LOGINบทที่ 1
ปีคริสต์ศักราช 20XX ภายในห้องชุดคอนโดหรูย่านใจกลางเมือง เสื้อผ้ากระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น หญิงสาวรูปร่างเพรียวส่วนสูงราวกับนางแบบ ใบหน้าสวยหวาน ดวงตาสีดำกลมโต ริมฝีปากอิ่มเข้ากับรูปหน้า กำลังฮัมเพลงอย่างมีความสุขขณะที่เลือกหยิบเสื้อผ้าอยู่หน้ากระจก รอยยิ้มหวานปรากฏออกมาครั้นนึกถึงคำพูดของแฟนหนุ่มเมื่อสามวันก่อนที่ดังก้องในหัว ‘ที่รัก...เราแต่งงานกันนะ’ มิราวดีหยิบเสื้อผ้าขึ้นทาบตัวครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ยังไม่พอใจ วันนี้แฟนหนุ่มกำชับให้แต่งตัวสวยที่สุดด้วยแล้วยิ่งทำให้มั่นใจว่าจะต้องมีอะไรมาเซอร์ไพรส์อีกแน่นอน ดวงตากลมหันมองเสื้อผ้าหลายสิบชุดที่กองรวมอยู่บนเตียง หยิบยกขึ้นมาดูหลายทีโดยที่ยังตัดสินใจไม่ได้ พอได้ยินเสียงสั่นข้อความเข้าจึงเอื้อมมือหยิบโทรศัพท์ขึ้นเปิดอ่าน รอยยิ้มปรากฏที่ใบหน้าอย่างมีความสุข มองตัวอักษรบนจออย่างเขินอาย มิราวดีวางโทรศัพท์ก่อนหันไปเลือกชุดต่อเมื่อรู้ว่าเสียเวลาไปนานพอสมควร มือหยิบชุดขึ้นทาบมองตัวเองสะท้อนจากหน้ากระจก ก่อนตัดสินใจเลือกชุดเดรสสั้นเหนือเข่าเข้ากับสีผิวและสีผม เมื่อเลือกเสื้อผ้าที่จะสวมไปทานมื้อค่ำได้แล้ว หญิงสาวจึงรีบอาบน้ำออกมาแต่งหน้าทำผมใช้เวลาร่วมหนึ่งชั่วโมงกว่า มิราวดีส่องมองตัวเองหน้ากระจกอีกครั้งด้วยความมั่นใจ หยิบกระเป๋าและสวมรองเท้าที่เข้ากับชุดเดินออกจากห้องไป ประตูห้องเปิดปิดอัตโนมัติผ่านลายนิ้วมือ เพราะยุคสมัยเปลี่ยนเทคโนโลยีความปลอดภัยจึงถูกปรับให้สะดวกสบายมากขึ้น มนุษย์แทบไม่ต้องทำอะไรเอง แม้จะเคยได้ยินคำบอกเล่าของย่าสมัยเด็กว่า เมื่อก่อนไม่ได้สะดวกสบายแบบนี้ “รอนานไหมคะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นเมื่อเดินเข้ามาหาแฟนหนุ่ม ณัฏฐ์ แฟนหนุ่มของมิราวดีละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์ขึ้นมองพลางส่งยิ้มให้ เธอสังเกตสีหน้าของแฟนหนุ่มดูไม่ดีนักจึงถามขึ้นว่า “มีอะไรไม่สบายใจไหมคะ” “มะ...ไม่มีหรอก” ชายหนุ่มยิ้มกลบเกลื่อน พลางลุกขึ้นจากโซฟา “วันนี้คุณสวยมาก” หญิงสาวยิ้มเขิน เมื่อได้รับคำชมจากอีกฝ่าย “วันนี้มีอะไรเหรอ ทำไมถึงให้ฉันแต่งตัวสวย ๆ” “ก็ดินเนอร์น่ะ” ณัฏฐ์ตอบพลางยิ้มเจื่อน ๆ ด้วยสีหน้าไม่สู้ดี ในใจก็วิตกจนแทบทำอะไรไม่ถูก ถึงกระนั้นก็ยังยิ้มสู้แล้วพูดเสียงหวานให้แฟนสาว “เราไปกันเถอะ เดี๋ยวจะหิวเอานะ” “ค่ะ” มิราวดีพยักหน้าเดินออกไปกับแฟนหนุ่ม เธอมีความสุขและไว้ใจเขามากที่สุด ณัฏฐ์คือคนเดียวที่คอยอยู่เคียงข้างเธอมาตลอดตั้งแต่พ่อแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน เปรียบเสมือนคนในครอบครัว ยิ่งมารู้ว่าเขาขอแต่งงานและพร้อมที่จะสร้างชีวิตเคียงคู่แล้ว ยิ่งทำให้มีความสุขราวกับว่าสวรรค์ไม่ได้ทอดทิ้งไปไหน เสียงดนตรีขับบรรเลงในยามค่ำคืนของร้านอาหารบนดาดฟ้าโรงแรมแห่งหนึ่งใจกลางเมือง มิราวดีมองด้วยความตกใจและตื่นเต้นทันทีที่เดินเข้ามา ทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่มองจากตึกสูง แสงไฟบนถนน ดอกไม้ และเสียงเพลง รวมถึงกลิ่นหอมจากเทียนอ่อน ๆ ชวนผ่อนคลาย ณัฏฐ์เดินเข้ามาสวมกอดหญิงสาวจากทางด้านหลัง กระชับวงแขนแน่นพลางจุมพิตที่ไหล่มน “ชอบไหม” “ชอบค่ะ ชอบมาก” หญิงสาวปริ่มยิ้มอย่างสุขใจ ทุกครั้งที่เขาบอกว่าอยากให้เธอมีความสุข ก็ไม่เคยที่จะผิดหวัง ทั้งยังได้อยู่ในอ้อมกอดด้วยกันแบบนี้ก็ไม่มีสิ่งใดมาเทียบได้อีก “ฉันรักคุณนะคะ” เป็นคำพูดที่ไม่ต้องใช้เวลาไตร่ตรองให้นาน เธอพูดออกมาด้วยความรู้สึกยินดี “คุณหิวแล้ว เรามากินข้าวกันเถอะ” ณัฏฐ์เอ่ยพลางยกมือบอกให้บริกรเสิร์ฟอาหารที่สั่งไว้ เขาพาเธอมานั่งรับประทานอาหารมื้อค่ำที่จัดเตรียมไว้พิเศษ ทั้งเมนูโปรด เสียงเพลงและความเป็นส่วนตัว เธอตักอาหารเข้าปากพลางเหลือบมอง ก่อนวางช้อนส้อมลงเอื้อมมือ หยิบน้ำดื่ม “ขอบคุณมากนะคะ ความจริงแล้วให้ฉันทำอาหารกินด้วยกันก็ได้ค่ะ แค่ได้อยู่กับคุณก็พอ” “แต่วันนี้เป็นวันพิเศษนะ วันที่เราพบกันครั้งแรกไง ผมอยากให้คุณเซอร์ไพรส์” “ขอบคุณค่ะ เอ่อ...แล้วเรื่องงานแต่ง...” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลเพราะเกรงว่าการเตรียมจัดงานแต่งจะมีผลกระทบต่อหน้าที่การงานที่กำลังก้าวหน้าของเขา ณัฏฐ์นิ่งเงียบไปสักพักแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้ม “เรื่องงานแต่งคุณไม่ต้องห่วง” “ค่ะ ฉันกลัวว่าคุณจะไม่มีเวลาก็เลย...” ชายหนุ่มเอื้อมมือไปกุมมือของหญิงสาวและเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้ม “ที่รัก ผมมีเวลาให้เสมอนะ ไม่ว่างานจะเยอะแค่ไหน ผมก็อยากให้วันแต่งงานของเราสองคนเป็นวันที่ดีที่สุด” พอได้ยินแฟนหนุ่มพูดยิ่งทำให้หัวใจของมิราวดีเต้นเร็วขึ้นไม่เป็นจังหวะ แก้มสองข้างร้อนผ่าว จนซ่อนความเขินอายไว้ไม่มิด “ขอบคุณนะคะที่อยู่เคียงข้างฉันมาตลอด” “ผมยินดีและเต็มใจครับ” ชายหนุ่มพูดพลางตักอาหารเข้าปากเหลือบมองหญิงสาวที่ยิ้มเขิน ๆ ก่อนจะยกมือทำสัญญาณบอกให้บริกรนำช่อดอกไม้ใหญ่ที่จัดเตรียมไว้มา เมื่อดอกไม้ที่สั่งมาถึงแล้วเขาจึงลุกขึ้นรับดอกไม้แล้วเดินเข้ามาหาแฟนสาว ก่อนคุกเข่าลงข้างที่นั่งของเธอ มิราวดีตกใจรีบขยับตัวลุกออกทันที “ทำอะไรคะ ลุกขึ้นมาก่อนก็ได้ค่ะ” “ไม่ครับ” เขาก้มหน้าลงพลางสูดลมหายใจเข้าแล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงสาว “ผมอยากมอบช่อดอกไม้นี้ให้คุณ ด้วยความจริงใจ ความรักที่ผม มีให้คุณ ไม่ใช่เรื่องโกหกหลอกลวง...” “คุณกำลังพูดเรื่องอะไรคะ ?” หญิงสาวงุนงง “ผมอยากขอโทษในสิ่งที่ผมทำผิดกับคุณ” ณัฏฐ์กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้า “ผมอยากให้คุณอภัยให้...” “เดี๋ยวนะคะ คือฉันไม่เข้าใจค่ะ” เธอมองเขาพลางครุ่นคิด ในใจมีคำถามมากมายเกิดขึ้น ทำไมอยู่ ๆ แฟนหนุ่มจึงพูดออกมาแบบนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้จะมีปากเสียงหรือไม่พอใจกันบ้างแต่ไม่เคยทะเลาะให้เป็นเรื่องใหญ่โตเลย อีกทั้งมีแต่เธอที่จะโดนเขาดุด้วยซ้ำไป “คุณขอโทษทำไมคะ” “ผมก็แค่...” ชายหนุ่มลุกขึ้น “อยากให้เราลืมเรื่องที่เคยโกรธกัน และอยากให้คุณรู้ว่าไม่ว่าผมจะทำอะไรผิดพลาดไปในอนาคต แต่ผมก็ยังรักคุณเสมอไม่เคยเปลี่ยน ผมรักคุณ” คำพูดที่ออกมาจากใจ จากความรู้สึกที่ตัดสินใจยากนั้นทำให้ณัฏฐ์ต้องฝืนยิ้มมันออกมา เขาลังเลที่จะพูดความจริงแต่ก็ไม่มีทางเลือกอีกแล้ว “ฉันให้อภัยเสมอ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรผิดร้ายแรงแค่ไหน” มิราวดีพูดด้วยความจริงใจ ยิ่งเห็นเขาทำแบบนี้แล้วกลับเป็นเธอที่รู้สึกผิดเข้าไปอีก “ฉันรักคุณมากค่ะ” ณัฏฐ์เดินเข้ามาหายื่นช่อดอกไม้ให้ “ดอกไม้แด่คนที่ผมรักครับ” “ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวเอื้อมมือรับขณะที่เขาก้าวเข้ามาแล้วดึงเธอมากอด ใบหน้าสวยซุกเขินอายปนดีใจอยู่ที่อกแกร่ง คำบอกรักและคำขอโทษของเขาทำให้รู้สึกว่าชีวิตนี้หากสวรรค์จะเล่นตลกอะไรอีก ขอมีเพียงผู้ชายคนนี้อยู่เคียงข้างก็ไม่มีอะไรที่ต้องกลัวอีกแล้ว มิราวดีหันไปมองแฟนหนุ่มเมื่อรถหยุดที่ข้างทาง ดวงตากลมมองด้วยความสงสัยและแปลกใจ เส้นทางที่ไม่คุ้นเคยไม่ใช่ทางที่เคยไปส่งกลับคอนโด ประจำ ทั้งยังดูเปลี่ยวและน่ากลัว ทว่าความไว้ใจที่มีต่อเขานั้นยังไม่ลดลง “ทำไมอยู่ ๆ ถึงมาที่นี่เหรอ” แม้ใจจะรู้สึกหวาดหวั่นตามสัญชาตญาณ แต่เธอก็พยายามคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ ณัฏฐ์นิ่งแล้วหันมายิ้มให้เธอ “มีที่ที่อยากให้ดูน่ะ” หญิงสาวขมวดคิ้วมองด้วยความแปลกใจ เพราะวันนี้แฟนหนุ่มจะเซอร์ไพรส์เยอะมากเกินผิดวิสัย แต่ถึงกระนั้นความหวาดระแวงในใจก็ไม่ได้มีเพิ่มขึ้น “ที่ไหนเหรอคะ” ชายหนุ่มเอื้อมมือหยิบผ้าหนึ่งผืนขึ้นมา แล้วขยับตัวโน้มไปหาเพื่อปิดตา เขาไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่ยิ้มให้อย่างอ่อนโยนจนเธอยอมแต่โดยดี “ปิดเลยลงมาที่จมูกแล้วนะคะ” มิราวดีทักท้วงเมื่อผ้าที่ปิดตานั้น เกือบปิดทั้งใบหน้าจนหายใจไม่ออก ยิ่งพยายามใช้มือดันออกกลับยิ่งถูกดันปิดมาที่จมูกมากเท่านั้นราวกับว่าแฟนหนุ่มจงใจ แรงที่น้อยกว่าต้านทานไว้ไม่ได้ ซ้ำร่างกายกลับรู้สึกไม่มีแรงขึ้นมา มิราวดีรู้สึกหวาดกลัวแต่ก็ต่อต้านอะไรไม่ได้ ได้แต่ปล่อยให้ชายหนุ่มทำตามที่อยากทำจนกระทั่งสติของเธอเริ่มเบลอหายไปเช้าวันรุ่งขึ้นวิกัญญาตั้งใจตื่นแต่เช้าเพื่อที่จะเรียกรถและคนขับรถส่วนตัวให้ไปดักรอชายหนุ่มระหว่างที่ออกจากคฤหาสน์ ในขณะที่กำลังอาบน้ำอยู่ก็สังเกตเห็นความผิดปกติทางร่างกาย ผิวที่เคยเต่งตึงอยู่ก็คล้ายจะเหี่ยวแห้งไปในข้ามคืน หล่อนเดินไปส่องกระจกก่อนจะกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจหญิงใบหน้าเหี่ยวย่นตรงหน้านี้เป็นใครกัน !บางทีอาจตาฝาดไป...วิกัญญาคิดและเดินไปส่องกระจกอีกครั้งหนึ่ง ผิวใบหน้า มือมีริ้วรอยก่อนวัย ทว่าส่วนอื่นร่างกายยังเหมือนเดิม“ไม่จริง...ไม่จริง”แม้จะไม่ใช่ร่างกายแท้จริงของตนเอง แต่นี่เป็นร่างกายที่ได้รับพรจากพระเจ้ามา ไม่มีทางที่จะเกิดเรื่องเช่นนี้ได้วิกัญญาไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น หล่อนพยายามที่จะลูบเเละขัดผิวที่เหี่ยวย่นให้จางหายไป ทว่าเบื้องหน้ากระจกคือความจริง“เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางที่พรของพระเจ้าจะไม่สัมฤทธิ์ผล…มันต้องมีอะไรผิดพลาด…”หญิงสาวไม่ยอมอาบน้ำเพราะทนเห็นสภาพการเปลี่ยนเเปลงไม่ได้ ความสวยงามหายไปเพียงชั่วข้ามคืน แล้วถ้าหากเขาไม่กลับมาหาหล่อนอีก จะทำอย่างไร ! ที่ผ่าน ๆ มา
หลายเดือนต่อมาหลังจากที่วิกัญญาได้รับชีวิตกลับคืนมาอีกครั้งตามพรที่ได้รับ หล่อนมีความสุขมาก แต่ก็เพียงแค่ชั่วพริบตาเท่านั้น เมื่อชายหนุ่มให้เธอเซ็นหย่าแทนมิราวดี หลังจากที่พยายามยืดเยื้อมานาน แลกกับการที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ที่คฤหาสน์หลังนี้ได้ วิกัญญาเริ่มชินกับการใช้ชีวิตในยุคสมัยนี้มากพอแล้ว ทั้งการอ่านการเขียนตัวหนังสือ แต่ทว่าก็ไม่อาจทำงานแทนมิราวดี เจ้าของร่างเดิมได้อยู่ดี เขาจึงเชิญให้ลาออกและให้ใช้เงินอยู่ที่นี่“ตามที่เราตกลงกัน” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งหญิงสาวลังเลใจในสถานะนี้มากเพราะหล่อนเฝ้ารอคอยที่จะได้เป็นสามีภรรยากับเขามาตลอด ทว่า...เมื่อมองดูสีหน้าของชายหนุ่มแล้วจึงจำยอมรชตถอนหายใจออกมา ทั้งที่ไม่อยากเลยสักนิดแต่เพราะจิตใจที่ยึดติดกับภรรยามากเกินไปทำให้ยังปล่อยวางไม่ได้ เขาทำเพียงตอบรับโดยการพยักหน้าเท่านั้น แค่นี้ก็ทำให้วิกัญญาดีใจและไม่รอช้าที่จะใช้ลายมือประทับตาต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทันทีเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นลงก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป หลังจากนั้นอีกหลายเดือนหล่อนยังคงใช้ชีวิตอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้เงียบ ๆ ความรักที่เคยอยากได้ไม
‘ไม่ ! เป็นไปไม่ได้ ข้าทำพิธีขอพรต่อท่านเทพ !’ หล่อนร้องโวยวายขึ้นทันที พลางถอยหลังหนี ‘ท่านเทพได้ให้พรแก่ข้าแล้ว ร่างนี้เป็นของข้า ! ของข้า ! จะไม่มีผู้ใดแยกข้ากับเขาได้ !’วิกัญญาพูดพลางเดินเข้าไปหาร่างของมิราวดีอีกครั้งแต่ผลก็ออกมาเช่นเดิม หล่อนถูกผละออกมาจนต้องล้มลงกับพื้น‘ไม่ ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ ! ทั้งที่ข้ามอบวิญญาณอลิชาให้แล้ว พวกแกคิดจะหักหลังทรยศข้างั้นเหรอ !’หล่อนเงยหน้ามองสองเทพหนุ่มด้วยความโกรธที่มีต่อเทพเจ้า“ที่ขอให้ช่วย...” ฮิวเองก็ตกใจไม่แพ้กันเพราะเลียมไม่ได้บอกอะไรไว้มากมายนัก เนื่องจากข้อมูลของมนุษย์เป็นความลับของพวกยมทูตเทพหนุ่มถอนหายใจยกมือขึ้นกุมขมับทันที“ให้ตายเถอะ”“เพราะจำเป็นต้องยุติการมีอยู่ของพิธีที่ผิดพลาดนี้ ข้าจึงไม่ได้บอกรายละเอียด และที่ผู้ทำพิธีต้องตายกลายเป็นเถ้า นั่นเป็นเรื่องที่ผิดพลาดจากความเข้าใจผิด ตอนนี้มันถึงเวลายุติเรื่องนี้แล้ว...”เลียมพูดด้วยสีหน้านิ่งเฉย ต่างจากฮิวที่ดูตกใจนิดหน่อย“เจ้าอยู่บนโลกมนุษย์นานเกินไป
‘มะ...หมายความว่าอย่างไร’“เสียสละเพื่อข้าอีกสักครั้งเถอะ อลิชาเพื่อนรัก” วิกัญญากล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “เพื่อเป็นการไถ่บาปที่เจ้าได้ทรยศต่อข้าอย่างไรเล่า”วิญญาณของมิราวดีอ่อนแรงเต็มทนเพราะว่าถูกแย่งร่างและถูกพลังบางอย่างตรึงไว้จนไม่อาจปรากฏกายได้นาน เธอได้แต่กรีดร้องและอ้อนวอนในขณะที่ค่อย ๆ หายกลับเข้าไปวิกัญญามองและยิ้มออกมา เป็นดั่งที่คิดจริง ๆ ว่าวิญญาณของหล่อนจะต้องสิงอยู่ในนี้ หากทำลายหินได้สำเร็จก็ไม่มีอะไรต้องห่วงอีกแล้ว ร่างนี้ก็จะเป็นของหล่อนโดยสมบูรณ์ โชคดีที่ความจำในอดีตยังมีอยู่ ดังนั้นแม้ไม่มีตำราอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไปเมื่อถึงเวลาการเกิดสุริยุปราคาวงแหวนไฟเริ่มต้นขึ้น วิกัญญาใช้มีดที่เคยสังหารอลิชาครั้นในอดีตกรีดข้อมือเพื่อใช้เลือดจำนวนหนึ่ง ริมฝีปากก็เอ่ยมนตร์อักขระโบราณไปด้วย เลือดที่ไหลลงสู่หินก่อเกิดควันสีดำจำนวนหนึ่งขึ้น วิญญาณของมิราวดีปรากฏต่อหน้าอีกครั้ง คราวนี้กลับมีมือมากมายราวกับจะดึงวิญญาณสู่ห้วงความมืดมิดตลอดกาล‘กรี๊ด !!!’ มิราวดีได้แต่ร้องด้วยความทรมานท่ามกลางการทำพิธี
หลายชั่วโมงต่อมาฮิวปรากฏตัวภายในห้องทำงานของชายหนุ่ม เขาส่งสายตามองพลางถอนหายใจออกมา“สภาพดูไม่ได้เลยนะ”รชตลืมตาขึ้นมองเทพหนุ่ม ที่นั่งอยู่โซฟาฝั่งตรงข้าม ซึ่งก็พอดีกับที่พ่อบ้านมงคลยกอาหารมื้อเย็นเข้ามาในห้องพ่อบ้านมงคลตกใจเมื่อเห็นท่านเทพ และรีบพูดขึ้นว่า“ผมจะไปเตรียมอาหารมื้อเย็นให้อีกที่นะครับ”“ไม่ต้อง ฉันขอเป็นของหวานเยอะ ๆ แล้วกัน” เทพหนุ่มพูดพลางยิ้มออกมาเพราะเพิ่งจะไปกินอาหารมื้อกลางวันเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้มาเอง“จริงสิครับ นายหญิงอยากให้เปิดประตูห้องลับให้ วันนี้เธอได้ถามถึงกุญแจด้วยนะครับ” มงคลเห็นว่าแปลกจึงรายงานไปตามที่เห็นเพราะปกติแล้วนายหญิงที่เขารู้จักจะอ่อนโยนมากกว่านี้พูดจบพ่อบ้านมงคลก็เดินออกไปจากห้อง สีหน้าของฮิวดูเปลี่ยนไปทันที บางทีสิ่งที่คิดไว้อาจจะใช่แล้วก็ได้“นายไม่ลองเปิดห้องนั้นให้หล่อนดูล่ะ”รชตมีสายตาแข็งจ้องมองมายังเทพหนุ่มทันที“เดี๋ยว ๆ” ฮิวรีบยกมือขึ้นแล้วพูดต่อไปว่า “ที่เสนอเพราะฉันจะได้รู้จุดประสงค์ขอ
‘เลิกหวังสักทีแล้วก็คืนร่างของฉันมา !’วิกัญญาสะดุ้งก่อนรีบหันไปมอง มิราวดีเป็นเสี้ยนหนามที่ยังคงอยู่ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรีบกำจัดออกไปให้เร็วที่สุด“ร่างนี้” หญิงสาวยกมือขึ้นทาบอกแล้วยิ้มออกมา “ได้กลายเป็นของข้าแล้ว !”มิราวดีที่วิญญาณอ่อนแรงเต็มทนก็ได้แต่มองวิกัญญาด้วยความโกรธและเสียใจ ความทรงจำครั้งในอดีตชาติบางส่วนก็ได้กลับคืนมา ความรู้สึกที่เหนี่ยวรั้งและผูกมัดราวกับโซ่ตรวนนี้มันมีมาตั้งแต่หลายศตวรรษแล้ว“และข้า...ที่ได้รับพรจากพระเจ้าอีกครั้ง” วิกัญญายิ้มหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข “ส่วนเจ้าควรหายไปซะ !”‘ไม่มีทาง...’วิกัญญายิ้มพลางสาวเท้าเดินเข้ามาหาวิญญาณของมิราวดี แรงและกำลังจากความรักและอาฆาตยังมีมากพอที่จะทำร้ายวิญญาณของอีกฝ่ายได้วิกัญญาใช้แรงเพียงเล็กน้อยบีบไปที่คอของมิราวดี ใบหน้าแสยะยิ้มและหัวเราะราวกับมีชัย “นี่คือผลของเพื่อนที่ทรยศข้า เจ้าแย่งคนรักของข้าครั้งแล้วครั้งเล่า !”วิญญาณของมิราวดีดิ้นทรมานราวกับจะต้องตายอีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่สะท้อนตรงห







