Masukยามสายของวัน สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชยนำพาเอากลิ่นหอมของดอกมู่ตานที่ปลูกไว้ริมระเบียงทางเดินลอยมาแตะจมูก เจิ้งลั่วอีในชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆามงคลกำลังนั่งหลังตรง คัดลอกตำราคำสอนสตรีอยู่ภายในศาลาริมน้ำอย่างตั้งอกตั้งใจ ภายนอกดูเหมือนคุณหนูผู้ทรงธรรมที่กำลังดื่มด่ำกับบทกวีอันลึกซึ้ง ทว่าภายในใจของนางกำลังท่องจำท่วงท่ามังกรผงาดจากตำราปกขาวเล่มใหม่ที่เพิ่งซ่อนไว้ใต้เตียงเมื่อคืน
ทว่าในขณะที่จินตนาการของนางกำลังโลดแล่นอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นและทรงพลังก็ดังสะท้อนก้องมาจากทางเดินหินกรวดหน้าเรือนหนังสือของบิดา เจิ้งลั่วอีเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะไม้จันทน์แดง ก่อนจะปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังเดินสวนออกไป บุรุษผู้นั้นสวมชุดผ้าไหมสีเข้มปักดิ้นทองลายพยัคฆ์เหิน ใบหน้าของเขาหล่อเหลาคมคายราวกับรูปสลักของเทพเจ้าสงคราม ทว่าสิ่งที่ทำให้ผู้คนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง คือบรรยากาศรอบตัวที่แผ่ซ่านออกมา มันช่างเย็นเยียบ กดดันและน่าหวาดกลัวจนเจิ้งลั่วอีเผลอห่อไหล่เข้าหากัน ขนอ่อนตามเรือนกายลุกซู่โดยไม่ทราบสาเหตุ ราวกับมีกลิ่นอายของคาวเลือดลอยวนเวียนอยู่รอบกายบุรุษผู้นั้น เขาคือท่านกั๋วกงขุนนางระดับสูงผู้มีอำนาจล้นฟ้า และเป็นหนึ่งในขั้วอำนาจที่ทำให้ราชสำนักสั่นคลอนได้เพียงแค่กระดิกนิ้ว สายตาคมกริบของเขาปรายมองมาทางศาลาริมน้ำเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่หยุดพัก ทิ้งไว้เพียงความกดดันที่ค่อยๆจางหายไปในอากาศ "ลั่วอี..เข้ามาหาพ่อหน่อยเถิด" เสียงเรียกของท่านเสนาบดีเจิ้งดังแทรกขึ้นมาทำลายความเงียบ สิ่งที่ทำให้ลั่วอีต้องเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยคือ น้ำเสียงนั้นเจือปนไปด้วยเสียงหัวเราะทุ้มต่ำและรื่นเริงอย่างปิดไม่มิด ตั้งแต่นางทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ร่วมหลายปี แทบจะนับครั้งได้เลยที่บิดาบังเกิดเกล้าจะอารมณ์ดีถึงเพียงนี้ มันทำให้นางรู้สึกไม่มั่นใจเอาเสียเลยว่า ท่านพ่อกำลังอารมณ์ดีเรื่องอันใดกันแน่ หรือจะมีผลประโยชน์ชิ้นโตหล่นทับจวนเสนาบดี ร่างบอบบางลุกขึ้นยืน จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะก้าวเดินอย่างแช่มช้อยเข้าไปภายในห้องหนังสือของบิดา ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานชั้นดี ท่านเสนาบดีเจิ้งนั่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่ ใบหน้าที่มักจะเคร่งเครียดและเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความเจ้าเล่ห์ บัดนี้กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างจนเห็นรอยตีนกา เขามองหน้าบุตรีเพียงคนเดียวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ ราวกับกำลังมองดูสินค้าชิ้นงามที่กำลังจะได้ราคาดีที่สุด "คารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ" ลั่วอีย่อกายทำความเคารพอย่างอ่อนช้อยงดงามตามแบบฉบับกุลสตรีที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี "ลุกขึ้นเถิด มานั่งใกล้ๆพ่อตรงนี้สิ" ท่านเสนาบดีผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เมื่อบุตรีนั่งลงเรียบร้อย เขาก็ไม่รอช้าที่จะแจ้งข่าวดีที่ทำให้เขาอารมณ์ดีมาตั้งแต่เช้า "ลั่วอี..เมื่อครู่ท่านกั๋วกงมาพบพ่อที่นี่ เจ้าคงจะเห็นเขาเดินสวนออกไปแล้วกระมัง..ท่านกั๋วกงมาเพื่อหารือเรื่องที่สำคัญยิ่งนัก มันคือเรื่องการแต่งงานของเจ้าอย่างไรเล่า" เจิ้งลั่วอีชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตสบมองผู้เป็นบิดานิ่งสงบ รอฟังประโยคถัดไปอย่างตั้งใจ "การได้เกี่ยวดองกับจวนราชครูเซียวนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนักสำหรับตระกูลของเรา!" น้ำเสียงของท่านเสนาบดีเจิ้งเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและมักใหญ่ใฝ่สูง "ในที่สุดพ่อก็พบเจอคนที่คู่ควรและเหมาะสมกับเจ้าเสียทีนะลั่วอี..ราชครูเซียวจิ้นเหยียน ผู้นั้นคือบุรุษที่พ่อเลือกแล้วว่าเหมาะสมจะเป็นสามีของเจ้า" ชื่อของเซียวจิ้นเหยียนหรือที่คนทั้งเมืองหลวงแอบขนานนามกันลับๆว่า หมาบ้าแห่งราชสำนักทำให้บรรยากาศในห้องดูเย็นเยียบลงไปถนัดตา ข่าวลือมากมายเกี่ยวกับความโหดเหี้ยม ป่าเถื่อน และเลือดเย็นของสองพี่น้องตระกูลเซียวเป็นที่โจษจันไปทั่ว ว่ากันว่าผู้ใดที่กล้าขัดใจหรือล่วงเกินราชครูเซียว หากไม่หัวหลุดจากบ่า ก็ต้องถูกทรมานจนมีชีวิตอยู่มิสู้ตาย แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องไว้หน้าเขาถึงสามส่วน หากเป็นคุณหนูตระกูลอื่น เมื่อได้ยินว่าจะต้องแต่งงานกับมัจจุราชเดินดินผู้นี้ คงได้กรีดร้อง ร้องไห้ฟูมฟาย หรือถึงขั้นผูกคอตายหนีงานแต่งไปแล้ว ทว่าสำหรับเจิ้งลั่วอี..ภายในใจของนางกลับนิ่งสงบดุจผิวน้ำในสระบัว นางไม่ได้รู้สึกโศกเศร้า หวาดกลัว หรือตื่นตระหนกแต่อย่างใด อดีตเด็กกำพร้าที่ต้องปากกัดตีนถีบอย่างนาง ล่วงรู้ชะตากรรมของตนเองมาตั้งแต่สิบขวบแล้วว่า นางไม่มีวันได้แต่งงานตามใจปรารถนา หรือได้พบเจอกับความรักอันบริสุทธิ์ผุดผ่องตามแบบฉบับนิยายประโลมโลกหรอก นางเป็นเพียงสตรีเป็นแค่ฟันเฟืองชิ้นหนึ่งที่มีเอาไว้ให้บิดาใช้ประโยชน์เพื่อปูทางอำนาจทางการเมืองก็เท่านั้น ในเมื่อนางเสพสุข ดื่มกิน และใช้เงินทองของจวนเสนาบดีมาอย่างสุขสบายหลายปี การต้องตอบแทนบุญคุณด้วยการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ จึงเป็นเรื่องที่นางทำใจยอมรับไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว แต่งกับหมาบ้าแล้วอย่างไร อย่างน้อยหมาก็ยังซื่อสัตย์กว่าคนจอมปลอมล่ะน่า..แล้วอีกอย่าง ขึ้นชื่อว่าดุร้ายป่าเถื่อนพละกำลังของเขาต้องล้นเหลือเป็นแน่! ไม่แน่ว่าบุรุษผู้นี้อาจจะถอดแบบมาจากพระเอกในตำราปกขาวหน้าสิบแปด ที่มีกำลังวังชาดั่งม้าศึก กระแทกกระทั้นไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยก็เป็นได้ เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ มุมปากของคุณหนูผู้อ่อนหวานก็แทบจะกระตุกยิ้มขึ้นมาด้วยความซาบซ่านในจินตนาการ นางรีบก้มหน้าลงซ่อนประกายตาแพรวพราวเอาไว้ แล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเชื่อฟัง "ลูกทราบแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่ท่านพ่อจะจัดการ ลูกไม่มีข้อกังขาใดๆทั้งสิ้น" ความว่านอนสอนง่ายและอาการสงบนิ่งไม่ร้องไห้ฟูมฟายของลั่วอี ทำให้ท่านเสนาบดีเจิ้งประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็แปรเปลี่ยนเป็นความพึงพอใจอย่างที่สุด เขารู้สึกว่าตนเองช่างสั่งสอนลูกสาวได้ดีเยี่ยมเสียจริง "ดี! ช่างเป็นบุตรีที่รู้ความยิ่งนัก!" ท่านเสนาบดีหัวเราะร่วน ก่อนจะหันไปสั่งการพ่อบ้านที่ยืนอยู่หน้าประตู "พ่อบ้าน! ไปเบิกเงินที่ห้องบัญชี เพิ่มเบี้ยหวัดให้คุณหนูอีกสักสามเท่า สั่งให้ช่างตัดเสื้อฝีมือดีที่สุดในเมืองหลวงมาตัดเย็บชุดใหม่ให้นาง เลือกใช้ผ้าไหมชั้นเลิศและเครื่องประดับที่งดงามที่สุด" เขาหันกลับมามองลั่วอีอีกครั้ง "อีกเจ็ดวันจะมีการจัดงานเลี้ยงที่พระราชวัง และแน่นอนว่าราชครูเซียวก็จะไปร่วมงานนี้ด้วย พ่อต้องการให้เจ้าแต่งกายให้งดงามที่สุด โดดเด่นที่สุด เพื่อให้เจ้าไปพบเจอกับท่านราชครูเซียวในงานนี้ ทำให้เขาประทับใจในตัวเจ้าตั้งแต่แรกเห็นให้จงได้" "เจ้าค่ะท่านพ่อ" นางรับคำอย่างว่าง่าย ท่านเสนาบดีเจิ้งลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินอ้อมโต๊ะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบุตรี เขาเอื้อมมือที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นไปตบบ่าลูกสาวเบาๆ แววตาของเขาแฝงไปด้วยความทะเยอทะยานและคำเตือนที่ลึกซึ้ง "ลั่วอีเอ๋ย..พ่อรู้ว่าชื่อเสียงของราชครูเซียวนั้นอาจจะทำให้สตรีทั่วหล้าหวาดหวั่น เขาอาจจะเอาใจยากสักหน่อย อารมณ์แปรปรวนและดุดันไปบ้าง แต่จงจำไว้ว่าเขามีรูปโฉมที่งดงามหล่อเหลาหาผู้ใดเปรียบ อีกทั้งยังมีอำนาจล้นมือ หากเจ้าทำตัวเป็นภรรยาที่ดี อ่อนหวาน เชื่อฟังและไม่ขัดใจเขา..เขาก็ไม่มีวันทำร้ายเจ้าหรอก ตระกูลเจิ้งของเราจะต้องพึ่งพาการแต่งงานครั้งนี้เพื่อความมั่นคงในภายภาคหน้า เจ้าเข้าใจความหมายของพ่อใช่หรือไม่" เข้าใจสิเจ้าคะ เข้าใจอย่างถ่องแท้เลยทีเดียว..ท่านพ่อกำลังบอกว่า ให้ข้าไปเป็นเครื่องบรรณาการมีชีวิต เพื่อให้จวนเสนาบดีรุ่งเรืองต่อไปนั่นเอง ลั่วอีคิดในใจอย่างขบขันระคนปลงตก ทว่าภายนอกนางเพียงก้มหน้าลงต่ำเพื่อรับคำสอนของบิดาอย่างนอบน้อม "ลูกเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ลูกจะจดจำคำสอนของท่านพ่อเอาไว้ให้ขึ้นใจ จะไม่ทำสิ่งใดให้ท่านราชครูเซียวขัดเคืองใจเป็นอันขาดเจ้าค่ะ" "ประเสริฐมาก กลับไปพักผ่อนและเตรียมตัวให้พร้อมเถิด" เจิ้งลั่วอีย่อกายคารวะลาบิดา ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องหนังสือด้วยท่วงท่าสง่างามไร้ที่ติ ทว่าทันทีที่คล้อยหลังบิดาและพ้นจากสายตาของผู้คนในเรือนหลัก ดวงตากลมโตที่เคยก้มต่ำอย่างสงบเสงี่ยมก็ทอประกายระยิบระยับขึ้นมา ชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นหมาบ้าแห่งราชสำนัก..ชายผู้มีข่าวลือว่าโหดเหี้ยมอำมหิตจนผู้คนหวาดกลัว..ชายผู้นั้นกำลังจะมาเป็นสามีของนางอย่างนั้นหรือ ริมฝีปากอวบอิ่มสีชาดลอบเหยียดยิ้มขึ้นมาบางเบา บุรุษที่เอาใจยากและอารมณ์ร้ายเช่นนั้น หากจับมาอยู่บนเตียง แล้วให้นางนำวิชาจากตำราปกขาวทั้งสิบแปดเล่มที่สะสมไว้ออกมาใช้ปรนนิบัติ..หมาบ้าที่ว่าดุร้าย จะกลายเป็นลูกสุนัขที่ร้องครางด้วยความสุขสมหรือไม่นะ แค่คิด..หัวใจของเจิ้งลั่วอีผู้โหยหาความตื่นเต้นเร้าใจ ก็เต้นระรัวด้วยความคาดหวังเสียแล้วเกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าสีหม่น ปกคลุมทั่วทั้งเมืองหลวงจนกลายเป็นสีขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา ลมหนาวพัดโชยมาเป็นระลอก ทว่าบรรยากาศภายในจวนราชครูตระกูลเซียวกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นและสว่างไสว โคมไฟกระดาษสีแดงมงคลถูกแขวนประดับประดาไปทั่วทุกระเบียงทางเดิน แสงเทียนที่จุดสว่างไสวขับไล่ความหนาวเหน็บให้มลายหายไปจนสิ้น วันนี้คือวันสิ้นปี เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองและการอยู่ร่วมกันของครอบครัวรถม้าคันใหญ่ที่ประดับตราสัญลักษณ์ของจวนเว่ยกั๋วกงค่อยๆแล่นมาจอดเทียบที่หน้าประตูจวนราชครู เซียวอู๋จิ้วหรือท่านเว่ยกั๋วกงก้าวลงจากรถม้าเป็นคนแรก เขากางร่มคันใหญ่เพื่อบังหิมะ ก่อนจะยื่นมือไปพยุงหลินเยว่ ฮูหยินสุดที่รักและลูกๆทั้งสองวัยกำลังซุกซนให้ก้าวลงมาอย่างระมัดระวังเซียวอู๋จิ้วเงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อจวนราชครู นัยน์ตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย จริงอยู่ที่ในอดีตเขาไม่ชื่นชอบสถานที่แห่งนี้เอาเสียเลย จวนตระกูลเซียวเต็มไปด้วยความทรงจำอันเลวร้าย การแก่งแย่งชิงดีและความเย็นชาที่กัดกินหัวใจ แต่ทว่า..เมื่อวันเวลาเลยผ่านไป สายน้ำที่เชี่ยวกรากก็เริ่มพัดพาเอาความแค้นและความเจ็บปวดเหล่านั้นให้จางหายไปอย
เมื่อปัญหาความวุ่นวายในเมืองหลวงถูกสะสางจนสิ้นซาก อำนาจในราชสำนักเข้าที่เข้าทางภายใต้การดูแลของฮ่องเต้พระองค์ใหม่และขุนนางตงฉิน ท่านราชครูเซียวจิ้นเหยียนผู้ซึ่งกรำงานหนักมาตลอดหลายเดือน ก็ได้โอกาสยื่นฎีกาขอลาพักร้อนยาว เพื่อพาฮูหยินคนงามของเขาหลีกหนีจากความวุ่นวาย ออกเดินทางรอนแรมล่องเรือลงสู่แดนใต้ที่แสนสงบและงดงามสายลมอ่อนๆในช่วงต้นฤดูสารทพัดโชยมา หอบเอากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาและไอเย็นจากสายน้ำมาแตะจมูก เรือสำราญไม้สักลำใหญ่ที่ถูกเช่าเหมาลำลอยล่องไปตามลำน้ำสายกว้างอย่างอ้อยอิ่ง ภายในห้องโดยสารของเรือนั้นถูกตกแต่งอย่างหรูหราทว่าโปร่งสบาย ผนังไม้ฉลุลายเปิดรับแสงแดดและสายลมให้พัดผ่านเข้ามาได้อย่างอิสระแสงแดดสีทองอร่ามในยามบ่ายคล้อยสาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ กระทบลงบนใบหน้างดงามของเจิ้งลั่วอีที่กำลังนั่งเท้าคางเหม่อมองทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำอยู่ริมหน้าต่างดรุณีน้อยในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนดูบริสุทธิ์และสดใส ผิวพรรณของนางที่สะท้อนกับแสงแดดนั้นขาวเนียนและเปล่งประกายดุจหยกชั้นดี นัยน์ตากลมโตสุกสกาว ริมฝีปากอวบอิ่มแย้มยิ้มบางๆ อย่างคนที่มีความสุขล้นปรี่ นางมีความงดงามในแบบที่บริสุทธิ์ทว่าเย้าย
รถม้าคันงามที่ไม่ได้ประดับประดาด้วยลวดลายหรูหราจนเกินพอดี ทว่าดูแข็งแรงและมั่นคง แล่นมาจอดเทียบที่หน้าประตูจวนขนาดกลางแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่เงียบสงบและร่มรื่นของเมืองหลวง ป้ายไม้สักแกะสลักตัวอักษรสีทองอร่ามที่แขวนอยู่เหนือประตูทางเข้าเขียนเอาไว้ว่าจวนใต้เท้าเซียวบ่งบอกถึงสถานะอันทรงเกียรติของเจ้าของบ้านคนใหม่ได้อย่างชัดเจนม่านหน้าต่างรถม้าถูกเลิกขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่กำยำของบุรุษในชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มที่ก้าวลงมาตรึงยืนอยู่บนพื้นหิน ใบหน้าของเขาคมคาย หล่อเหลา ทว่ายังคงติดจะเคร่งขรึมและเย็นชาดุจน้ำแข็งตามสัญชาตญาณเดิม ทว่าเมื่อเขายื่นมือหนาที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการจับดาบออกไปรอรับสตรีที่อยู่ภายในรถม้า นัยน์ตาสีรัตติกาลที่เคยมืดมิดและไร้ระลอกคลื่น กลับทอประกายอ่อนโยนและอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาดจางหว่านชิง ฮูหยินหมาดๆก้าวลงมาจากรถม้าด้วยรอยยิ้มที่สดใสเจิดจ้าดุจดวงตะวันในยามเช้า นางวางมือเล็กๆ ที่ขาวผ่องของตนเองลงบนฝ่ามือใหญ่ของเขาอย่างคุ้นชิน ไท่ซานหรือในยามนี้คือเซียวไท่ซานกระชับฝ่ามือจับจูงมือของฮูหยินคนงามเอาไว้แน่น เขาประคองนางให้ก้าวเดินผ่านธรณีประตูเข้าไปยังอาณาเขตท
บรรยากาศภายในโถงรับรองหลักของจวนเสนาบดีกรมพิธีการตระกูลจางในยามนี้ อบอวลไปด้วยความอึดอัดและเงียบงันจนน่าขนลุกขุนนางจางหรือใต้เท้าจางผู้เป็นเจ้าของบ้าน นั่งปั้นหน้ายากอยู่บนเก้าอี้ลึกๆแล้วในใจของเขาเต็มไปด้วยความไม่พึงพอใจอย่างยิ่ง ที่บุตรีหัวแก้วหัวแหวนอย่างจางหว่านชิง ซึ่งอุตส่าห์ส่งไปร่ำเรียนถึงต่างเมืองและหมายมั่นจะให้แต่งเข้าตระกูลสูงศักดิ์ กลับไปคว้าเอาองครักษ์เงาผู้ต่ำต้อยของจวนราชครูมาเป็นสามี!ทว่า..แม้ในใจจะคัดค้านจนแทบกระอักเลือด แต่ภายนอกเขากลับไม่สามารถเอ่ยปากด่าทอหรือปฏิเสธคำใดออกมาได้เลยแม้แต่ครึ่งคำนั่นก็เป็นเพราะว่าในวันนี้แขกผู้มีเกียรติที่เดินทางมาเยือนจวนตระกูลจางเพื่อทำหน้าที่เป็นเถ้าแก่สู่ขอจางหว่านชิงให้กับไท่ซานอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่แม่สื่อธรรมดาแต่กลับเป็นถึงท่านราชครูเซียวจิ้นเหยียนและฮูหยินเซียวผู้กุมอำนาจล้นฟ้าแห่งเมืองหลวงเซียวจิ้นเหยียนนั่งจิบชาด้วยท่วงท่าสง่างามและเปี่ยมไปด้วยอำนาจกดดัน นัยน์ตาสีรัตติกาลปรายมองสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของใต้เท้าจาง ก่อนที่เขาจะวางถ้วยชาลงและเอื้อนเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงพลัง"ใต้เท้าจาง ข้าล่วงรู้
เมื่อจัดการสะสางเรื่องราวอันน่าปวดหัวและอนาคตของไท่ซานเสร็จสิ้น เซียวจิ้นเหยียนก็ไม่คิดจะรั้งรออยู่ที่จวนเว่ยกั๋วกงให้เสียเวลาแม้แต่เค่อเดียว ชายหนุ่มรีบเดินทางกลับมายังอาณาเขตของตนเองในทันทีก่อนจะแยกย้ายเขาสั่งการองครักษ์เงาผู้ที่บัดนี้กลายเป็นน้องชายบุญธรรมด้วยน้ำเสียงจริงจัง"ไท่ซาน..วันนี้เจ้าจงไปพบและพูดคุยเรื่องการแต่งงานกับคุณหนูจางให้เรียบร้อยเสีย ทำให้นางมั่นใจในตัวเจ้า และอีกสามวัน..ข้าในฐานะพี่ชายของเจ้าจะเดินทางไปที่จวนตระกูลจางด้วยตนเอง เพื่อเจรจาสู่ขอนางให้เจ้าอย่างเป็นทางการ"ไท่ซานคุกเข่ารับคำสั่งด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งและตื้นตันใจอย่างที่สุดส่วนทางด้านเซียวจิ้นเหยียน เมื่อสั่งงานเสร็จสิ้นเขาก็เร่งรีบก้าวเท้ายาวๆเดินกลับเข้าไปในห้องนอนหลักของตนเองด้วยหัวใจที่เต้นรัว ทว่าเมื่อสายตาคมกริบทอดมองไปที่เตียงนอนหลังใหญ่ เขากลับพบเพียงความว่างเปล่า ผ้าห่มผืนหนาถูกเลิกขึ้นแต่กลับไม่พบเจอเรือนร่างขาวผ่องของลั่วอีที่ควรจะนอนหลับใหลอยู่บนนั้นแล้วเซียวจิ้นเหยียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่หูของเขาจะได้ยินเสียงน้ำกระเพื่อมไหวเบาๆดังเล็ดลอดมาจากทางห้องอาบน้ำรอยยิ้มเจ้
แสงเงินแสงทองของรุ่งอรุณเริ่มสาดส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้แกะสลักเข้ามาภายในห้องนอนที่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรักและความเร่าร้อนของค่ำคืนแต่งงานบนเตียงนอนหลังใหญ่ร่างบอบบางของเจิ้งลั่วอียังคงหลับสนิท ลมหายใจของนางเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พวงแก้มขาวเนียนซับสีเลือดฝาดจากการถูกเคี่ยวกรำอย่างหนักหน่วงมาตลอดทั้งคืนเซียวจิ้นเหยียนขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างแผ่วเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาค่อยๆดึงท่อนแขนแกร่งของตนเองออกจากการกอดก่ายของฮูหยินตัวน้อยอย่างระมัดระวัง เพราะไม่ต้องการให้ลั่วอีที่กำลังเหนื่อยล้าแทบขาดใจต้องตื่นขึ้นมากลางคัน ชายหนุ่มดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมปิดลาดไหล่เนียนเปลือยเปล่าที่มีแต่รอยรักสีจางๆให้แก่นาง ก่อนจะประทับจุมพิตลงบนหน้าผากมนอย่างแสนรักเมื่อก้าวเท้าลงจากเตียง ชายหนุ่มก็จัดการสวมเสื้อคลุมสีดำสนิท แววตาที่เคยอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความรักเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนกลับไปเป็นความเย็นชาและเฉียบขาดดุจน้ำแข็งพันปีตามฉบับของหมาบ้าแห่งราชสำนักทันทีที่เขาก้าวพ้นธรณีประตูห้องนอนออกมาเขามีปัญหาที่ยังค้างคา และต้องรีบสะสางให้จบสิ้นก่อนที่ฮูหยินของเขาจะตื่นขึ้นมาเป้าหมายแรกของ







