LOGINเช้าวันรุ่งขึ้น
ซิงอีไม่ต้องตื่นแต่เช้ามาเตรียมห้องอาบน้ำหรืออาบน้ำให้จางเหว่ยเหมือนอย่างก่อน เพราะตอนนี้นางได้รับหน้าที่ใหม่คือคอยเป็นผู้ช่วยชายหนุ่ม โบราณว่าไว้ไม่ผิด คือเกลียดอันใดมักได้อย่างนั้น นางไม่อยากอยู่ใกล้ชายหนุ่มแต่สวรรค์กลับให้นางมาคอยช่วยงานข้างๆเขาเสียอย่างนั้น ซิงอีบิดขี้เกียจอย่างเกียจคร้านเล็กน้อยอยู่บนเตียง อากาศตอนนี้เริ่มหนาวแล้วทำให้หญิงสาวรู้สึกอยากนอนเรื่อยเฉื่อยอยู่ใต้ผ้าห่มหนานี้เกินกว่าที่จะลุกไปอาบน้ำเย็นๆ หากเป็นโลกปัจจุบันที่มีเครื่องทำน้ำอุ่นคงไม่ต้องหนาวถึงกระดูกเช่นนี้ แต่ก็ทำได้แค่คิดวันนี้นางตื่นเช้ากว่าทุกวัน จึงคิดว่าจะไปต้มน้ำอาบเพื่อให้ช่วยบรรเทาอากาศหนาว เมื่อคิดได้ดังนี้ก็รีบลุกขึ้นไปทันที
ทางด้านตำหนักจวี๋ฮวา
"พวกเจ้าเตรียมน้ำเสร็จก็ออกไปเถอะ"
จางเหวยเอ่ยเสียงเข้ม ถึงบ่าวรับใช้ทั้งหมดที่มาเตรียมจะงุนงงแต่ก็ทำได้เพียงปฏิบัติตาม หลังบ่าวรับใช้ไปแล้ว ชายหนุ่มจึงถอดชุดด้วยความยากลำบากเล็กน้อยก่อนที่จะลงไปในอ่างน้ำ แต่ไม่ได้ลงไปทั้งตัว เลือกหาเก้าอี้ไม้ไปนั่งอาบด้านใน เพื่อให้ช่วงตัวสูงกว่าระดับน้ำป้องกันไม่ให้น้ำเปียกถึงบริเวณบาดแผล อาบแค่ช่วงล่างของร่างกายด้านบนชายหนุ่มเลือกเช็ดตัวแทนเพื่อไม่ให้แผลเปียกน้ำ
.
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูทำให้จางเหว่ยเลิกสนใจบาดแผล และเงยหน้ามองไปยังประตู
"ใคร"
"ข้าซิงอีเองเจ้าค่ะ"
เสียงของหญิงสาวดังออกมาจากนอกประตู
"เข้ามา"
ชายหนุ่มเอ่ยอนุญาตเพียงสั้นๆ เมื่อหญิงสาวได้ยินเช่นนั้นจึงผลักประตูเข้ามา พบชายหนุ่มกำลังนั่งยุ่งกับการแกะผ้าพันแผลอยู่ที่เตียง โดยที่ท่อนบนเปลือยเปล่าแต่ก็ยังดีที่ท่อนล่างไม่ได้เปลือยเหมือนท่อนบน "แหมขาวมาแต่ไกลเชียวนะ" หญิงสาวเอ่ยแซวชายหนุ่มในใจ และเดินเข้าไปหาเขาที่เตียง
"ข้ามาทำงานแทนผู้ช่วยหนิงเกาเจ้าค่ะ"
หญิงสาวเอ่ยจุดประสงค์การมาของตนทันที
"มาทำแผลให้ข้าก่อน"
"เจ้าค่ะ" หญิงสาวตอบรับทันที "ขอให้คนอื่นทำแผลให้ พูดดีๆไม่ได้หรือไง" แน่นอนหญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจอีกครั้ง ขืนพูดไปตามที่คิดมีร้อยชีวิตก็คงถูกฆ่าทิ้งเป็นแน่ ชิงอีเข้ามานั่งที่ด้านล่างเตียงเพื่อทำแผลให้เขาเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้แผลของชายหนุ่มกลับแห้งไม่ได้เปียกตอนอาบน้ำเหมือนวันก่อน วันนี้ไม่มีเลือดไหลและแผลก็เริ่มแห้งไปบ้างแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะเก็บคำที่ข้าพูดออกไปมาคิดบ้างแล้ว หญิงสาวทำแผลใส่ยาเสร็จก็พันแผลให้ชายหนุ่มไว้เช่นเดิม
จางเหว่ยมองหญิงสาวอย่างพิจารณา การกระทำของหญิงสาวดูเหมือนจะรวดเร็วคล่องแคล่วแต่กลับละเอียดรอบคอบ เขาสังเกตผิวหน้าผิวกายของนางไม่หยาบกร้านเหมือนอย่างคนเคยเป็นขอทานมาก่อน ชายหนุ่มก้มหน้าลงไปใกล้หญิงสาวที่กำลังตั้งใจทำแผลให้เขาใกล้ๆ กลิ่นหอมสะอาดสดชื่นลอยเข้ามาปะทะที่ใบหน้าของชายหนุ่มที่ก้มหน้าลงไปเกือบถึงศีรษะของหญิงสาว โดยที่นางเองก็ไม่รู้ตัว ชายหนุ่มเผลอสูดดมกลิ่นนั้นอย่างลืมตัว เขามองคิ้วเรียงสวย ขนตายาวสายตามุ่งมั่นและตั้งใจตอนที่นางทำแผล จมูกโด่งสวย และปาก......
"เสร็จแล้วเจ้าค่ะ โอ๊ย....."
หญิงสาวอุทานออกมาเมื่อขณะที่นางกำลังจะเงยหน้าขึ้นทำให้หัวของนางกระแทกเข้ากับจมูกของชายหนุ่มที่ก้มลงมาตอนไหนก็ไม่รู้
"นี่เจ้า!"
จางเหว่ยตะคอกหญิงสาวทันที และเอามือกุมที่จมูกด้วยความเจ็บ
"ข้าขออภัยเจ้าค่ะ ข้ามิได้ตั้งใจ"
ซิงอีพูดพลางก้มลงไปที่พื้นอย่างหวาดกลัว แค่เขาโกรธยังโดนสั่งฆ่า นี่ถึงขนาดทำเขาเจ็บตัวไม่โดนฆ่าทิ้งเจ็ดชั่วโคตรเลยหรือ ตอนนี้ซิงอีอยากจะเขกหัวตัวเองจริงๆ จางเหว่ยลูบจมูกโด่งตัวเอง ก่อนจะสวมชุดตัวเองให้เรียบร้อย และก้าวไปที่หน้าประตู แต่ขณะที่เขากำลังจะก้าวออกไปก็ต้องถอนหายใจเฮือกใจอย่างรำคาญ
"ตามมา"
ชายหนุ่มเอ่ยสั่งเสียงเข้มอีกครั้งและเดินออกไป ซิงอีที่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบลุกขึ้นตามไป "คงไม่พาข้าไปฆ่าทิ้งหรอกนะ" หญิงสาวเอ่ยกับตนเองเสียงเบา หญิงสาวรีบเดินให้ทันชายหนุ่มที่นำหน้าไปไกล ขาสั้นอย่างนางหากจะเดินตามชายหนุ่มที่ก้าวทีก็ยาวกว่านางเกือบสองเท่าให้ทันก็คงต้องวิ่งเท่านั้น
จางเหว่ยเดินนำหญิงสาวจนมาถึงเรือนรับรอง กว่าจะถึงเล่นทำเอานางหอบเลยทีเดียวทำให้นางต้องก้มตัวลงเล็กน้อยเพราะความเหนื่อย ชายหนุ่มที่เห็นเช่นนั้นก็ส่ายหน้าเล็กน้อย ขณะที่ซิงอีเงยหน้าขึ้นกลับเห็นชาวบ้านกว่า 20 คนและกำลังทยอยเข้ามาเรื่อยๆกำลังเข้าแถวอยู่หน้าห้องโถง โดยมีบ่าวรับใช้คอยปล่อยให้เข้าไปด้านในทีละคน
"เดินให้มันเร็วหน่อย"
จางเหว่ยหันมาว่าหญิงสาวก่อนจะเดินนำเข้าไปด้านในก่อน ซิงอีจึงรีบเดินเข้าไป ชายหนุ่มเดินไปนั่งยังโต๊ะที่หน้าห้องโถง และส่งสายตาให้หญิงสาวไปนั่งที่โต๊ะด้านข้าง บนโต๊ะมีกองหนังสือมากมายอยู่
"หน้าที่เจ้าคือคอยจดรายชื่อ และรายละเอียดทั้งหมดเมื่อชาวบ้านเข้ามา"
"แต่ข้า...."
"ทำไม่ได้งั้นหรือ"
ชายหนุ่มพูดพลางหันมาทางหญิงสาวเหมือนข่มขู่ สายตาชายหนุ่มเหมือนกำลังบอกนางว่า หากเจ้าทำไม่ได้ก็จะฆ่านางทิ้งอย่างไรอย่างนั้น
"ทะ....ทำได้เจ้าค่ะ"
ซิงอีพูดพลางนำหนังสือบนกองมาเปิดออกและจับพู่กันหมึกอย่างพร้อมที่จะจด ถึงการเขียนหนังสือด้วยพู่กันจะยาก แต่โชคดีหน่อยที่โลกเก่าตอนนางยังเด็กได้ลองฝึกเขียนด้วยพู่กันมาบ้าง
จางเหว่ยกวักมือเรียกให้บ่าวรับใช้พาชาวบ้านเข้ามา ชิงอีมองชาวบ้านชายอายุราว 50 กว่าปีเดินเข้ามาด้วยท่าทีนอบน้อม
"คารวะคุณชายขอรับ" ชายที่เข้ามาใหม่เอ่ยขึ้น
"วันนี้มาทำอะไร" จางเหว่ยเอ่ยถามอย่างตรงประเด็นทันที
"ลูกสาวของข้าน้อยป่วยเรื้อรัง รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายขอรับ ข้าน้อยได้ยินว่าที่เมืองอู๋มีหมอเทวดาอยู่ที่นั่น จึงอยากจะขอความกรุณาคุณชายให้ข้าน้อยยืมเงินเพื่อพาลูกสาวไปรักษาที่นั่นขอรับ" ชายคนนั้นเอ่ยจุดประสงค์ที่มาของตนทันที
"เท่าไหร่และจะคืนตอนใด"
"50 เหรียญเงินขอรับ คะ...คืนอีก 3 เดือนข้างหน้าขอรับ " ชายคนนั้นกล่าวด้วยเสียงไม่มั่นใจมากนัก
"ได้ ไปลงชื่อกับนาง หากเจ้าไม่คืนตามที่กล่าวมา รู้ใช่รึไม่ว่าจะเป็นเช่นไร"
"ข้าน้อยรู้ขอรับ ขอบคุณคุณชายที่ช่วยเหลือ" ชายชาวบ้านคนนั้นพูดพลางทำท่าคารวะแล้วเดินมาทางซิงอี
"พระเจ้า! นี่เขาปล่อยเงินกู้ด้วยหรือเนี่ย" ซิงอีกล่าวกับตนเองในใจ หลังอ่านข้อมูลที่บันทึกไว้ในสมุดก่อนหน้า แถมดอกเบี้ยยังสูงลิ่วเช่นนี้อีก เหมือนอย่างนักทวงหนี้นอกระบบในโลกที่นางจากมาอย่างไรอย่างนั้น ถ้ามีการทำร้ายร่างกายนี่ เห็นทีว่าเขาอาจคือต้นแบบของคนพวกนั้นเลยนะเนี่ย
ซิงอีถามชื่อ และเขียนจดบันทึกตามตัวอย่างที่เคยลงไว้ก่อนหน้าได้แก่ชื่อคน วันยืม-คืน และรายละเอียดต่างๆไว้จนครบถ้วน คนหนึ่งผ่านไปแล้วชาวบ้านคนต่อๆไปก็ทยอยเข้ามาเรื่อยๆ หญิงสาวทำหน้าที่ของตนอย่างไม่มีข้อบกพร่อง จนมาถึงคนสุดท้ายเป็นชายหนุ่มอายุราว 20 กว่าปี ค่อยๆเดินเข้ามาที่กลางห้องโถง
"คะ..คารวะคุณชายขอรับ" ชายหนุ่มเอ่ยด้วยเสียงหวาดกลัวเล็กน้อย
"ครบกำหนดแล้วสินะ เงินเหล่า"
"ข้าน้อยจะมาขอผ่อนผันได้หรือไม่ขอรับ"
"ไม่ได้" จางเหว่ยเอ่ยจบก็ส่งสายตาให้บ่าวรับใช้เข้ามาทันที
ชายรับใช้ร่างสูงใหญ่ 4-5คนเดินเข้ามา จากนั้นรุมทำร้ายชายหนุ่มชาวบ้านคนนั้นทันที เสียงร้องขอความเมตตาจากชายชาวบ้านอย่างเวทนา เลือดไหลออกมาที่ตามใบหน้าอย่างดูไม่ได้ ซิงอีได้แต่มองภาพนั้นอย่างหวาดกลัว
"เขาคือต้นแบบพวกทวงหนี้จริงๆด้วย โหดเหี้ยมจริงๆ" หญิงสาวพึมพำออกมากับตนเองเบาๆ
จางเหว่ยหันมาทางหญิงสาวที่นั่งดูเหตุการณ์ นางกำพู่กันในมือไว้แน่นเพื่อข่มอารมณ์ไม่ให้ตนเองหวาดกลัว ถึงแม้นางจะพยายามเก็บซ่อนอารมณ์ไว้แค่ไหน แต่ใบหน้าของนางยังซีดเซียวเพราะความกลัวอยู่ดี
เฮ้อออ~~ จางเหว่ยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะโบกมือให้บ่าวรับใช้พาชายหนุ่มชาวบ้านคนนั้นออกไปกระทืบต่อที่ข้างนอก
"วันนี้พอแค่นี้"
ชายหนุ่มพูดพลางลุกขึ้นและเดินออกไป หลังจากนั่งมากว่า 2 ชั่วยาม ซิงอีที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบเก็บของและเดินตามชายหนุ่มออกไป
10 ปีผ่านไปแสงอาทิตย์ในยามเช้าส่องกระทบเข้ากับใบหน้าเนียนที่นอนอยู่ที่เตียงกว้าง"อื้ออ... เจ้าอย่าขยับยังเช้าอยู่เลย"จางเหว่ยส่งเสียงห้ามคนตัวเล็กที่ซุกอยู่ในอ้อมกอด ตอนนี้นางกำลังจะลุกหนีเขาเหมือนทุกวันอีกแล้ว ชายหนุ่มจึงต้องกระชับอ้อมกอดไม่ให้นางลุกไปไหนได้ ซิงอีผลักร่างชายหนุ่มออกเล็กน้อยอย่างไม่ให้เขาเอาแต่ใจ"นี่มันสายแล้วนะเพคะ พระองค์ควรลุกได้แล้ว""แต่ข้าพึ่งได้นอนกอดเจ้าไม่กี่ชั่วยามเองนะ" จางเหว่ยส่งเสียงออดอ้อนเหมือนอย่างเด็กน้อย และใช้ใบหน้าถูไปที่ซอกคอขาวอย่างเอาแต่ใจ"ท่านหยุดนะเพคะ"หญิงสาวดิ้นพลางผลักชายหนุ่มออกห่างตัว แต่นั้นยิ่งทำให้เขาได้ใจนอกจากจะถูใบหน้าแล้วยังพรมจูบและไซ้คอหญิงสาวไม่หยุด"หอมจัง...""ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ อีกไม่นานจะได้เวลาประชุมหน้าท้องพระโรงแล้วพ่ะย่ะค่ะ"เสียงหม่ากงกงตะโกนเข้ามาในห้องบรรทม ซิงอีที่ได้ยินก็หัวเราะออกมาในทันที จางเหว่ยถอนหายใจออกมาอย่างยอมแพ้ พลางทำหน้าไม่พอใจ"พระองค์ควรลุกจริงๆแล้วเพคะ"เพี้ยะ!! เสียงฝ่ามือกระทบเข้ากับก้นกลมของหญิงสาวไม่แรงนัก ซิงอีทำสีหน้าตกใจและเปลี่ยนเป็นโมโหในทันที"ท่านตีข้าทำไมเจ้าคะ""ก็พูดได้หนิ ข้าบอกเจ้
1 เดือนผ่านไปเสียงบรรเลงเพลงมงคลล่องลอยไปตามสายลมในช่วงสาย ดวงอาทิตย์สีทองอร่ามที่ทำหน้าที่เพียงส่องสว่างแต่ไม่ร้อนแผดเผา ทุกพื้นที่ในวังหลวงถูกตกแต่งด้วยผ้ามงคลสีแดง การตกแต่งดูงดงามอย่างสมเกียรติและยิ่งใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่นอกวังหลวง ชาวบ้านที่ถึงแม้จะหวาดกลัวความโหดเหี้ยมของเจ้าบ่าวมานาน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะร่วมตกแต่งบ้านเรือนเพื่อร่วมแสดงความยินดี เพราะรู้ดีว่าคนที่คอยช่วยเหลือและปกป้องมาตลอดนั้นไม่ใช่ใครแต่เป็นเจ้าบ่าวในวันนี้พรมแดงถูกปูตั้งแต่ด้านนอกจนถึงท้องพระโรง เหล่าทหารกล้ายืนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบหลายหมื่นนายเพื่อร่วมเป็นพยานรักให้แก่ทั้งคู่ จางเหว่ยในชุดสีแดงมงคลที่ถูกตัดทำขึ้นพิเศษ ทั้งประณีตและสง่างามมือหนากระชับมือบางที่กุมอยู่ ซิงอีก้มมองมือหนาและเงยขึ้นมายิ้มให้ชายหนุ่ม วันนี้นางสวมชุดสีแดงเข้าคู่กับจางเหว่ยและถูกคลุมหน้าด้วยผ้าบางมงคลสีแดง แต่ก็ยังสามารถมองเห็นภาพได้อย่างเลือนรางว่ามีใครอยู่ที่นี่กับนางบ้าง เมื่อพิธีเริ่มคู่บ่าวสาวก็กุมมือกันเดินเข้าท้องพระโรงด้วยท่าทางสง่างามและเหมาะสมกันอย่างเป็นที่สุด กลีบดอกกุหลาบสีแดงถูกโปรยขณะที่ทั้งคู่ค่อยๆก้าวเดิน เหล่าทหารที่
วันก่อนงานอภิเษกซิงอียืนอยู่ที่หน้าต่าง เหม่อมองด้านนอกที่อากาศเริ่มเย็นในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล"พรุ่งนี้ท่านจะมาใช่หรือไม่"ซิงอีเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ นี่ก็เกือบ 2อาทิตย์แล้วที่นางไม่ได้ข่าวคราวจากจางเหว่ยเลย และพรุ่งนี้ก็เป็นวันสมรสแล้วด้วย ถึงนางจะเป็นกังวลแต่ก็เชื่อมั่นในตัวเขาอย่างที่เคยเชื่อมั่นมาโดยตลอด อีกด้านในตอนนี้ จื่อหยางกำลังเดินหมากกับฮ่องเต้ในห้องส่วนตัว แต่ระหว่างสองคนกลับไม่ได้เอ่ยคำสนทนาอันใดกันเลย มีเพียงเสียงของหมากกระทบที่กระดานเท่านั้น แต่ขณะนั้นเองก็มีเสียงของคนจำนวนมากรูเข้ามาที่ห้อง "นี่มันอะไรกัน ทหาร~~~~"ฮ่องเต้เอ่ยตะโกนเสียงดังลั่นห้อง แต่กลับไม่มีทหารเลยแม้แต่สักคนเข้ามาจื่อหยางที่กำลังเดินหมากอยู่กับฮ่องเต้ก็ต้องตกใจเช่นกัน นี่มันเรื่องอันใดกัน หัวหน้าที่นำคนพวกนี้เข้ามานั่นก็คือลูกน้องคนสนิทอีกคนของเขาเอง อย่าบอกนะว่า....."ทหารไปที่ใดหมด"ฮ่องเต้ตะโกนเสียงดังอีกครั้ง จากนั้นหันไปทางจื่อหยางที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆด้วยแววตาที่มีคำถามมากมาย จื่อหยางที่รู้แล้วว่าตอนนี้คนที่บุกเข้ามาทั้งหมดคือคนของตน นั่นก็อาจจะเป็นเพราะว่าลูกน้องของเขาเข้าใจว่าเขาจะก่อกบฏ
"องค์ชาย แม่นางซิงอีมาขอรับ"หนิงเกาที่อยู่หน้ากระโจมเอ่ยขึ้น ที่หนิงเกาเอ่ยเช่นนี้เป็นเพราะคนทั่วไปรู้จักหญิงสาวนาม ห่าวเข่อซิงเท่านั้น ส่วนซิงอีเป็นนามที่ไม่รู้จักมากนัก จึงใช้ชื่อนี้แทน "เข้ามา" จางเหว่ยเอ่ยอนุญาตอย่างรวดเร็ว ซิงอีตอนนี้ไม่ได้แต่งกายด้วยชุดที่นางสวมใส่ แต่เป็นชุดของนางกำนัลแทน"หมอตัวจริงมาแล้วสินะ เช่นนั้นก็คงหมดหน้าที่ข้า"กู้จวินเอ่ยแซวสหายของตน ก่อนที่จะหันมายิ้มให้หญิงสาวและเดินออกไปจากกระโจม ปล่อยให้ทั้งคู่ได้อยู่ตามลำพัง"ท่านเจ็บมากหรือไม่" ซิงอีเอ่ยถามชายหนุ่มและเข้าไปนั่งลงข้างๆ จางเหว่ยเอื้อมมือไปจับที่มือบางขึ้นมาหอมด้วยความคิดถึง"ขอเพียงกลับมาแล้วเจอหน้าเจ้า ไม่ว่าจะเจออะไร หนักหนามากแค่ไหนข้าก็ไม่มีทางเป็นอะไรไปแน่" ซิงอีที่ได้ยินเช่นนั้นจึงขึงตาใส่ชายหนุ่มเล็กน้อย"กู้จวินบอกว่า เจ้าบรรเลงเพลงกู่เจิงเช่นนั้นหรือ""เจ้าค่ะ ท่านคงไม่ว่าอะไรที่ข้าเอ่อ....""ไม่เป็นอันใด เจ้ามิต้องกังวลไม่ว่าเจ้าจะทำอันใด ทำเพื่อข้าหรือตัวเจ้าเองขอให้เจ้ารู้ไว้ว่าข้าไม่มีวันโทษเจ้า" จางเหว่ยเอ่ยพลางดึงหญิงสาวเข้ามากอด "คืนนี้นอนกับข้าเถิด""ได้อย่างไรเจ้าคะ ข้าต้องร
จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาที่ด้านหลังลานพิธี ทุกคนหันไปตามเสียงก็พบเข้ากับจางเหว่ยที่เดินเข้ามา ชายหนุ่มยิ้มกว้างแต่ค่อยๆเดินอย่างช้าๆ หนิงเกาที่ได้เห็นก็รู้สึกโล่งใจและดีใจจนจางเหว่ยรู้สึกได้ ชายหนุ่มจึงพยักหน้าให้เล็กน้อยเพราะเขารู้ดีว่าลูกน้องคนนี้นั้นเป็นห่วงเขามากเช่นไร"น้องสามเหตุใดมองข้าอย่างกับเห็นผีเช่นนั้น" จางเหว่ยเอ่ยกับจื่อหยางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และจ้องไปที่ตาอย่างผู้ชนะ"ลูกขอประทานอภัยเสร็จพ่อที่มาช้า เป็นเพราะตอนเข้าป่าชุดลูกได้รับความเสียหาย ทำให้ฉีกขาดเกรงว่ามันอาจดูไม่ดีนักจึงรีบไปเปลี่ยนก่อนมาพ่ะย่ะค่ะ"จื่อหยางมองชุดที่ชายหนุ่มสวมใส่พบว่ามันสะอาดจริงอย่างที่บอก มันเหมือนกับว่าไม่ได้ผ่านการต่อสู้อันใดมาเลยแม้แต่น้อย"ไม่เป็นอะไร เจ้ามาก็ดีแล้ว"ฮ่องเต้เอ่ยพลางยิ้มออกมา และส่งสัญญาณให้เริ่มทำการนับแต้มได้ ซิงอีมองมาทางจางเหว่ยและชายหนุ่มเองก็มองไปทางหญิงสาวพอดีทำให้ทั้งคู่สบตากัน จางเหว่ยพยักหน้าและยิ้มให้หญิงสาวเพื่อต้องการบอกว่าเขาไม่เป็นอันใด ซิงอีรู้ดีว่าเขาต้องได้รับบาดเจ็บเป็นแน่เพราะจากท่าทางการเดินของเขามันดูไม่ปกติ หญิงสาวจำได้ครั้งแรกที่พบกับชายหนุ่ม เ
ในป่าลึกจางเหว่ยกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับคนร้ายฝีมือดีกว่า 20 คน พวกมันสามารถตั้งรับและเข้าจู่โจมเหมือนอย่างที่ฝึกฝนร่วมกันมาเป็นอย่างดี จางเหว่ยตวัดปลายดาบขึ้นจนปาดเข้าที่คอของคนร้าย โลหิตสีแดงพุ่งเป็นสายน้ำออกมา "1"จางเหว่ยเอ่ยขึ้นเมื่อสังหารได้ 1คน ยังเหลืออีก19 คน เขาใช้วรยุทธ์พุ่งทะยานขึ้นเหนือพื้นแล้ววาดดาบมาตรงหน้า ใช้สองนิ้วกรีดเข้ากับดาบคมของตนจนมีโลหิตไหลออกมารวมกับดาบ ทุกครั้งที่เขาต้องต่อสู้มักจะทำเช่นนั้นเป็นประจำ จากนั้นรวบรวมสมาธิและหมุนตัวคล้ายพายุเกลียวพุ่งใส่ชายชุดดำตรงหน้า โลหิตสีแดงกระจายออกมาตรงที่เขาพุ่งใส่ จบกระบวนท่านี้เขาถึงกับทรุดลงไปกับพื้น โลหิตสีแดงกระเด็นจนเปื้อนที่แก้มเขาหนึ่งข้างจนดูน่ากลัว " 2 3 4 5 6"จางเหว่ยนับคนที่ตนพึ่งสังหารไป จากนั้นก็ลุกขึ้นต่อสู้ใหม่ ถึงท่าเมื่อสักครู่จะใช้กำลังไปมากแต่เขาก็ไม่มีเวลาที่จะหยุด เขาคาดการณ์ว่าการต่อสู้นี้ยังคงอีกหลายชั่วยามเป็นแน่ถึงรู้ผลแพ้ชนะ เขาใช้กระบวนท่าง่ายๆเพื่อไม่ให้ตนเองต้องใช้กำลังมากเกินไป แต่ก็ยังสังหารเพิ่มได้"บัดซบ หลงกลจนได้"จางเหว่ยอุทานออกมาเมื่อหลงกล จนตอนนี้ตนเองถูกแยกมาอีกทางที่ไกลจาก
ณ กำแพงเมืองจีน1 ใน 7สิ่งมหัศจรรย์ของโลก วัดความยาวของสิ่งก่อสร้างจากน้ำมือมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก 21,196.18 กิโลเมตรครอบคลุมพื้นที่ 15 มณฑลทั่วประเทศ ขณะนี้มีกองถ่ายซีรี่ย์เรื่องหนึ่งกำลังมีการถ่ายทำอยู่“กรี๊ดดดดหลี่เจี๋ย พวกเรารักคุณ หลี่เจี๋ยๆๆๆๆๆ” เสียงเหล่าเเฟนคลับตะโกนเรียกชื่อนางเอกสาวของ
ซิงอีหลังจากโดนจางเหว่ยไล่ก็ตรงกลับที่พักของตน แต่กลับพบว่าถุงหอมที่ข้างเอวของตนหายอีกแล้ว ทุกครั้งที่ไปตำหนักจวี๋ฮวาเหตุใดถุงหอมมักหายทุกครั้ง นางเสียค่าปรับถุงหอมไปแล้วถึง 2 ครั้ง ครานี้นางไม่มีเงินจะเสียค่าปรับแล้ว เลยเลือกจะกลับไปหาถุงหอม "ถ้าแอบเข้าไปคงไม่เป็นไรหรอก" หญิงสาวกล่าวกับตนเองอย่า
เสียงสายลมพัดผ่านเข้ามาในห้อง ทำให้เสียงกระดิ่งที่ตกแต่งอยู่ตรงหน้าต่างปลุกหญิงสาวให้ตื่นจากการหลับใหล ซิงอีบิดขี้เกียจเล็กน้อยอย่างเกียจคร้าน ตลอด1 อาทิตย์ที่ผ่านมา นางใช้แรงกายแรงใจไปมากกับการเป็นผู้ช่วยของชายหนุ่ม การช่วยงานข้างกายก็เหนื่อยพอแรงแล้วยังต้องมารองรับอารมณ์อีก ดีนะที่โลกก่อนนางเป็นผ
“นางไปที่ใด”จางเหว่ยเอ่ยถามบ่าวรับใช้ที่ตนให้ไปตามหญิงสาว“บ่าวรับใช้ที่ห้องพักบอกว่านางออกไปด้านนอกจวนขอรับ”“หากนางมาถึงแล้วให้มาพบข้า” “ขอรับ” บ่าวรับใช้รับคำเสร็จก็วิ่งออกไปชายหนุ่มนั่งลงไปกับเตียงอย่างหมดแรง จากนั้นนอนเอามืออังที่หน้าผาก เพราะพิษจากอาการแพ้ ถึงแม้ผื่นจะหายไปแล้วแต่ยังหลงเหล







