เข้าสู่ระบบเช้าวันรุ่งขึ้น
ซิงอีไม่ต้องตื่นแต่เช้ามาเตรียมห้องอาบน้ำหรืออาบน้ำให้จางเหว่ยเหมือนอย่างก่อน เพราะตอนนี้นางได้รับหน้าที่ใหม่คือคอยเป็นผู้ช่วยชายหนุ่ม โบราณว่าไว้ไม่ผิด คือเกลียดอันใดมักได้อย่างนั้น นางไม่อยากอยู่ใกล้ชายหนุ่มแต่สวรรค์กลับให้นางมาคอยช่วยงานข้างๆเขาเสียอย่างนั้น ซิงอีบิดขี้เกียจอย่างเกียจคร้านเล็กน้อยอยู่บนเตียง อากาศตอนนี้เริ่มหนาวแล้วทำให้หญิงสาวรู้สึกอยากนอนเรื่อยเฉื่อยอยู่ใต้ผ้าห่มหนานี้เกินกว่าที่จะลุกไปอาบน้ำเย็นๆ หากเป็นโลกปัจจุบันที่มีเครื่องทำน้ำอุ่นคงไม่ต้องหนาวถึงกระดูกเช่นนี้ แต่ก็ทำได้แค่คิดวันนี้นางตื่นเช้ากว่าทุกวัน จึงคิดว่าจะไปต้มน้ำอาบเพื่อให้ช่วยบรรเทาอากาศหนาว เมื่อคิดได้ดังนี้ก็รีบลุกขึ้นไปทันที
ทางด้านตำหนักจวี๋ฮวา
"พวกเจ้าเตรียมน้ำเสร็จก็ออกไปเถอะ"
จางเหวยเอ่ยเสียงเข้ม ถึงบ่าวรับใช้ทั้งหมดที่มาเตรียมจะงุนงงแต่ก็ทำได้เพียงปฏิบัติตาม หลังบ่าวรับใช้ไปแล้ว ชายหนุ่มจึงถอดชุดด้วยความยากลำบากเล็กน้อยก่อนที่จะลงไปในอ่างน้ำ แต่ไม่ได้ลงไปทั้งตัว เลือกหาเก้าอี้ไม้ไปนั่งอาบด้านใน เพื่อให้ช่วงตัวสูงกว่าระดับน้ำป้องกันไม่ให้น้ำเปียกถึงบริเวณบาดแผล อาบแค่ช่วงล่างของร่างกายด้านบนชายหนุ่มเลือกเช็ดตัวแทนเพื่อไม่ให้แผลเปียกน้ำ
.
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูทำให้จางเหว่ยเลิกสนใจบาดแผล และเงยหน้ามองไปยังประตู
"ใคร"
"ข้าซิงอีเองเจ้าค่ะ"
เสียงของหญิงสาวดังออกมาจากนอกประตู
"เข้ามา"
ชายหนุ่มเอ่ยอนุญาตเพียงสั้นๆ เมื่อหญิงสาวได้ยินเช่นนั้นจึงผลักประตูเข้ามา พบชายหนุ่มกำลังนั่งยุ่งกับการแกะผ้าพันแผลอยู่ที่เตียง โดยที่ท่อนบนเปลือยเปล่าแต่ก็ยังดีที่ท่อนล่างไม่ได้เปลือยเหมือนท่อนบน "แหมขาวมาแต่ไกลเชียวนะ" หญิงสาวเอ่ยแซวชายหนุ่มในใจ และเดินเข้าไปหาเขาที่เตียง
"ข้ามาทำงานแทนผู้ช่วยหนิงเกาเจ้าค่ะ"
หญิงสาวเอ่ยจุดประสงค์การมาของตนทันที
"มาทำแผลให้ข้าก่อน"
"เจ้าค่ะ" หญิงสาวตอบรับทันที "ขอให้คนอื่นทำแผลให้ พูดดีๆไม่ได้หรือไง" แน่นอนหญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจอีกครั้ง ขืนพูดไปตามที่คิดมีร้อยชีวิตก็คงถูกฆ่าทิ้งเป็นแน่ ชิงอีเข้ามานั่งที่ด้านล่างเตียงเพื่อทำแผลให้เขาเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้แผลของชายหนุ่มกลับแห้งไม่ได้เปียกตอนอาบน้ำเหมือนวันก่อน วันนี้ไม่มีเลือดไหลและแผลก็เริ่มแห้งไปบ้างแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะเก็บคำที่ข้าพูดออกไปมาคิดบ้างแล้ว หญิงสาวทำแผลใส่ยาเสร็จก็พันแผลให้ชายหนุ่มไว้เช่นเดิม
จางเหว่ยมองหญิงสาวอย่างพิจารณา การกระทำของหญิงสาวดูเหมือนจะรวดเร็วคล่องแคล่วแต่กลับละเอียดรอบคอบ เขาสังเกตผิวหน้าผิวกายของนางไม่หยาบกร้านเหมือนอย่างคนเคยเป็นขอทานมาก่อน ชายหนุ่มก้มหน้าลงไปใกล้หญิงสาวที่กำลังตั้งใจทำแผลให้เขาใกล้ๆ กลิ่นหอมสะอาดสดชื่นลอยเข้ามาปะทะที่ใบหน้าของชายหนุ่มที่ก้มหน้าลงไปเกือบถึงศีรษะของหญิงสาว โดยที่นางเองก็ไม่รู้ตัว ชายหนุ่มเผลอสูดดมกลิ่นนั้นอย่างลืมตัว เขามองคิ้วเรียงสวย ขนตายาวสายตามุ่งมั่นและตั้งใจตอนที่นางทำแผล จมูกโด่งสวย และปาก......
"เสร็จแล้วเจ้าค่ะ โอ๊ย....."
หญิงสาวอุทานออกมาเมื่อขณะที่นางกำลังจะเงยหน้าขึ้นทำให้หัวของนางกระแทกเข้ากับจมูกของชายหนุ่มที่ก้มลงมาตอนไหนก็ไม่รู้
"นี่เจ้า!"
จางเหว่ยตะคอกหญิงสาวทันที และเอามือกุมที่จมูกด้วยความเจ็บ
"ข้าขออภัยเจ้าค่ะ ข้ามิได้ตั้งใจ"
ซิงอีพูดพลางก้มลงไปที่พื้นอย่างหวาดกลัว แค่เขาโกรธยังโดนสั่งฆ่า นี่ถึงขนาดทำเขาเจ็บตัวไม่โดนฆ่าทิ้งเจ็ดชั่วโคตรเลยหรือ ตอนนี้ซิงอีอยากจะเขกหัวตัวเองจริงๆ จางเหว่ยลูบจมูกโด่งตัวเอง ก่อนจะสวมชุดตัวเองให้เรียบร้อย และก้าวไปที่หน้าประตู แต่ขณะที่เขากำลังจะก้าวออกไปก็ต้องถอนหายใจเฮือกใจอย่างรำคาญ
"ตามมา"
ชายหนุ่มเอ่ยสั่งเสียงเข้มอีกครั้งและเดินออกไป ซิงอีที่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบลุกขึ้นตามไป "คงไม่พาข้าไปฆ่าทิ้งหรอกนะ" หญิงสาวเอ่ยกับตนเองเสียงเบา หญิงสาวรีบเดินให้ทันชายหนุ่มที่นำหน้าไปไกล ขาสั้นอย่างนางหากจะเดินตามชายหนุ่มที่ก้าวทีก็ยาวกว่านางเกือบสองเท่าให้ทันก็คงต้องวิ่งเท่านั้น
จางเหว่ยเดินนำหญิงสาวจนมาถึงเรือนรับรอง กว่าจะถึงเล่นทำเอานางหอบเลยทีเดียวทำให้นางต้องก้มตัวลงเล็กน้อยเพราะความเหนื่อย ชายหนุ่มที่เห็นเช่นนั้นก็ส่ายหน้าเล็กน้อย ขณะที่ซิงอีเงยหน้าขึ้นกลับเห็นชาวบ้านกว่า 20 คนและกำลังทยอยเข้ามาเรื่อยๆกำลังเข้าแถวอยู่หน้าห้องโถง โดยมีบ่าวรับใช้คอยปล่อยให้เข้าไปด้านในทีละคน
"เดินให้มันเร็วหน่อย"
จางเหว่ยหันมาว่าหญิงสาวก่อนจะเดินนำเข้าไปด้านในก่อน ซิงอีจึงรีบเดินเข้าไป ชายหนุ่มเดินไปนั่งยังโต๊ะที่หน้าห้องโถง และส่งสายตาให้หญิงสาวไปนั่งที่โต๊ะด้านข้าง บนโต๊ะมีกองหนังสือมากมายอยู่
"หน้าที่เจ้าคือคอยจดรายชื่อ และรายละเอียดทั้งหมดเมื่อชาวบ้านเข้ามา"
"แต่ข้า...."
"ทำไม่ได้งั้นหรือ"
ชายหนุ่มพูดพลางหันมาทางหญิงสาวเหมือนข่มขู่ สายตาชายหนุ่มเหมือนกำลังบอกนางว่า หากเจ้าทำไม่ได้ก็จะฆ่านางทิ้งอย่างไรอย่างนั้น
"ทะ....ทำได้เจ้าค่ะ"
ซิงอีพูดพลางนำหนังสือบนกองมาเปิดออกและจับพู่กันหมึกอย่างพร้อมที่จะจด ถึงการเขียนหนังสือด้วยพู่กันจะยาก แต่โชคดีหน่อยที่โลกเก่าตอนนางยังเด็กได้ลองฝึกเขียนด้วยพู่กันมาบ้าง
จางเหว่ยกวักมือเรียกให้บ่าวรับใช้พาชาวบ้านเข้ามา ชิงอีมองชาวบ้านชายอายุราว 50 กว่าปีเดินเข้ามาด้วยท่าทีนอบน้อม
"คารวะคุณชายขอรับ" ชายที่เข้ามาใหม่เอ่ยขึ้น
"วันนี้มาทำอะไร" จางเหว่ยเอ่ยถามอย่างตรงประเด็นทันที
"ลูกสาวของข้าน้อยป่วยเรื้อรัง รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายขอรับ ข้าน้อยได้ยินว่าที่เมืองอู๋มีหมอเทวดาอยู่ที่นั่น จึงอยากจะขอความกรุณาคุณชายให้ข้าน้อยยืมเงินเพื่อพาลูกสาวไปรักษาที่นั่นขอรับ" ชายคนนั้นเอ่ยจุดประสงค์ที่มาของตนทันที
"เท่าไหร่และจะคืนตอนใด"
"50 เหรียญเงินขอรับ คะ...คืนอีก 3 เดือนข้างหน้าขอรับ " ชายคนนั้นกล่าวด้วยเสียงไม่มั่นใจมากนัก
"ได้ ไปลงชื่อกับนาง หากเจ้าไม่คืนตามที่กล่าวมา รู้ใช่รึไม่ว่าจะเป็นเช่นไร"
"ข้าน้อยรู้ขอรับ ขอบคุณคุณชายที่ช่วยเหลือ" ชายชาวบ้านคนนั้นพูดพลางทำท่าคารวะแล้วเดินมาทางซิงอี
"พระเจ้า! นี่เขาปล่อยเงินกู้ด้วยหรือเนี่ย" ซิงอีกล่าวกับตนเองในใจ หลังอ่านข้อมูลที่บันทึกไว้ในสมุดก่อนหน้า แถมดอกเบี้ยยังสูงลิ่วเช่นนี้อีก เหมือนอย่างนักทวงหนี้นอกระบบในโลกที่นางจากมาอย่างไรอย่างนั้น ถ้ามีการทำร้ายร่างกายนี่ เห็นทีว่าเขาอาจคือต้นแบบของคนพวกนั้นเลยนะเนี่ย
ซิงอีถามชื่อ และเขียนจดบันทึกตามตัวอย่างที่เคยลงไว้ก่อนหน้าได้แก่ชื่อคน วันยืม-คืน และรายละเอียดต่างๆไว้จนครบถ้วน คนหนึ่งผ่านไปแล้วชาวบ้านคนต่อๆไปก็ทยอยเข้ามาเรื่อยๆ หญิงสาวทำหน้าที่ของตนอย่างไม่มีข้อบกพร่อง จนมาถึงคนสุดท้ายเป็นชายหนุ่มอายุราว 20 กว่าปี ค่อยๆเดินเข้ามาที่กลางห้องโถง
"คะ..คารวะคุณชายขอรับ" ชายหนุ่มเอ่ยด้วยเสียงหวาดกลัวเล็กน้อย
"ครบกำหนดแล้วสินะ เงินเหล่า"
"ข้าน้อยจะมาขอผ่อนผันได้หรือไม่ขอรับ"
"ไม่ได้" จางเหว่ยเอ่ยจบก็ส่งสายตาให้บ่าวรับใช้เข้ามาทันที
ชายรับใช้ร่างสูงใหญ่ 4-5คนเดินเข้ามา จากนั้นรุมทำร้ายชายหนุ่มชาวบ้านคนนั้นทันที เสียงร้องขอความเมตตาจากชายชาวบ้านอย่างเวทนา เลือดไหลออกมาที่ตามใบหน้าอย่างดูไม่ได้ ซิงอีได้แต่มองภาพนั้นอย่างหวาดกลัว
"เขาคือต้นแบบพวกทวงหนี้จริงๆด้วย โหดเหี้ยมจริงๆ" หญิงสาวพึมพำออกมากับตนเองเบาๆ
จางเหว่ยหันมาทางหญิงสาวที่นั่งดูเหตุการณ์ นางกำพู่กันในมือไว้แน่นเพื่อข่มอารมณ์ไม่ให้ตนเองหวาดกลัว ถึงแม้นางจะพยายามเก็บซ่อนอารมณ์ไว้แค่ไหน แต่ใบหน้าของนางยังซีดเซียวเพราะความกลัวอยู่ดี
เฮ้อออ~~ จางเหว่ยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะโบกมือให้บ่าวรับใช้พาชายหนุ่มชาวบ้านคนนั้นออกไปกระทืบต่อที่ข้างนอก
"วันนี้พอแค่นี้"
ชายหนุ่มพูดพลางลุกขึ้นและเดินออกไป หลังจากนั่งมากว่า 2 ชั่วยาม ซิงอีที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบเก็บของและเดินตามชายหนุ่มออกไป
ณ ห้องโถงของเรือนรับรองบรรยากาศภายในห้องโถงเต็มไปด้วยความเงียบจนชวนน่าอึดอัด จางเหว่ยนั่งที่หน้าสุดมีสีหน้าเหมือนอย่างจะฆ่าคนได้หากผู้ใดเผลอขยับตัวหรือส่งเสียงออกมาอย่างไรอย่างนั้น ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ถูกหนิงเกาพาเข้ามาทั้งหมด รวมไปถึงเจียอิ๋นและฟางเหนียงด้วย"คุณชายเรียกพวกเรามามีอันใดหรือ"เป็นเจียอิ๋นเอ่ยถามขึ้น ที่จริงนางก็พอรู้ว่าชายหนุ่มเรียกมาเพราะเรื่องอันใด แต่ด้วยความที่นางมีอาวุโสมากที่สุดจึงกล้าที่จะเอ่ยถาม ถึงแม้ว่านางจะมีความผิดแต่ชายหนุ่มก็ยังต้องเกรงใจนางหลายส่วน"ที่ข้าเรียกทุกคนมาวันนี้ท่านก็น่าจะพอทราบมาแล้ว ข้าจึงอยากถามว่าเรื่องทุกอย่างมันเป็นมาอย่างไรจะได้ลงโทษคนให้ถูก"ชายหนุ่มเอ่ยอย่างไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น จนทำให้เจียอิ๋นถึงกลับหน้าเสีย"ต้องลงโทษอันใดกันเจ้าคะนางเป็นเพียงแค่บ่าวรับใช้ เหตุใดท่านต้องเรียกพวกเรามาเพื่อสอบถามถึงเพียงนี้"ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นด้วยความโมโหจนลืมตัวที่จะรักษาภาพลักษณ์อ่อนหวานที่ตนทำมาตลอด นางทนไม่ได้ที่คุณชายทำเช่นนี้เพื่อบ่าวรับใช้คนเดียวเขาถึงขนาดเรียกนางและท่านแม่ของนางมาถามเช่นนี้"เหนียงเอ๋อร์" เจียอิ๋นรีบเอ่ยห้ามบุตรสาวของตนเอง
ผู่เย่วกำร่มในมือแน่นขณะที่มองจางเหว่ยอุ้มซิงอีเข้าไปในเรือน นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อนาง สุดท้ายก็ยังช้ากว่าอยู่ดี "คุณชายไปเถอะขอรับ ฝนเริ่มตกหนักขึ้นแล้ว""ไปเถอะ"ผู่เย่วเอ่ยเพียงสั้นๆจากนั้นเดินกลับเรือนของตน บ่าวรับใช้คนสนิทมองผู่เย่วด้วยแววตาสงสาร เมื่อสักครู่ตอนที่คุณชายตามหาแม่นางซิงอีอย่างบ้าคลั่งยังติดตาเขาอยู่เลย แต่ตอนนี้เมื่อมาเจอนางมากับคุณชายจางเหว่ยแล้วทำให้อดเห็นใจไม่ได้.จางเหว่ยหลังจากสั่งการลูกน้องเสร็จก็เดินเข้ามาในเรือน ชายหนุ่มนั่งที่เตียงข้างๆหญิงสาวที่ยังใช้เสื้อคลุมของเขาคลุมเอาไว้ มือหนาเอื้อมไปสัมผัสใบหน้าขาวซีดของนางอย่างทะนุถนอม เขาพึ่งคลาดกับนางไม่นาน มาอีกทีกลับเห็นนางตกอยู่ในสภาพนี้ ดีที่ตอนเขาคุยอยู่กับฝ่าบาทอยู่นั้นไม่มีองครักษ์แน่นหนามาก จึงทำให้องครักษ์ที่เขาให้ตามคอยดูแลนางสามารถเข้ามาใกล้ได้และใช้วรยุทธบอกกล่าวให้เขารู้ได้"เจ็บมากหรือไม่" จางเหว่ยเอ่ยถามหญิงสาวด้วยความอ่อนโยน ซิงอีลืมตาขึ้นและทำท่าจะลุกขึ้นแต่กลับถูกชายหนุ่มห้ามไว้"ข้าเปียกอยู่เจ้าค่ะ" "เจ้าบาดเจ็บอยู่ หากขยับมากจะทำให้บาดแผลอักเสบมากยิ่งขึ้น"
ณ ป้อมปราการทางเข้าประตูวังหลวง มีคนผู้หนึ่งที่เป็นถึงมังกรของแผ่นดิน และอีกคนที่มีฐานะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ยืนมองดูภาพชาวบ้านที่ดำรงชีวิตอีกด้านของกำแพงวังหลวง ด้านในดูเงียบสงบจนวังเวงส่วนอีกด้านดูครึกครื้นมีชีวิตชีวา"ฝ่าบาทเรียกกระหม่อมมาวันนี้มีเรื่องอันใดก็บอก กล่าวมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ"เสียงของชายชาวบ้านธรรมดาคนนั้นเอ่ยเสียงเรียบ ชายหนุ่มคนนั้นคือจางเหว่ยที่จู่ๆก็ถูกเรียกตัวเข้ามาอย่างลับๆ"ข้าเป็นพ่อของเจ้า เหตุใดไม่เรียกเช่นนั้น"ชายอายุวัยกลางคนที่เป็นถึงมังกรแผ่นดินเอ่ยเสียงเข้มพลางหันมามองหน้าบุตรชายของตนที่ไม่ได้พบหน้ากันมาเป็นแรมปี"ฝ่าบาทคงเข้าใจผิดแล้วกระมัง พระองค์เป็นถึงเจ้าแผ่นดิน หม่อมฉันเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาจะไปเป็นถึงบุตรชายของพระองค์ได้เช่นไร" จางเหว่ยเอ่ยเสียงเรียบพลางมองภาพทิวทัศน์ของชาวบ้านด้านล่าง"เจ้ายังคงเป็นเช่นเคย""ฝ่าบาทก็เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ มีคนเคยบอกว่าแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ความจริงก็คือความจริง ข้าไม่เคยลืมว่าฐานะตนเองเป็นใคร"ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบอย่างมั่นคง เพื่อทำให้คนตรงหน้าเขานั้นรับรู้ได้ว่า คำว่าพ่อคำนั้นไม่ได้มีอิทธิพลต่อเขาอีกแล้ว ฮ่องเ
ก๊อกๆ"คุณชายข้าซิงอีเจ้าค่ะ" "เข้ามา"เสียงชายหนุ่มอนุญาตดังออกมาจากในเรือน หญิงสาวก้มสูดดมตัวเองเล็กน้อยว่าไร้กลิ่นสุราหรือไม่ จากนั้นใช้มือตบไปที่แก้มของตนอย่างเรียกสติ นางไม่รู้ว่าทำไมตอนนี้กลับมึนๆหัวเสียอย่างนั้น หญิงสาวค่อยๆเดินเข้าไปหาชายหนุ่มแต่ก็ยังอยู่ห่างมากอยู่ดีเพราะกลัวเขาได้กลิ่นสุรา ถ้าขืนนางมัวแต่อาบน้ำแล้วมาช้าก็คงถูกดุอยู่ดี มาเร็วแบบนี้ยังดีเสียกว่า"เหตุใดมิเข้ามา" ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความสงสัย"คะ...คือว่าข้ายังไม่ได้อาบน้ำเจ้าค่ะ กลัวท่านจะเหม็น" "ข้าไม่ถือ"จางเหว่ยเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ เขาจะรังเกียจนางได้เช่นไร นางคือคนประเภทเดียวกับเขาที่ต้องอาบน้ำเช้าเย็น ถึงตอนนี้นางจะไม่ได้อาบน้ำตัวนางก็หอมเช่นเคย"ข้ายืนตรงนี้ดีกว่าเจ้าค่ะ ท่านมีอันใดก็สั่งข้ามาได้เลย" ซิงอียังยืนยันคำเดิม "เข้ามานี่"จางเหว่ยเอ่ยสั่งเสียงเข้มขึ้น ซิงอีจึงจำใจต้องเดินเข้าไปใกล้ ทันทีที่หญิงสาวเดินเข้ามาเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเหตุใดวันนี้นางถึงยืนอยู่ห่างเขามากเสียอย่างนั้น มือหนากำเข้ากันแน่นด้วยความโมโห นางพึ่งห่างกับเขาได้เพียงไม่กี่ชั่วยาม เอาเวลาที่ไหนไปดื่มสุราได้ ชายหนุ่มเงยหน้ามองหญิงส
ซิงอีปูที่นอนของตนที่ข้างเตียงใหญ่ โชคดีที่ทางโรงเตี๊ยมมีที่นอนสำรองเอาไว้ให้ ไม่งั้นคืนนี้หญิงสาวจะต้องนอนหนาวเพราะไม่มีผ้าห่มหรือที่นอนอุ่นๆให้นอนเป็นแน่ ไม่นานก็เห็นชายหนุ่มเดินออกมาจากห้องอาบน้ำด้วยกลิ่นหอมสดชื่น หญิงสาวก้มดมตนเองเพื่อดูว่ามีกลิ่นตัวหรือไม่ ปกตินางจะอาบน้ำทุกเย็นถึงแม้เข้าฤดูหนาวคนที่นี่จะไม่อาบน้ำกันเท่าไหร่ บางคนก็ 4-5 วันอาบครั้ง เมื่อพบว่าตนไม่มีกลิ่นตัวก็สบายใจขึ้นมา เพราะถ้าหากให้นางอาบน้ำทั้งที่ชายหนุ่มอยู่ในห้องข้างๆเช่นนี้นางยอมนอนทั้งที่ไม่อาบน้ำยังจะดีกว่า จะให้นางทำเช่นไรได้ก็คนไม่ชินนี่หน่าหญิงสาวนอนพลิกไปมาท่ามกลางความมืด ตอนนี้นางรู้สึกไม่สบายตัวเป็นอย่างมากเพราะไม่ได้อาบน้ำ หญิงสาวยื่นหนูไปข้างเตียงเพื่อฟังว่าชายหนุ่มนั้นหลับหรือยัง แต่กลับไม่ได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจ "นี่เขายังหายใจอยู่หรือไม่กัน" หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจ เมื่อไม่ได้ยินเสียงชายหนุ่มมาสักพักใหญ่และแน่ใจว่าเขาหลับไปแล้ว ซิงอีจึงตัดสินใจลุกขึ้นไปที่ห้องอาบน้ำเพื่อชำระร่างกาย นางใช้เวลาไม่นานก็ปลดเสื้อผ้าและลงไปแช่น้ำทันที โชคดีที่ยังมีน้ำอุ่นที่ยังไม่ได้ใช้เหลืออยู่ หากให้อาบน้ำเย็นพ
เกล็ดน้ำแข็งสีขาวที่ถูกสะสมมาหลายวันตอนนี้เริ่มละลายลง จนพื้นดินกลายเป็นสีเขียวในรอบหลายวันจากสีของใบหญ้า แสงแดดสีทองในยามเย็นส่องกระทบมาที่ผิวของหญิงสาวในรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัวอย่างไม่รีบเร่ง ม่านหน้าต่างทั้งสองข้างของรถม้าถูกเปิดออกเพื่อให้คนด้านในสามารถมองเห็นทัศนียภาพด้านนอกได้ซิงอีใช้แขนทั้งสองข้างเกาะหน้าต่างรถม้าเพื่อดูวิวทิวทัศน์ด้านนอกด้วยความตื่นเต้น ตอนนี้รถม้ากำลังเคลื่อนตัวอยู่บนเนินภูเขาสองข้างทางเป็นทุ่งหญ้า ทำให้เห็นภาพของบ้านเรือนด้านล่างและพื้นที่โดยรอบทั้งหมด“สวยจังเลยเจ้าค่ะ”หญิงสาวเอ่ยขึ้นทั้งที่ไม่ได้ละสายตามาจากภาพวิวด้านนอก นางอยากจะเก็บความรู้สึกนี้ไปนานๆ เป็นอย่างที่คนเคยว่าภาพถ่ายหรือภาพวาดต่อให้เหมือนจริงแค่ไหนก็ไม่สู้เห็นด้วยตา"ย่อมงดงามอยู่แล้ว" จางเหว่ยที่นั่งอยู่ด้วยท่าทางสุขุมมองไปที่หญิงสาวแล้วเอ่ยตอบ"ว๊าย~~~" ซิงอีอุทานออกมาเสียงดัง เมื่อจู่ๆรถม้าก็โคลงเคลงเมื่อตกหลุม จังหวะนั้นทำให้นางที่กำลังเกาะริมหน้าต่างอยู่ต้องหงายหลัง จางเหว่ยที่เห็นเช่นนั้นจึงใช้แขนรับร่างหญิงสาวไม่ให้กองไปกับพื้น เป็นช่วงเดียวกับที่ซิงอีเองก็พยายามหาอันใดยึดเกาะ จึงใช







