INICIAR SESIÓN“พี่พา....ยืมเงินหน่อยดิ เท่าไหร่ก็ได้ตอนนี้ ขอร้องล่ะพี่ ให้ผมยืมก่อนได้ไหม” เพลิงเอ่ยเสียงแผ่ว นัยน์ตาสั่นระริกขณะมองไปยังร่างสูงของพี่ชายที่นั่งสงบอยู่ตรงโซฟากลางห้อง
พายุช้อนสายตามองน้องชายช้า ๆ ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอาการใด ๆ ต่อท่าทางร้อนรนนั้นเลยสักนิด เขาวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะกระจกเบา ๆ จนเกิดเสียงดังก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท
“ไม่”
“พี่! แต่มันเรื่องใหญ่เลยนะเว้ย อาป๊าจะไปญี่ปุ่นเย็นนี้ผมมีเวลาแค่สิบห้าวัน ถ้าผมจัดการไม่ทัน....”
“ก็ให้มันเป็นเรื่องใหญ่ไปสิ มึงทำเรื่องเอาไว้เอง พอไฟลนก้นก็วิ่งมาให้คนอื่นช่วย แล้วเมื่อไหร่จะรู้จักคิดก่อนทำ! เงินน่ะกูมี แต่กูจะไม่ให้มึงยืมสักบาท” พายุขัดขึ้นทันควัน น้ำเสียงเข้มงวดและเด็ดขาด
“พี่พายุ...”
“กี่ครั้งแล้วเพลิงที่มึงใช้อารมณ์นำหน้า มุทะลุทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง พอมีปัญหาขึ้นมาก็คิดว่าแค่ใช้เงินแก้แล้วทุกอย่างจะจบ” พายุลุกขึ้นเต็มความสูงมองสบตาน้องชายด้วยสายตาที่แน่นิ่งแต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
“รอบนี้มึงต้องหาทางแก้ปัญหาด้วยตนเอง เพลิง...มึงโตได้แล้ว”
คำปฏิเสธหนักแน่นนั้นตัดรอนความหวังเดียวของเพลิงลงทันที ทิ้งให้ความเงียบและความกดดันเข้าปกคลุมห้องทั้งห้อง เพลิงกำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกทั้งสิ้นหวังและอับจนหนทาง ขณะที่พายุได้แต่มองภาพนั้นด้วยความใจแข็ง เพราะรู้ดีว่าหากไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายเผชิญผลจากการกระทำของตัวเองในครั้งนี้ น้องชายของเขาจะไม่มีความรับผิดชอบ ไม่รู้จักสิ้นสุด
หลังออกจากคอนโดฯ พายุไม่ได้มุ่งหน้ากลับไปทำงานทันที แต่กลับขับรถตรงไปยังบริษัทของเจสสิก้า เพื่อนสนิทที่เขาวางใจมากที่สุด
“สวัสดีค่ะคุณพายุ มาพบคุณเจสใช่ไหมคะ เดี๋ยวนั่งรอสักครู่นะคะ” เนเน่ เลขานุการสาวสวยหุ่นตุ้ยนุ้ยเดินหายเข้าไปในห้องทำงานของเจ้านายสาว
รอไม่นานพายุก็ถูกเชิญตัวเข้าไปในห้อง ภายในห้องทำงานกว้างขวางบนชั้นสูงของตึกพาณิชย์ เจสสิก้าที่อยู่หน้าคอมพิเตอร์ เงยหน้ามองเพื่อนหนุ่มนิดหนึ่งก่อนจะหันไปกด ๆ จิ้ม ๆ แป้นพิมพ์ต่อ
“นั่งรอแป๊ปนะมึง กูขอทำใบเสนอราคาก่อน”
“ตามสบายเลยมึง”
สิบนาทีผ่านไป หญิงสาววางมือจากแป้นพิมพ์ก่อนจะลุกยืนเต็มความสูง ตรงเข้ามานั่งโซฟาเดียวกับพายุ เอียงหน้ามองพายุอย่างสงสัย ไม่บ่อยนักที่พายุจะมาหาเธอถึงที่ทำงานแบบนี้ ส่วนใหญ่เราจะนัดเจอกันตามสถานบันเทิงเริงอารมณ์มากมาย จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเขามาทำไม
“มีอะไรจ๊ะพ่อรูปหล่อของเจส”
“มีเรื่องขอความช่วยเหลือ....”
เจสสิก้านั่งฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากของพายุด้วยสีหน้าประหลาดใจ ยิ่งเมื่อฟังถึงจำนวนเงินที่เพลิงกำลังต้องการเพื่อเอาไปแก้ปัญหา ดวงตาคู่สวยก็ยิ่งเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“เงินตั้งมากมายขนาดนั้นเนี่ยนะพายุ!? น้องชายมึงเพิ่งจะเรียนจบเองนะ จะเอาปัญญาที่ไหนหาเงินจำนวนขนาดนี้มาใช้คืนกู? มึงคิดดีแล้วเหรอที่มาขอให้กูช่วยแบบนี้” เจสสิก้าโพล่งออกมาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“กูคิดมาดีแล้ว เพลิงมันมุทะลุทำอะไรใช้แต่อารมณ์ ไม่เคยคิดถึงผลที่ตามมา พอเกิดเรื่องขึ้นมาก็คิดแค่ว่าเงินจะเสกมทุกอย่างให้จบลงได้ ถ้ากูให้เงินมันง่าย ๆ เหมือนทุกครั้ง มันก็ไม่เคยเรียนรู้สักที” พายุตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ามีสายตาหนักแน่น
เจสสิก้าถอนหายใจยาว พิงหลังกับพนักพิงโซฟาขณะมองหน้าเพื่อนสนิท
“มึงเลยอยากดัดนิสัยน้องชาย โดยการใช้กูทำทีเป็นคนยื่นมือเข้าไปช่วย ยอมให้ยืมเงิน....แต่เปลี่ยนความช่วยเหลือ เป็นหนี้สินที่ต้องรับผิดชอบจริง ๆ ใช่ไหม?”
“ถูกต้อง กูแค่อยากให้มันรู้รสชาติของการแบกรับความรับผิดชอบเองบ้าง ให้มันรู้ว่าเงินทุกบาทมันไม่ได้ได้มาง่าย ๆ แล้วถ้ามันไม่ยอมทำงานใช้คืนมึง หรือหาเงินมาคืนไม่ไหวจริง ๆ” พายุพยักหน้าเบา ๆ เขาหยุดพูดเล็กน้อย ก่อนจะสบตาเพื่อนสนิทสาวตรง ๆ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“....กูจะหาเงินมาคืนมึงเอง ทุกบาททุกสตางค์ เจส มึงไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเลย กูรับประกันด้วยตัวกูเอง แค่ช่วยกูหน่อย ให้เพลิงมันคิดว่านี่คือทางรอดเดียวที่มันต้องใช้คืนด้วยตัวเองจริง ๆ ก็พอ”
หลังจากตกลงแผนการกับเจสสิก้าเรียบร้อย พายุก็เดินทางกลับมาเจอน้องชายที่กำลังสติหลุด และแลดูอับจนหนทาง เขารับบทพี่ชายใจแข็งได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนจะเอ่ยปากเสนอทางออกให้อย่างคนไร้เยื่อใย
“ถ้ามึงไม่อยากให้เรื่องไปถึงหูอาป๊า....ก็พอมีทางรอดอยู่”พายุเปรยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“อะไรพี่พา...”
“กู้เงินนอกระบบ”
เพลิงชะงัก ช้อนสายตามองหน้าพี่ชายอย่างไม่อยากเชื่อหู จะให้เขาไปกู้เงินเนี่ยนะ “มันจะดีเหรอวะพี่! พวกนอกระบบมันทวงหนี้โหดนะพี่ ผมกลัวจะไม่มีปัญญาใช้คืน”
“แล้วมึงมีทางเลือกอื่นหรือไง? กูรู้จักเจ้าหนี้รายใหญ่คนหนึ่ง ทุนหนาพอที่จะเสกเงินก้อนให้มึงได้ทันที แต่เขาคิดดอกเบี้ยโหดและไม่เคยปรานีใคร ถ้ามึงรับไหว กูจะหามึงไป....”พายุเลิกคิ้ว ย้อนถามด้วยมท่าทางนิ่งสนิท
ยังไม่ทันที่เนเน่จะพูดจบ เสียงก้าวหนักแน่นและมั่นคงก็ดังมาจากทางเดินหน้าห้องทำงาน ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ที่พวกเธอกำลังพูดถึงก็ปรากฏตัวขึ้น เพลิงเดินเข้ามาในออฟฟิศตามเวลานัดไว้เป๊ะ เสื้อเชิ้ตสีเข้มปลดกระดุมเม็ดบนเผยให้เห็นแผงอกแน่น นัยนต์ตาคมกริบของเขาจ้องตรงมายังเจสสิก้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความนิ่งสงบ ทว่าแฝงความกดดันอันมหาศาล“ผมมาตามนัด” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเพลิงเอ่ยขึ้น ตัดผ่านความเงียบในห้อง เจสสิก้าเอนหลังพิงเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ สายตามองประสานกับเขาอย่างไม่เกรงกลัว ก่อนจะพยักหน้าให้เลขาสาวเบา ๆ“ขอบใจมากเนเน่ เธอออกไปก่อนเถอะ”เนเน่หันไปมองเพลิงที เจสสิก้าที ด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง แต่จำต้องก้มหัวรับคำสั่งแล้วค่อย ๆ ถอยออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบและรังสีความตึงเครียดที่อบอวลอยู่ระหว่างคนสองคน เมื่อร่างสัญญาฉบับสำคัญวางอยู่ตรงหน้าของเพลิงพอดี เพลิงมองแฟ้มเอกสารบนโต๊ะก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมามองใบหน้าสวยคมของเจสสิก้า เขาส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ ฟังเคล้ายเยาะเย้ยตัวเองมากกว่าอย่างอื่นก่อนจะสาวเท้าเข้ามานั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่รอให้เจ้าของห้องเชื้อเชิญ“พี่เตรียมทุกอย่างไว้พ
เพลิงจ้องมองใบหน้าสวยคมของเจสสิก้านิ่ง คิดไม่ถึงว่าข้อเสนอจากลูกหนี้และเจ้าหนี้จะตาลปัตรออกมาในรูปแบบนี้ ชายหนุ่มแค่นยิ้มออกมาเล็กน้อย“เหอะ.....นี่พี่กำลังสิ้นคิดหรือกำลังเล่นสนุกอะไรอยู่กันแน่ คุณเจสสิก้า? คนอย่างพี่เนี่ยนะอยากจะแต่งงานกับผม”“ฉันไม่ได้เล่นสนุกและฉันก็สติดีทุกอย่าง ฉันมีเหตุผลของฉันที่ต้องหาใครสักคนมาแต่งงานด้วยให้ไวที่สุด และนาย....ก็คือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในตอนนี้” เจสสิก้าสบตาเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง แววตาเต็มไปด้วยความมุ่นมั่นและแรงอารมณ์บางอย่างที่ซ่อนอยู่“หา? เหมาะสม? ตรงไหนไม่ทราบครับ?” เพลิงถามกลับทันควัน“ตรงที่นายติดหนี้ฉันสามสิบล้าน และนายไม่มีทางเลือกอื่นไงล่ะ” เจสสิก้าตอบตรง ๆ อย่างไม่รักษาน้ำใจ “ว่าไง....จะยอมเป็นสามีในนามของฉันเพื่อล้างหนี้สามสิบล้าน หรือจะดื้อดึงหาเงินที่ไม่มีวันหาได้ทัน แล้วรอโดนฉันฟ้องจนไม่เหลืออะไรเลย?”เพลิงนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ นัยน์ตาคมกริบจ้องมองเจสสิก้าคล้ายกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดของเธอ ความเงียบระหว่างทั้งคู่ตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางบรรยากาศรอบตัวที่ยังคงอึกทึกไปด้วยเสียงเพลง“ฟ้องงั้นเหรอ? คุณเจสสิก้าครับ พี่ก็รู้ว่าถ้าฟ้
“พูดจาเพ้อเจ้อ” เธอแค่นยิ้มเย็น สายตาคมสวยมองเมินไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างที่วูบผ่านเข้ามาในอก “ฉันเห็นแก่หน้าพี่ชายเธอหรอกนะ ถึงยอมช่วย....อย่าเอาความหวังดีของคนอื่นมาคิดเข้าข้างตัวเองหน่อยเลย”“ผมยังไม่ได้พูดสักคำว่าพี่คิดอะไร”ร่างสูงค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน ความสูงที่ข่มกันอย่างเห็นได้ชัดทำให้เธอต้องเป็นฝ่ายแหงนหน้ามอง รอยยิ้มบนใบหน้าคมคายนั้นยิ่งดูกวนประสาทและมีเลศนัยชวนให้คนมองใจแกว่ง“แต่สายตาพี่มันฟ้อง....ว่าที่ยอมช่วย เพราะพี่ชายผม หรือเป็นเพราะผมกันแน่?” คำถามนั้นทำเอาความเงียบโรยตัวลงมากดดันบรรยากาศรอบข้างทันที หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น พยายามควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติและรักษาท่าทีนิ่งสงบเอาไว้ ทั้งที่ในใจเริ่มระส่ำระส่ายกับแววตาแพรวพราวของเด็กหนุ่มตรงหน้า“เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว ถ้ายังมีเวลามานั่งจับผิดคนอื่นแบบนี้ แปลว่าคงไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินจริง...งั้นสิ้นเดือนนี้เตรียมหาเงินมาคืนฉันให้ครบทุกบาททุกสตางค์ด้วย” เธอส่งเสียงเหยียดในคอ ขยับเอนกายไปด้านหลังเพื่อเว้นระยะห่าง“โธ่...พี่ครับ ขู่กันแรงจัง เงินน่ะผมคืนแน่แต่ถ้าคืนเป็นเงินอย่างเดียวมันจะไปสนุกอะไรล่ะครั
หญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่กับการตรวจทานเอกสารงบการเงินบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ชะงักมือลงทันที เธอถอนหายใจยาวก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตามารดาด้วยสายตาเรียบเฉย“เจสบอกไปเมื่อตอนเย็นแล้วไงคะแม่ ว่าเจสไม่ได้คิดอะไรกับคุณวิณณ์เกินกว่าคนรู้จัก และที่สำคัญที่สุดเจสไม่เคยมีความคิดเอาชีวิตตัวเองไปแลกคอนเนกชันธุรกิจของใคร” น้ำเสียงของเธอเย็นชา“อย่ามาเป็นเด็กเอาแต่ใจ เอาตัวเองเป็นที่ตั้งตอนนี้นะเจสสิก้า!” คุณมณฑาเริ่มเสียงดังขึ้นด้วยความขัดใจ“โลกของธุรกิจมันไม่ได้หมุนด้วยความมั่นใจอย่างเดียว! ต่อให้แกจะเก่งแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีบารมีและฐานอำนาจที่แข็งแกร่งค้ำหัวไว้ พ่อแกไม่อยู่แล้วนะเจส...วันหนึ่งที่ล้ม มันก็ไม่มีใครช่วยพยุง!”“แล้วทำไมเจสจะต้องรอให้คนอื่นมาช่วยพยุงด้วยค่ะ?” เจสสิก้าผุดขึ้นยืนเต็มความสูง ท่วงท่าสง่าผ่าเผยถูกแทนที่ด้วยความแข็งกร้าวและเด็ดเดี่ยว เธอประสานสายตากับมารดาอย่างไม่เกรงกลัว“ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจสพิสูจน์ให้เห็นแล้วไม่ใช่เหรอว่าฝีมือการบริหารของเจสทำให้บริษัทโตขึ้นมากแค่ไหน เจสทำงานหนัก นำทัพขยายตลาดด้วยตัวคนเดียวมาตลอด เจสเก่งพอ เจสมั่นใจว่าศักยภาพของเจสคนเดียวก็พาธุรกิจของเราไปไกลโดยไม่
วิณณ์ถึงกับชะงัก รอยยิ้มสุภาพตามมารยาทเริ่มเจื่อนลงเล็กน้อยเมื่อเจอกับรังสีความเฉียบขาดของผู้หญิงตรงหน้า และนี่คือเจสสิก้า คนเดิมที่อ่านผู้ชายออกหมดทุกคน... เว้นก็เสียแต่เด็กบ้าอย่าง เพลิง ที่ยังคงก่อกวนอยู่ในหัวใจเธอไม่ยอมหยุด!วิณณ์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ ปรับรอยยิ้มเจื่อน ๆ นั้นให้กลายเป็นรอยยิ้มผ่อนคลายที่ดูจริงใจขึ้น ชายหนุ่มเอนหลังพิงเบาะเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ประสานมือไว้บนตักพลางมองตอบเจสสิก้าด้วยความชื่นชมอย่างไม่คิดจะปิดบัง“ถ้าให้พูดตรง ๆ แบบเปิดเผยอย่างที่คุฯเจสสิก้าว่า...ตอนแรกผมก็ถูกคุณพ่อมัดมือชกให้มาจริง ๆ นั่นแหละครับ” วิณณ์เอ่ยเสียงนุ่มน้ำเสียงยังคงความนุ่มนวลแต่แฝงความหนักแน่นเขากวาดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าที่ยังคงรักษาท่าทีสง่าผ่าเผยและความมั่นใจไว้อย่างไร้ที่ติ ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ๆ“แต่พอได้มาเห็น....และได้ยินคุณพูดตรงไปตรงมาแบบนี้ ผมคงต้องยอมรับใหม่แล้วล่ะครับ” วิณณ์สบตาเธอตรง ๆ สายตาอบอุ่นคู่นั้นประกายความสนใจขึ้นมาอย่างชัดเจน “เพราะตอนนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่าการมาเจอคุณวันนี้ มันไม่ได้เสียเวลาเลยสักนิด กลับกันมันทำให้ผมอยากทำความรู้จักคุณเจสสิก้าให้มากกว่านี้เสียอีก”
เจสสิก้า บูรณี ราเซล หรือที่ใคร ๆ ในวงการธุรกิจเรียกติดปากว่า เจส สาวลูกครึ่งไทย-อเมริกันวัย 31 ปี ผู้พกพาความคมคายจากคุณพ่อชาวอเมริกันและความประณีตอ่อนหวานที่ซ่อนอยู่ภายในจากคุณแม่ชาวไทย รูปร่างสูงโปร่ง สายตาคมสวยและรอยยิ้มทรงเสน่ห์ที่มักจะปรากฏขึ้นอย่างถูกจังหวะเสมอ เส้นทางชีวิตของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เธอมีความทะเยอทะยานและมีสมองอันเปรื่องปราด เจสสิก้าเริ่มกระโดดเข้าสู่โลกธุรกิจและมีกิจการเป็นของตัวเองตั้งแต่อายุเพียง 20 ปี ในวัยที่คนอื่นกำลังสนุกกับการใช้ชีวิตมหาวิทยาลัย เธอมีความสามารถในการเจรจาต่อรองกับคู่ค้าที่มีอายุมากกว่าเธอเท่าตัว มีความกระหายชัยชนะและการหาเงินเข้าขั้นด้วยความฉลาดเป็นกรด ผู้ชายทุกคนที่เข้ามาในชีวิตต่างมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง หรืออยากได้เธอไว้เพื่อประดับบารมี และแน่นอนพวกผู้ชายเหล่านั้นถูกปฏิเสธไม่เหลือเยื่อใย ความเก่งเฉียบแหลมจึงกลายเป็นเกราะป้องกันตัวที่ทำให้เธอครองความเป็นโสดมาจนถึงทุกวันนี้เจสสิก้าคือคำจำกัดความของคำว่า "สวย เผ็ด และอันตราย" รูปร่างเย้ายวน ท่าทางมั่นใจ และเสน่ห์แบบผู้หญิงทำงานที่ควบคุมทุกอย่างได้ในกำมือ ทว่าพายุกลับไม่ได







