FAZER LOGINภายในห้องอาหารที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงช้อนกระทบจานกระเบื้องเบาๆ เป็นระยะ วิรัญญา เผลอใช้ปลายช้อนเขี่ยข้าวในจานไปมาอย่างเลื่อนลอย ความคิดของเธอวนเวียนอยู่กับคำชวนที่แสนเย้ายวนใจ ก่อนที่เธอจะตัดสินใจทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้มั่นคงที่สุด
“พี่คะ... สุดสัปดาห์นี้ พี่ธาเขาชวนวิไปทะเลค่ะ”
มือที่กำลังถือช้อนของ ณัฐชนน ชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที เขาค่อยๆ วางมันลงอย่างใจเย็น ก่อนจะหยิบแก้วน้ำขึ้นจิบด้วยท่าทีที่ดูเหมือนไม่ยี่หระ ทว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับหรี่ลงเล็กน้อยขณะจ้องมองผ่านขอบแก้วไปยังภรรยาสาว
“จะไปที่ไหนกันล่ะ?” เขาถามพลางซับมุมปากด้วยกระดาษทิชชู่ช้าๆ ท่าทางของเขาดูสุขุมจนวิรัญญาเริ่มรู้สึกอึดอัด
“เห็นเขาเปรยๆ ว่าอยากไปแถวตรังค่ะ...” วิรัญญาช้อนสายตาขึ้นสบตาผู้เป็นสามีเพียงชั่วครู่ก่อนจะหลุบต่ำลง แผ่นหลังของเธอเริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นๆ ความประหม่าเริ่มเกาะกินหัวใจ เพราะครั้งนี้มันไม่ใช่เพียงเซ็กส์ชั่วครั้งชั่วคราวในห้องลับ แต่มันคือการเดินทางไกลที่จะผูกพันเธอกับชายชู้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในพื้นที่ที่เขา 'เข้าใจ' ว่ามันคือการทรยศ
ณัฐชนนจ้องมองใบหน้าที่กึ่งสับสนกึ่งรอคอยของภรรยา เขาเห็นความร่านร้อนที่ซ่อนอยู่ใต้ท่าทีสงบเสงี่ยมนั้นอย่างทะลุปรุโปร่ง เขารู้ดีว่า ธาวิน กำลังกระหยิ่มยิ้มย่องในฐานะ "นักล่า" ที่ขโมยเมียชาวบ้านไปได้ โดยหารู้ไม่ว่าเขานั่นแหละที่เป็นคนเปิดประตูให้ชายชู้ก้าวเข้ามาในชีวิตเธอเองกับมือ
“ไปสิวิ... เปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ดีนะพี่ว่า” ณัฐชนนเอ่ยด้วยเสียงที่นุ่มนวลทว่าหนักแน่น แววตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความสนุกที่ได้เป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง
“แต่จะไปตรังทำไมล่ะ... ไปที่บ้านพักตากอากาศของเราที่หัวหินไม่ดีกว่าเหรอ?” เขาขยับตัวพิงพนักเก้าอี้ ท่าทางดูผ่อนคลายราวกับกำลังแนะนำที่เที่ยวให้เพื่อนสนิท
“เรือเราก็จอดทิ้งไว้ที่ท่าเฉยๆ เสียค่าเช่าไปเปล่าๆ ไปใช้ให้คุ้มเถอะ... วา่แต่ ธาวินเขาขับเรือเป็นไหม ถ้าไม่ถนัดก็อย่าออกไปไกลนัก... พี่เป็นห่วง”
ณัฐชนนหมายถึงเรือยอชท์ลำหรูที่เขาจดทะเบียนไว้ในนามบริษัทฯ ซึ่งมักจะจอดสงบนิ่งอยู่ในท่าจอดเรือส่วนตัวให้ต้องเสียค่าเช่าทิ้งไว้เปล่าๆ นานทีปีหนหรอกที่เขาและวิรัญญาจะได้หาเวลาไปหย่อนใจบนเรือลำนั้นสักครั้ง
คำว่า 'เป็นห่วง' ที่หลุดออกมาจากปากสามี กระทบเข้ากับโสตประสาทของวิรัญญาจนร่างทั้งร่างสั่นสะท้อน เธอรู้ซึ้งถึงนัยแอบแฝงที่ซ่อนอยู่ภายใต้น้ำเสียงนั้นดี... เขาไม่ได้ห่วงความปลอดภัยทางกายของเธอหรอก ทว่าเขากำลังกังวลว่าเธอจะ 'ร่าน' ได้ไม่ถึงใจเขาบนพื้นที่ส่วนตัวลำนั้นมากกว่า
วิรัญญาเม้มริมฝีปากจนห่อเลือด ความผิดชอบชั่วดีในใจถูกกลืนกินด้วยความเสียวซ่านที่แล่นพล่านไปตามแนวไขสันหลัง เพียงแค่จินตนาการว่าต้องสวมบทบาทเป็น "เมียที่แอบหนีสามีมาเริงร่า" เพื่อเติมเต็มความภาคภูมิใจให้ชายชู้บนเรือที่เป็นกรรมสิทธิ์ของณัฐชนน ความรู้สึกคันยิบๆ ที่จุดกึ่งกลางกายก็เริ่มแสดงอาการรุนแรงขึ้น น้ำหวานเริ่มเอ่อซึมออกมาจนเปียกชื้นเนื้อผ้านุ่มอย่างห้ามไม่ได้
“ความจริง... วิไม่อยากให้พี่ธาเขาเข้ามาวุ่นวายกับพื้นที่ส่วนตัวของเราเท่าไหร่ แต่ถ้าพี่อนุญาต วิก็จะลองปรึกษาเขาดูค่ะ” เธอเอ่ยเสียงเบา พยายามระงับอาการโล่งใจที่แผนการเลียบเคียงขออนุญาตได้รับการสนับสนุนเกินคาดจนแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“พี่ว่าไม่เห็นเป็นไรเลย ดีเสียอีก... ประหยัดไปได้ตั้งเยอะ แถมยังสะดวกสบายกว่าเป็นไหนๆ” ณัฐชนนหยิบยกเหตุผลมาประกอบท่าทีที่ดูเหมือนจะสนับสนุนเธออย่างเต็มที่
“แล้วถ้าเขากังวลว่าพี่จะตามไปเจอที่นั่นโดยบังเอิญล่ะคะ?” วิรัญญาตั้งคำถามที่คาดว่าธาวินจะต้องย้อนถามเธอแน่ๆ ด้วยความระแวงตามวิสัยคนเป็นชู้
“วิก็แค่บอกเขาไปสิว่า พี่มีงานด่วนต้องไปต่างประเทศ อีกสักอาทิตย์กว่าจะกลับ เรื่องง่ายๆ แค่นี้เอง” ณัฐชนนแนะทางออกให้อย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับมันเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เขาเตรียมคำตอบไว้รองรับอยู่แล้ว
“งั้น... วิจะลองคุยกับเขาดูค่ะ” เธอตอบพร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ให้เขา เห็นพ้องกับแผนลวงที่สามีหยิบยื่นให้
“ว่าแต่จะไปกันกี่วัน แพลนกันไว้หรือยัง?” ณัฐชนนถามต่อ แววตาเริ่มฉายประกายบางอย่าง
“รวมวันหยุดนักขัตฤกษ์ด้วยก็น่าจะสี่วันค่ะ... กลับกันเย็นวันอังคาร” เธอตอบเสียงแผ่วพลางหลุบสายตาต่ำ
“ก็ดีนะ... อยู่กันนานๆ วิจะได้สนุกให้เต็มที่” เขาพูดพลางส่งยิ้มที่แฝงความนัย จ้องมองเธอด้วยสายตาที่เริ่มฉายแววคึกคัก ก่อนจะยกแก้วน้ำขึ้นจิบช้าๆ
…………………………..
สามทุ่มของวันศุกร์ต่อมา…
ณัฐชนนยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังนุ่มหลังโต๊ะทำงานภายในเพนต์เฮ้าส์ส่วนตัว แสงไฟสลัวสาดส่องลงบนร่างสัญญาที่ฝ่ายกฎหมายเพิ่งนำเสนอมาให้เขาตรวจสอบ ทว่าความคิดของเขากลับเตลิดไปไกลกว่าหน้ากระดาษเหล่านั้น
ครืด… ครืด… ครืด…
เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่เบื้องหน้าดังขึ้น หน้าจอโชว์ชื่อ ‘วิ’ ภรรยาของเขาที่บัดนี้น่าจะอยู่กับธาวินที่คอนโด เพื่อเตรียมตัวเดินทางมุ่งหน้าสู่ทะเลตามแผนที่วางไว้ ณัฐชนนรีบกดรับสายด้วยหัวใจที่เต้นรัวด้วยความตื่นเต้น
“ว่าไงจ๊ะวิ”
“พี่คะ… “ เสียงของวิรัญญาแผ่วเบาและสั่นพร่า คล้ายกับเธอกำลังหลบฉากออกมาโทรหาเขาในที่ลับตา “พี่ธายืนยันว่าจะไปที่ตรังนะคะ เพราะเขาจัดการทุกอย่างไว้หมดแล้ว... วิแค่อยากโทรมาบอกพี่แค่นี้ค่ะ ถึงตรังแล้ววิจะโทรหาอีกทีนะคะ”
เธอรีบพูดอย่างร้อนรนก่อนจะวางหูไปทันที ทิ้งให้ณัฐชนนยกมือถือขึ้นมองหน้าจอด้วยความรู้สึกอึ้งเล็กน้อยกับการตัดสินใจที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของธาวิน
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงตีหนึ่งเศษ... ข้อความสั้นๆ จากวิรัญญาก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
‘ถึงแล้วนะคะ’
………………….
ธาวินหักพวงมาลัยพารถเอสยูวีคันใหญ่เลี้ยวผ่านซุ้มประตูที่ดูหนาแน่นและมั่นคงราวกับป้อมปราการ ทันทีที่ล้อรถบดลงบนทางกรวดภายในอาณาเขตบ้าน วิรัญญาก็ถึงกับหลุดอุทานออกมาด้วยความตื่นตาตื่นใจกับทัศนียภาพที่ปรากฏสู่สายตา
“พี่ธาแน่ใจนะคะ... ว่าที่นี่คือบ้านคน?” เธอถามพลางลดกระจกรถลงเพื่อรับอากาศภายนอกที่เริ่มเย็นชื้น ขณะที่ธาวินยังคงทำหน้าที่สารถีพาเธอเคลื่อนลึกเข้าไปอย่างคุ้นเคย
“ทำไมล่ะครับ? นี่บ้านเพื่อนรักพี่เอง พี่มาฝากตัวพักที่นี่ออกจะบ่อย” เขายิ้มอย่างภูมิใจ ขณะที่วิรัญญาได้แต่กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างไม่เชื่อสายตา
อาณาเขตกว้างขวางนับหลายไร่ถูกปกคลุมด้วยไม้ใหญ่ยืนต้นที่แผ่กิ่งก้านสาขาจนครึ้มเย็น แสงแดดรำไรลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้สีเขียวเข้มลงมาประทับบนพื้นดินราวกับป่าธรรมชาติ เถาวัลย์น้อยใหญ่พันเกี่ยวเลื้อยรัดไปตามลำต้นอย่างเป็นอิสระ ดูดิบเถื่อนกว่าสวนที่จัดสรรด้วยฝีมือมนุษย์ บ้านพักแต่ละหลังปลูกแยกจากกัน เชื่อมถึงกันด้วยทางเดินคอนกรีตเก่าคร่ำจนไลเคนขึ้นเขียวครึ้ม ทว่าท่ามกลางความรกชัฏกลับถูกแทรกซึมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยและครบครันอย่างน่าทึ่ง
รถจอดสนิทลงข้างเก๋งคันหรูที่จอดรออยู่ก่อนแล้วในโรงรถ วิรัญญายังคงนั่งนิ่ง อึ้งกับความงามที่ขัดแย้งกันอย่างลงตัวระหว่างความดิบของป่ากับความสะดวกสบายของคนเมือง
“ถึงแล้วจ้ะ!” ธาวินดับเครื่องยนต์พลางโน้มตัวเข้ามาประทับจุมพิตที่ริมฝีปากนุ่มของเธออย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวลงไปจัดการกับกระเป๋าเดินทางที่ท้ายรถ
วิรัญญาเดินลงมาสมทบ เธอยังคงหมุนกายมองไปรอบๆ ราวกับหลุดเข้ามาในอีกโลกหนึ่ง
“ยินดีต้อนรับสู่... วิมานฉิมพลี!”
เสียงทุ้มต่ำที่กังวานมาจากเบื้องหลังทำเอาทั้งคู่ต้องหันกลับไปมอง ชายวัยสามสิบปลายๆ ยืนส่งยิ้มกว้างอยู่ตรงนั้น
“เป็นไงบ้างไอ้เสือ!” ธาวินเอ่ยทักทายอย่างสนิทสนม ทั้งคู่สวมกอดกันตามประสาลูกผู้ชาย ก่อนที่ธาวินจะแนะนำผู้ร่วมทาง
“วิ... นี่ 'เชน' เพื่อนพี่ เจ้าบ้านที่นี่เอง”
วิรัญญายกมือไหว้พร้อมส่งยิ้มมิตรภาพให้ เชนพยักหน้าและรับไหว้ด้วยท่าทีเป็นกันเอง เขามองหน้าเธอเพียงชั่วครู่ด้วยความชื่นชมในฐานะแขกของเพื่อน ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ธาวิน
“เข้าบ้านกันก่อนเถอะ ไอ้อั๋นมันมาถึงตั้งนานแล้ว นั่งรอมึงอยู่เนี่ย” เชนคว้ากระเป๋าเดินทางไปช่วยลาก ปล่อยให้ธาวินลากอีกใบเดินเคียงข้างเธอเข้าไปยังตัวอาคาร
วิรัญญาเดินตามหลังสองหนุ่มเข้าไปด้วยความรู้สึกประหม่าที่เริ่มก่อตัวขึ้น เธอไม่คุ้นเคยกับสถานที่ที่ดูลึกลับและเป็นส่วนตัวขนาดนี้ ทางเดินที่เงียบสงัดสลับกับเสียงนกร้องจากพุ่มไม้หนา ทำให้เธอรู้สึกเล็กลงท่ามกลางอาณาเขตพงไพรที่แปลกตา ความรู้สึกกึ่งตื่นเต้นกึ่งกังวลทำให้เธอเผลอเดินเบียดเข้าใกล้แขนของธาวินโดยไม่รู้ตัว
วิรัญญารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังแตกสลายลงตรงหน้า ความเสียวซ่านที่รุนแรงและดิบเถื่อนอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนพุ่งพล่านจากจุดกึ่งกลางกายทะลวงผ่านกระดูกสันหลังขึ้นสู่สมองจนขาวโพลน ร่างระหงบิดเกร็งจนตัวงอเป็นกุ้ง สองมือจิกขย้ำลงบนหมอนจนเล็บแทบหักเพื่อระบายความรัญจวนใจที่เกินจะต้านทานนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ประตูหลังอันคับแน่นและหวงแหนของเธอถูกรุกล้ำและทะลวงลึกเข้ามาโดยเด็กหนุ่มรุ่นลูกอย่างแทน ความเจ็บปวดในคราแรกมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเสียวซ่านมหาศาลที่ตีรวนจนเธอแทบขาดใจ ทุกจังหวะที่แทนกระแทกท่อนเอ็นใหญ่ยักษ์เข้ามา มันเหมือนกับการเปิดประตูสวรรค์บานใหม่ที่เธอไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ ให้เธอก้าวข้ามผ่านความอายและศีลธรรมทั้งปวง สู่ดินแดนแห่งกามราคะที่เร่าร้อนจนหัวใจจวนเจียนจะหยุดเต้น“โอ๊ย.. อาาา... เสียว... พี่ใจ... จะ.. ขะ. ขาด.. โอีะ... โอววว... ซี้ดดดด!”วิรัญญาอ้าปากพะงาบๆ พยายามจะส่งเสียงครางออกมาแต่กลับมีเพียงลมหายใจที่หอบถี่กระชั้นและเสียงครางเครือในลำคอ ดวงตากลมโตเหลือกค้างมองเพดานอย่างล่องลอย สติสัมปชัญญะเริ่มหลุดลอยไปตามแรงอารมณ์ที่พุ่งทะยาน ร่างกายงามสะท้านเยือกเกร็งแน่นจนเส้นเล
แสงไฟนีออนสลัวภายในห้องโถงกระจกฉายจับร่างระหงของวิรัญญาที่บัดนี้ยืนหยัดอยู่กลางเวทีแห่งกามารมณ์ แทนขยับเข้าประชิดตัวเธอจากด้านหน้า มือหนาของเขาเอื้อมขึ้นรั้งสายเดรสผ้าซาตินสีนวลให้หลุดพ้นจากไหล่มน ก่อนจะตวัดถอดมันออกทางศีรษะอย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นส่วนหนึ่งของโชว์ที่ซักซ้อมมาอย่างดี อาภรณ์ชิ้นสุดท้ายที่ปกปิดท่อนบนร่วงหล่นลงไปกองกับพื้น เผยให้เห็นทรวงอกอวบอิ่มขาวผ่องที่สั่นกระเพื่อมตามแรงหอบหายใจในขณะเดียวกัน ภีมที่ยืนซ้อนอยู่เบื้องหลังไม่ปล่อยให้ความว่างเปล่าเข้าครอบงำ เขาเดินเครื่องเล้าโลมด้วยการสอดแขนมาประคองเต้าเนื้อคู่สวยไว้ในอุ้งมือหยาบใหญ่ ปลายนิ้วของเขาบดขยี้ลงบนยอดถันสีระเรื่อที่แข็งชูชันท้าทายอากาศเย็นในห้อง เขาบีบเฟ้นเนื้อนุ่มจนปลิ้นล้นง่ามนิ้ว พลางฝังจมูกลงบนซอกคอขาวกรุ่น สูดดมกลิ่นกายสาวที่หอมกรุ่นผสมไอราคะ วิรัญญาถึงกับครางฮือ เอียงคอเปิดทางให้เด็กหนุ่มซุกไซ้อย่างเสียวซ่าน ร่างกายของเธอเริ่มอ่อนระทวยปานขี้ผึ้งลนไฟมือของภีมลากไล้ต่ำลงมาตามส่วนโค้งเว้าของสะโพกผุดผาด ผ่านหน้าท้องที่เรียบตึงและสั่นระริก ก่อนที่เขาจะจงใจสอดนิ้วร้อนผ่าวลอดเข้าไปใต้ขอบอันเดอร์แวร์สีเนื้อบา
ภายในห้องรับรองขนาดเล็กที่มีเพียงแสงสลัวจากไฟ Night Light สีส้มอ่อนทอดตัวละมุนไปตามเฟอร์นิเจอร์หนังราคาแพง ความเงียบเชียบในห้องกลับดังก้องไปด้วยเสียงเต้นของหัวใจที่รัวเร็วราวกับกลองศึก วิรัญญานั่งเบียดกายชิดกับณัฐชนนบนโซฟา Love Seat ตัวนุ่ม มือเรียวเล็กของเธอกุมมือหนาของสามีไว้แน่นจนชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นๆริมฝีปากอวบอิ่มที่เคลือบด้วยลิปสติกสีระเรื่อเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง เธอหอบหายใจยาวเป็นระยะเพื่อระบายความอัดอั้นที่จุกอยู่ที่อก ดวงตากลมโตสั่นระริกขณะจ้องมองผ่านกระจกวันเวย์บานยักษ์ออกไปเบื้องหน้า ที่นั่นคือ "เวที" ของเธอในค่ำคืนนี้... ห้องโถงกว้างที่จัดวางเตียงนอนรูปวงกลมสีขาวสะอาดไว้ใจกลางห้อง ล้อมรอบด้วยผนังกระจกเงาที่สะท้อนแสงไฟวับวามส่องเข้าหาเตียงทุกทิศทาง มันช่างดูโอ่อ่า สง่างาม และน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน"วิ... วิตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูกแล้วค่ะพี่ณัฐ"เธอพึมพำเสียงสั่นพร่า ร่างกายใต้ชุดเดรสผ้าไหมบางเบาสั่นเทิ้มจนสังเกตได้ ณัฐชนนยกมือหนาขึ้นลูบไล้เส้นผมที่ปรกหน้าผากของเธออย่างแผ่วเบา รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและคลั่งไคล้ในตัวเมียรัก เขาเชยคางเธอขึ้นสบตาด้วยความอบอ
ท่ามกลางความเงียบเชียบของห้องทำงานผู้บริหารชั้นนำบนตึกสูงระฟ้าใจกลางสุขุมวิท เสียงเครื่องปรับอากาศครางแผ่วเบาเคล้าไปกับเสียงพลิกหน้ากระดาษรายงานยอดขายที่พุ่งทะยาน วิรัญญานั่งเหยียดหลังตรงในชุดสูทสีครีมตัดเย็บประณีต ขับเน้นบุคลิกนางพญาอสังหาริมทรัพย์ที่ใครก็ยากจะต่อกร ปลายนิ้วเรียวที่แต่งแต้มด้วยสีนู้ดสุขภาพดีเคาะลงบนโต๊ะทำงานไม้โอ๊กเนื้อหนาเป็นจังหวะเชื่องช้าตึ๊ง!เสียงสัญญาณอินเตอร์คอมที่หน้าประตูรั้งดวงตากลมโตให้เงยขึ้นจากตัวเลขสถิติ ก่อนที่ใบหน้าแฉล้มของน้ำผึ้ง เลขาสาวคนสนิทจะโผล่เข้ามาพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ“คุณวิคะ คุณใหญ่ลูกค้าเพนท์เฮาส์โครงการสุขุมวิทมาขอพบค่ะ บอกว่ามีธุระด่วนเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์และการตกแต่งเพิ่มเติม”หัวใจของวิรัญญากระตุกวูบราวกับลิฟต์ตกจากชั้นห้าลงสู่ชั้นใต้ดินชั่วขณะหนึ่ง รอยยิ้มทางธุรกิจที่ฉาบไว้เกือบหลุดลอก เธอเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ใหญ่มาทำไม? ในโลกภายนอก เขาคือมหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจเรือประมงรายใหญ่ที่เป็นพันธมิตรและลูกค้าวีไอพี แต่ในโลกมืดที่ปกคลุมด้วยไอราคะ เขาคือหนึ่งในแกนนำกลุ่ม 'เดอะเซเว่น' กลุ่มสวิงกิ้งที่เธอเคยถลำลึกเข้าไปร่วมวงไพบูลย์“ใ
วินาทีที่บานประตูถูกเปิดกว้างออก หัวใจของวิรัญญากระตุกวูบราวกับเครื่องยนต์ที่ถูกเร่งเครื่องกะทันหัน เธอผุดลุกขึ้นจากโซฟานุ่ม หมุนกายกลับไปมองผู้มาเยือนด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง แสงไฟสลัวจากทางเดินเบื้องหลังส่งให้ร่างที่ก้าวเข้ามาดูโดดเด่นราวกับหลุดออกมาจากรันเวย์แฟชั่นย่านคังนัมเขาคือเด็กหนุ่มที่มีโครงหน้าเรียวได้รูปรับกับจมูกโด่งเป็นสัน ผิวขาวจัดจนดูสะอาดสะอ้านราวกับอาบน้ำแร่มาทั้งชีวิต ดวงตาเรียวรีแต่มีเสน่ห์ลึกล้ำแบบฉบับหนุ่มตี๋อินเตอร์ซ่อนความขี้เล่นไว้ใต้แพขนตาหนา ผมทรง Comma Hair สีน้ำตาลอ่อนถูกเซตมาอย่างประณีต ปล่อยปอยผมให้ปรกระหน้าผากเล็กน้อย เพิ่มลุคที่ดูละมุนตาแต่แฝงไปด้วยความเร่าร้อนการแต่งกายของเขาคือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความหรูหราและความยั่วยวน เขาอยู่ในชุดเชิ้ตผ้าไหมซาตินสีดำสนิท เนื้อผ้ามันวาวล้อไปกับแสงไฟในห้องอย่างประหลาด ที่สำคัญคือเขาจงใจปลดกระดุมเม็ดบนออกถึงสามเม็ด เผยให้เห็นแผงอกขาวเนียนที่ดูแน่นตึงและลำคอระหงที่สวมสร้อยเงินเส้นบางที่มีจี้เล็กๆ ทิ้งตัวลงสัมผัสผิวกาย ทุกจังหวะที่เขาขยับตัว เนื้อผ้าซาตินจะลู่ไปตามสรีระที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อพองามแบบคนออกกำลังกายสม
ท่ามกลางสติที่ขาดวิ่นราวกับด้ายที่จวนเจียนจะหลุดจากหลอดไม้ ความรู้สึกแรกที่แทรกซึมเข้าสู่โสตประสาทของธาวินคือความหนาวเหน็บที่บาดลึกเข้าไปถึงกระดูก เปลือกตาที่หนักอึ้งและปูดบวมจนแทบปิดสนิทค่อยๆ เผยอขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพเบื้องหน้าพร่าเลือนเป็นสีเทามัวหม่น มีเพียงหยดน้ำที่ไหลรินจากเส้นผมเข้าสู่ดวงตาจนแสบพร่า เขาพยายามจะสะบัดศีรษะเพื่อไล่ความมึนงง แต่ทว่าเพียงแค่นิดเดียว ความเจ็บปวดมหาศาลก็แล่นริ้วจากต้นคอลงไปถึงไขสันหลังจนเขาต้องครางฮือออกมาในลำคอน้ำเย็นจัดเจิ่งนองอยู่รอบกาย เสื้อผ้าเนื้อดีที่เคยภาคภูมิใจบัดนี้เปียกโชกและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและฝุ่นดิน ชายฉกรรจ์คนหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า ในมือถือถังพลาสติกเปล่าใบเขื่อง สายตาที่มองลงมาเต็มไปด้วยความเฉยชาประหนึ่งมองซากศพที่ยังหายใจได้“มันฟื้นแล้ว” เสียงนั้นแหบพร่าและไร้ความรู้สึก “มึงไปบอกนายหัวเลย”ธาวินพยายามจะพยุงตัวนั่ง แต่ร่างกายของเขากลับทรยศ แขนซ้ายไร้เรี่ยวแรงจนสั่นระริก ลิ้นปี่ที่ถูกกระแทกยังคงประท้วงด้วยความจุกเสียดจนเขาต้องหอบหายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนกลิ่นอับชื้นเข้าไปอย่างทุลักทุเล ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและทรงอำ







