INICIAR SESIÓNวิณณ์ถึงกับชะงัก รอยยิ้มสุภาพตามมารยาทเริ่มเจื่อนลงเล็กน้อยเมื่อเจอกับรังสีความเฉียบขาดของผู้หญิงตรงหน้า และนี่คือเจสสิก้า คนเดิมที่อ่านผู้ชายออกหมดทุกคน... เว้นก็เสียแต่เด็กบ้าอย่าง เพลิง ที่ยังคงก่อกวนอยู่ในหัวใจเธอไม่ยอมหยุด!
วิณณ์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ ปรับรอยยิ้มเจื่อน ๆ นั้นให้กลายเป็นรอยยิ้มผ่อนคลายที่ดูจริงใจขึ้น ชายหนุ่มเอนหลังพิงเบาะเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ประสานมือไว้บนตักพลางมองตอบเจสสิก้าด้วยความชื่นชมอย่างไม่คิดจะปิดบัง
“ถ้าให้พูดตรง ๆ แบบเปิดเผยอย่างที่คุฯเจสสิก้าว่า...ตอนแรกผมก็ถูกคุณพ่อมัดมือชกให้มาจริง ๆ นั่นแหละครับ” วิณณ์เอ่ยเสียงนุ่มน้ำเสียงยังคงความนุ่มนวลแต่แฝงความหนักแน่น
เขากวาดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าที่ยังคงรักษาท่าทีสง่าผ่าเผยและความมั่นใจไว้อย่างไร้ที่ติ ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ๆ
“แต่พอได้มาเห็น....และได้ยินคุณพูดตรงไปตรงมาแบบนี้ ผมคงต้องยอมรับใหม่แล้วล่ะครับ” วิณณ์สบตาเธอตรง ๆ สายตาอบอุ่นคู่นั้นประกายความสนใจขึ้นมาอย่างชัดเจน “เพราะตอนนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่าการมาเจอคุณวันนี้ มันไม่ได้เสียเวลาเลยสักนิด กลับกันมันทำให้ผมอยากทำความรู้จักคุณเจสสิก้าให้มากกว่านี้เสียอีก”
เจสสิก้าเลิกคิ้วเล็กน้อย แววตาประหลาดใจวูบผ่านไปครู่เดียวก็จะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มพราย ผู้ชายส่วนใหญ่พอเจอเธอต้อนเข้าหน่อยก็มักจะเลิ่กลั่กหรือไม่ก็รีบถอยไปตั้งหลัก แต่พ่อหนุ่มคนนี้กลับรับหมัดของเธอได้อย่างนุ่มนวลและสวนกลับมาได้อย่างมีชั้นเชิง
“ปากหวานสมกับเป็นลูกชายของคุณลุงบุญสินเลยนะคะ” เจสสิก้าหัวเราะในลำคอเบา ๆ กอดอกมองเขาอย่างพิจารณา
“ผมพูดจริงครับ ไม่ได้ใช้คารมรักษาไข้ใคร เอาเป็นว่า เรื่องผู้ใหญ่ปล่อยให้เป็นเรื่องของคุณพ่อกับคุณอามณฑาไปก่อน...แต่เรื่องของเรา ผมขอโอกาสชวนคุณเจสสิก้าคุยต่อในฐานะคนที่อยากรู้จัก จริง ๆ ได้ไหมครับ?” วิณณ์หัวเราะสั้น ๆ ท่าทางดูสบายใจขึ้นมาก
สายตาของวิณณ์ที่มองมาทั้งให้เกียรติและแสดงความนับถือในตัวเธออย่างจริงใจ ควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้เจสสิก้ารู้สึกพึงพอใจ ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น ภาพใบหน้ายโสกับรอยยิ้มกวนประสาทของเพลิงกลับซ้อนทับขึ้นมาในความเสียอย่างนั้น
‘เหอะ... ยิ้มสุภาพ ส้นตึกอะไรกัน ยวนโมโหแบบเจ้าเด็กบ้านั่นน่าหงุดหงิดกว่าเยอะ!’
เจสสิก้าสลัดภาพเพลิงออกจากหัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะส่งรอยยิ้มทรงเสน่ห์กลับไปให้วิณณ์ เธอยังคงรักษาท่วงท่าง่าผ่าเผยเอาไว้ได้อย่างหมดจด เธอเอียงคอเล็กน้อยรับคำขอของชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มตามแบบฉบับ แม้ลึก ๆ จะยอมรับในใจว่าความตรงไปตรงมาและชั้นเชิงในการรับมือของวิณณ์นั้น น่าสนใจกว่าผู้ชายทั่วไปที่เธอเคยเจอ แต่ความจริงที่ว่าการพบกันครั้งนี้เกิดจากการจับคู่ของผู้ใหญ่ ก็มากพอที่จะจุดไฟ ความต่อต้านในใจเธอให้ลุกโชนขึ้นมา
สำหรับเจสสิก้า...ไม่มีอะไรที่เธอเกลียดไปมากกว่าการถูกบังคับหรือยอมให้ใครเอาไม้บรรทัดมาขีดให้เธอเดินตาม
“นับว่าคุณวิณณ์แก้ไขสถานการณ์ได้เก่งนะคะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่ทิ้งระยะห่างไว้อย่างชัดเจน
“แต่ถ้าให้พูดกันตรง ๆ อีกข้อ....ฉันป็นพวกไม่ชอบให้ใครมาวางกรอบหรือกำหนดชีวิตให้เท่าไหร่ การที่คุณลุงกับคุณแม่พยายามจัดแจงเรื่องของเรา มันเลยทำให้ฉันไม่ได้รู้สึกอินไปกับมันสักเท่าไหร่ค่ะ”
วิณณ์รับฟังอย่างตั้งใจ ไม่ได้แสดงท่าทีเสียหน้า เขายังรักษามารยาทและเว้นระยะห่างไว้อย่างพอดี ซึ่งทำให้เจสสิก้ารู้สึกว่าเขาเป็นคู่สนทนาที่ไม่เลว แต่ก็นั่นแหละเพียงไม่เลวในฐานะคนรู้จักใหม่เท่านั้น
“เพราะฉะนั้น วันนี้ถือว่าเรามาจิบชา คุยกันตามมารยาทของผู้ใหญ่ก็แล้วกันนะคะ ส่วนเรื่องหลังจากนี้....ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตดีกว่า” เจสสิก้ายกแก้วชาขึ้นจิบเล็กน้อยด้วยท่าทางผ่อนคลาย ทว่าเป็นการปิดประตูหัวใจไว้อย่างแน่นหนา
การสงวนท่าทีอย่างสุภาพแต่เด็ดขาดของเธอ เป็นสัญญาณเตือนชัดเจนว่าชายหนุ่มยังคงยืนอยู่นอกเขตของเธออย่างสมบูรณ์ และในขณะที่เธอกำลังเล่นเกมวางตัวตามมารยาทกับชายหนุ่มผู้แสนเพียบพร้อมอยู่นั้น ใบหน้ากวนประสาทกับแววตาท้าทายของเพลิง ก็แวบเข้ามาในความคิดอีกรอบ
ตกดึกบรรยากาศภายในห้องทำงานของบ้านเดี่ยวหลังใหญ่กลับอบอวลไปด้วยความตึงเครียด เสียงถ้วยชากระทบกับจานรองดังกริ๊กเบา ๆ จากมือของคุณมณฑา ก่อนที่เธอจะเปิดประเด็นขึ้นมา
“แม่ตัดสินใจแล้วนะเจส....เรื่องการแต่งงานของลูกกับวิณณ์ แม่จะเริ่มคุยรายละเอียดกับทางฝั่งนั้นยังเป็นทางการ ตระกูลของวิณณ์เขามีทั้งคอนเนกชันทางการเมือง วงการธุรกิจถ้าลูกได้แต่งงานกับเขา มันจะช่วยเสริมรากฐานธุรกิจของเราให้มั่นคงยิ่งขึ้น และจะไม่มีใครกล้ามาแตะต้องเราได้ง่าย ๆ” คุณมณฑาจ้องมองลูกสาวด้วยสายตาจริงจัง
ยังไม่ทันที่เนเน่จะพูดจบ เสียงก้าวหนักแน่นและมั่นคงก็ดังมาจากทางเดินหน้าห้องทำงาน ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ที่พวกเธอกำลังพูดถึงก็ปรากฏตัวขึ้น เพลิงเดินเข้ามาในออฟฟิศตามเวลานัดไว้เป๊ะ เสื้อเชิ้ตสีเข้มปลดกระดุมเม็ดบนเผยให้เห็นแผงอกแน่น นัยนต์ตาคมกริบของเขาจ้องตรงมายังเจสสิก้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความนิ่งสงบ ทว่าแฝงความกดดันอันมหาศาล“ผมมาตามนัด” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเพลิงเอ่ยขึ้น ตัดผ่านความเงียบในห้อง เจสสิก้าเอนหลังพิงเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ สายตามองประสานกับเขาอย่างไม่เกรงกลัว ก่อนจะพยักหน้าให้เลขาสาวเบา ๆ“ขอบใจมากเนเน่ เธอออกไปก่อนเถอะ”เนเน่หันไปมองเพลิงที เจสสิก้าที ด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง แต่จำต้องก้มหัวรับคำสั่งแล้วค่อย ๆ ถอยออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบและรังสีความตึงเครียดที่อบอวลอยู่ระหว่างคนสองคน เมื่อร่างสัญญาฉบับสำคัญวางอยู่ตรงหน้าของเพลิงพอดี เพลิงมองแฟ้มเอกสารบนโต๊ะก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมามองใบหน้าสวยคมของเจสสิก้า เขาส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ ฟังเคล้ายเยาะเย้ยตัวเองมากกว่าอย่างอื่นก่อนจะสาวเท้าเข้ามานั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่รอให้เจ้าของห้องเชื้อเชิญ“พี่เตรียมทุกอย่างไว้พ
เพลิงจ้องมองใบหน้าสวยคมของเจสสิก้านิ่ง คิดไม่ถึงว่าข้อเสนอจากลูกหนี้และเจ้าหนี้จะตาลปัตรออกมาในรูปแบบนี้ ชายหนุ่มแค่นยิ้มออกมาเล็กน้อย“เหอะ.....นี่พี่กำลังสิ้นคิดหรือกำลังเล่นสนุกอะไรอยู่กันแน่ คุณเจสสิก้า? คนอย่างพี่เนี่ยนะอยากจะแต่งงานกับผม”“ฉันไม่ได้เล่นสนุกและฉันก็สติดีทุกอย่าง ฉันมีเหตุผลของฉันที่ต้องหาใครสักคนมาแต่งงานด้วยให้ไวที่สุด และนาย....ก็คือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในตอนนี้” เจสสิก้าสบตาเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง แววตาเต็มไปด้วยความมุ่นมั่นและแรงอารมณ์บางอย่างที่ซ่อนอยู่“หา? เหมาะสม? ตรงไหนไม่ทราบครับ?” เพลิงถามกลับทันควัน“ตรงที่นายติดหนี้ฉันสามสิบล้าน และนายไม่มีทางเลือกอื่นไงล่ะ” เจสสิก้าตอบตรง ๆ อย่างไม่รักษาน้ำใจ “ว่าไง....จะยอมเป็นสามีในนามของฉันเพื่อล้างหนี้สามสิบล้าน หรือจะดื้อดึงหาเงินที่ไม่มีวันหาได้ทัน แล้วรอโดนฉันฟ้องจนไม่เหลืออะไรเลย?”เพลิงนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ นัยน์ตาคมกริบจ้องมองเจสสิก้าคล้ายกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดของเธอ ความเงียบระหว่างทั้งคู่ตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางบรรยากาศรอบตัวที่ยังคงอึกทึกไปด้วยเสียงเพลง“ฟ้องงั้นเหรอ? คุณเจสสิก้าครับ พี่ก็รู้ว่าถ้าฟ้
“พูดจาเพ้อเจ้อ” เธอแค่นยิ้มเย็น สายตาคมสวยมองเมินไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างที่วูบผ่านเข้ามาในอก “ฉันเห็นแก่หน้าพี่ชายเธอหรอกนะ ถึงยอมช่วย....อย่าเอาความหวังดีของคนอื่นมาคิดเข้าข้างตัวเองหน่อยเลย”“ผมยังไม่ได้พูดสักคำว่าพี่คิดอะไร”ร่างสูงค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน ความสูงที่ข่มกันอย่างเห็นได้ชัดทำให้เธอต้องเป็นฝ่ายแหงนหน้ามอง รอยยิ้มบนใบหน้าคมคายนั้นยิ่งดูกวนประสาทและมีเลศนัยชวนให้คนมองใจแกว่ง“แต่สายตาพี่มันฟ้อง....ว่าที่ยอมช่วย เพราะพี่ชายผม หรือเป็นเพราะผมกันแน่?” คำถามนั้นทำเอาความเงียบโรยตัวลงมากดดันบรรยากาศรอบข้างทันที หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น พยายามควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติและรักษาท่าทีนิ่งสงบเอาไว้ ทั้งที่ในใจเริ่มระส่ำระส่ายกับแววตาแพรวพราวของเด็กหนุ่มตรงหน้า“เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว ถ้ายังมีเวลามานั่งจับผิดคนอื่นแบบนี้ แปลว่าคงไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินจริง...งั้นสิ้นเดือนนี้เตรียมหาเงินมาคืนฉันให้ครบทุกบาททุกสตางค์ด้วย” เธอส่งเสียงเหยียดในคอ ขยับเอนกายไปด้านหลังเพื่อเว้นระยะห่าง“โธ่...พี่ครับ ขู่กันแรงจัง เงินน่ะผมคืนแน่แต่ถ้าคืนเป็นเงินอย่างเดียวมันจะไปสนุกอะไรล่ะครั
หญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่กับการตรวจทานเอกสารงบการเงินบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ชะงักมือลงทันที เธอถอนหายใจยาวก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตามารดาด้วยสายตาเรียบเฉย“เจสบอกไปเมื่อตอนเย็นแล้วไงคะแม่ ว่าเจสไม่ได้คิดอะไรกับคุณวิณณ์เกินกว่าคนรู้จัก และที่สำคัญที่สุดเจสไม่เคยมีความคิดเอาชีวิตตัวเองไปแลกคอนเนกชันธุรกิจของใคร” น้ำเสียงของเธอเย็นชา“อย่ามาเป็นเด็กเอาแต่ใจ เอาตัวเองเป็นที่ตั้งตอนนี้นะเจสสิก้า!” คุณมณฑาเริ่มเสียงดังขึ้นด้วยความขัดใจ“โลกของธุรกิจมันไม่ได้หมุนด้วยความมั่นใจอย่างเดียว! ต่อให้แกจะเก่งแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีบารมีและฐานอำนาจที่แข็งแกร่งค้ำหัวไว้ พ่อแกไม่อยู่แล้วนะเจส...วันหนึ่งที่ล้ม มันก็ไม่มีใครช่วยพยุง!”“แล้วทำไมเจสจะต้องรอให้คนอื่นมาช่วยพยุงด้วยค่ะ?” เจสสิก้าผุดขึ้นยืนเต็มความสูง ท่วงท่าสง่าผ่าเผยถูกแทนที่ด้วยความแข็งกร้าวและเด็ดเดี่ยว เธอประสานสายตากับมารดาอย่างไม่เกรงกลัว“ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจสพิสูจน์ให้เห็นแล้วไม่ใช่เหรอว่าฝีมือการบริหารของเจสทำให้บริษัทโตขึ้นมากแค่ไหน เจสทำงานหนัก นำทัพขยายตลาดด้วยตัวคนเดียวมาตลอด เจสเก่งพอ เจสมั่นใจว่าศักยภาพของเจสคนเดียวก็พาธุรกิจของเราไปไกลโดยไม่
วิณณ์ถึงกับชะงัก รอยยิ้มสุภาพตามมารยาทเริ่มเจื่อนลงเล็กน้อยเมื่อเจอกับรังสีความเฉียบขาดของผู้หญิงตรงหน้า และนี่คือเจสสิก้า คนเดิมที่อ่านผู้ชายออกหมดทุกคน... เว้นก็เสียแต่เด็กบ้าอย่าง เพลิง ที่ยังคงก่อกวนอยู่ในหัวใจเธอไม่ยอมหยุด!วิณณ์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ ปรับรอยยิ้มเจื่อน ๆ นั้นให้กลายเป็นรอยยิ้มผ่อนคลายที่ดูจริงใจขึ้น ชายหนุ่มเอนหลังพิงเบาะเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ประสานมือไว้บนตักพลางมองตอบเจสสิก้าด้วยความชื่นชมอย่างไม่คิดจะปิดบัง“ถ้าให้พูดตรง ๆ แบบเปิดเผยอย่างที่คุฯเจสสิก้าว่า...ตอนแรกผมก็ถูกคุณพ่อมัดมือชกให้มาจริง ๆ นั่นแหละครับ” วิณณ์เอ่ยเสียงนุ่มน้ำเสียงยังคงความนุ่มนวลแต่แฝงความหนักแน่นเขากวาดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าที่ยังคงรักษาท่าทีสง่าผ่าเผยและความมั่นใจไว้อย่างไร้ที่ติ ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ๆ“แต่พอได้มาเห็น....และได้ยินคุณพูดตรงไปตรงมาแบบนี้ ผมคงต้องยอมรับใหม่แล้วล่ะครับ” วิณณ์สบตาเธอตรง ๆ สายตาอบอุ่นคู่นั้นประกายความสนใจขึ้นมาอย่างชัดเจน “เพราะตอนนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่าการมาเจอคุณวันนี้ มันไม่ได้เสียเวลาเลยสักนิด กลับกันมันทำให้ผมอยากทำความรู้จักคุณเจสสิก้าให้มากกว่านี้เสียอีก”
เจสสิก้า บูรณี ราเซล หรือที่ใคร ๆ ในวงการธุรกิจเรียกติดปากว่า เจส สาวลูกครึ่งไทย-อเมริกันวัย 31 ปี ผู้พกพาความคมคายจากคุณพ่อชาวอเมริกันและความประณีตอ่อนหวานที่ซ่อนอยู่ภายในจากคุณแม่ชาวไทย รูปร่างสูงโปร่ง สายตาคมสวยและรอยยิ้มทรงเสน่ห์ที่มักจะปรากฏขึ้นอย่างถูกจังหวะเสมอ เส้นทางชีวิตของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เธอมีความทะเยอทะยานและมีสมองอันเปรื่องปราด เจสสิก้าเริ่มกระโดดเข้าสู่โลกธุรกิจและมีกิจการเป็นของตัวเองตั้งแต่อายุเพียง 20 ปี ในวัยที่คนอื่นกำลังสนุกกับการใช้ชีวิตมหาวิทยาลัย เธอมีความสามารถในการเจรจาต่อรองกับคู่ค้าที่มีอายุมากกว่าเธอเท่าตัว มีความกระหายชัยชนะและการหาเงินเข้าขั้นด้วยความฉลาดเป็นกรด ผู้ชายทุกคนที่เข้ามาในชีวิตต่างมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง หรืออยากได้เธอไว้เพื่อประดับบารมี และแน่นอนพวกผู้ชายเหล่านั้นถูกปฏิเสธไม่เหลือเยื่อใย ความเก่งเฉียบแหลมจึงกลายเป็นเกราะป้องกันตัวที่ทำให้เธอครองความเป็นโสดมาจนถึงทุกวันนี้เจสสิก้าคือคำจำกัดความของคำว่า "สวย เผ็ด และอันตราย" รูปร่างเย้ายวน ท่าทางมั่นใจ และเสน่ห์แบบผู้หญิงทำงานที่ควบคุมทุกอย่างได้ในกำมือ ทว่าพายุกลับไม่ได







