LOGIN"ฟางเหนียงคารวะญาติผู้พี่เจ้าค่ะ" เสียงหวานเอ่ยทักทายชายหนุ่มที่หน้าประตูของเรือนรับรอง ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเหล่าชาวบ้านรวมถึงบ่าวรับใช้ชายบริเวณนั้นต่างต้องตกตะลึงเมื่อพบเห็นรอยยิ้มของนาง ด้วยใบหน้าสวยหวานหยดย้อย กิริยาท่าทางเรียบร้อยดูสง่างามของนางล้วนมัดใจหนุ่มน้อยใหญ่ได้อย่างง่ายดาย
"เจ้ามีอันใดงั้นหรือ" จางเหว่ยมิได้ยิ้มตอบกลับ เพียงแค่ถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงมาเล็กน้อยตามมารยาท ฟางเหนียงที่เห็นเช่นนั้นกลับไม่รู้สึกไม่พอใจอันใด เพราะปกติชายหนุ่มก็เป็นเช่นนี้ ตรงกันข้ามเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นนี้กลับทำให้เขามีเสน่ห์มากขึ้น
"วันนี้ข้าทำขนมเอง จึงอยากนำมาให้ท่านลองชิมเจ้าค่ะ" หญิงสาวพูดพลางหันไปทางขนมที่อยู่ในกล่องใส่อาหาร จางเหว่ยเพียงพยักหน้าให้และเดินนำหญิงสาวไปที่ศาลากลางสระบัว ชายหนุ่มเดินไปได้แค่ 2 ก้าวก็ต้องหยุดฝีเท้าเมื่อนึกอะไรขึ้นได้
"ตามมา" ชายหนุ่มพูดพลางหันหน้ามาทางซิงอีที่ยืนฟังพวกเขาตั้งแต่แรก
หญิงสาวชี้มาที่ตนอย่างมึนงง "แค่ไปกินขนมเหตุใดต้องให้ข้าไปเป็นก้างขวางคอด้วยเล่า" หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจก่อนที่จะเดินตามชายหนุ่มไปที่ศาลา ฟางเหนียงที่ได้ยินเช่นนั้น ถึงแม้จะรู้สึกขัดใจแต่นางทำได้เพียงแค่ยิ้มอย่างหญิงสาวผู้อ่อนโยนและใจดี
.
บริเวณสระกว้างมีดอกบัวแย่งกันเบ่งบานทำให้ผู้คนที่พบเห็นต่างเพลิดเพลินกับสีสันสวยงาม สะพานไม้ทอดยาวจนถึงกลางสระที่มีศาลาไม้ไม่ใหญ่และเล็กจนเกินไป ดูเงียบสงบเหมาะสำหรับนั่งพักผ่อน ภายในศาลามีโต๊ะตัวหนึ่งตั้งอยู่พร้อมด้วยเบาะรองนั่งอย่างดี จางเหว่ยเดินเข้ามานั่งก่อนทุกคน และตามด้วยฟางเหนียง นางหยิบขนมเฉียวกั่วและกุ้ยฮวาออกมาจากกล่องใส่อาหารที่บ่าวรับใช้ถืออยู่ หน้าตารวมถึงกลิ่นหอมของขนมที่พึ่งทำเสร็จใหม่ๆกลิ่นหอมที่ลอยออกมาทำให้ซิงอีที่ยืนอยู่ด้านหลังของจางเหว่ยถึงกับน้ำลายไหล
"ข้าทำขนมเฉียวกั่วและกุ้ยฮวา ท่านลองชิมดูนะเจ้าคะ" ฟางเหนียงพูดพลางเอื้อมมือไปรินชาให้ชายหนุ่มและตัวเอง จางเหว่ยหยิบขนมเฉียวกั่วขึ้นมา จากนั้นกัดไป 1 คำ ก่อนที่จะวางไว้คืน
"อร่อยหรือไม่เจ้าคะ"
"อื้ม รสชาติใช้ได้" จางเหว่ยพูดพลางยกชาขึ้นดื่มแต่กลับไม่ได้หยิบขนมนั้นมากินอีก
"เจ้ามาหาข้าเพียงแค่นำขนมมาให้เท่านั้นหรือ"
"เหนียงเอ๋อร์....." ฟางเหนียงอ้ำอึ้งเมื่อโดนชายหนุ่มถามตรงๆ นางเพียงแค่อยากหาเรื่องมาเจอหน้าเขาเท่านั้นเอง ถึงนางจะอยู่จวนเดียวกันกับเขา แต่เรือนแต่ละเรือนไม่เคยยุ่งเกี่ยวหรือมาวุ่นวายกันเลย ฟางเหนียงมองหน้าจางเหว่ยที่มีท่าทีอย่างกับไล่นางทางอ้อมก็ต้องอดกลั้นความรู้สึกที่อยากอยู่ต่อไว้
"เจ้าค่ะ" ฟางเหนียงเอ่ยตอบรับอย่างจำใจ
"เช่นนั้นก็กลับไปเถอะ"
"เช่นนั้นเหนียงเอ๋อร์ขอตัวกลับก่อน ท่านรักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าค่ะ"
หญิงสาวพูดพลางลุกขึ้นย่อกายให้ชายหนุ่มเล็กน้อยเป็นการทำความเคารพ และเดินออกไปจากศาลา
"กินสิ"
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบเมื่อมีเพียงแค่ซิงอีและจางเหว่ยอยู่ในศาลา
"ข้ากินได้หรือเจ้าคะ" ซิงอีเอ่ยถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
"น้ำลายเจ้าจะหยดลงบนหัวข้าอยู่แล้ว"
ชายหนุ่มเอ่ยแซวหญิงสาวเล็กน้อย ซิงอีที่ได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจและลงไปตรงฝั่งตรงข้ามของชายหนุ่ม ที่เบาะรองนั่งของฟางเหนียงนั่งเมื่อสักครู่ หยิบขนมทานอย่างเอร็ดอร่อย
ฟางเหนียงที่เดินไปได้สุดสะพานไม้หันกลับมามองชายหญิงที่อยู่ในศาลาก็กำมือแน่นด้วยความโมโหและอิจฉา
"มันเป็นใคร"
ฟางเหนียงเอ่ยถามบ่าวรับใช้
"บ่าวรับใช้ใหม่เจ้าค่ะ"
"ไปสืบเรื่องมันมาให้หมด"
ฟางเหนียงเอ่ยสั่งบ่าวรับใช้ของตนและสะบัดตัวเดินออกไป
.
บรรยากาศภายในศาลา
ซิงอีทานขนมที่ฟางเหนียงนำมาให้จางเหว่ยจนหมดอย่างลืมตัว แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเผลอทำตัวสบายต่อหน้าเขาก็อยากที่จะเขกหัวตัวเอง ดันมาเห็นแก่กินซะงั้น หญิงสาวมองไปทางชายหนุ่มที่นั่งดื่มชาด้วยท่าทางสบายๆ "เหตุใดวันนี้เขาอารมณ์ดีเช่นนี้ ไม่เห็นดุเหมือนอย่างทุกวัน" หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจ และลอบสังเกตอย่างระแวง แต่สายตาดันไปสะดุดรอยผื่นแดงที่คอของชายหนุ่ม
"คุณชาย ที่คอท่าน...." หญิงสาวเอ่ยทักทันทีอย่างตกใจ ชายหนุ่มรีบเอาเสื้อปิดทันทีและร้อนรนและลุกขึ้นเดินหนีไปที่ตำหนักจวี๋ฮวา
"เดี่ยวเจ้าค่ะคุณชายรอข้าด้วย ท่านแพ้ขนมหรือเจ้าคะ คุณชาย..." ซิงอีวิ่งตามชายหนุ่มไปด้วยเอ่ยถามไปด้วย
เมื่อมาถึงเรือนจวี๋ฮวาชายหนุ่มรีบผลักหญิงสาวไปที่ประตูที่ถูกปิดแล้ว จากนั้นใส่ฝ่ามือปิดปากของนางทันที
"หากเจ้ายังอยากทำงานที่นี่ต่อก็หุบปากของเจ้าไปซะ" จางเหว่ยตะคอกใส่หน้าหญิงและมองด้วยสายตาดุดัน
ซิงอีตัวเเข็งค้างอยู่กับที่ ชายหนุ่มจึงปล่อยมือจากปากหญิงสาวและเดินไปนั่งที่โต๊ะน้ำชา ก่อนที่จะยกชาขึ้นดื่มไปหลายรอบ หญิงสาวยังกลืนน้ำลายอยู่กับที่ไม่ขยับตัวไปไหน
"ออกไป วันนี้พอแค่นี้" ชายหนุ่มพูดเสียงเข้มโดยที่ไม่ได้หันมามองหญิงสาว ซิงอีที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจและรีบออกไปโดยเร็ว
"ใครอยู่ด้านนอก"
"ขอรับคุณชาย" บ่าวรับใช้ชายรีบเข้ามาอย่างรวดเร็ว
"ให้คนมาเตรียมน้ำอาบให้ข้า"
"แต่นี้มันพึ่งที่.....ขอรับ" บ่าวรับใช้ถามคิดจะเอ่ยแย้งแต่ดูจากสีหน้าของชายหนุ่ม เลยเลือกที่จะทำตามคำสั่งก็พอ
บ่าวรับใช้เข้ามาเตรียมอ่างอาบน้ำเสร็จจึงคิดจะเดินเข้ามาช่วยถอดชุดของชายหนุ่มแต่กลับถูกไล่ออกไป ภายในห้องอาบน้ำสี่เหลี่ยม จางเหว่ยค่อยๆถอดชุดออกจนหมด เผยให้เห็นร่างกายกำยำสมชายชาตรี แต่ผิวที่เคยขาวนวลตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงช้ำเพราะผื่นขึ้นทั้งตัว ชายหนุ่มหยิบขวดยาสีใสออกมาจากกล่อง จากนั้นหยดลงไปที่อ่างอาบน้ำหนึ่งหยด และเข้าไปนอนแช่ด้านในอ่าง จางเหว่ยหลับตารู้สึกผ่อนคลายเมื่อสัมผัสกับน้ำที่อุ่น และสมุนไพรที่ตนหยดลงไปช่วยทำให้อาการคันจากผื่นแดงค่อยๆทุเลาลง
"เหว่ยเอ๋อร์เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง" เสียงของหญิงสาววัยกลางคนแต่ใบหน้ากลับอ่อนหวานดูอ่อนโยนและอบอุ่น
"เสด็จแม่ ลูกคันขอรับ" เสียงของเด็กชายวัย 12 ขวบเอ่ยขึ้นขณะที่นอนอยู่บนเตียง
"แม่ทายาให้เจ้าแล้ว ต่อไปนี้เจ้าก็อย่ากินอะไรที่มีงาผสมอยู่ด้วยเข้าใจหรือไม่"
"ข้าจะจำไว้" เด็กชายเอ่ยขึ้นและนอนไม่หลับไปเพราะพิษจากผื่นที่ขึ้นตามเนื้อตัว แต่จู่ๆภาพก็ตัดมาที่ฉากที่เด็กชายวิ่งเล่นอยู่ในสวนจนบังเอิญไปยืนหน้าตำหนักแห่งหนึ่ง เด็กชายค่อยๆเดินก้าวเอื้อมมือเล็กไปผลักที่ประตู
"เหว่ยเอ๋อร์หนีไป อย่ามาอยู่ที่นี่" เสียงอันคุ้นเคยที่เด็กชายจำได้ดี ตะโกนออกมาจากในห้องนอนของตำหนัก
"เสด็จแม่ เสด็จแม่ขอรับ" เด็กชายรีบวิ่งไปตามเสียงทันที และพบเจ้ากับแม่ของตนที่นอนขดอยู่ด้านล่างเตียง มีเลือดอาบตัวบริเวณหน้าท้องมีมีดปักอยู่
"เสด็จแม่ ใครทำเสด็จแม่ขอรับ ฮื่อๆๆๆๆ" เด็กชายร้องออกมาเมื่อเห็นสภาพแม่ของตนที่ใบหน้าซีดเซียวและเลือดอาบตัว
"เหว่ยเอ๋อร์เจ้าฟังแม่นะ ต่อไปนี้เมื่อไม่มีแม่อยู่ข้างกายเจ้าแล้วเจ้าจงดูแลตัวเองให้ดี เจ้ารีบออกไปจากที่นี่ก่อนที่ทุกคนจะมาเห็นและโยนความผิดให้เจ้าได้"
"ไม่เอา ข้าจะอยู่กับเสด็จแม่ ฮื่อๆๆๆ" เด็กชายร้องออกมาและกอดไปที่มารดาของตน มือขาวที่เปื้อนไปด้วยเลือดยื่นขึ้นมาจับที่แก้มของเด็กชายอย่างรักใคร่ และแย้มยิ้มให้กับบุตรชายของตนเป็นครั้งสุดท้าย
"แม่รัก..เจ้านะ..." สิ้นเสียงหญิงคนนั้นก็สิ้นใจไปทันที
"เสด็จแม่...ฮื่อๆๆๆ" เด็กชายร้องให้ออกมาอย่างควบคุมตนเองไม่ได้ และคิดว่าจะดึงมีดออกให้มารดาของตน เพราะคิดว่ามีดนี้ทำให้มารดาของตนต้องตาย และขณะที่เด็กชายกำลังดึงออกมานั้น กลับมีทหารและผู้คนมากมายกรูเข้ามาในห้องทันที
"องค์ชายสองสังหารพระสนมกุ้ยเฟยเจ้าค่ะ" เสียงบ่าวรับใช้หญิงตะโกนลั่นห้อง จากนั้นก็มีทหารเข้ามาล็อกตัวเด็กชายออกไป
"ปล่อยข้า ข้าจะอยู่กับเสด็จแม่ข้าไม่ได้ทำ เสด็จแม่~~~" เด็กชายร้องให้เสียงดังเมื่อจู่ๆก็โดนดึงตัวออกไป
"เสด็จแม่!" จางเหว่ยอุทานเสียงดังและสะดุ้งตื่น พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่ที่เตียงกว้าง ตอนนี้ตนเองแต่งกายเรียบร้อย ผื่นตามร่างกายก็หายไปจนหมดแล้ว ชายหนุ่มก้มมองผ้าพันแผลที่ถูกเปลี่ยนใหม่และพันไว้เรียบร้อย จากนั้นเหลือบตาไปเห็นจดหมายเล็กๆที่มีถ้วยยาทับอยู่
"หากท่านฟื้นแล้วก็ทานยาด้วยนะเจ้าคะ" ข้อความในจดหมายเล็กเขียนไว้แต่ไม่ได้ลงชื่อกำกับว่ามาจากใคร แต่ชายหนุ่มก็รู้ดีว่าเป็นใคร บ่าวรับใช้รู้หนังสือมีไม่มากนักส่วนหนิวเกาก็ลาพัก คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากนาง ซิงอี ชายหนุ่มยกยิ้มที่มุมปาก ถึงเขาจะขึ้นเสียงหรือโมโหใส่นางก็ยังมาช่วยเขาไว้เช่นนี้ จางเหว่ยยกยาขึ้นมาดื่มจนหมดและล้มตัวเองไปนอนอย่างเดิมเพราะอาการเพลีย ที่เขาไม่สามารถบอกใครได้ว่าตนนั้นแพ้งา เป็นเพราะว่าหากคนอื่นรู้ความลับหรือจุดอ่อนก็ยิ่งไม่เป็นผลดี ตอนที่เขาเห็นขนมที่ฟางเหนียงนำมาให้ก็รู้แล้วว่ามีงาผสมอยู่ แต่ตนต้องกินเพราะสัมผัสได้ว่าเห็นหนึ่งในชาวบ้านที่เข้ามาแอบดูอยู่ เขาคิดว่าชาวบ้านคนนั้นต้องถูกส่งตัวเข้ามาสังเกตการณ์แน่ ถึงทำตัวสบายๆนั่งข่มอาการคันและแสบร้อนตามร่างกาย ก่อนที่จะถูกหญิงสาวทักจึงรีบออกมา หลังจากนั้นจึงให้คนไปเก็บชาวบ้านคนนั้นซะ
ณ ห้องโถงของเรือนรับรองบรรยากาศภายในห้องโถงเต็มไปด้วยความเงียบจนชวนน่าอึดอัด จางเหว่ยนั่งที่หน้าสุดมีสีหน้าเหมือนอย่างจะฆ่าคนได้หากผู้ใดเผลอขยับตัวหรือส่งเสียงออกมาอย่างไรอย่างนั้น ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ถูกหนิงเกาพาเข้ามาทั้งหมด รวมไปถึงเจียอิ๋นและฟางเหนียงด้วย"คุณชายเรียกพวกเรามามีอันใดหรือ"เป็นเจียอิ๋นเอ่ยถามขึ้น ที่จริงนางก็พอรู้ว่าชายหนุ่มเรียกมาเพราะเรื่องอันใด แต่ด้วยความที่นางมีอาวุโสมากที่สุดจึงกล้าที่จะเอ่ยถาม ถึงแม้ว่านางจะมีความผิดแต่ชายหนุ่มก็ยังต้องเกรงใจนางหลายส่วน"ที่ข้าเรียกทุกคนมาวันนี้ท่านก็น่าจะพอทราบมาแล้ว ข้าจึงอยากถามว่าเรื่องทุกอย่างมันเป็นมาอย่างไรจะได้ลงโทษคนให้ถูก"ชายหนุ่มเอ่ยอย่างไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น จนทำให้เจียอิ๋นถึงกลับหน้าเสีย"ต้องลงโทษอันใดกันเจ้าคะนางเป็นเพียงแค่บ่าวรับใช้ เหตุใดท่านต้องเรียกพวกเรามาเพื่อสอบถามถึงเพียงนี้"ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นด้วยความโมโหจนลืมตัวที่จะรักษาภาพลักษณ์อ่อนหวานที่ตนทำมาตลอด นางทนไม่ได้ที่คุณชายทำเช่นนี้เพื่อบ่าวรับใช้คนเดียวเขาถึงขนาดเรียกนางและท่านแม่ของนางมาถามเช่นนี้"เหนียงเอ๋อร์" เจียอิ๋นรีบเอ่ยห้ามบุตรสาวของตนเอง
ผู่เย่วกำร่มในมือแน่นขณะที่มองจางเหว่ยอุ้มซิงอีเข้าไปในเรือน นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อนาง สุดท้ายก็ยังช้ากว่าอยู่ดี "คุณชายไปเถอะขอรับ ฝนเริ่มตกหนักขึ้นแล้ว""ไปเถอะ"ผู่เย่วเอ่ยเพียงสั้นๆจากนั้นเดินกลับเรือนของตน บ่าวรับใช้คนสนิทมองผู่เย่วด้วยแววตาสงสาร เมื่อสักครู่ตอนที่คุณชายตามหาแม่นางซิงอีอย่างบ้าคลั่งยังติดตาเขาอยู่เลย แต่ตอนนี้เมื่อมาเจอนางมากับคุณชายจางเหว่ยแล้วทำให้อดเห็นใจไม่ได้.จางเหว่ยหลังจากสั่งการลูกน้องเสร็จก็เดินเข้ามาในเรือน ชายหนุ่มนั่งที่เตียงข้างๆหญิงสาวที่ยังใช้เสื้อคลุมของเขาคลุมเอาไว้ มือหนาเอื้อมไปสัมผัสใบหน้าขาวซีดของนางอย่างทะนุถนอม เขาพึ่งคลาดกับนางไม่นาน มาอีกทีกลับเห็นนางตกอยู่ในสภาพนี้ ดีที่ตอนเขาคุยอยู่กับฝ่าบาทอยู่นั้นไม่มีองครักษ์แน่นหนามาก จึงทำให้องครักษ์ที่เขาให้ตามคอยดูแลนางสามารถเข้ามาใกล้ได้และใช้วรยุทธบอกกล่าวให้เขารู้ได้"เจ็บมากหรือไม่" จางเหว่ยเอ่ยถามหญิงสาวด้วยความอ่อนโยน ซิงอีลืมตาขึ้นและทำท่าจะลุกขึ้นแต่กลับถูกชายหนุ่มห้ามไว้"ข้าเปียกอยู่เจ้าค่ะ" "เจ้าบาดเจ็บอยู่ หากขยับมากจะทำให้บาดแผลอักเสบมากยิ่งขึ้น"
ณ ป้อมปราการทางเข้าประตูวังหลวง มีคนผู้หนึ่งที่เป็นถึงมังกรของแผ่นดิน และอีกคนที่มีฐานะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ยืนมองดูภาพชาวบ้านที่ดำรงชีวิตอีกด้านของกำแพงวังหลวง ด้านในดูเงียบสงบจนวังเวงส่วนอีกด้านดูครึกครื้นมีชีวิตชีวา"ฝ่าบาทเรียกกระหม่อมมาวันนี้มีเรื่องอันใดก็บอก กล่าวมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ"เสียงของชายชาวบ้านธรรมดาคนนั้นเอ่ยเสียงเรียบ ชายหนุ่มคนนั้นคือจางเหว่ยที่จู่ๆก็ถูกเรียกตัวเข้ามาอย่างลับๆ"ข้าเป็นพ่อของเจ้า เหตุใดไม่เรียกเช่นนั้น"ชายอายุวัยกลางคนที่เป็นถึงมังกรแผ่นดินเอ่ยเสียงเข้มพลางหันมามองหน้าบุตรชายของตนที่ไม่ได้พบหน้ากันมาเป็นแรมปี"ฝ่าบาทคงเข้าใจผิดแล้วกระมัง พระองค์เป็นถึงเจ้าแผ่นดิน หม่อมฉันเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาจะไปเป็นถึงบุตรชายของพระองค์ได้เช่นไร" จางเหว่ยเอ่ยเสียงเรียบพลางมองภาพทิวทัศน์ของชาวบ้านด้านล่าง"เจ้ายังคงเป็นเช่นเคย""ฝ่าบาทก็เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ มีคนเคยบอกว่าแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ความจริงก็คือความจริง ข้าไม่เคยลืมว่าฐานะตนเองเป็นใคร"ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบอย่างมั่นคง เพื่อทำให้คนตรงหน้าเขานั้นรับรู้ได้ว่า คำว่าพ่อคำนั้นไม่ได้มีอิทธิพลต่อเขาอีกแล้ว ฮ่องเ
ก๊อกๆ"คุณชายข้าซิงอีเจ้าค่ะ" "เข้ามา"เสียงชายหนุ่มอนุญาตดังออกมาจากในเรือน หญิงสาวก้มสูดดมตัวเองเล็กน้อยว่าไร้กลิ่นสุราหรือไม่ จากนั้นใช้มือตบไปที่แก้มของตนอย่างเรียกสติ นางไม่รู้ว่าทำไมตอนนี้กลับมึนๆหัวเสียอย่างนั้น หญิงสาวค่อยๆเดินเข้าไปหาชายหนุ่มแต่ก็ยังอยู่ห่างมากอยู่ดีเพราะกลัวเขาได้กลิ่นสุรา ถ้าขืนนางมัวแต่อาบน้ำแล้วมาช้าก็คงถูกดุอยู่ดี มาเร็วแบบนี้ยังดีเสียกว่า"เหตุใดมิเข้ามา" ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความสงสัย"คะ...คือว่าข้ายังไม่ได้อาบน้ำเจ้าค่ะ กลัวท่านจะเหม็น" "ข้าไม่ถือ"จางเหว่ยเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ เขาจะรังเกียจนางได้เช่นไร นางคือคนประเภทเดียวกับเขาที่ต้องอาบน้ำเช้าเย็น ถึงตอนนี้นางจะไม่ได้อาบน้ำตัวนางก็หอมเช่นเคย"ข้ายืนตรงนี้ดีกว่าเจ้าค่ะ ท่านมีอันใดก็สั่งข้ามาได้เลย" ซิงอียังยืนยันคำเดิม "เข้ามานี่"จางเหว่ยเอ่ยสั่งเสียงเข้มขึ้น ซิงอีจึงจำใจต้องเดินเข้าไปใกล้ ทันทีที่หญิงสาวเดินเข้ามาเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเหตุใดวันนี้นางถึงยืนอยู่ห่างเขามากเสียอย่างนั้น มือหนากำเข้ากันแน่นด้วยความโมโห นางพึ่งห่างกับเขาได้เพียงไม่กี่ชั่วยาม เอาเวลาที่ไหนไปดื่มสุราได้ ชายหนุ่มเงยหน้ามองหญิงส
ซิงอีปูที่นอนของตนที่ข้างเตียงใหญ่ โชคดีที่ทางโรงเตี๊ยมมีที่นอนสำรองเอาไว้ให้ ไม่งั้นคืนนี้หญิงสาวจะต้องนอนหนาวเพราะไม่มีผ้าห่มหรือที่นอนอุ่นๆให้นอนเป็นแน่ ไม่นานก็เห็นชายหนุ่มเดินออกมาจากห้องอาบน้ำด้วยกลิ่นหอมสดชื่น หญิงสาวก้มดมตนเองเพื่อดูว่ามีกลิ่นตัวหรือไม่ ปกตินางจะอาบน้ำทุกเย็นถึงแม้เข้าฤดูหนาวคนที่นี่จะไม่อาบน้ำกันเท่าไหร่ บางคนก็ 4-5 วันอาบครั้ง เมื่อพบว่าตนไม่มีกลิ่นตัวก็สบายใจขึ้นมา เพราะถ้าหากให้นางอาบน้ำทั้งที่ชายหนุ่มอยู่ในห้องข้างๆเช่นนี้นางยอมนอนทั้งที่ไม่อาบน้ำยังจะดีกว่า จะให้นางทำเช่นไรได้ก็คนไม่ชินนี่หน่าหญิงสาวนอนพลิกไปมาท่ามกลางความมืด ตอนนี้นางรู้สึกไม่สบายตัวเป็นอย่างมากเพราะไม่ได้อาบน้ำ หญิงสาวยื่นหนูไปข้างเตียงเพื่อฟังว่าชายหนุ่มนั้นหลับหรือยัง แต่กลับไม่ได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจ "นี่เขายังหายใจอยู่หรือไม่กัน" หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจ เมื่อไม่ได้ยินเสียงชายหนุ่มมาสักพักใหญ่และแน่ใจว่าเขาหลับไปแล้ว ซิงอีจึงตัดสินใจลุกขึ้นไปที่ห้องอาบน้ำเพื่อชำระร่างกาย นางใช้เวลาไม่นานก็ปลดเสื้อผ้าและลงไปแช่น้ำทันที โชคดีที่ยังมีน้ำอุ่นที่ยังไม่ได้ใช้เหลืออยู่ หากให้อาบน้ำเย็นพ
เกล็ดน้ำแข็งสีขาวที่ถูกสะสมมาหลายวันตอนนี้เริ่มละลายลง จนพื้นดินกลายเป็นสีเขียวในรอบหลายวันจากสีของใบหญ้า แสงแดดสีทองในยามเย็นส่องกระทบมาที่ผิวของหญิงสาวในรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัวอย่างไม่รีบเร่ง ม่านหน้าต่างทั้งสองข้างของรถม้าถูกเปิดออกเพื่อให้คนด้านในสามารถมองเห็นทัศนียภาพด้านนอกได้ซิงอีใช้แขนทั้งสองข้างเกาะหน้าต่างรถม้าเพื่อดูวิวทิวทัศน์ด้านนอกด้วยความตื่นเต้น ตอนนี้รถม้ากำลังเคลื่อนตัวอยู่บนเนินภูเขาสองข้างทางเป็นทุ่งหญ้า ทำให้เห็นภาพของบ้านเรือนด้านล่างและพื้นที่โดยรอบทั้งหมด“สวยจังเลยเจ้าค่ะ”หญิงสาวเอ่ยขึ้นทั้งที่ไม่ได้ละสายตามาจากภาพวิวด้านนอก นางอยากจะเก็บความรู้สึกนี้ไปนานๆ เป็นอย่างที่คนเคยว่าภาพถ่ายหรือภาพวาดต่อให้เหมือนจริงแค่ไหนก็ไม่สู้เห็นด้วยตา"ย่อมงดงามอยู่แล้ว" จางเหว่ยที่นั่งอยู่ด้วยท่าทางสุขุมมองไปที่หญิงสาวแล้วเอ่ยตอบ"ว๊าย~~~" ซิงอีอุทานออกมาเสียงดัง เมื่อจู่ๆรถม้าก็โคลงเคลงเมื่อตกหลุม จังหวะนั้นทำให้นางที่กำลังเกาะริมหน้าต่างอยู่ต้องหงายหลัง จางเหว่ยที่เห็นเช่นนั้นจึงใช้แขนรับร่างหญิงสาวไม่ให้กองไปกับพื้น เป็นช่วงเดียวกับที่ซิงอีเองก็พยายามหาอันใดยึดเกาะ จึงใช







