تسجيل الدخول“พูดจาเพ้อเจ้อ” เธอแค่นยิ้มเย็น สายตาคมสวยมองเมินไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างที่วูบผ่านเข้ามาในอก “ฉันเห็นแก่หน้าพี่ชายเธอหรอกนะ ถึงยอมช่วย....อย่าเอาความหวังดีของคนอื่นมาคิดเข้าข้างตัวเองหน่อยเลย”
“ผมยังไม่ได้พูดสักคำว่าพี่คิดอะไร”
ร่างสูงค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน ความสูงที่ข่มกันอย่างเห็นได้ชัดทำให้เธอต้องเป็นฝ่ายแหงนหน้ามอง รอยยิ้มบนใบหน้าคมคายนั้นยิ่งดูกวนประสาทและมีเลศนัยชวนให้คนมองใจแกว่ง
“แต่สายตาพี่มันฟ้อง....ว่าที่ยอมช่วย เพราะพี่ชายผม หรือเป็นเพราะผมกันแน่?” คำถามนั้นทำเอาความเงียบโรยตัวลงมากดดันบรรยากาศรอบข้างทันที หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น พยายามควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติและรักษาท่าทีนิ่งสงบเอาไว้ ทั้งที่ในใจเริ่มระส่ำระส่ายกับแววตาแพรวพราวของเด็กหนุ่มตรงหน้า
“เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว ถ้ายังมีเวลามานั่งจับผิดคนอื่นแบบนี้ แปลว่าคงไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินจริง...งั้นสิ้นเดือนนี้เตรียมหาเงินมาคืนฉันให้ครบทุกบาททุกสตางค์ด้วย” เธอส่งเสียงเหยียดในคอ ขยับเอนกายไปด้านหลังเพื่อเว้นระยะห่าง
“โธ่...พี่ครับ ขู่กันแรงจัง เงินน่ะผมคืนแน่แต่ถ้าคืนเป็นเงินอย่างเดียวมันจะไปสนุกอะไรล่ะครับ?” เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวคำขู่นั้นเลยสักนิด แถมยังขยับตัวเข้ามาปิดระยะห่างที่เธอเพิ่งสร้างขึ้นเมื่อครู่อีกต่างหาก
ทว่าในวินาทีที่ความสิ้นหวังเรื่องหนี้สินเข้ามากดทับ ความคิดอีกสายก็ผุดขึ้นมาในหัว...
ตอนนี้เธอกำลังถูกมารดาบีบประสาทอย่างหนักเรื่องแต่งงาน มารดาต้องการจัดแจงชีวิตเธอให้แต่งงานกับคนที่มารดาเลือกให้เพื่อรักษาหน้าตาและผลประโยชน์ของครอบครัว และวิธีเดียวที่จะเอาชนะมารดาได้เด็ดขาด คือการหาใครสักคนมาแต่งงานบังหน้า เจสสิก้าหมุนแก้วในมือช้า ๆ นัยน์ตาคู่สวยปรายตามองเพลิงตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ชายหนุ่มตรงหน้ามีเรือนร่างและหน้าตาที่ไร้ที่ติ บุคลิกไม่ยอมคนและที่สำคัญเขากำลังติดหนี้เธออยู่สามสิบล้าน
ไอเดียบางอย่างฉายขึ้นมาในความคิดของเจสสิก้าทันที หากเขาหาเงินมาจ่ายหนี้ไม่ทัน เขาก็ยังมีสิ่งอื่นที่สามารถใช้หนี้แทนได้ และนี่แหละคือหมากตัวสำคัญที่จะช่วยให้เธอหลุดพ้นจากพันธนาการของแม่
“เพลิง.... ฉันว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันใหม่แล้วล่ะ เรื่องวิธีใช้หนี้สามสิบล้านของนาย” เจสสิก้าเอ่ยเสียงเรียบ เอนหลังพิงเคาน์เตอร์บาร์แล้วจ้องหน้าเขาตรง ๆ
เพลิงชะงักแก้วในมือที่กำลังยกขึ้นมาดื่ม สายตาคมกริบหรี่ลงมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความระแวดระวัง ท่าทีสุขุมผ่อนคลายเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความตึงเครียดขึ้นมาทันที
“พูดแบบนี้....หมายความยังไงครับ? คงไม่ได้จะบอกให้ผมทำเรื่องผิดกฎหมายเพื่อหาเงินมาคืนหรอกนะ” เพลิงพลางหมุนแก้วในมือ นัยน์ตาจ้องลึกเข้าไปในตาของเจสสิก้า
หญิงสาวหลุดหัวเราะในคอ นัยน์ตาสวยคมเป็นประกายวาววับใต้แสงไฟสลัวของคลับ เธอขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิดจนได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของน้ำหอมผสมกลิ่นแอลกอฮอล์ประปราย
“เงินสามสิบล้าน...ลำพังเด็กเมื่อวานซืนอย่างนาย คิดว่าจะหามาคืนฉันได้ทันเวลาจริง ๆ เหรอ คงไม่พ้นพี่ชาย....”เจสสิก้ายกยิ้มมุมปากอย่างเป็นต่อ
“ฉันเป็นนักธุรกิจเพลิง...ฉันมองเห็นความเป็นจริง และความเป็นจริงก็คือ นายไม่มีทางหาเงินก้อนนั้นมาจ่ายฉันได้ทันแน่ ๆ”
“อย่าเพิ่งดูถูกกันสิครับ ผมบอกว่าจะหามาคืนก็คือหามาคืน ส่วนจะทันหรือไม่ทัน มันเป็นเรื่องของผม” เพลิงตอบเสียงเรียบ แม้ในใจจะรู้ดีว่าสิ่งที่เธอพูดคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
“แต่ฉันไม่อยากเสียเวลาคอยสิ่งที่ไร้ความหวัง” เจสสิก้าขัดขึ้นมาทันควัน น้ำเสียงจริงจังขึ้นเรื่อย ๆ
“เอาย่างนี้ไหม ในเมื่อนายไม่มีเงินสด แต่เงินต้องการบางอย่างที่มีมูลค่ามากกว่าเงินในตอนนี้พอดี เรามาทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนกัน”
เพลิงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มองท่าทางมั่นใจของเจสสิก้าด้วยความสนใจผสมความระแวง
“ข้อตกลงอะไร?”
เจสสิก้าเอนตัวกลับไปพิงเคาน์เตอร์บาร์ จิบคอกเทลในแก้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับกำลังพูดเรื่องลมฟ้าอากาศ
“แต่งงานกับฉัน”
ความเงียบครอบงำไปชั่วขณะ เสียงเพลงเบสหนัก ๆ รอบตัวเหมือนจะเบาลงไปทันที ชายหนุ่มขมวดคิ้วจ้องหน้าเธอเหมือนจะตรวจดูว่าหญิงสาวตรงหน้าเมาจนพูดจาเพ้อเจ้อ หรือกำลังเล่นอะไรกับเขาอยู่กันแน่
“พี่ว่าอะไรนะ?”
“ฟังไม่ผิดหรอก...แต่งงานกับฉัน เซ็นสัญญาแต่งงานบังหน้า เป็นสามีตามกฎหมายของฉันจนกว่าฉันจะสั่งให้หย่า แล้วหนี้สามสิบล้านบาทของนาย ฉันจะยกเลิกให้ทั้งหมดถือว่าหายกัน” เจสสิก้าเน้นย้ำทีละคำชัดเจน
“พูดจาเพ้อเจ้อ” เธอแค่นยิ้มเย็น สายตาคมสวยมองเมินไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างที่วูบผ่านเข้ามาในอก “ฉันเห็นแก่หน้าพี่ชายเธอหรอกนะ ถึงยอมช่วย....อย่าเอาความหวังดีของคนอื่นมาคิดเข้าข้างตัวเองหน่อยเลย”“ผมยังไม่ได้พูดสักคำว่าพี่คิดอะไร”ร่างสูงค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน ความสูงที่ข่มกันอย่างเห็นได้ชัดทำให้เธอต้องเป็นฝ่ายแหงนหน้ามอง รอยยิ้มบนใบหน้าคมคายนั้นยิ่งดูกวนประสาทและมีเลศนัยชวนให้คนมองใจแกว่ง“แต่สายตาพี่มันฟ้อง....ว่าที่ยอมช่วย เพราะพี่ชายผม หรือเป็นเพราะผมกันแน่?” คำถามนั้นทำเอาความเงียบโรยตัวลงมากดดันบรรยากาศรอบข้างทันที หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น พยายามควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติและรักษาท่าทีนิ่งสงบเอาไว้ ทั้งที่ในใจเริ่มระส่ำระส่ายกับแววตาแพรวพราวของเด็กหนุ่มตรงหน้า“เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว ถ้ายังมีเวลามานั่งจับผิดคนอื่นแบบนี้ แปลว่าคงไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินจริง...งั้นสิ้นเดือนนี้เตรียมหาเงินมาคืนฉันให้ครบทุกบาททุกสตางค์ด้วย” เธอส่งเสียงเหยียดในคอ ขยับเอนกายไปด้านหลังเพื่อเว้นระยะห่าง“โธ่...พี่ครับ ขู่กันแรงจัง เงินน่ะผมคืนแน่แต่ถ้าคืนเป็นเงินอย่างเดียวมันจะไปสนุกอะไรล่ะครั
หญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่กับการตรวจทานเอกสารงบการเงินบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ชะงักมือลงทันที เธอถอนหายใจยาวก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตามารดาด้วยสายตาเรียบเฉย“เจสบอกไปเมื่อตอนเย็นแล้วไงคะแม่ ว่าเจสไม่ได้คิดอะไรกับคุณวิณณ์เกินกว่าคนรู้จัก และที่สำคัญที่สุดเจสไม่เคยมีความคิดเอาชีวิตตัวเองไปแลกคอนเนกชันธุรกิจของใคร” น้ำเสียงของเธอเย็นชา“อย่ามาเป็นเด็กเอาแต่ใจ เอาตัวเองเป็นที่ตั้งตอนนี้นะเจสสิก้า!” คุณมณฑาเริ่มเสียงดังขึ้นด้วยความขัดใจ“โลกของธุรกิจมันไม่ได้หมุนด้วยความมั่นใจอย่างเดียว! ต่อให้แกจะเก่งแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีบารมีและฐานอำนาจที่แข็งแกร่งค้ำหัวไว้ พ่อแกไม่อยู่แล้วนะเจส...วันหนึ่งที่ล้ม มันก็ไม่มีใครช่วยพยุง!”“แล้วทำไมเจสจะต้องรอให้คนอื่นมาช่วยพยุงด้วยค่ะ?” เจสสิก้าผุดขึ้นยืนเต็มความสูง ท่วงท่าสง่าผ่าเผยถูกแทนที่ด้วยความแข็งกร้าวและเด็ดเดี่ยว เธอประสานสายตากับมารดาอย่างไม่เกรงกลัว“ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจสพิสูจน์ให้เห็นแล้วไม่ใช่เหรอว่าฝีมือการบริหารของเจสทำให้บริษัทโตขึ้นมากแค่ไหน เจสทำงานหนัก นำทัพขยายตลาดด้วยตัวคนเดียวมาตลอด เจสเก่งพอ เจสมั่นใจว่าศักยภาพของเจสคนเดียวก็พาธุรกิจของเราไปไกลโดยไม่
วิณณ์ถึงกับชะงัก รอยยิ้มสุภาพตามมารยาทเริ่มเจื่อนลงเล็กน้อยเมื่อเจอกับรังสีความเฉียบขาดของผู้หญิงตรงหน้า และนี่คือเจสสิก้า คนเดิมที่อ่านผู้ชายออกหมดทุกคน... เว้นก็เสียแต่เด็กบ้าอย่าง เพลิง ที่ยังคงก่อกวนอยู่ในหัวใจเธอไม่ยอมหยุด!วิณณ์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ ปรับรอยยิ้มเจื่อน ๆ นั้นให้กลายเป็นรอยยิ้มผ่อนคลายที่ดูจริงใจขึ้น ชายหนุ่มเอนหลังพิงเบาะเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ประสานมือไว้บนตักพลางมองตอบเจสสิก้าด้วยความชื่นชมอย่างไม่คิดจะปิดบัง“ถ้าให้พูดตรง ๆ แบบเปิดเผยอย่างที่คุฯเจสสิก้าว่า...ตอนแรกผมก็ถูกคุณพ่อมัดมือชกให้มาจริง ๆ นั่นแหละครับ” วิณณ์เอ่ยเสียงนุ่มน้ำเสียงยังคงความนุ่มนวลแต่แฝงความหนักแน่นเขากวาดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าที่ยังคงรักษาท่าทีสง่าผ่าเผยและความมั่นใจไว้อย่างไร้ที่ติ ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ๆ“แต่พอได้มาเห็น....และได้ยินคุณพูดตรงไปตรงมาแบบนี้ ผมคงต้องยอมรับใหม่แล้วล่ะครับ” วิณณ์สบตาเธอตรง ๆ สายตาอบอุ่นคู่นั้นประกายความสนใจขึ้นมาอย่างชัดเจน “เพราะตอนนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่าการมาเจอคุณวันนี้ มันไม่ได้เสียเวลาเลยสักนิด กลับกันมันทำให้ผมอยากทำความรู้จักคุณเจสสิก้าให้มากกว่านี้เสียอีก”
เจสสิก้า บูรณี ราเซล หรือที่ใคร ๆ ในวงการธุรกิจเรียกติดปากว่า เจส สาวลูกครึ่งไทย-อเมริกันวัย 31 ปี ผู้พกพาความคมคายจากคุณพ่อชาวอเมริกันและความประณีตอ่อนหวานที่ซ่อนอยู่ภายในจากคุณแม่ชาวไทย รูปร่างสูงโปร่ง สายตาคมสวยและรอยยิ้มทรงเสน่ห์ที่มักจะปรากฏขึ้นอย่างถูกจังหวะเสมอ เส้นทางชีวิตของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เธอมีความทะเยอทะยานและมีสมองอันเปรื่องปราด เจสสิก้าเริ่มกระโดดเข้าสู่โลกธุรกิจและมีกิจการเป็นของตัวเองตั้งแต่อายุเพียง 20 ปี ในวัยที่คนอื่นกำลังสนุกกับการใช้ชีวิตมหาวิทยาลัย เธอมีความสามารถในการเจรจาต่อรองกับคู่ค้าที่มีอายุมากกว่าเธอเท่าตัว มีความกระหายชัยชนะและการหาเงินเข้าขั้นด้วยความฉลาดเป็นกรด ผู้ชายทุกคนที่เข้ามาในชีวิตต่างมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง หรืออยากได้เธอไว้เพื่อประดับบารมี และแน่นอนพวกผู้ชายเหล่านั้นถูกปฏิเสธไม่เหลือเยื่อใย ความเก่งเฉียบแหลมจึงกลายเป็นเกราะป้องกันตัวที่ทำให้เธอครองความเป็นโสดมาจนถึงทุกวันนี้เจสสิก้าคือคำจำกัดความของคำว่า "สวย เผ็ด และอันตราย" รูปร่างเย้ายวน ท่าทางมั่นใจ และเสน่ห์แบบผู้หญิงทำงานที่ควบคุมทุกอย่างได้ในกำมือ ทว่าพายุกลับไม่ได
เมื่อถูกต้อนจนมุมและเวลากระชั้นชิดเข้ามาทุกที เพลิงจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากละทิ้งความกลัวแล้วพยักหน้ารับอย่างจำใจ “เฮ้อ.....พาผมไปเถอะพี่....ขอร้องล่ะ ดีกว่าให้ป๊ารู้เรื่องนี้”ทุกอย่างเข้าทางแผนการของพายุอย่างหมดจนพายุพาเพลิงมายังนัดหมายตามแผน ซึ่งแท้จริงแล้วคือสถานที่ที่นัดแนะกับเจสสิก้าไว้ล่วงหน้า ทว่าเมื่อบานประตูห้องทำงานถูกเปิดออกและเจสสิก้าในลุค เจ้าหนี้รายใหญ่ ผู้เงียบขรึมและเฉียบขาดได้สบสายตากับเพลิงเป็นครั้งแรก....หัวใจของเธอกลับกระตุกวูบอย่างช่วยไม่ได้ภาพของเด็กหนุ่มที่เธอเคยคิดว่าเป็นเพียงเด็กเพิ่งเรียนจบไร้หัวคิด กลับเป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง นัยน์ตาคมกริบฉายแววดื้อรั้น ท่าทางดุดันออร่าความแบดบอยอันตรายอย่างปิดไม่มิด ใบหน้าคมคายที่มีร่องรอยความกังวลที่ส่งให้เขาดูมีเสน่ห์แบบดิบ ๆ อย่างบอกไม่ถูก เจสสิก้าถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ เธอไม่เคยเจอน้องชายของพายุมาก่อน และไม่เคยคิดว่า เด็กมุทะลุ ในคำบอกเล่าของเพื่อนสนิท จะมีรูปร่างหน้าตาและเสน่ห์ดึงดูดสายตาได้มากมายขนาดนี้เจสสิก้าเผลอนิ่งชะงักไปชั่วครู่เมื่อถูกเสน่ห์อันตรายของเด็กหนุ่มตรงหน้าจู่โจม แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ เธอจึงร
“พี่พา....ยืมเงินหน่อยดิ เท่าไหร่ก็ได้ตอนนี้ ขอร้องล่ะพี่ ให้ผมยืมก่อนได้ไหม” เพลิงเอ่ยเสียงแผ่ว นัยน์ตาสั่นระริกขณะมองไปยังร่างสูงของพี่ชายที่นั่งสงบอยู่ตรงโซฟากลางห้องพายุช้อนสายตามองน้องชายช้า ๆ ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอาการใด ๆ ต่อท่าทางร้อนรนนั้นเลยสักนิด เขาวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะกระจกเบา ๆ จนเกิดเสียงดังก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท“ไม่”“พี่! แต่มันเรื่องใหญ่เลยนะเว้ย อาป๊าจะไปญี่ปุ่นเย็นนี้ผมมีเวลาแค่สิบห้าวัน ถ้าผมจัดการไม่ทัน....”“ก็ให้มันเป็นเรื่องใหญ่ไปสิ มึงทำเรื่องเอาไว้เอง พอไฟลนก้นก็วิ่งมาให้คนอื่นช่วย แล้วเมื่อไหร่จะรู้จักคิดก่อนทำ! เงินน่ะกูมี แต่กูจะไม่ให้มึงยืมสักบาท” พายุขัดขึ้นทันควัน น้ำเสียงเข้มงวดและเด็ดขาด“พี่พายุ...”“กี่ครั้งแล้วเพลิงที่มึงใช้อารมณ์นำหน้า มุทะลุทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง พอมีปัญหาขึ้นมาก็คิดว่าแค่ใช้เงินแก้แล้วทุกอย่างจะจบ” พายุลุกขึ้นเต็มความสูงมองสบตาน้องชายด้วยสายตาที่แน่นิ่งแต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน“รอบนี้มึงต้องหาทางแก้ปัญหาด้วยตนเอง เพลิง...มึงโตได้แล้ว”คำปฏิเสธหนักแน่นนั้นตัดรอนความหวังเดียวของเพลิงลงทันที ทิ้งให้ความเงียบและความกดดันเข้าป







