก มือร้อนลูบไล้ไปมาอยู่ที่เอวคอด แต่ก็ไม่ลืมจะหยิบที่คาดผมหูกระต่ายมาสวมไว้บนศีรษะทุยสวย “อื้อ” พอวนิดาใส่ชุดกระต่ายแบบเต็มยศ เสียงคำรามกระสันซ่านก็ดังขึ้นอีก อคิราห์รู้สึกสั่นไปทั้งตัวและพึงพอใจเป็นอย่างมาก วนิดาก้มหน้ามองร่างกายของตัวเองแล้วชอบใจที่ได้ลองใส่ ก่อนเธอจะถูกมือใหญ่เชยคางขึ้นให้รับจูบหวานๆ แถมยังถูกแทะเล็มด้วยฟันคมให้รู้สึกเจ็บแปลบ แต่กระตุ้นอารมณ์ได้เป็นอย่างดี มือร้อนอีกข้างก็ขยำคลึงเอวคอดแล้วไล้ขึ้นลง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโอบกระชับร่างเล็กให้แนบชิดกว่าเดิม ให้บางส่วนเสียดสีกัน วนิดาหน้าร้อนกว่าเดิมเมื่อรู้ถึงสิ่งแข็งขืนที่พองโตขึ้นอย่างเร็วไว ขณะส่วนบอบบางของเธอก็เริ่มชื้นแฉะ แล้วยิ่งมีอาการเมื่อปากได้รูปเลื่อนมาวนเวียนอยู่แถวอกอิ่ม ชั่วอึดใจนั้นปลายลิ้นเย็นก็ตวัดลงบนเนื้อผ้า “อื้อ...อี้” วนิดาส่งเสียงครางแว่วหวาน สัมผัสนั้นทำให้เธอตัวสั่น แล้วยิ่งส่งเสียงเมื่ออคิราห์ใช้ปากครอบครองความนุ่มที่ยังถูกห่อหุ้
“พร้อมจนจวยสั่นแล้วเนี่ย” อคิราห์เน้นคำที่สามตอบกลับ คนอย่างเขาไม่มีคำว่าไม่พร้อม “ทะลึ่งจัง” วนิดาหยิกต้นแขนใหญ่ นับวันอคิราห์จะทะลึ่งขึ้นทุกวัน แต่ไม่ทันได้ต่อว่าอะไรก็มีเสียงข้อความดังขึ้นให้เธอพลิกตัวไปหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเปิดดู ไลน์ “ใครไลน์มา” เขาหรี่ตามอง เพราะเห็นแววตาเป็นประกายของวนิดา ทำให้นึกใคร่รู้ “มีคนส่งรูปหนุ่มมาให้ดู ไม่ใส่เสื้อผ้าด้วย” วนิดาบอกแล้วพลิกโทรศัพท์หนี ไม่ยอมให้คนตัวโตได้เห็น “ตายแล้วยัยหนูนิด แล้วเธอก็ดูเหรอ ดูของเราไม่พอหรือไง ไหนเอามาดูซิ” อคิราห์ทำท่าเอาเรื่อง แล้วแบมือขอสมาร์ตโฟน วนิดาทำท่าเป็นลังเลใจ แต่สุดท้ายก็ยินยอมส่งให้ ไม่ถึงหนึ่งนาทีก็มีเสียงแหลมแว้ดใส่ “ยัยบ้า นี่มันรูปหลานพวกเรา” เขาถูกวนิดาหลอกเข้าอย่างจัง เมื่อรูปที่ถูกส่งมาจากธนัชชา เป็นรูปของลูกชายที่กำลังเบ้ปากจะร้องไห้หลังถูกจับอาบน้ำ แล้วตามมาด้วยรูปใบหน้าของคุณแม่มือใหม่ที่ขอบตาดำคล้ำ “ดูหน้านางสิโทรมมาก” อคิราห์พลิกสมาร์ตโฟนให้วนิดาเห็น “ก็นอนตีสี่ทุกคืน”
“ไม่ต้องมาทำซึ้ง เดี๋ยวฉันร้องไห้” อริสราพยายามไม่อ่อนไหวตามน้อง ทั้งที่เป็นคนเซนซิทีฟอยู่พอตัว “แล้วหนูนิดให้อะไรนังจี้” อมิตาทำท่าอยากรู้ “นาฬิกาค่ะเจ้” อคิราห์เป็นคนตอบแทน แล้วยื่นแขนไปโชว์พวกพี่ “สวยไหมเจ้” ทั้งสามพยักหน้าและยิ้มเอ็นดูกับของขวัญที่ทำให้น้องยิ้มหน้าบาน ก่อนจะลงมือคีบมันหมูลงกระทะ “เรามีของขวัญให้เธออีกนะ” วนิดาเอียงหน้าไปกระซิบบอก “อะไรเหรอ ” อคิราห์คิดว่ามีแค่ชิ้นเดียวเสียอีก “เดี๋ยวคืนนี้เราให้” “ตายแล้ว แบบนี้เราตั้งตารอนะ” อคิราห์ถึงกับแอบกลืนน้ำลาย บรรยากาศแบบนี้ชวนให้คิดเป็นอื่นไม่ได้เลย วนิดาอาจจะใส่ชุดนอนไม่ได้นอนอีกก็ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเจ้าตัวได้แอบหยิบใส่กระเป๋ามาด้วยหรือเปล่า พลันหันไปสนใจพวกพี่สาวที่กำลังทะเลาะกันเรื่องหักไม่หักใบผักกาด เขาอมยิ้ม ปีนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่แสนมีความสุข หลังอิ่มท้องก็พากันแยกย้ายกันเข้าห้องและไปอาบน้ำ เพราะหากรอให้มืดค่ำมากกว่านี้คงได้แข็งตายแน่ๆ “ไหนของขวัญ” อคิราห์ไม่ลืมทวงของขวัญที่ตั้งตารอหลังจากกด
“เราไปเข้าเองได้” “ก็รีบไปสิยะ จะรออะไร” วนิดารีบวิ่งแจ้นออกจากห้องนอนไปยังห้องน้ำด้านนอกอย่างเร็วไว ด้วยความรู้สึกผิดและเขินอาย ฝ่ายอคิราห์กลอกตามองบน ยกมือขึ้นกอดอกแล้วบ่นอุบ “ยัยวนิดานะยัยวนิดา คนเขาอุตส่าห์ทำอารมณ์ กลับมาเมื่อไหร่โดนแน่” อคิราห์ตั้งใจว่าเ
“ปากหนูนิดนิ่มมาก” เขาไม่คิดเลยว่าปากของวนิดาจะนุ่มนิ่มขนาดนี้ แม้ตอนนี้จะดูซีดไปสักหน่อย แต่สัมผัสของมันนั้นราวกับมาร์ชเมลโลว์ จึงเผลอใช้มือลูบไล้ไปมา วนิดาทำหน้าไม่ถูกยามถูกชม แต่ไม่นานกลับต้องตวัดตาค้อน “เสร็จจากนี้บอกเราด้วยนะว่าหนูนิดใช้อะไร” “อี้...” เธ
บทที่ 2 “นิดจะอาบน้ำก่อนปะ” อคิราห์ตั้งคำถามกับคนที่กำลังยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ภายในห้องที่มานอนค้างนับครั้งไม่ถ้วน แล้วแอบนึกขำยัยคนเก่งที่กำลังทำตัวไม่ถูก “อี้ก่อนก็ได้” หญิงสาวผายมือบอกกำกับด้วย เธอขอเวลาสักหน่อย เพราะการมาห้องอคิราห์ในครั้งนี้ไม่ได้มาด้วยความรู้สึกเหมือ
เวลานี้บนเก้าอี้ทำงานของวนิดาไร้เจ้าของ ป่านนี้อาจจะหนีกลับห้องไปแล้ว เขาจึงร้องเหอะในลำคอ คิดว่าเพื่อนจะกล้า ไม่รู้บ้าบิ่นมาจากไหน หรืออาจจะล้มหัวฟาดพื้นอย่างที่สงสัยจริงๆ ทว่าจังหวะนั้นเสียงคุ้นเคยก็แว่วมา “นิดไม่ได้หนีกลับ นิดแค่ไปเข้าห้องน้ำมา” วนิดาว่าแล้วเดินอ้อมมาปิดคอมพิ







