تسجيل الدخول
บทนำ
“คุณนิด...เข้ามาพบผมหน่อย”
เสียงเข้มๆ ดังขึ้นเมื่อเท้าหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเลขาฯ ส่วนตัวคนสนิท
“ค่ะคุณอี้” วนิดารีบขานรับ จากนั้นชายที่มัดผมยาวประบ่าขึ้นกลางศีรษะก็พลิกตัวดันประตูเข้าไปด้านในห้องทำงาน แล้วทิ้งตัวลงนั่งลงบนเบาะหนังนุ่มๆ ที่ยังใหม่เอี่ยมอยู่ เพราะเพิ่งจะย้ายบริษัทมายังตึกใจกลางเมืองแห่งนี้ได้ไม่นาน
หญิงสาวขยับตัวเดินตามเจ้านายเข้าไปในห้องอย่างเร็วไว และเพียงประตูปิดสนิทลงเสียงเข้มนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นเล็กแหลม
“รีบมาใกล้ๆ เราเร็วหนูนิด” มือใหญ่ที่สะอาดสะอ้าน เล็บตัดสั้นโค้งมนกวักเรียก แล้วหันไปหยิบของบางอย่างออกจากกระเป๋าเอกสาร
วนิดาเดินไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงาน วินาทีนั้นสายตาก็หลุบต่ำลงมองของที่ถูกวางไว้บนโต๊ะของคนที่เริ่มใช้น้ำเสียงสนิทสนม
“เอาลิปไป ปากหนูนิดซีดมาก ดูไม่ได้เลย แล้วทำไมถึงโทรมแบบนี้ยะ เธอทำงานในบริษัทเครื่องสำอางนะ ควรดูดีไว้บ้าง หรือมีคนกลั่นแกล้งหนูนิดของเรา”
อคิราห์สลัดคราบเจ้านายทิ้งเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่ออยู่ในพื้นที่ส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องแคร์สายตาคนอื่นอีก ดวงตามองจ้องผู้หญิงร่างเล็กตรงหน้าที่ตนสนิทใจด้วย วนิดาคือเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
“ไม่มี...” วนิดารีบส่ายหน้า รู้ว่าอคิราห์กลัวจะมีคนมารังแกเธอ ส่วน ‘คน’ ที่ว่านั้นก็ไม่พ้นเส้นสายของมารดาเจ้าตัวที่ไม่ค่อยชอบเธอสักเท่าไร
“แล้วทำไมทำหน้าเหมือนอมโลกไว้ทั้งใบ” อคิราห์ยกมือขึ้นกอดอกนึกสงสัย ก่อนจะตาวาวขึ้น สายตาจ้องเขม็ง
“หรือว่าหนูนิดอกหัก ไปมีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่บอกเรา แล้วโบ๊ะบ๊ะกันไปหรือยัง...” อคิราห์ทำท่าอยากรู้ คิดว่าเพื่อนสนิทอาจจะไปแอบมีแฟนแล้วไม่บอกกัน
“อี้...” วนิดาทำเสียงดุใส่
“ก็เราอยากรู้ หนูนิดเคยยัง...” อคิราห์ยิ้มแห้งๆ แต่สายตาบอกได้ดีว่าอยากได้คำตอบ
“ยัง” วนิดากลอกตามองบน ก่อนจะโยนคำถามกลับไปบ้าง “แล้วอี้ไปไหนมา”
วันนี้คนที่เป็นทั้งเพื่อนและเจ้านายบอกว่าถูกตามตัวกะทันหัน เธอจึงอยากรู้ถึงสาเหตุ
“เรียกเราจีจี้ไม่ได้หรือไง” อคิราห์ทำหน้าบึ้ง เมื่อพยายามให้เพื่อนเรียกชื่อนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่วนิดากลับไม่ยอมเรียกสักที
“ไม่” วนิดาบอกด้วยน้ำเสียงชัดเจน
“ใจร้าย เราเบื่อชื่อคุณอี้จะตายอยู่แล้ว...เราอยากให้หนูนิดเรียกเราว่าจีจี้เหมือนพวกเจ้ๆ” อคิราห์ทำหน้าซังกะตาย แต่ก็รู้เหตุผลที่วนิดาไม่ยอมเรียก เพราะครั้งหนึ่งสมัยมหาวิทยาลัยที่เขาคะยั้นคะยอให้วนิดาเรียกว่าจีจี้ มีกลุ่มเพื่อนที่ไม่ถูกกันมาได้ยินเข้า เลยเอาชื่อนั้นมาล้อเขาว่า ยัยจีจี้กะเทยควาย
ในตอนนั้นเขาอยากจะปรี่ไปต่อยปากพวกไม่ให้เกียรติ แถมยังดูถูกในความชอบและตัวตนของคนอื่น แต่กลับกลายเป็นว่าต้องเป็นฝ่ายปรี่เข้าห้ามแทน เมื่อวนิดาหรือยัยหนูนิดตัวเล็กของเขาถลาเข้าไปเอาเรื่อง ก่อนดึงตัวกลับมาตอบคำถามของวนิดา
“วันนี้เราไปดูตัวมา” อคิราห์หน้าเคร่งเครียด แล้วกระแทกลมหายใจแรงๆ ความกังวลเผยชัดในดวงตา “ม้าจะให้เราแต่งงานให้ได้เลย แล้วก็บอกว่าเราต้องมีหลานให้ เราไม่รู้จะทำยังไง”
เขาไม่อาจหลีกเลี่ยงคำสั่งของมารดาได้อีกแล้ว เมื่อท่านได้คำขาดมาจากอาม่าเช่นกัน งานนี้จึงหมดหนทางจะดิ้นหนี อคิราห์ยกมือขึ้นมากุมขมับกับสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น
“เราจะไปโบ๊ะบ๊ะกับผู้หญิงยังไง...ไม่รู้ต้องไปทำกันอีท่าไหน” เขาไม่เคยทำมาก่อน ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไรดี
วนิดาขบเม้มปากอย่างแรง พูดอะไรไม่ออก เพราะสิ่งที่เธอกลัวได้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ขณะที่อคิราห์ยังไม่เลิกร่ายยาว
“นี่เราก็โทร.ไปปรึกษายัยนัทมาแล้ว มันแนะนำให้เราลองเปิดใจดู และถ้าเราอยากรู้จริงๆ ว่าเป็นยังไงก็ให้ลองลงสนามดูก่อน ลองโบ๊ะบ๊ะน่ะ” อคิราห์พูดถึงธนัชชา เพื่อนสนิทอีกคนในกลุ่มสมัยเรียนมหาวิทยาลัย
“กับผู้ชายเหรอ”
“โธ่ ยัยหนูนิด กับชะนีสิ”
เขาจะลองกับผู้ชายไปทำไมในเมื่อต้องแต่งงานกับผู้หญิง อยากจะยื่นมือไปหยิกเอวคนที่ถามไม่คิดเสียจริง แล้วนึกหนักใจที่อาม่าอยากได้เหลนสายเลือดแท้ๆ ห้ามอุ้มบุญหรือรับบุตรบุญธรรมเด็ดขาด
“แบบลองวันไนต์ดูน่ะ หาผู้หญิงที่ชอบผู้ชายแบบออกสาว บางทีได้ลองแล้วเราอาจจะชอบก็ได้ หลายๆ คู่ก็เริ่มการเดตกันแบบนี้ พอคลิกกันแล้วก็พัฒนาความสัมพันธ์ต่อไปเรื่อยๆ ถึงแต่งงานก็มี” อคิราห์อธิบายเพิ่ม แต่ก็รู้ว่าไม่ใช่ทุกคู่ที่จะจบแบบนั้น ทว่าหากโชคดีเขาอาจจะได้ลูกสะใภ้ไปฝากมารดาที่กลัวจะได้ลูกเขยแทนก็ได้
“อี้ไม่กลัวเหรอ...” วนิดาควานหาเสียงตัวเองแทบไม่เจอเมื่อได้ยินถ้อยคำของเพื่อนสนิท ใจหวังให้อีกฝ่ายกลัวแล้วล้มเลิกความคิดนี้
“ไม่ เราตัวใหญ่ขนาดนี้จะไปกลัวใคร และคืนนี้เราก็นัดไว้แล้วด้วย” อคิราห์หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาโชว์แอปพลิเคชันหาคู่ให้เพื่อนเห็น ก่อนจะขยิบตาบอกอย่างตื่นเต้นผสมไปด้วยความตื่นกลัวนิดๆ
“คืนนี้เราจะไปโบ๊ะบ๊ะ...”
วนิดานิ่งไปอีกครั้ง หัวใจเริ่มตีบตันและหนักอึ้ง ดวงตาแดงก่ำ
“ทำไมทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ล่ะ เราไม่ได้ไปออกรบเสียหน่อย” มันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น เขาพร้อมจะเปิดใจและลองดูสักตั้ง บางทีอาจได้ค้นพบอีกหนึ่งความชอบของตัวเองก็ได้
ส่วนวนิดานั้นกำลังจะร้องไห้จริงๆ ดั่งอคิราห์ตั้งคำถาม เมื่อคนที่เธอแอบรักกำลังจะไปนัดเดตและมีความสัมพันธ์กับคนอื่น พลันกัดปากอย่างแรงที่เธอนั้นหลงรักเพื่อนสนิทตั้งแต่อีกฝ่ายยกเก้าอี้ทุ่มผู้ชายที่เข้ามาลวนลามเธอ
รักที่ไม่มีทางเป็นไปได้
“วันนี้ตารางงานเราไม่มีอะไรแล้วเนอะ” อคิราห์ลุกพึ่บขึ้น คล้ายอยากมาระบายให้เพื่อนฟังเท่านั้น
“อี้จะไปแล้วเหรอ...” วนิดาครางถาม ทำอะไรไม่ถูกเข้าไปใหญ่
“ใช่น่ะสิ เราจะต้องไปซื้อถุงยางก่อน และต้องเตรียมตัวสำหรับคืนนี้ด้วย” เขาต้องใช้เวลาสักหน่อย เพราะคืนนี้งานยากแน่นอน
“เราไปก่อนนะ ถ้าดีพรุ่งนี้เช้าจะมาเม้าท์ให้ฟัง” มือขาวนุ่มยกขึ้นโบกร่ำลาเพื่อน ก่อนเดินหายไปอย่างเร็วไว ทิ้งให้คนฟังยืนตัวแข็ง หัวใจชาหนึบ ไม่ถึงนาทีน้ำตาเม็ดกลมๆ ก็ร่วงหล่นลงมาเปียกแก้มนุ่ม
“ฮื่อ”
วนิดาไม่รู้จะทำอย่างไรดี จะสารภาพรักก็ไม่ได้เพราะกลัวเสียเพื่อน แต่สุดท้ายเธอก็ต้องเสียอคิราห์ไปจริงๆ หญิงสาวได้แต่ยืนเสียใจอยู่ตรงนั้นกับความไม่กล้าพอของใจตัวเอง
“ได้เหรอ งั้นคืนนี้นิดแก้เลยนะ” ก็ชุดนอนที่เธออยากได้เป็นแบบที่เขาบอกกันว่าใส่แล้วไม่ได้นอน มันก็ต้องบางอยู่แล้ว แต่ความคิดที่อคิราห์เสนอก็เข้าท่าเหมือนกันจึงทำท่าจะเก็บใส่ราวแขวนไว้อย่างเดิม “เอาตัวนี้ใช่ไหม เราซื้อให้” อคิราห์รีบแย่งชุดนอนในมือนุ่มมาแล้วเดินไปจ่ายเงิน ไม่เช่นนั้นเขาคิดว่ามีคนจะแก้ผ้านอนจริงๆ แล้วก้มมองชุด มันก็ไม่ค่อยต่างจากไม่ใส่เลยสักนิด ไม่รู้วนิดาคิดอะไรอยู่ หรือที่ห้องจะร้อน ถึงอยากใส่ชุดนอนแบบนี้ วนิดาได้แค่ยืมกลั้นยิ้ม ปล่อยให้อคิราห์ซื้อชุดนอนด้วยความลนลาน ก่อนเธอจะถูกลากดึงออกจากร้าน “ไปๆ ไปซื้อของทำชาบูดีกว่า” ทั้งสองเดินตรงไปยังซูปเปอร์มาเก็ต เลือกซื้อวัตถุดิบไปทำชาบู เมื่อก่อนสมัยม
แต่ไม่ถึงห้านาที วนิดาก็โผล่เข้ามาหาพร้อมกับขนมจีบ “เราซื้อซาลาเปามาให้ด้วย” “ขอบใจย่ะ” อคิราห์ยื่นมือไปรับ กลิ่นหอมของหมูและกระเทียมเจียวทำให้เขากลืนน้ำลายลงคอ แล้วมองคนที่ส่งยิ้มมาให้ ยิ้มแบบทุกวัน ไม่ได้เคอะเขินเลยสักนิด “งั้นนิดไปทำงานแล้วนะ” วนิดาพลิกตัวออกไปเตรียมตัวเริ่มงาน ในช่วงบ่ายของวันนี้มีประชุมกับโรงงานที่ใหม่ เธอต้องตรวจเช็กเอกสารให้เรียบร้อย ฝ่ายคนที่หัวใจไม่ปกตินั้นตวัดตาค้อนคนที่ทำตัวเหมือนไม่เกิดอะไรขึ้น หรือเจ้าตัวจะลืมสิ่งที่พูดออกมาเมื่อคืน&
“ก็มารับแล้วไหมวนิดา รีบขึ้นรถมา” อคิราห์ย่นคิ้วใส่ จะมากลับกับเพื่อนอะไร เขามานั่งรอตั้งนานแล้ว พลันเร่งเร้าให้รีบขึ้นมาบนรถ วนิดาเดินอ้อมไปอีกฝั่งหมายจะเปิดประตูรถ ทว่ามีเสียงเรียกให้ต้องหันมองเสียก่อน “นิด” “ว่าไงโอ๊ต” “มีคนมารับเหรอ” “อื้อ” วนิดายิ้มรับแล้วขยับตัวเล็กน้อยให้อคินได้เห็นสารถีของเธอ ฝ่ายอคิราห์อดจะมองคนที่น่าจะเป็นเพื่อนของวนิดาไม่ได้ เมื่ออีกฝ่ายนั้นผมยาว ผิวแทน ตามคำบอกของแม่หมอเป๊ะ ก่อนจะลอบกลอกตา ช่วงนี้ไม่รู้ทำไมวนิดาถึงมีหนุ่มผมยาวรายล้อมรอบตัว “เราคิดว่านิดกลับคนเดียวอ่ะ เลยจะให้กลับด้วย” “ขอบใจนะ” “แต่ว่าไว้ถึงแล้วไลน์หาโอ๊ตด้วยนะ” “ได้เลย” อคินส่งยิ้มให้กับสารถีของเพื่อน แล้วถอยห่างออกมา ส่วนหญิงสาวก็ก้าวเท้าขึ้นรถมาตอบคำถาม “ใครอ่ะ” “เพื่อน” แม้จะพอเดาได้ แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงอยากได้ยินคำตอบที่ชัดเจนแล้วเลิกคิ้วย้ำให้แน่ใจอีกรอบ นั่นทำให้เห็นวนิดาพลิกตัวมาหาพร้อมเอ่ยคำยืนยัน “คนนี้เฟรนโซนแน่
“วนิดาทะลึ่ง” แม้จะรู้ถึงคำตอบ แต่ไม่คิดว่าวนิดาจะกล้าพูดออกมา คิดแล้วอยากหยิกแขนนุ่มเสียจริง แต่จูบหนักๆ แทนน่าจะดีกว่าจึงยื่นหน้าเข้าไปอีก “อี้ นิดว่านิดต้องแต่งหน้าแล้วละ” ทว่าวนิดากลับผละออกห่างพร้อมยกมือขึ้นดันอกกว้าง “เดี๋ยวนิดไปไม่ทัน” อคิราห์ตวัดตาค้อน แบบนี้แกล้งกันชัดๆ เหมือนมาทำให้อยากแล้วจากไป แต่ก็ยอมถอยออกห่าง เพราะถ้ายังจูบต่อวนิดาอาจจะไปไม่ทันจริงๆ แล้วพยักพเยิดหน้าให้ยัยตัวเล็กไปนั่งรอบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เขาขอเวลาสักสองนาทีเพื่อสงบอารมณ์ ลมถูกเป่าออกจากปากหยักลึกแรงๆ สามสี่หนกว่าเจ้าของร่างสูงจะขยับตัวไปทำหน้าที่ของตัวเอง “ถูกใจไหมนิด” “ถูกใจ ว่าแต่นิดสวยใช่ไหม” วนิดาชอบฝีมือการแต่งหน้าของอคิราห์เป็นที่หนึ่งอยู่แล้ว ตอนนี้จึงกลายมาเป็นสาวเปรี้ยวอมหวานเข้ากับชุดเป็นอย่างมาก แถมยังมีเพชรรูปหัวใจเม็ดเล็กๆ ติดบนหน้าด้วย ทำให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ทว่าก็ยังอยากฟังคำชมเสริมความมั่นใจ “สวยที่หนึ่ง” อคิราห์ยกนิ้วโป้งขึ้นประกอบด้วย “จริงนะ” “จริง เธอก็สวยสำหรับเราตลอด
“ใจเราสั่น” เวลานี้หัวใจดวงโตเต้นถี่ยิบจนแทบจับจังหวะไม่ได้ อาการหนักกว่าเดิมเสียอีก “อี้ไม่ชอบที่นิดอ้อนเหรอ หรืออี้อยากให้นิดเป็นสายรุก” วนิดายังทำตาใสเป็นประกายราวมีเพชรอยู่ด้านในใส่ ยื่นหน้าไปใกล้อีกนิดพลางทำแก้มพองลม “เธอ...กล้าเหรอ” อคิราห์ถามเสียงตะกุกตะกัก มองดวงหน้าคนที่ไม่มีแววกลัวเลยสักนิด ไม่รู้ไปเอาความฮึกเหิมมาจากไหน “อนุญาตปะล่ะ” วนิดาเอียงหน้า ปิดปากรอฟังคำอนุญาต “เธอไม่กล้าหรอก” คนที่ถูกรุกอย่างหนักกัดปากตอบไปคล้ายท้าทายนิดๆ นึกอยากรู้เหมือนกันว่าวนิดาแค่หยอกกันเล่นหรือเปล่า “แบบนี้คืออยากให้นิดเริ่มใช่ไหม” วนิดาไม่ได้รอฟังคำตอบอีก ดันลำตัวขึ้นให้ความสูงของใบหน้าเท่ากับของอคิราห์ วางมือไว้บนไหล่แกร่ง แล้วทาบทับกลีบปากลงไปกับริมฝีปากหนา อคิราห์เบิกตากว้างในความกล้าของวนิดา ปลายจมูกสัมผัสได้ถึงความหอมอ่อนๆ ที่ได้กลิ่นจนชิน แต่ในวันนี้มันกลับทำให้รู้สึกต่างออกไป คล้ายว่ายิ่งทำให้คนใจกล้าน่าหลงใหล ขณะที่เขานั้นก็ยังถูกรุกจูบไม่หยุด และเริ่มหนักหน่วงล้วงลึกขึ้น วนิดาลองสอดปลายลิ้นเล็กเข้าไปในโพ
“เราก็นั่งอยู่ตรงนี้ไหม มีไรพูดมา” อคิราห์เลิกคิ้วมอง เขากำลังจัดวางเครื่องสำอางตามขั้นตอนอยู่ แต่วนิดานั้นไม่ยอมเอ่ยใดๆ ทำให้ต้องขยับลุกแล้วเดินไปยังเตียงที่อยู่ห่างกันประมาณหกก้าว “ว่ามา” เขาเอ่ย สงสัยว่าวนิดาอาจจะนึกกลัวขึ้นมาเมื่อต้องไปเจอพวกเพื่อนเก่า “เป็นคู่ซ้อมให้นิดหน่อยได้ไหม” วนิดารีบบอกถึงความต้องการ ดวงตานั้นมีประกายวิบวับ “คู่ซ้อมอะไร” อคิราห์ทำหน้าไม่เข้าใจ วินาทีถัดมาก็ได้ยินถ้อยคำที่ทำให้ดวงตาเบิกกว้าง “นิดอยากลองจูบดู ขอลองจูบกับอี้อีกรอบได้ปะ” วนิดาทำใจกล้าพูดออกไป นัยน์ตานั้นมีแววร้องขอ อคิราห์ได้ยินชัดเจน แล้วมองปากเล็กนุ่มที่เขาเคยได้สัมผัส จังหวะนั้นก็กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่อย่างลืมตัว “นิดอยากดูดด้วย” วนิดาบอกอีกหนึ่งความต้องการ “ดูดอะไร” อคิราห์มองสายตาคู่สวยที่มองต่ำลงอยู่แถวกลางลำตัวเขา รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง วนิดาจะกล้าบ้าบิ่นเกินไปแล้ว “ดูดปากไง” วนิดารีบเฉลยด้วยใบหน้าแดงก่ำ เพราะดูเหมือนจะมีคนคิดเตลิดไปไกล หลังเห็นอคิราห์ยกมือกุมเป้







