INICIAR SESIÓN
บรรยากาศริมสนามแข่งเถื่อนยิ่งตึงเครียดขึ้นไปอีก เมื่อเสียงครางกระหึ่มของเครื่องยนต์คันโตกระหึ่มเข้ามาจอดเทียบ พายุ พี่ชายคนโตของเพลิง ก้าวลงมาจากรถด้วยใบหน้าเรียบตึง ดวงตาคมกริบฉายแววโทสะอย่างเห็นได้ชัด น่านฟ้ากับเฌอเบลล์ถึงกับกลืนน้ำลายลงคอ นิ่งเงียบไม่กล้าเอ่ยปาก แม้แต่ปกป้องที่กำลังยิ้มเย้ยหยันก็ยังต้องหุบรอยยิ้มลงแล้วขยับถอยห่างออกมาสองก้าว เพราะรู้ดีถึงความเด็ดขาดและอิทธิพลของพายุ
พายุปัดสายตามองเพลิงที่ยืนเอามือจับเอวสะบักสะบอมอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าน้องชายไม่ได้บาดเจ็บสาหัสอะไรมาก เขาก็เมินหน้าเดินตรงไปยังซากรถหรูสีส้มเพลิงอัดติดอยู่กับต้นไม้ใหญ่ พายุยืนมองสภาพเหล็กบิดเบี้ยวตัวถังฉีกขาดและห้องเครื่องที่ยุบพังยับเยินจนแทบมองไม่มองว่าอดีตมันคือซูเปอร์คาร์มูลค่าหลายสิบล้านบาท เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ถอนหายใจยาว ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับมาหาน้องชายตัวดี
เพียะ!
มือหนาของพายุตบเข้าที่กบาลของเพลิงอย่างแรงจนหัวคลอน
“พี่พา! เจ็บนะเว้ย” เพลิงร้องเหวอ พยายามโวยวาย
เพียะ!
พายุไม่พูดพร่ำทำเพลง จัดการตบซ้ำเข้าที่กบาลของน้องชายแท้อีกทีเน้น ๆ จนเพลิงต้องยกมือมากุมหัวไว้แน่น ใบหน้าสลดลงทันตา
“มึงเจ็บสิดี! จะได้จำ! กูตบทีแรกเพราะมึงขโมยรถพ่อมาทำเรื่องปัญญาอ่อน แล้วกูตบทีที่สองเพราะมึงเอารถระดับนี้มาขับตกโค้งโง่ ๆ ให้ศัตรูมันหัวเราะ! คืนนี้มึงเตรียมตัวกลับบ้านไปโดนป๊าเชือดได้เลย ไอ้เวร!” พายุชี้นิ้วใส่หน้าน้องชาย เสียงกดต่ำจนน่ากลัว
หลังจากจัดการเคลียร์พื้นที่และส่งคนมาลากซากรถออกจากจุดเกิดเหตุแล้ว พายุและน่านฟ้าก็ช่วยกันหิ้วปีกเพลิงไปตรวจร่างกายที่โณงพยาบาลเอกชนใกล้ ๆ ชนิดที่ว่าเพลิงแทบไม่ต้องเดินเอง แม้เพลิงจะบ่นงึมงำตลอดทางว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่พี่ชายก็ยื่นคำขาดให้หมอตรวจเช็กอย่างละเอียดทุกระบบ ทั้งเอกซเรย์และอัลตราซาวด์ จนแน่ใจว่าไม่มีอาการบอบช้ำภายในหรือกระดูกแตกหัก
“ขืนพากลับบ้านตอนนี้ อาป๊ารู้เรื่องแน่ แล้วคนที่ตายเหลือแต่ชื่อก็คงหนีไม่พ้นมึงหรอกไอ้เพลิง....” น่านฟ้าเอ่ยขึ้นขณะช่วยพยุงเพลิงออกจากห้องตรวจ
“กูก็ว่าอย่างนั้น คืนนี้มึงไปนอนคอนโดฯ กู ถ้ามึงวุ่นวายกูจะโทรบอกอาป๊าเดี๋ยวนี้” พายุถอนหายใจยาว ก่อนจะหันไปสั่งน้องชายเสียงแข็ง
เพลิงทำหน้าสลด ยอมเดินตามพี่ชายไปนอนพักที่คอนโดนมีเนียมหรูแต่โดยดี คืนนั้นเขาแทบนอนไม่หลับ ภาพน้องเฟอร์บี้ลูกรักบิดเบี้ยวลอยวนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา
วันรุ่งขึ้น
พายุขับรถนำเพลิงไปยังอู่ซ่อมรถซูเปอร์คาร์ชื่อดังระดับประเทศทันทีที่อู่เปิด เพลิงรีบลงจากรถแล้วตรงเข้าไปหาช่างใหญ่ที่กำลังยืนตรวจสภาพซากรถสปอร์ตหรูสีส้มเพลิง ที่ถูกลากมาเก็บไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ใบหน้าของเพลิงเต็มไปด้วยความหวังและความตื่นตระหนก
“พี่ช่าง! มันซ่อมได้ไหมพี่? มันจะกลับมาสภาพเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ไหมพี่? เท่าไหร่ผมยอมจ่าย ขอแค่ให้รถมันกลับมาเหมือนเดิม...เฟอร์บี้ลูกพ่อ น้องจะต้องไม่ตาย” เพลิงถามเสียงลนลาน มือจับแขนช่างไว้แน่น
พรึ่บ!
พายุที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ทนไม่ไหว ถีบเข้าที่สะโพกน้องชายเต็มแรง แต่โชคดีที่เพลิงตาไวกระโดดหลบออกมาได้ทันท่วงที
“เฟอร์บี้พ่อมึงสิ! นั่นรถอาป๊า” พายุตวาดเข้าให้ ใบหน้าตึงเครียดหนักกว่าเดิม
นายช่างใหญ่ถอนหายใจยาวส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะหันมามองสองพี่น้องด้วยสายตาเห็นใจ
“พูดตรง ๆ นะครับคุณเพลิง....” ช่างใหญ่ชี้ไปที่โครงสร้างเหล็กที่บิดเบี้ยวและห้องเครื่องที่พังยับเยิน “แชสชีส์มันคดและฉีกขาดหมดแล้ว ตัวถังด้านหน้ายุบถึงห้องโดยสาร ชุดเกียร์และเครื่องยนต์เสียหายเกินแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ต่อให้พยายามดัดหรือสั่งอะไหล่ยกหัวตัดมาเปลี่ยน มันก็ไม่มีทางกลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิม ขับไปอันตรายเปล่า ๆ ครับ”
“เชี่ย.....” เพลิงยืนฟังหน้าเหวอ ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แล้ว...แล้วไม่มีวิธีอื่นเลยหรือพี่?”
“มีอยู่ทางเดียวครับ....” ช่างใหญ่ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ “ก็คือ....ซื้อใหม่ครับ ตัวออปชันเต็มแบบคันนี้ ในตลาดตอนนี้ราคาก็กำลังดีเลยครับ แค่สามสิบล้านบาทเองครับ”
“สามสิบล้านบาทเอง!?” เพลิงอ้าปากค้าง ตาโตเท่าไข่ห่าน ขณะพายุที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้แต่ยืนกุมขมับอย่างเหนื่อยหน่ายใจ
เพลิงกลับเข้ามาในคอนโดหรูของพี่ชายอีกครั้ง เสียงลมหายใจของเขาสั่นสะท้านอย่างปิดไม่มิดบนใบหน้าคมเข้มหลงเหลือเพียงความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด เมื่อโทรศัพท์มือถือในมือสั่นเตือนซึ่งเป็นข้อคามด่วนจากคนในบ้านชัยสวัสดิ์ แจ้งข่าวว่าท่านราเมศวร์ หรือคุณราม ชัยสวัสดิ์เป็นบิดาของสองพี่น้องกำลังจะออกเดินทางไปจัดการธุรกิจที่ประเทศญี่ปุ่นเย็นนี้ และจะไปนานถึงสิบห้าวัน
นั่นหมายความว่าหากเพลิงไม่เร่งจัดการปัญหาเรื่องเงินให้เสร็จสิ้นก่อนบิดาจะกลับมา ความลับที่เขาสร้างไว้อาจถูกรื้อค้นให้กลายเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าจะควบคุมได้
“พูดจาเพ้อเจ้อ” เธอแค่นยิ้มเย็น สายตาคมสวยมองเมินไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างที่วูบผ่านเข้ามาในอก “ฉันเห็นแก่หน้าพี่ชายเธอหรอกนะ ถึงยอมช่วย....อย่าเอาความหวังดีของคนอื่นมาคิดเข้าข้างตัวเองหน่อยเลย”“ผมยังไม่ได้พูดสักคำว่าพี่คิดอะไร”ร่างสูงค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน ความสูงที่ข่มกันอย่างเห็นได้ชัดทำให้เธอต้องเป็นฝ่ายแหงนหน้ามอง รอยยิ้มบนใบหน้าคมคายนั้นยิ่งดูกวนประสาทและมีเลศนัยชวนให้คนมองใจแกว่ง“แต่สายตาพี่มันฟ้อง....ว่าที่ยอมช่วย เพราะพี่ชายผม หรือเป็นเพราะผมกันแน่?” คำถามนั้นทำเอาความเงียบโรยตัวลงมากดดันบรรยากาศรอบข้างทันที หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น พยายามควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติและรักษาท่าทีนิ่งสงบเอาไว้ ทั้งที่ในใจเริ่มระส่ำระส่ายกับแววตาแพรวพราวของเด็กหนุ่มตรงหน้า“เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว ถ้ายังมีเวลามานั่งจับผิดคนอื่นแบบนี้ แปลว่าคงไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินจริง...งั้นสิ้นเดือนนี้เตรียมหาเงินมาคืนฉันให้ครบทุกบาททุกสตางค์ด้วย” เธอส่งเสียงเหยียดในคอ ขยับเอนกายไปด้านหลังเพื่อเว้นระยะห่าง“โธ่...พี่ครับ ขู่กันแรงจัง เงินน่ะผมคืนแน่แต่ถ้าคืนเป็นเงินอย่างเดียวมันจะไปสนุกอะไรล่ะครั
หญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่กับการตรวจทานเอกสารงบการเงินบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ชะงักมือลงทันที เธอถอนหายใจยาวก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตามารดาด้วยสายตาเรียบเฉย“เจสบอกไปเมื่อตอนเย็นแล้วไงคะแม่ ว่าเจสไม่ได้คิดอะไรกับคุณวิณณ์เกินกว่าคนรู้จัก และที่สำคัญที่สุดเจสไม่เคยมีความคิดเอาชีวิตตัวเองไปแลกคอนเนกชันธุรกิจของใคร” น้ำเสียงของเธอเย็นชา“อย่ามาเป็นเด็กเอาแต่ใจ เอาตัวเองเป็นที่ตั้งตอนนี้นะเจสสิก้า!” คุณมณฑาเริ่มเสียงดังขึ้นด้วยความขัดใจ“โลกของธุรกิจมันไม่ได้หมุนด้วยความมั่นใจอย่างเดียว! ต่อให้แกจะเก่งแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีบารมีและฐานอำนาจที่แข็งแกร่งค้ำหัวไว้ พ่อแกไม่อยู่แล้วนะเจส...วันหนึ่งที่ล้ม มันก็ไม่มีใครช่วยพยุง!”“แล้วทำไมเจสจะต้องรอให้คนอื่นมาช่วยพยุงด้วยค่ะ?” เจสสิก้าผุดขึ้นยืนเต็มความสูง ท่วงท่าสง่าผ่าเผยถูกแทนที่ด้วยความแข็งกร้าวและเด็ดเดี่ยว เธอประสานสายตากับมารดาอย่างไม่เกรงกลัว“ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจสพิสูจน์ให้เห็นแล้วไม่ใช่เหรอว่าฝีมือการบริหารของเจสทำให้บริษัทโตขึ้นมากแค่ไหน เจสทำงานหนัก นำทัพขยายตลาดด้วยตัวคนเดียวมาตลอด เจสเก่งพอ เจสมั่นใจว่าศักยภาพของเจสคนเดียวก็พาธุรกิจของเราไปไกลโดยไม่
วิณณ์ถึงกับชะงัก รอยยิ้มสุภาพตามมารยาทเริ่มเจื่อนลงเล็กน้อยเมื่อเจอกับรังสีความเฉียบขาดของผู้หญิงตรงหน้า และนี่คือเจสสิก้า คนเดิมที่อ่านผู้ชายออกหมดทุกคน... เว้นก็เสียแต่เด็กบ้าอย่าง เพลิง ที่ยังคงก่อกวนอยู่ในหัวใจเธอไม่ยอมหยุด!วิณณ์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ ปรับรอยยิ้มเจื่อน ๆ นั้นให้กลายเป็นรอยยิ้มผ่อนคลายที่ดูจริงใจขึ้น ชายหนุ่มเอนหลังพิงเบาะเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ประสานมือไว้บนตักพลางมองตอบเจสสิก้าด้วยความชื่นชมอย่างไม่คิดจะปิดบัง“ถ้าให้พูดตรง ๆ แบบเปิดเผยอย่างที่คุฯเจสสิก้าว่า...ตอนแรกผมก็ถูกคุณพ่อมัดมือชกให้มาจริง ๆ นั่นแหละครับ” วิณณ์เอ่ยเสียงนุ่มน้ำเสียงยังคงความนุ่มนวลแต่แฝงความหนักแน่นเขากวาดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าที่ยังคงรักษาท่าทีสง่าผ่าเผยและความมั่นใจไว้อย่างไร้ที่ติ ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ๆ“แต่พอได้มาเห็น....และได้ยินคุณพูดตรงไปตรงมาแบบนี้ ผมคงต้องยอมรับใหม่แล้วล่ะครับ” วิณณ์สบตาเธอตรง ๆ สายตาอบอุ่นคู่นั้นประกายความสนใจขึ้นมาอย่างชัดเจน “เพราะตอนนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่าการมาเจอคุณวันนี้ มันไม่ได้เสียเวลาเลยสักนิด กลับกันมันทำให้ผมอยากทำความรู้จักคุณเจสสิก้าให้มากกว่านี้เสียอีก”
เจสสิก้า บูรณี ราเซล หรือที่ใคร ๆ ในวงการธุรกิจเรียกติดปากว่า เจส สาวลูกครึ่งไทย-อเมริกันวัย 31 ปี ผู้พกพาความคมคายจากคุณพ่อชาวอเมริกันและความประณีตอ่อนหวานที่ซ่อนอยู่ภายในจากคุณแม่ชาวไทย รูปร่างสูงโปร่ง สายตาคมสวยและรอยยิ้มทรงเสน่ห์ที่มักจะปรากฏขึ้นอย่างถูกจังหวะเสมอ เส้นทางชีวิตของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เธอมีความทะเยอทะยานและมีสมองอันเปรื่องปราด เจสสิก้าเริ่มกระโดดเข้าสู่โลกธุรกิจและมีกิจการเป็นของตัวเองตั้งแต่อายุเพียง 20 ปี ในวัยที่คนอื่นกำลังสนุกกับการใช้ชีวิตมหาวิทยาลัย เธอมีความสามารถในการเจรจาต่อรองกับคู่ค้าที่มีอายุมากกว่าเธอเท่าตัว มีความกระหายชัยชนะและการหาเงินเข้าขั้นด้วยความฉลาดเป็นกรด ผู้ชายทุกคนที่เข้ามาในชีวิตต่างมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง หรืออยากได้เธอไว้เพื่อประดับบารมี และแน่นอนพวกผู้ชายเหล่านั้นถูกปฏิเสธไม่เหลือเยื่อใย ความเก่งเฉียบแหลมจึงกลายเป็นเกราะป้องกันตัวที่ทำให้เธอครองความเป็นโสดมาจนถึงทุกวันนี้เจสสิก้าคือคำจำกัดความของคำว่า "สวย เผ็ด และอันตราย" รูปร่างเย้ายวน ท่าทางมั่นใจ และเสน่ห์แบบผู้หญิงทำงานที่ควบคุมทุกอย่างได้ในกำมือ ทว่าพายุกลับไม่ได
เมื่อถูกต้อนจนมุมและเวลากระชั้นชิดเข้ามาทุกที เพลิงจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากละทิ้งความกลัวแล้วพยักหน้ารับอย่างจำใจ “เฮ้อ.....พาผมไปเถอะพี่....ขอร้องล่ะ ดีกว่าให้ป๊ารู้เรื่องนี้”ทุกอย่างเข้าทางแผนการของพายุอย่างหมดจนพายุพาเพลิงมายังนัดหมายตามแผน ซึ่งแท้จริงแล้วคือสถานที่ที่นัดแนะกับเจสสิก้าไว้ล่วงหน้า ทว่าเมื่อบานประตูห้องทำงานถูกเปิดออกและเจสสิก้าในลุค เจ้าหนี้รายใหญ่ ผู้เงียบขรึมและเฉียบขาดได้สบสายตากับเพลิงเป็นครั้งแรก....หัวใจของเธอกลับกระตุกวูบอย่างช่วยไม่ได้ภาพของเด็กหนุ่มที่เธอเคยคิดว่าเป็นเพียงเด็กเพิ่งเรียนจบไร้หัวคิด กลับเป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง นัยน์ตาคมกริบฉายแววดื้อรั้น ท่าทางดุดันออร่าความแบดบอยอันตรายอย่างปิดไม่มิด ใบหน้าคมคายที่มีร่องรอยความกังวลที่ส่งให้เขาดูมีเสน่ห์แบบดิบ ๆ อย่างบอกไม่ถูก เจสสิก้าถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ เธอไม่เคยเจอน้องชายของพายุมาก่อน และไม่เคยคิดว่า เด็กมุทะลุ ในคำบอกเล่าของเพื่อนสนิท จะมีรูปร่างหน้าตาและเสน่ห์ดึงดูดสายตาได้มากมายขนาดนี้เจสสิก้าเผลอนิ่งชะงักไปชั่วครู่เมื่อถูกเสน่ห์อันตรายของเด็กหนุ่มตรงหน้าจู่โจม แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ เธอจึงร
“พี่พา....ยืมเงินหน่อยดิ เท่าไหร่ก็ได้ตอนนี้ ขอร้องล่ะพี่ ให้ผมยืมก่อนได้ไหม” เพลิงเอ่ยเสียงแผ่ว นัยน์ตาสั่นระริกขณะมองไปยังร่างสูงของพี่ชายที่นั่งสงบอยู่ตรงโซฟากลางห้องพายุช้อนสายตามองน้องชายช้า ๆ ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอาการใด ๆ ต่อท่าทางร้อนรนนั้นเลยสักนิด เขาวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะกระจกเบา ๆ จนเกิดเสียงดังก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท“ไม่”“พี่! แต่มันเรื่องใหญ่เลยนะเว้ย อาป๊าจะไปญี่ปุ่นเย็นนี้ผมมีเวลาแค่สิบห้าวัน ถ้าผมจัดการไม่ทัน....”“ก็ให้มันเป็นเรื่องใหญ่ไปสิ มึงทำเรื่องเอาไว้เอง พอไฟลนก้นก็วิ่งมาให้คนอื่นช่วย แล้วเมื่อไหร่จะรู้จักคิดก่อนทำ! เงินน่ะกูมี แต่กูจะไม่ให้มึงยืมสักบาท” พายุขัดขึ้นทันควัน น้ำเสียงเข้มงวดและเด็ดขาด“พี่พายุ...”“กี่ครั้งแล้วเพลิงที่มึงใช้อารมณ์นำหน้า มุทะลุทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง พอมีปัญหาขึ้นมาก็คิดว่าแค่ใช้เงินแก้แล้วทุกอย่างจะจบ” พายุลุกขึ้นเต็มความสูงมองสบตาน้องชายด้วยสายตาที่แน่นิ่งแต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน“รอบนี้มึงต้องหาทางแก้ปัญหาด้วยตนเอง เพลิง...มึงโตได้แล้ว”คำปฏิเสธหนักแน่นนั้นตัดรอนความหวังเดียวของเพลิงลงทันที ทิ้งให้ความเงียบและความกดดันเข้าป







