เข้าสู่ระบบซิงอีหลังจากโดนจางเหว่ยไล่ก็ตรงกลับที่พักของตน แต่กลับพบว่าถุงหอมที่ข้างเอวของตนหายอีกแล้ว ทุกครั้งที่ไปตำหนักจวี๋ฮวาเหตุใดถุงหอมมักหายทุกครั้ง นางเสียค่าปรับถุงหอมไปแล้วถึง 2 ครั้ง ครานี้นางไม่มีเงินจะเสียค่าปรับแล้ว เลยเลือกจะกลับไปหาถุงหอม
"ถ้าแอบเข้าไปคงไม่เป็นไรหรอก" หญิงสาวกล่าวกับตนเองอย่างหมายมั่น จากนั้นจึงเดินไปทันที
ณ ตำหนักจวี๋ฮวา
หญิงสาวแอบลอบเข้ามาที่ห้องอาบน้ำแทน เพราะทางนี้มีประตูทางเข้าอีกด้าน เพราะจะได้ไม่ต้องยกน้ำเข้าออกที่ด้านหน้า "ดีจังไม่มีคนเฝ้า" หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจ เพราะปกติประตูจะมีคนเฝ้าทุกทางแต่ตอนนี้เป็นช่วงเที่ยง น่าจะเป็นเพราะสับเปลี่ยนเวรยามเป็นแน่
หญิงสาวย่างเท้าอย่างเงียบกริบก่อนจะปิดประตูให้เบาที่สุด จากนั้นย่องเพื่อจะไปดูว่าในห้องมีชายหนุ่มอยู่หรือเปล่า
ปึก!
เสียงสิ่งของกระทบกับอะไรสักอย่างจากด้านหลังของนาง ในขณะที่กำลังจะเปิดประตูไปที่ห้องนอน ซิงอีค่อยๆหันหลังมาพบจางเหว่ยนอนเปลือยกายอยู่ในอ่างอาบน้ำ
"ข้าไม่ได้แอบเข้ามานะเจ้าคะ ขะ..ข้าแค่มาหาของเชยๆ"
หญิงสาวพูดพลางก้มไปหมอบที่พื้นอย่างหวาดกลัวเล็กน้อย เพราะก่อนหน้านี้เขาพึ่งโกรธนาง หญิงสาวพูดจบแล้ว แต่ผ่านไปสักพักกลับยังไม่ได้ยินเสียงตอบรับใดๆจากชายหนุ่มเลย หญิงสาวจึงค่อยๆเงยหน้าขึ้นกลับพบว่าชายหนุ่มยังหลับตาอยู่ท่าเดิม
"คุณชาย คุณชายเจ้าคะ"
หญิงสาวเอ่ยเรียกจางเหว่ยแต่กลับยังไม่มีเสียงตอบรับจากชายหนุ่มเช่นเดิม จึงลุกขึ้นและเดินไปหาชายหนุ่มใกล้ๆ
"จางเหว่ย~~"
หญิงสาวเอ่ยเรียกพรางเขย่าตัวชายหนุ่มไปด้วย แต่ก็พบว่าเขาไม่ได้สติเช่นเดิม
"หรือเพราะผื่นนั้น...."
หญิงสาวกล่าวกับตัวเองเมื่อนึกได้ แต่เมื่อมองที่หน้าอกกว้างกลับพบว่าตอนนี้ไม่ได้มีผื่นนั่นแล้ว หญิงสาวเอามืออังหน้าผากชายหนุ่มพบว่าตัวร้อนมาก จึงทำท่าว่าจะเดินไปเรียกบ่าวรับใช้ชายด้านหน้าให้มาช่วยพาชายหนุ่มไปที่เตียง แต่เดินไปได้แค่ 2 ก้าวก็ต้องหยุดลง "แค่ผื่นขึ้นยังให้ใครรู้ไม่ได้ ถ้าคนอื่นเห็นบาดแผลที่ยังไม่หายนี้คงเป็นเรื่องใหญ่แน่" หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจ ซิงอีมองหน้าชายหนุ่มที่หลับใหลในอ่างน้ำใบหน้าซีดเซี่ยวจึงถอนหายใจ
"เฮ้ออออ กรรมของข้าจริงๆเลย ท่านทำตัวเบาๆหน่อยแล้วกัน" ซิงอีพูดเสร็จก็เข้าไปประคองชายหนุ่มให้ลงจากอ่างและไปที่เตียงอย่างทุลักทุเล
"ปัง"
เสียงไหล่ชายหนุ่มกระทบกับขอบประตูเสียงดัง
"ขะ...ขออภัย ท่านตัวหนักเกินไป"
ตุบ! เสียงของตัวชายหนุ่มกระทบกับเตียงเมื่อหญิงสาวประลองกึ่งลากมาถึงเตียง จากนั้นจึงจัดท่าทางให้ชายหนุ่มนอนอย่างดี ซิงอีสูดลมหายใจเข้าอย่างเต็มปอด เพราะขั้นตอนหลังจากนี้คือเปลี่ยนกางเองที่ยังเปียกน้ำของชายหนุ่มใหม่ เมื่อทำใจได้แล้วจึงใช้ผ้าปิดช่วงล่างจากนั้นดึงกางเกงที่ปิดส่วนล่างและสับเปลี่ยนตัวใหม่ให้
"ถ่ายรูปแบล็คเมล์ดีไหมเนี่ย"
ซิงอีมองชายหนุ่มที่ยังคงนอนหลับสนิทบนเตียง หากเป็นในโลกเก่าหน้าตาดีขนาดนี้ แถมหุ่นยังขาวจั๊วะน่าเจี๊ยเช่นนี้คงไม่พ้นได้เป็นดาราเป็นแน่ จากนั้นหญิงสาวเดินไปหยิบกล่องยามานั่งที่ข้างเตียงและลงมือทำแผลให้ชายหนุ่มจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว
"เฮ้ออ"
หญิงสาวถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า และเลื่อนสายตาไปที่หน้าท้องและหน้าอกกว้างที่ยังเปลือยเปล่าเพราะพึ่งทำแผลเสร็จ กล้ามเนื้อที่เต็มมัดกล้ามและขาวเนียนทำให้หญิงสาวไม่อาจละสายตาไปได้ หญิงสาวค่อยๆเอื้อมมือไปสัมผัสที่หน้าอกกว้างอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ จากนั้นลากนิ้วลงมาที่ซิกแพค
" เอิ่ม~ แน่นดีจัง"
หญิงสาวพึมพำออกมาเบาๆ แต่ขณะนั้นเองกลับมีเลือดหยดกระทบกับซิกแพคของชายหนุ่ม ซิงอีรีบเงยหน้าและเช็ดเลือดที่ไหลออกมาจากจมูกทันที "บ้าเอ่ย! ใครมาเห็นเจ้าทำแบบนี้มีหวังอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไหนเป็นแน่" หญิงสาวกล่าวกลับตนเองในใจจากนั้นรีบสวมใส่ชุดชายหนุ่มให้เรียบร้อย เพราะหากนานกว่านี้นางคงได้จับชายหนุ่มกินเป็นแน่ คนอะไรข๊าวขาว
.
ซิงอีเดินออกมาจากตำหนักจวี๋ฮวา เมื่อไม่มีอะไรที่ตนต้องทำแล้ว จึงคิดว่าจะไปพักและกินอาหารเที่ยงเพราะเลยเวลามาเกือบ 1 ชั่วยามแล้ว ตอนนี้หญิงสาวค่อนข้างสนิทกับพ่อครัวเพราะสูตรอาหารที่นางขายให้ไปหลายสูตรแล้ว ฉะนั้นนางสามารถไปทำอาหารทานเองได้ ว่าก็ว่าเถอะอาหารในยุคนี้ไม่มีรสนิยมเลยสักนิด จืดชืดมาก ไข่เจียวที่นางทำยังอร่อยกว่าอาหารบางอย่างที่เลิศหรูของที่นี่เสียอีก
"ชิงอี"
เสียงทุ้มดังมาจากด้านหลังของหญิงสาว ซิงอีรีบหันไปตามทิศทางทันทีพบว่าคือผู่เย่ว ชายหนุ่มยิ้มกว้างมาแต่ไกล ซิงอีถึงกลับตะลึงกับความหล่อเหลาและอ่อนโยน
"ให้ข้าอยู่ที่นี่สิบชาติก็ไม่ชินกับความหล่อนี่จริงๆ" หญิงสาวเอ่ยแซวชายหนุ่มสหายของตน
"เจ้าทำงานเสร็จแล้วหรือ"
"คารวะเจ้าค่ะคุณชาย" หญิงสาวรีบเอ่ยทักและทำท่าคารวะ เพราะตอนนี้ยังอยู่ในเวลางานและยังมีบ่าวรับใช้อยู่แถวนี้ ดูไม่ดีนักหากนางจะทำตัวสนิทสนมกับชายหนุ่ม
"ยังเจ้าค่ะ อีก 1 ชั่วยาม" หญิงสาวพูดพลางยิ้มให้ชายหนุ่ม
"แล้วเจ้าจะไปที่ใดหรือ"
"ข้าจะไปทานข้าวเจ้าค่ะ นี่เลยเวลามามากแล้ว"
"เหตุใดถึงได้มาทานเวลานี้กัน" ชายหนุ่มพูดพลางมองพระอาทิตย์ที่เลยกลางหัวไปมากแล้ว
"ข้าพึ่งทำงานเสร็จเจ้าค่ะ" หญิงสาวเพียงตอบสั้นๆ ไม่ได้ให้เหตุผลว่าทำไมเพราะไม่อยากที่จะเอาเรื่องของเจ้านายมาพูด และคิดว่ามันคงไม่ดีนักถึงจะเป็นสหายกันแต่ก็ไม่ควรไว้วางใจใครบอกความลับไป
"เสียดาย ข้านึกว่าเจ้าทำงานเสร็จหมดแล้วจึงคิดว่าจะชวนไปทานของอร่อยที่ตลาดเสียหน่อย" สิ้นคำชายหนุ่มซิงอีตาลุกวาวทันที เพราะตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่นี่ก็ยังไม่ได้ออกไปไหนเลย ถึงแม้ว่าตลาดจะอยู่นอกกำแพงจวนแค่นี้ก็ตาม
"ท่านอย่างพึ่งเปลี่ยนใจสิเจ้าคะ ข้าย่อมสนใจ"
"แล้วงานเจ้า...."
ชายหนุ่มเอ่ยถามอีกครั้ง เพราะเมื่อสักครู่นางยังบอกว่าอีก 1 ชั่วยามถึงจะทำงานเสร็จ
"ที่จริงงานข้าเสร็จแล้วเจ้าค่ะ" หญิงสาวเอ่ยตอบเมื่อนึกถึงชายหนุ่มที่นอนหลับอยู่บนเตียงในเรือนจวี๋ฮวา นางทำแผลและนำยาไปไว้ให้เรียบร้อยแล้ว อีกหลายชั่วยามเขาถึงตื่นเป็นแน่
"เช่นนั้นก็ไปกันเลยดีหรือไม่"
"คุณชายไปรอข้าที่ตลาดดีหรือไม่ หากใครพบว่าเราออกไปพร้อมกันคงมิดีแน่"
ซิงอีเอ่ยบอกอย่างใช้ความคิด นายกับบ่าวหากสนิทกันจนเกินไปอาจทำให้คนอื่นสงสัยและนำไปนินทาอย่างเสียๆหายๆได้ นางเคยได้ยินเหล่าบ่าวรับใช้หญิงคุยกัน หากเป็นเช่นนั้นคงดูไม่ดีทั้งตัวชายหนุ่มและนางเป็นแน่
"ได้ ข้าจะไปรอเจ้าที่ตลาด"
"เจ้าค่ะ ข้าจะทำตามให้เรียบร้อย"
หญิงสาวขานรับเสียงดังขึ้นมาหน่อยจากที่พูดกับชายหนุ่มเมื่อสักครู่ และย่อกายเล็กน้อยอย่างแนบเนียนเหมือนอย่างบ่าวรับใช้กำลังทำตามที่เจ้านายสั่ง และทั้งคู่ก็แยกย้ายกันออกไป
ซิงอีกลับมาเปลี่ยนชุดหลังจากที่ดูมอมแมมเพราะลากจางเหว่ยและทำแผลให้เขา แต่ไม่ลืมที่จะหยิบผ้าขาวบางมาปิดหน้าก่อนที่จะออกไป ป้องกันเผื่อบ่าวรับใช้ในจวนพบเห็นว่านางกำลังเดินอยู่กับคุณชายผู่เย่วแล้วเจ้านายได้
ณ ตลาด
เสียงพ่อข้าแม่ขายตะโกนเรียกลูกค้ากันอย่างครึกครื้น เป็นบรรยากาศที่แตกต่างไปจากตลาดที่นางเคยเห็นในโลกปัจจุบันเป็นอย่างมาก ตลาดเหมือนกันแต่กลับดูมีเสน่ห์ต่างกัน มีกลิ่นอายของความดั้งเดิมไม่ว่าจะเป็นการตกแต่ง การเรียกลูกค้าที่ในยุคปัจจุบันหาดูได้ยาก ยิ่งในเมืองที่นางเคยอยู่ การค้าเริ่มเป็นแบบเดลิเวอรี่ไปหมดแล้ว
ซิงอีเดินหาสหายที่ตนนัดอยู่ชั่วครู่ก็พบ จึงเดินเข้าไปสะกิดที่ด้านหลังชายหนุ่ม ผู่เย่วตกใจที่จู่ๆก็มีคนมาสะกิดแถมยังปิดหน้าตา ทำให้เขาถึงกลับล็อกแขนทันที
"โอ๊ย~~ คุณชายข้าซิงอีเองเจ้าค่ะ" หญิงสาวร้องออกมาด้วยความเจ็บ
"ขออภัย ข้าไม่นึกว่าเป็นเจ้า"
ผู่เย่วเอ่ยขอโทษรีบปล่อยหญิงสาวทันที เขามองหน้าหญิงสาวที่มีผ้าขาวปิดหน้าเห็นเพียงแค่ตาก็เข้าใจและไม่ได้ถามอันใด นางคงปิดไว้เพื่อไม่ให้ใครจำได้เป็นแน่
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ามาไม่ให้สุ้มให้เสียงเอง"
"เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ"
"ไปไหนเจ้าคะ" หญิงสาวเอ่ยถามพลางเอียงคอเล็กน้อย
"เจ้าจะทานอาหารกลางวันมิใช่หรือ"
ชายหนุ่มเอ่ยเสียงอ่อนโยนอย่างเอ็นดูเพราะท่าทางของนาง และเดินนำนางไปก่อน ซิงอีจึงรีบเดินตามไป
ผู่เย่วเดินนำหญิงสาวจนมาหยุดที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่นับว่าไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป ดูสะอาดคนไม่พลุ่งพล่านหรือแออัดมากนัก มีป้ายหน้าร้านว่า "โรงเตี๊ยมหลัวเหลียว"
"คารวะคุณชาย โรงเตี๊ยมเรายินดีตอนรับขอรับ" ทันทีที่ทั้งสองเดินเข้าไปก็มีบ่าวพนักงานชายออกมาต้อนรับคนทั้งคู่
"ขอที่นั่งเงียบๆ"
"ได้ขอรับ เชิญทางนี้" บ่าวรับใช้ชายพูดขึ้นพลางเดินนำคนทั้งคู่ไปที่ชั้นสอง บรรยากาศด้านบนแยกเป็นห้องส่วนตัว แต่ที่หน้าต่างกลับมองเห็นวิวของตลาดด้านล่างได้
"ห้องนี้เลยขอรับ" พนักงานพูดพลางยืนรอรับรายการอาหาร
"เจ้าอยากทานอันใดหรือ สั่งได้เลยสหายคนนี้เลี้ยงเจ้าได้ไม่ต้องห่วง" ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นเดิม
"ป๋าม๊ากกกก" หญิงสาวเอ่ยแซวชายหนุ่มทันที
"ปะ...ปะอะไรนะ?"
"เปล่าเจ้าค่ะ ข้าหมายถึงท่านดูแลสหายดีจังเลยนะเจ้าคะ"
ทั้งคู่นั่งทานอาหารและพูดคุยกันอย่างสนิทสนมเพลิดเพลิน เหมือนอย่างเคยรู้จักกันมานานอย่างไรอย่างนั้น หลังทานอาหารเสร็จก็ยังเดินเล่นดูของต่างๆในตลาด เพราะเป็นตลาดยุคนี้จึงมีการแสดงไม่ว่าจะเป็น เล่นมายากล ทุบหินกลางหน้าอก ฟันดาบ แสดงละครและอื่นๆอีกมากมายล้วนมีให้พบเห็นอย่างละลานตา ชายหญิงทั้งคู่ดูจะเพลิดเพลินกันจนลืมเวลากว่าจะรู้ตัวก็เริ่มค่ำแล้ว จึงแยกย้ายกันกลับจวนเพราะหากทั้งคู่กลับด้วยกันดูจะไม่เหมาะนัก
ณ ห้องโถงของเรือนรับรองบรรยากาศภายในห้องโถงเต็มไปด้วยความเงียบจนชวนน่าอึดอัด จางเหว่ยนั่งที่หน้าสุดมีสีหน้าเหมือนอย่างจะฆ่าคนได้หากผู้ใดเผลอขยับตัวหรือส่งเสียงออกมาอย่างไรอย่างนั้น ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ถูกหนิงเกาพาเข้ามาทั้งหมด รวมไปถึงเจียอิ๋นและฟางเหนียงด้วย"คุณชายเรียกพวกเรามามีอันใดหรือ"เป็นเจียอิ๋นเอ่ยถามขึ้น ที่จริงนางก็พอรู้ว่าชายหนุ่มเรียกมาเพราะเรื่องอันใด แต่ด้วยความที่นางมีอาวุโสมากที่สุดจึงกล้าที่จะเอ่ยถาม ถึงแม้ว่านางจะมีความผิดแต่ชายหนุ่มก็ยังต้องเกรงใจนางหลายส่วน"ที่ข้าเรียกทุกคนมาวันนี้ท่านก็น่าจะพอทราบมาแล้ว ข้าจึงอยากถามว่าเรื่องทุกอย่างมันเป็นมาอย่างไรจะได้ลงโทษคนให้ถูก"ชายหนุ่มเอ่ยอย่างไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น จนทำให้เจียอิ๋นถึงกลับหน้าเสีย"ต้องลงโทษอันใดกันเจ้าคะนางเป็นเพียงแค่บ่าวรับใช้ เหตุใดท่านต้องเรียกพวกเรามาเพื่อสอบถามถึงเพียงนี้"ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นด้วยความโมโหจนลืมตัวที่จะรักษาภาพลักษณ์อ่อนหวานที่ตนทำมาตลอด นางทนไม่ได้ที่คุณชายทำเช่นนี้เพื่อบ่าวรับใช้คนเดียวเขาถึงขนาดเรียกนางและท่านแม่ของนางมาถามเช่นนี้"เหนียงเอ๋อร์" เจียอิ๋นรีบเอ่ยห้ามบุตรสาวของตนเอง
ผู่เย่วกำร่มในมือแน่นขณะที่มองจางเหว่ยอุ้มซิงอีเข้าไปในเรือน นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อนาง สุดท้ายก็ยังช้ากว่าอยู่ดี "คุณชายไปเถอะขอรับ ฝนเริ่มตกหนักขึ้นแล้ว""ไปเถอะ"ผู่เย่วเอ่ยเพียงสั้นๆจากนั้นเดินกลับเรือนของตน บ่าวรับใช้คนสนิทมองผู่เย่วด้วยแววตาสงสาร เมื่อสักครู่ตอนที่คุณชายตามหาแม่นางซิงอีอย่างบ้าคลั่งยังติดตาเขาอยู่เลย แต่ตอนนี้เมื่อมาเจอนางมากับคุณชายจางเหว่ยแล้วทำให้อดเห็นใจไม่ได้.จางเหว่ยหลังจากสั่งการลูกน้องเสร็จก็เดินเข้ามาในเรือน ชายหนุ่มนั่งที่เตียงข้างๆหญิงสาวที่ยังใช้เสื้อคลุมของเขาคลุมเอาไว้ มือหนาเอื้อมไปสัมผัสใบหน้าขาวซีดของนางอย่างทะนุถนอม เขาพึ่งคลาดกับนางไม่นาน มาอีกทีกลับเห็นนางตกอยู่ในสภาพนี้ ดีที่ตอนเขาคุยอยู่กับฝ่าบาทอยู่นั้นไม่มีองครักษ์แน่นหนามาก จึงทำให้องครักษ์ที่เขาให้ตามคอยดูแลนางสามารถเข้ามาใกล้ได้และใช้วรยุทธบอกกล่าวให้เขารู้ได้"เจ็บมากหรือไม่" จางเหว่ยเอ่ยถามหญิงสาวด้วยความอ่อนโยน ซิงอีลืมตาขึ้นและทำท่าจะลุกขึ้นแต่กลับถูกชายหนุ่มห้ามไว้"ข้าเปียกอยู่เจ้าค่ะ" "เจ้าบาดเจ็บอยู่ หากขยับมากจะทำให้บาดแผลอักเสบมากยิ่งขึ้น"
ณ ป้อมปราการทางเข้าประตูวังหลวง มีคนผู้หนึ่งที่เป็นถึงมังกรของแผ่นดิน และอีกคนที่มีฐานะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ยืนมองดูภาพชาวบ้านที่ดำรงชีวิตอีกด้านของกำแพงวังหลวง ด้านในดูเงียบสงบจนวังเวงส่วนอีกด้านดูครึกครื้นมีชีวิตชีวา"ฝ่าบาทเรียกกระหม่อมมาวันนี้มีเรื่องอันใดก็บอก กล่าวมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ"เสียงของชายชาวบ้านธรรมดาคนนั้นเอ่ยเสียงเรียบ ชายหนุ่มคนนั้นคือจางเหว่ยที่จู่ๆก็ถูกเรียกตัวเข้ามาอย่างลับๆ"ข้าเป็นพ่อของเจ้า เหตุใดไม่เรียกเช่นนั้น"ชายอายุวัยกลางคนที่เป็นถึงมังกรแผ่นดินเอ่ยเสียงเข้มพลางหันมามองหน้าบุตรชายของตนที่ไม่ได้พบหน้ากันมาเป็นแรมปี"ฝ่าบาทคงเข้าใจผิดแล้วกระมัง พระองค์เป็นถึงเจ้าแผ่นดิน หม่อมฉันเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาจะไปเป็นถึงบุตรชายของพระองค์ได้เช่นไร" จางเหว่ยเอ่ยเสียงเรียบพลางมองภาพทิวทัศน์ของชาวบ้านด้านล่าง"เจ้ายังคงเป็นเช่นเคย""ฝ่าบาทก็เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ มีคนเคยบอกว่าแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ความจริงก็คือความจริง ข้าไม่เคยลืมว่าฐานะตนเองเป็นใคร"ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบอย่างมั่นคง เพื่อทำให้คนตรงหน้าเขานั้นรับรู้ได้ว่า คำว่าพ่อคำนั้นไม่ได้มีอิทธิพลต่อเขาอีกแล้ว ฮ่องเ
ก๊อกๆ"คุณชายข้าซิงอีเจ้าค่ะ" "เข้ามา"เสียงชายหนุ่มอนุญาตดังออกมาจากในเรือน หญิงสาวก้มสูดดมตัวเองเล็กน้อยว่าไร้กลิ่นสุราหรือไม่ จากนั้นใช้มือตบไปที่แก้มของตนอย่างเรียกสติ นางไม่รู้ว่าทำไมตอนนี้กลับมึนๆหัวเสียอย่างนั้น หญิงสาวค่อยๆเดินเข้าไปหาชายหนุ่มแต่ก็ยังอยู่ห่างมากอยู่ดีเพราะกลัวเขาได้กลิ่นสุรา ถ้าขืนนางมัวแต่อาบน้ำแล้วมาช้าก็คงถูกดุอยู่ดี มาเร็วแบบนี้ยังดีเสียกว่า"เหตุใดมิเข้ามา" ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความสงสัย"คะ...คือว่าข้ายังไม่ได้อาบน้ำเจ้าค่ะ กลัวท่านจะเหม็น" "ข้าไม่ถือ"จางเหว่ยเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ เขาจะรังเกียจนางได้เช่นไร นางคือคนประเภทเดียวกับเขาที่ต้องอาบน้ำเช้าเย็น ถึงตอนนี้นางจะไม่ได้อาบน้ำตัวนางก็หอมเช่นเคย"ข้ายืนตรงนี้ดีกว่าเจ้าค่ะ ท่านมีอันใดก็สั่งข้ามาได้เลย" ซิงอียังยืนยันคำเดิม "เข้ามานี่"จางเหว่ยเอ่ยสั่งเสียงเข้มขึ้น ซิงอีจึงจำใจต้องเดินเข้าไปใกล้ ทันทีที่หญิงสาวเดินเข้ามาเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเหตุใดวันนี้นางถึงยืนอยู่ห่างเขามากเสียอย่างนั้น มือหนากำเข้ากันแน่นด้วยความโมโห นางพึ่งห่างกับเขาได้เพียงไม่กี่ชั่วยาม เอาเวลาที่ไหนไปดื่มสุราได้ ชายหนุ่มเงยหน้ามองหญิงส
ซิงอีปูที่นอนของตนที่ข้างเตียงใหญ่ โชคดีที่ทางโรงเตี๊ยมมีที่นอนสำรองเอาไว้ให้ ไม่งั้นคืนนี้หญิงสาวจะต้องนอนหนาวเพราะไม่มีผ้าห่มหรือที่นอนอุ่นๆให้นอนเป็นแน่ ไม่นานก็เห็นชายหนุ่มเดินออกมาจากห้องอาบน้ำด้วยกลิ่นหอมสดชื่น หญิงสาวก้มดมตนเองเพื่อดูว่ามีกลิ่นตัวหรือไม่ ปกตินางจะอาบน้ำทุกเย็นถึงแม้เข้าฤดูหนาวคนที่นี่จะไม่อาบน้ำกันเท่าไหร่ บางคนก็ 4-5 วันอาบครั้ง เมื่อพบว่าตนไม่มีกลิ่นตัวก็สบายใจขึ้นมา เพราะถ้าหากให้นางอาบน้ำทั้งที่ชายหนุ่มอยู่ในห้องข้างๆเช่นนี้นางยอมนอนทั้งที่ไม่อาบน้ำยังจะดีกว่า จะให้นางทำเช่นไรได้ก็คนไม่ชินนี่หน่าหญิงสาวนอนพลิกไปมาท่ามกลางความมืด ตอนนี้นางรู้สึกไม่สบายตัวเป็นอย่างมากเพราะไม่ได้อาบน้ำ หญิงสาวยื่นหนูไปข้างเตียงเพื่อฟังว่าชายหนุ่มนั้นหลับหรือยัง แต่กลับไม่ได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจ "นี่เขายังหายใจอยู่หรือไม่กัน" หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจ เมื่อไม่ได้ยินเสียงชายหนุ่มมาสักพักใหญ่และแน่ใจว่าเขาหลับไปแล้ว ซิงอีจึงตัดสินใจลุกขึ้นไปที่ห้องอาบน้ำเพื่อชำระร่างกาย นางใช้เวลาไม่นานก็ปลดเสื้อผ้าและลงไปแช่น้ำทันที โชคดีที่ยังมีน้ำอุ่นที่ยังไม่ได้ใช้เหลืออยู่ หากให้อาบน้ำเย็นพ
เกล็ดน้ำแข็งสีขาวที่ถูกสะสมมาหลายวันตอนนี้เริ่มละลายลง จนพื้นดินกลายเป็นสีเขียวในรอบหลายวันจากสีของใบหญ้า แสงแดดสีทองในยามเย็นส่องกระทบมาที่ผิวของหญิงสาวในรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัวอย่างไม่รีบเร่ง ม่านหน้าต่างทั้งสองข้างของรถม้าถูกเปิดออกเพื่อให้คนด้านในสามารถมองเห็นทัศนียภาพด้านนอกได้ซิงอีใช้แขนทั้งสองข้างเกาะหน้าต่างรถม้าเพื่อดูวิวทิวทัศน์ด้านนอกด้วยความตื่นเต้น ตอนนี้รถม้ากำลังเคลื่อนตัวอยู่บนเนินภูเขาสองข้างทางเป็นทุ่งหญ้า ทำให้เห็นภาพของบ้านเรือนด้านล่างและพื้นที่โดยรอบทั้งหมด“สวยจังเลยเจ้าค่ะ”หญิงสาวเอ่ยขึ้นทั้งที่ไม่ได้ละสายตามาจากภาพวิวด้านนอก นางอยากจะเก็บความรู้สึกนี้ไปนานๆ เป็นอย่างที่คนเคยว่าภาพถ่ายหรือภาพวาดต่อให้เหมือนจริงแค่ไหนก็ไม่สู้เห็นด้วยตา"ย่อมงดงามอยู่แล้ว" จางเหว่ยที่นั่งอยู่ด้วยท่าทางสุขุมมองไปที่หญิงสาวแล้วเอ่ยตอบ"ว๊าย~~~" ซิงอีอุทานออกมาเสียงดัง เมื่อจู่ๆรถม้าก็โคลงเคลงเมื่อตกหลุม จังหวะนั้นทำให้นางที่กำลังเกาะริมหน้าต่างอยู่ต้องหงายหลัง จางเหว่ยที่เห็นเช่นนั้นจึงใช้แขนรับร่างหญิงสาวไม่ให้กองไปกับพื้น เป็นช่วงเดียวกับที่ซิงอีเองก็พยายามหาอันใดยึดเกาะ จึงใช







