Masukหยางซูหนี่เริ่มต้นจัดตั้งโรงทานตระกูลหยางทางด้านทิศใต้ของเมือง พื้นที่บริเวณนี้คือพื้นที่ที่มีจำนวนผู้อพยพอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งยังเป็นพื้นที่ของเหล่าคนจรทำให้ชุมชนแถบนี้ดูแออัดมากที่สุด แม้ว่าจะเป็นการสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมากที่ทำเช่นนี้แต่ก็เป็นทางเดียวที่จะหลอกล่อคนกลุ่มนั้นออกมาแล้วค่อย ๆ จัดการ
หลายวันก่อนที่หญิงสาวกลับมาจากจวนของลิ่งไท่เฟยก็มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นที่ถนนทางด้านทิศตะวันออกของเมือง ก่อนที่ทหารรักษาเมืองจะเข้าควบคุมเหตุการณ์และเกิดเป็นเหตุความรุนแรงจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนไม่น้อย มาวันนี้ผู้อพยพส่วนใหญ่จึงทยอยกันเคลื่อนตัวมายังถนนทางทิศใต้ หากแต่ทางการก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะจัดการกับคนกลุ่มนี้เสียที หยางซูหนี่คิดว่าการที่นางตั้งโรงทานในแถบบริเวณนี้นอกจากจะได้ช่วยเหลือผู้อพยพที่แท้จริงแล้ว นางยังจะสามารถหลอกล่อกลุ่มนักฆ่าเหล่านั้นให้ออกมาอีกด้วย หากว่าพวกมันมีเป้าหมายเป็นหนิงอ๋องเช่นนั้นคนเหล่านั้นจะต้องเข้ามาเพื่อสร้างความวุ่นวายให้กับโรงทานของนางอย่างแน่นอน
หากแต่หยางซูหนี่จัดตั้งโรงทานได้ไม่ถึงครึ่งค่อนวัน อีกฟากของถนนก็เกิดโรงทานแห่งใหม่ขึ้นซึ่งก็คือโรงทานตระกูลติง ทำให้หยางซูหนี่ถึงกับเลิกคิ้วสูงไม่คิดว่าจะมีคนต้องการกลายเป็นแพะตัวอ้วนแทนนางเสียแล้ว หยางซูหนี่ยกยิ้มอย่างพอใจพร้อมกับมีความคิดบางอย่างอยู่ในใจจึงกระซิบที่ข้างหูคนของนาง เพียงไม่เกินสองชั่วยามข่าวลือที่ว่าติงอี้เหรินนั้นแท้จริงแล้วคือคนรักของหนิงอ๋อง ที่นางจัดตั้งโรงทานในวันนี้ก็เพราะต้องการสร้างบุญกุศล เนื่องด้วยที่ตนเองต้องแยกจากคนรักเพราะราชโองการของฝ่าบาททรงมีพระประสงค์ให้หนิงอ๋องแต่งงานกับหยางซูหนี่ที่พึ่งหย่าร้างกับท่านแม่ทัพยังไม่พ้นข้ามเดือน นางเพียงหวังว่าหากชาติหน้ามีจริงนางจะได้เกิดมารักกันกับชายหนุ่มอีกครั้ง
ในยามนั้นหยางซูหนี่ยังคิดว่าสาวใช้ของนางสามารถแต่งบทละครได้ดียิ่งนัก หากแต่ในเวลาต่อมาที่สาวใช้มารายงานข่าวก็พบว่า ติงอี้เหรินมีความคิดที่ตรงใจนางเสียจริง ๆ เรื่องราวที่เกิดขึ้นล้วนเกิดจากฝีมือของสาวใช้คนสนิทของติงอี้เหรินทั้งสิ้น หากเป็นเช่นนี้หยางซูหนี่ก็ไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงอีกแล้ว
ภายหลังจากมีข่าวลือเช่นนั้นเกิดขึ้นก็ดูเหมือนว่าผู้คนจะหันไปให้ความสนใจและเห็นใจหญิงสาวไม่น้อย รวมถึงเกิดความไม่พอใจต่อหยางซูหนี่อีกด้วย แต่หญิงสาวหาได้สนใจไม่ ไม่พอใจแล้วอย่างไร ? นางเองก็ลำบากใจเช่นกัน ผู้ใดเล่าจะปฏิเสธราชโองการได้ เช่นนี้มิเท่ากับว่าตระกูลหยางของนางกบฏหรอกหรือ ? ต่อมายังมีข่าวลือออกมาเช่นนี้ทำให้ความไม่พอใจของผู้คนที่มีต่อนางค่อย ๆ ลดน้อยลง นั่นก็เพราะนางหาได้ต้องการไม่เพียงแต่ปฏิเสธไม่ได้ก็เท่านั้น ส่วนการหย่าร้างนั้นผู้ใดจะสามารถอยู่ร่วมตระกูลกับคนที่สังหารบิดามารดาได้เล่า หย่าร้างไปเช่นนั้นก็ถูกต้องแล้วมิใช่หรือ ?
จากความไม่พอใจที่มีต่อหยางซูหนี่จึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความเห็นใจแทนโดยที่หญิงสาวไม่ต้องทำสิ่งใดทั้งสิ้น ในเมื่อคนเหล่านั้นชอบฟังเรื่องราวคำนินทาเช่นนั้นก็เพียงแค่ปล่อยข่าวลือออกไปก็พอแล้ว ส่วนหยางซูหนี่ก็เพียงทำหน้าที่แจกจ่ายอาหารของนางไปตามหน้าที่เท่านั้น
ทางด้านโรงทานตระกูลติง
"ทางด้านโน้นมีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง ?"
"ไม่มีเลยเจ้าค่ะ นางยังคงนิ่งเฉยเช่นเดิมเจ้าค่ะ" สาวใช้เอ่ยกับติงอี้เหริน
"หรือว่านางจะไม่ได้ต้องการแต่งกับหนิงอ๋องจริง ๆ หากแต่มิอาจขัดราชโองการได้เท่านั้น"
"คุณหนูยังคิดที่จะเข้าจวนอ๋องอยู่อีกหรือเจ้าคะ ? มิใช่ว่าฮูหยินกล่าวว่า..."
"ท่านแม่จะกล่าวเช่นไรข้าหาได้สนใจไม่ ข้าจะไม่ยอมแต่งให้ผู้ใดนอกจากหนิงอ๋องเท่านั้น !"
"แต่ว่า..." สาวใช้คนสนิทพยายามที่จะกล่าวต่อ หากแต่ถูกหญิงสาวเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
"ข้ารู้ว่าเจ้าคิดจะเอ่ยสิ่งใด เป็นได้เพียงพระชายารองแล้วอย่างไร ยามนั้นขอเพียงในหัวใจของหนิงอ๋องมีเพียงข้า พระชายาเอกก็เป็นได้เพียงไม้ประดับที่แห้งเหี่ยวแห่งจวนหนิงอ๋องเท่านั้น"
"จริงเจ้าค่ะ" สาวใช้กล่าวเสริม
"ข้าจะคอยดูหากว่านางไม่ได้รับความโปรดปรานจากท่านอ๋องนางจะมีชีวิตเช่นไร สตรีที่ไม่ได้รับความโปรดปรานจากสามีจะต่างอันใดกับบุปผาที่แห้งเหี่ยว ให้นางได้รู้ว่าผู้ใดกันแน่ที่เป็นคนรักที่แท้จริงของท่านอ๋อง"
"แล้วเช่นนี้ฮูหยินกับนายท่านจะยินยอมหรือเจ้าคะ ?"
"ข้าย่อมมีแผนการของข้า" ติงอี้เหรินกล่าวกับสาวใช้คนสนิทอย่างมั่นใจ ในขณะนั้นเองก็มีสาวใช้ผู้หนึ่งก้าวเข้ามา ก่อนจะเอ่ยรายงานบางอย่าง
"เรียนคุณหนูใหญ่ ตอนนี้ข้าวสารที่มีอยู่เหลือน้อยเต็มทีแล้วเจ้าค่ะ"
"เหลือน้อยเจ้าก็ไปซื้อเสียสิ !"
"ตอนนี้เบี้ยที่มีอยู่ก็หมดแล้วเช่นกันเจ้าค่ะ"
"อะไรกันหมดอีกแล้วหรือ ?" ติงอี้เหรินทำสีหน้าหงุดหงิดก่อนจะพยักหน้าให้สาวใช้คนสนิทของตนเองหยิบตั๋วเงินออกมาส่งให้กับสาวใช้ผู้นั้น
"เจ้ารีบไปจัดการให้เรียบร้อย ขาดเหลือสิ่งใดก็ซื้อมาให้หมด"
"ทราบแล้วเจ้าค่ะคุณหนู"
หลังจากนั้นคนของตระกูลติงก็กว้านซื้อข้าวสารทั่วทุกหนทุกแห่งเพียงแต่ทุก ๆ ที่ก็หมดไปแล้วเช่นกัน ก่อนจะได้พบกับร้านค้าร้านหนึ่งซึ่งดูเหมือนว่าพึ่งจะเปิดใหม่ได้ไม่นาน หากแต่ราคาข้าวสารกลับมีราคาสูงสามถึงห้าเท่าของราคาปกติ โดยปกติแล้วคุณหนูใหญ่จะให้พวกนางเลือกซื้อเฉพาะข้าวที่ดีที่สุดเพราะไม่ต้องการเสียหน้าและเกิดปัญหา ทำให้สาวใช้ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่จำใจจะต้องซื้อข้าวสารมาในราคาที่แพงกว่าปกติถึงห้าเท่า เงินห้าพันตำลึงทองกลับได้ข้าวสารน้อยกว่าปกติมาก เมื่อซื้อเสร็จแล้วร้านนั้นจึงปิดร้านทันทีเพราะไม่มีข้าวสารหลงเหลืออยู่แล้วเนื่องจากถูกคนจากตระกูลติงเหมาซื้อไปหมด
หลังจากร้านปิดหลงจู๊ที่ดูแลร้านก็ก้าวเข้ามาด้านหลังร้านพบกับสตรีผู้หนึ่งที่กำลังดื่มชาอย่างสบายอกสบายใจ
"เรียบร้อยแล้วขอรับนายหญิง" หยางซูหนี่ยกยิ้มออกมาอย่างพอใจก่อนจะตกรางวัลให้อีกฝ่ายไม่น้อย
"ดีมาก ช่วงนี้ก็ปิดร้านไปก่อนอีกสองสามวันค่อยเปิดใหม่"
"ขอรับนายหญิง"
"ได้ยินว่าบ้านของเจ้าอยู่ทางทิศใต้ของเมือง ช่วงนี้ก็ย้ายคนที่เรือนของเจ้ามาอยู่พักที่ร้านชั่วคราวเถิด ถนนเส้นนั้นดูไม่ค่อยปลอดภัยนัก"
"ขอบพระคุณนายหญิงที่เมตตา" หลงจู๊วัยกลางคนค้อมตัวขอบคุณหยางซูหนี่อย่างดีใจ หลายวันก่อนเขาถูกไล่ออกจากร้านแห่งหนึ่งเพราะเจ้าของร้านยื้อกิจการต่อไปไม่ไหวจึงปิดตัวลงแล้วเดินทางออกจากเมืองหลวงก่อนที่จะได้พบกับหยางซูหนี่ หญิงสาวเอ่ยชักชวนให้เขามาทำงานให้กับร้านค้าของนาง ทั้งนี้ร้านแห่งนี้ก็เป็นร้านเดิมที่เขาเคยทำงานอยู่แล้วทำให้ทุกอย่างไม่ได้ยากเย็นนัก
หญิงสาวเปิดร้านขายเสบียงให้กับชาวบ้านในราคาถูกก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่สงบ หากแต่เวลาต่อมากลับให้เขาเพิ่มราคาข้าวสารชั้นดีขึ้นสูงถึงห้าเท่าของราคาปกติ ในตอนแรกเขาเองก็ตกใจเป็นอย่างมากเพราะคิดว่าชาวบ้านคงไม่มีปัญญาซื้ออย่างแน่นอน แต่เขาก็เริ่มเข้าใจเมื่อเห็นว่ามีสาวใช้ท่าทางดีผู้หนึ่งเข้ามาติดต่อขอซื้อข้าวชั้นดีเหล่านั้นจนเกลี้ยง ที่แท้นายหญิงก็แค่เพียงต้องการขายข้าวสารในราคานี้ให้กับตระกูลติง ตัวเขาที่เป็นเพียงลูกจ้างก็พอจะได้ยินเรื่องราวของหญิงสาวมาไม่น้อย นับตั้งแต่นี้คงจะไม่กล้าดูเบานางเสียแล้ว
"เพ่ยเปาไปกันเถิด"
"เจ้าค่ะนายหญิง"
"นายหญิงเดินทางปลอดภัยขอรับ"
คล้อยหลังหยางซูหนี่จากไปแล้วชายวัยกลางคนก็ได้แต่หายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะนึกไปว่าไม่รู้ว่าตระกูลติงไปล่วงเกินหญิงสาวด้วยเรื่องอันใดจึงได้ถูกนายหญิงผู้นี้เอาคืนถึงเพียงนี้ คงจะไม่ใช่เพราะข่าวลือเหล่านั้นที่เขาได้ยินมากระมัง ? สตรีเช่นนี้ไม่ว่าใครก็อย่าได้เผลอล่วงเกินนางเถิด มิเช่นนั้นต้องมีจุดจบที่ไม่ดีอย่างแน่นอน
ทางด้านติงอี้เหรินเมื่อได้ยินว่าข้าวสารมีราคาแพงมากจนทำให้นางต้องเสียเงินทองไปกว่าห้าพันตำลึงทอง หญิงสาวก็เป็นลมล้มพับไปก่อนจะฟื้นขึ้นในเวลาต่อมา แต่เพราะด้วยความรักหน้าตาและศักดิ์ศรีจึงยินยอมจ่ายออกไปอย่างเสียมิได้
ในขณะที่หยางซูหนี่ได้ยินเรื่องราวดังกล่าวก็ได้แต่หัวเราะร่าจนตัวงอ ใครใช้ให้ติงอี้เหรินปล่อยข่าวลือเสียหายของนางกันเล่า ชีวิตก่อนเพียงเพราะต้องการเป็นสตรีที่เพียบพร้อมจึงได้ยอมอดทนนั่งอยู่บนภูเขาสูงเหน็บหนาว ระมัดระวังทุกวาจาและคำพูดของตนเองเป็นอย่างยิ่ง มาวันนี้นางไม่ต้องสนใจสายตาของผู้ใดและไม่จำเป็นต้องอดทนต่อการกระทำอันเลวร้ายของผู้ใดอีก ใครที่ทำไม่ดีต่อนาง นางก็จะเอาคืนให้เจ็บแสบ
เวลาผ่านไปกว่าเจ็ดวันในที่สุดตระกูลติงก็ประสบกับปัญหาขาดแคลนอาหาร ในขณะที่หยางซูหนี่ประกาศตั้งแต่แรกว่าจะช่วยเท่าที่พอช่วยได้เป็นเวลาราวสิบวัน เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้ตระกูลใหญ่อื่น ๆ ได้มีโอกาสทำดีร่วมกันบ้างจะได้ไม่ถูกกล่าวหาว่าทำเพื่อเอาหน้าเพียงตระกูลเดียว เมื่อติงอี้เหรินได้ยินเช่นนั้นก็ชวนให้นึกขัน นางจึงไม่ยอมแพ้และยังคงแจกจ่ายอาหารต่อไปจนกระทั่งเกิดปัญหาขาดแคลนเสบียงขึ้นชาวบ้านที่ได้รับการแจกจ่ายอาหารทุกวันในตอนนี้มีทั้งผู้อพยพและชาวบ้านที่แต่เดิมอาศัยอยู่ในเมืองหลวงอยู่แล้ว เพราะหลังจากที่ผู้อพยพเพิ่มมากขึ้นพวกเขาก็ไม่สามารถทำมาหากินได้ดังเดิม ก่อนที่จะเปลี่ยนวิธีการมารับอาหารที่แจกจ่ายในแต่ละวันแทน อย่างน้อยก็ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อแต่พออาหารที่มีเริ่มไม่เพียงพอก็กลายเป็นว่าตระกูลติงตั้งใจให้พวกเขาได้รับความลำบากโดยที่ไม่คิดจดจำบุญคุณที่ตระกูลติงเคยแจกจ่ายอาหารแก่พวกเขาแม้แต่น้อย ในขณะเดียวกันผู้คนที่เคยได้รับแจกจ่ายอาหารก็เริ่มก่อความวุ่นวายและรุนแรงมากขึ้นจนไม่อาจระงับเหตุไว้ได้ ทหารรักษาเมืองจึงเข้ามาระงับเหตุ แต่กลับกลายเป็นว่าทหารรักษาเมืองเหล่านั้นทำให้เรื
หยางซูหนี่เริ่มต้นจัดตั้งโรงทานตระกูลหยางทางด้านทิศใต้ของเมือง พื้นที่บริเวณนี้คือพื้นที่ที่มีจำนวนผู้อพยพอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งยังเป็นพื้นที่ของเหล่าคนจรทำให้ชุมชนแถบนี้ดูแออัดมากที่สุด แม้ว่าจะเป็นการสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมากที่ทำเช่นนี้แต่ก็เป็นทางเดียวที่จะหลอกล่อคนกลุ่มนั้นออกมาแล้วค่อย ๆ จัดการหลายวันก่อนที่หญิงสาวกลับมาจากจวนของลิ่งไท่เฟยก็มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นที่ถนนทางด้านทิศตะวันออกของเมือง ก่อนที่ทหารรักษาเมืองจะเข้าควบคุมเหตุการณ์และเกิดเป็นเหตุความรุนแรงจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนไม่น้อย มาวันนี้ผู้อพยพส่วนใหญ่จึงทยอยกันเคลื่อนตัวมายังถนนทางทิศใต้ หากแต่ทางการก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะจัดการกับคนกลุ่มนี้เสียที หยางซูหนี่คิดว่าการที่นางตั้งโรงทานในแถบบริเวณนี้นอกจากจะได้ช่วยเหลือผู้อพยพที่แท้จริงแล้ว นางยังจะสามารถหลอกล่อกลุ่มนักฆ่าเหล่านั้นให้ออกมาอีกด้วย หากว่าพวกมันมีเป้าหมายเป็นหนิงอ๋องเช่นนั้นคนเหล่านั้นจะต้องเข้ามาเพื่อสร้างความวุ่นวายให้กับโรงทานของนางอย่างแน่นอนหากแต่หยางซูหนี่จัดตั้งโรงทานได้ไม่ถึงครึ่งค่อนวัน อีกฟากของถนนก็เกิดโรงทานแห่งใหม่ขึ้นซึ่งก็คื
ในขณะที่รถม้ากำลังแล่นไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางของเมืองหลวง อยู่ ๆ คนบังคับม้าก็หยุดรถกะทันหัน โชคดีที่หยางซูหนี่พยุงตัวเองเอาไว้ได้ทันทำให้ไม่ได้รับบาดเจ็บ หากแต่ในเวลาต่อมาหนิงอ๋องก็เข้ามาในรถม้าของนางทำให้หยางซูหนี่ถึงกับขมวดคิ้วแล้วตั้งคำถามกับเขาด้วยความประหลาดใจ"เกิดอันใดขึ้นงั้นหรือเจ้าคะ ?""ข้างหน้ามีกลุ่มคนอพยพขวางทางอยู่ ดูเหมือนว่าไม่ช้าจะเกิดเหตุความรุนแรงขึ้น" หนิงอ๋องกล่าว หยางซูหนี่พึ่งจำได้ว่าหลังจากนี้จะมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นระหว่างทหารรักษาเมืองกับกลุ่มคนที่อพยพเข้ามาในเมืองหลวง ซึ่งเหตุการณ์ควรจะเกิดหลังจากนี้อีกประมาณหนึ่งเดือน แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นเร็วกว่าในชีวิตก่อนของนางมากนัก"เช่นนั้นพวกเราย้อนกลับไปเส้นทางเดิมดีหรือไม่เจ้าคะคุณหนู ?" เพ่ยเปาเอ่ยกับนายสาว"ให้สาวใช้ของเจ้าไปกับรถม้า ส่วนเจ้าไปกับข้า""เอ๊ะ ! เหตุใดเล่า ?""ดูเหมือนว่าหนึ่งในกลุ่มของคนที่อพยพจะจับจ้องรถม้าที่ดูหรูหรากว่าทุกคันแล้วจับตัวหญิงสาวเหล่านั้นไว้เป็นตัวประกัน""เช่นนั้นสาวใช้ของข้าเล่า ?""สาวใช้ย่อมไม่มีปัญหา พว
หยางซูหนี่ถูกพามายังเรือนด้านในสุดของจวนซึ่งเป็นเรือนต้องห้ามมิให้คนนอกเข้า มีเพียงผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าไปได้ หญิงสาวลอบสังเกตเส้นทางก่อนจะมองไปรอบ ๆ อย่างไม่ไว้ใจหนึ่งคือนางไม่อาจทราบได้ว่าลิ่งไท่เฟยผู้นี้เป็นคนมีนิสัยเช่นไร แต่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสนมนางในของฮ่องเต้ที่สามารถมีชีวิตรอดและครองอำนาจมาได้ขนาดนี้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา ลูกไม้โง่ ๆ ที่นางเจอเมื่อตอนเดินทางมาที่ตำหนักนี้ทำให้หญิงสาวมั่นใจว่าย่อมไม่ใช่แผนการของอีกฝ่ายเป็นแน่"คุณหนูใหญ่หยางเชิญด้านนี้เจ้าค่ะ" เมื่อเดินเข้ามาในเรือนหยางซูหนี่ก็พบว่านางกำนัลอาวุโสอีกคนต่างหากที่เป็นคนสนิทตัวจริงของลิ่งไท่เฟย ส่วนอู๋หมัวมัวผู้นั้นคงจะเป็นตัวหลอกเสียมากกว่า"หม่อมฉันหยางซูหนี่ขอคารวะลิ่งไท่เฟยเพคะ" หยางซูหนี่คารวะอีกฝ่ายก่อนจะลอบสังเกตสีหน้าของลิ่งไท่เฟยผู้นั้นแล้วก้มหน้าลง"เจ้าคือหยางซูหนี่ ?""เพคะ หม่อมฉันคือหยางซูหนี่""ได้ยินเรื่องของเจ้ามาไม่น้อย เชิญเจ้านั่งตามสบายเถิดไม่ต้องมากพิธี ที่นี่มีเพียงข้าและคนสนิทเท่านั้น""ขอบพระทัยเพคะ""เจ้าคงจะได้เห็นแ
เช้าวันต่อมา มีนางกำนัลอาวุโสผู้หนึ่งมาขอเข้าพบหยางซูหนี่ตั้งแต่เช้าก่อนจะแจ้งว่าลิ่งไท่เฟยต้องการพบนางเพื่อทำความรู้จักเป็นการส่วนตัว หยางซูหนี่พอจะคาดการณ์เอาไว้บ้างแล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องเรียกตัวนางเข้าพบในเร็ววันนี้ในเมืองหลวงแห่งนี้มีผู้ใดไม่ทราบบ้างว่าลิ่งไท่เฟยเป็นคนเช่นไร นางเคยเป็นสตรีที่อดีตฮ่องเต้ทรงโปรดปรานที่สุด ต่อมาก็ถูกพระสวามีตีตัวออกหากก็เพราะคิดว่านางต้องการแย่งชิงบัลลังก์ของเขา จากนั้นเป็นต้นมาแม้ว่านางจะไม่ได้รับความสำคัญแล้วหากแต่การที่นางเคยเป็นสตรีที่ถูกให้ความสำคัญสูงสุดย่อมไม่อาจปล่อยวางความสำคัญของตนเองไปได้"หมัวมัวกรุณารอสักครู่ คุณหนูของข้าน้อยกำลังผลัดเสื้อผ้าอยู่เจ้าค่ะ" เพ่ยเปาเอ่ยกับนางกำนัลอาวุโสอย่างนอบน้อมไม่มีท่าทางหวาดเกรงให้เสียกิริยาด้วยสายตาชื่นชม พร้อมกับคิดคำนวณในใจเพียงลำพัง"เจ้าเองก็ไปดูแลคุณหนูของเจ้าเถิด เวลาไม่เช้าแล้วเดี๋ยวลิ่งไท่เฟยจะทรงรอนาน""เจ้าค่ะ" เพ่ยเปาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่รับคำก่อนจะเดินจากไปเมื่อก้าวเข้ามาในห้องหยางซูหนี่ก็ได้เห็นสีหน้าอึดอัดใจของสาวใช้หากแต่อีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยออกมานางจ
ราชโองการที่ได้รับเมื่อเช้าทำให้หยางซูหนี่ถึงกับนั่งไม่ติด นางไม่รู้ว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร ? แม้จะรู้ดีว่าแผนการทั้งหมดเป็นฝีมือของหนิงอ๋องก็ตาม หากแต่การแต่งงานกับเขาเช่นนี้ดูเหมือนว่ามันจะมิได้อยู่ในข้อตกลงมิใช่หรือ ? แล้วเขาจะต้องการแต่งงานกับสตรีที่เคยผ่านพิธีแต่งงานมาแล้วเช่นนางไปเพื่อการใดกัน ? หรือว่าเขาเองก็ถูกฝ่าบาทบังคับเช่นนี้ เพราะจวนหย่งอันโหวเองก็ถูกพระราชทานงานแต่งกับองค์หญิงสิบสี่เช่นกัน ต้องใช่แน่ ๆ เขาเองก็คงจะถูกบีบบังคับเช่นกันในขณะที่หยางซูหนี่กำลังเดินวนไปวนมาภายในห้อง อยู่ ๆ ก็มีเสียงของใครบางคนกล่าวขึ้นทำเอานางตกใจจนตัวโยน"เจ้าจะเดินกลับไปกลับมาอีกนานหรือไม่ ? ข้ามองดูจนตาลายไปหมดแล้ว""ท่าน ! นี่ท่านเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด ?""ก็ตั้งแต่ที่เจ้าเริ่มเดินกลับมากลับมานั่นละ" โจวฉางเยว่กล่าวก่อนจะยกน้ำชาขึ้นดื่ม"ท่านรู้เรื่องราชโองการแล้วหรือไม่ ? จริงสิ ท่านต้องรู้แล้วเป็นแน่ !""ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องราวใหญ่โตอันใด""ฝ่าบาทต้องการควบคุมท่าน ต้องการ







