LOGIN
“พราวมีรถตามพี่มา เดี๋ยวแค่นี้ก่อนนะ กรี๊ดดดด”
“เฮือก.....” หญิงสาวสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายที่ทำให้เธอต้องตื่นกลางดึกทุกคืนมาเป็นเวลา 3 เดือนแล้วเป็นฝันร้ายที่เธออยากให้มันเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น เพราะความจริงที่เธอต้องเจอมันเจ็บปวดเกินจะรับไหว
พราวฟ้า หญิงสาววัย 24 ปี ที่มีใบหน้าสวยหวานราวกับตุ๊กตานั่งเหม่อมองกรอบรูปของพี่สาวที่เป็นครอบครัวเพียงคนเดียวของเธอด้วยใบหน้าเศร้าหมอง พี่สาวที่เป็นทั้งพ่อและแม่เป็นทุกอย่างในชีวิตของเธอ ดวงตากลมโตสีดำขลับที่เคยสดใสบัดนี้มีแต่หยดน้ำตาเอ่อคลอเบ้า เธอสูญเสียพี่สาวไปเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ซึ่งตำรวจปิดคดีพี่สาวของเธอไปอย่างรวดเร็วหลังจากที่พี่สาวของเธอเสียชีวิตได้แค่ 1 เดือน โดยระบุสาเหตุการเสียชีวิตคืออุบัติเหตุ ซึ่งเธอไม่เชื่อว่าจะเป็นอุบัติเหตุแต่ก็ไม่มีหลักฐานที่เพียงพอจะมัดตัวคนผิดได้
“พี่แพรต้องไม่ตายฟรี พราวสัญญา” เธอเอ่ยบอกกับรูปภาพของพี่สาวซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เป็นตัวแทนของคนที่รักที่สุดที่เธอมีอยู่
ครอบครัวของเธอมีกันแค่สองคนพี่น้อง พ่อของเธอเสียชีวิตด้วยโรคร้ายตั้งแต่เธออายุได้ 14 ปี พี่แพร หรือแพรไหม อายุ 16 ปี ส่วนแม่ของพวกเธอนั้นทิ้งพวกเธอไปมีครอบครัวใหม่ตั้งแต่พราวฟ้าอายุแค่เพียง 5 ขวบ แพรไหมสู้ดิ้นรนปากกัดตีนถีบส่งเสียให้น้องสาวได้เรียนสูง ๆ ด้วยความยากลำบาก พอถึงวันที่พราวฟ้าเรียนจบ และเริ่มทำงานในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ในกรุงเทพฯ หญิงสาวคาดหวังเป็นอย่างมากที่จะให้พี่สาวของเธอทำงานให้น้อยลง นับจากนี้เป็นต้นไปเธอจะขอเป็นคนเลี้ยงดูพี่สาวของเธอบ้าง
พราวฟ้านึกถึงหลายครั้งที่พี่สาวของเธอมักจะพูดหว่านล้อมให้เธอกลับมาหางานทำที่เชียงราย
“พราว เรียนจบแล้วกลับมาทำงานที่บ้านเราเถอะนะ พี่คิดถึงพราว”
“พราวก็คิดถึงพี่แพรค่ะ แต่พราวขอทำงานเก็บเงินที่กรุงเทพฯ สัก 2-3 ปีก่อนนะคะ จะได้มีเงินไปลงทุนทำร้านใหม่” แต่ด้วยความดื้อรั้นของเธออยากทำงานสัก 2-3 ปีเพื่อเก็บเงินสักก้อนก่อนจะย้ายกลับมาอยู่กับพี่สาวสุดที่รักของเธอ
“พี่ตามใจพราวนะ แต่ถ้ามีเวลาก็กลับมาหาพี่บ้างนะ”
“ขอบคุณค่ะพี่แพร งั้นทุกวันหยุดยาวพราวจะกลับไปนอนกอดพี่นะคะ” เพราะตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยพราวฟ้าก็ไม่ค่อยได้กลับไปเยี่ยมแพรไหมเท่าไร จะกลับก็ช่วงปิดเทอมใหญ่เท่านั้นเพราะเธอไม่อยากให้พี่แพรต้องเปลืองเงินจ่ายค่าเดินทางให้เธอ แล้วยิ่งช่วงปีสุดท้ายก่อนจบเธอเรียนหนักมากจึงไม่มีเวลากลับไปหาพี่แพร แต่เธอกับพี่สาวก็คุยโทรศัพท์กันเกือบทุกวันอยู่แล้ว
พราวฟ้าเรียนจบการตลาดในมหาวิทยาลัยชื่อดัง ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2 ทำให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ที่เธอไปฝึกงานทาบทามให้เธอทำงานด้วยโดยให้เงินเดือนสูงลิบ นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เธอจะได้เก็บเงินและทำตามความฝัน
เธอมีความฝันอยากเปิดร้านอาหารเพราะเธอชื่นชอบการทำอาหารเป็นอย่างมากคู่กับการขยายคาเฟ่ของพี่สาวให้ใหญ่ยิ่งขึ้นเพื่อจัดโซนให้นักท่องเที่ยวได้มีมุมถ่ายรูปกันมากขึ้น จะได้ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าคาเฟ่ของพี่สาวของเธอด้วย แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ทดแทนบุญคุณพี่สาวผู้เป็นครอบครัวคนสุดท้ายของเธอก็มาด่วนจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
ย้อนกลับไป 3 เดือนที่แล้ว
พราวฟ้าไปสัมมนาดูงานของบริษัทที่ต่างประเทศ ระหว่างที่เธอกำลังเดินทางกลับที่พักก็มีสายของพี่แพรโทรเข้ามา เธอรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมากเพราะเวลาที่ไทยก็ดึกมากแล้วทำไมพี่แพรถึงยังไม่นอนอีก คิดว่าคงมีมีเรื่องด่วนแน่ ๆ หญิงสาวจึงรีบกดรับสายทันที
“ฮัลโหลพี่แพร ยังไม่นอนเหรอคะ”
“ฮึก...พราวแฟนพี่เขาทำธุรกิจผิดกฎหมาย ฮึก...พี่เพิ่งขอเลิกกับเขา ฮึก...” เสียงพี่สาวของเธอเอ่ยบอกสลับกับเสียงสะอึกสะอื้น
“พี่แพรไปมีแฟนตอนไหน ทำไมพราวไม่รู้เลย แล้วธุรกิจผิดกฎหมายอะไรกัน” หญิงสาวแทบตั้งตัวไม่ทันกับสิ่งที่เพิ่งรับรู้ เธอไม่รู้ว่าจะตกใจเรื่องไหนก่อนดี
“พี่เพิ่งตัดสินใจคบกับเขา เขาเป็นเจ้าของไร่ชาที่เชียงราย พี่แอบไปได้ยินเขาคุยเรื่องการขนไม้เถื่อนออกนอกประเทศ พี่หนีออกมาแล้วโทรไปบอกเลิกเขาแต่เขาไม่ยอม พี่กลัวเขาฆ่าพี่อะพราวฮึก...” เธอสัมผัสถึงน้ำเสียงของพี่สาวเธอทั้งเสียใจและหวาดกลัวไปในเวลาเดียวกัน เธอก็เป็นห่วงแพรไหมใจจะขาดแล้วเช่นกัน
“นี่พี่อยู่ที่ไหนไปแจ้งตำรวจหรือยัง”
“แจ้งไม่ได้หรอกพราวเขาเป็นผู้มีอิทธิพลของจังหวัดนี้ แต่พี่มีคนที่จะปกป้องพี่ได้ พี่จะขอความช่วยเหลือจากเขา”
“แล้วพี่อยู่ไหน อยู่ที่ที่ปลอดภัยหรือยัง เดี๋ยวพราวจะรีบกลับไปหาพี่นะ” เธอกระวนกระวายใจมากที่สุดในชีวิต เธอกลัวว่าจะต้องสูญเสียพี่สาวอันเป็นที่รักของเธอไป
“พี่กำลังกลับไปที่คาเฟ่อะ ร้านมีปัญหาพี่ต้องรีบกลับไปดู”
“พี่ต้องระวังตัวนะคะ เราคุยกันไปเรื่อย ๆ จนพี่ถึงคาเฟ่เลยนะคะ” เธอไม่รู้ว่าจะช่วยพี่สาวยังไงดีอยากจะบินกลับไปหาคืนนี้เลยก็ทำไม่ได้ มันต้องใช้เวลาในการจัดเตรียมเอกสาร
“พราวมีรถตามพี่มา เดี๋ยวแค่นี้ก่อนนะ กรี๊ดดดด” และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอได้คุยกับพี่สาวของเธอ
พราวฟ้าไล่สายตามองตั้งแต่มัดกล้ามที่ต้นแขนแกร่งลงมาถึงซิกซ์แพ็กเป็นลอนเรียงตัวสวยจนน่าสัมผัส และเมื่อไล่สายตาลงมาดวงตาก็ต้องเบิกโพลงกับท่อนเอ็นที่ขยายใหญ่เต็มตัวตรงกลางร่างกายของเขา มือหนาค่อย ๆ ขยับรูดขึ้นลงแล้วเดินมาใกล้ ๆ ใบหน้าของคนตัวเล็ก ดวงตากลมมองหน้าเขาสลับกับท่อนเอ็นลำใหญ่ที่มีเส้นเลือดปูดโปน พราวฟ้ากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก“พะ...พ่อเลี้ยงให้พราวใช้มือช่วยไหมคะ” เธอเริ่มรู้สึกหวั่นใจกับเจ้าท่อนยักษ์ตรงหน้าเธอเสียแล้ว“ไม่ต้องกลัวนะเด็กดี ฉันจะทำให้เธอมีความสุขที่สุด” มือหนาลูบแก้มบางด้วยความเอ็นดู เขารู้ว่าเธอกำลังหวาดกลัวกับเจ้าท่อนยักษ์ของเขาแต่มาถึงขนาดนี้แล้ว เขาหยุดมันไม่ได้แล้วมือหนาค่อย ๆ จับมือบางมาลูบไล้ท่อนยักษ์เพื่อทำความคุ้นเคยกัน เมื่อคนตัวเล็กเริ่มผ่อนคลายแล้วเขาก็ขึ้นไปนั่งคุกเข่าบนเตียงตรงหว่างขาของร่างบาง จับเรียวขาค่อย ๆ แยกออก แล้วก้มไปใช้ลิ้นฉกชิมน้ำหวานโดยที่คนตัวเล็กไม่ทันตั้งตัว“ว้าย...พ่อเลี้ยง อย่าค่ะ” พราวฟ้าพยายามถดก้นหนีแต่ก็ไม่สามารถสู้แรงของคนตัวโตกว่าได้จึงได้แต่นอนอ่อนระทวยรับความเสียดเสียวที่คนมากประสบการณ์เป็นผู้มอบให้ในระหว่
“เมื่อก่อนเป็นไงไม่รู้ ต่อไปนี้ถ้าเธอยังไปสนิทกับมันอีก ฉันจะทำมากกว่าปล่อยลมยางรถมันนะ” ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน ไม่คิดเลยว่ายางรถยนต์ของธนัทที่แบนหมด 4 ล้อ จะเป็นฝีมือของเขา “พ่อเลี้ยง ทำไมทำแบบนี้ล่ะคะ” “ก็มันหงุดหงิดอะ เธอหายไปในบ้านกับหมอนั่นสองต่อสองตั้งนาน” คนตัวโตตัดพ้อด้วยใบหน้าง้ำงอเหมือนเด็กที่โดนขัดใจ จนพราวฟ้าอดที่จะอมยิ้มให้กับความขี้หวงของเขาไม่ได้ “สามคนค่ะ มีพี่เมี่ยงด้วย แล้วเราก็เข้าไปคุยธุระกัน พราวก็บอกพ่อเลี้ยงไปหมดแล้วไงคะ” “ไม่รู้แหละ ต่อไปนี้ถ้าไม่มีฉันอยู่ด้วยห้ามเข้าใกล้ผู้ชายคนไหนอีก” คนเอาแต่ใจยังคงออกคำสั่งกับเธอไม่หยุด แต่ทำไมคำสั่งของเขามันทำให้เธอพร้อมที่จะปฏิบัติตามก็ไม่รู้ “หึงพราวเหรอคะ” พราวฟ้าอดไม่ได้ที่จะกระเซ้าเย้าแหย่คนเอาแต่ใจ เธอก็อยากรู้คำตอบของเขาเหมือนกัน “ทั้งหึง ทั้งหวง จนจะเป็นบ้าอยู่แล้ว” ใบหน้าของพราวฟ้าร้อนฉ่าขึ้นมายิ่งกว่าแดดตอนเที่ยงของเดือนเมษายน เธอไม่คิดว่าเขาจะตอบมาตรง ๆ แบบนี้ คนบ้า มาทำให้เขินไม่หยุดหย่อนเธอจะไม่ปกป้องหั
มือหนาประคองใบหน้าหวานที่เคยสดใสแต่บัดนี้มันกลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา เขาใช้นิ้วโป้งมือทั้งสองข้างค่อย ๆ ลูบเช็ดหยดน้ำตาให้คนตรงหน้า พราวฟ้าเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมที่แววตาสั่นไหว เธอยอมรับว่าผู้ชายตรงหน้าเธอนี้มีผลกับหัวใจของเธอเป็นอย่างมาก ใบหน้าหวานค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้กับใบหน้าคร้ามคม ริมฝีปากบางเคลื่อนเข้าไปประกบกับริมฝีปากหนา ทั้งสองหลับตาพริ้มเพื่อรับสัมผัสของกันและกัน หัวใจสองดวงเต้นตึกตักด้วยความรู้สึกเปี่ยมล้นจนแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงหัวใจของใครกันแน่ เมื่อช่วงเวลาผ่านไปสักพักทั้งคู่ก็ผละใบหน้าออกจากกัน สายตาทั้งสองคู่สบประสานกันจนพราวฟ้าต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาไปก่อน “ยั่วแบบนี้ รู้ตัวหรือเปล่าว่าจะเจออะไร” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาทำคนตัวเล็กใบหน้าร้อนผ่าว “พ่อเลี้ยง......” พราวฟ้าแทบอยากจะทุบคนตรงหน้าสักทีสองทีกับคำพูดสองแง่สองง่ามของคนเจ้าเล่ห์ พอพระอาทิตย์เริ่มขึ้นสูงใกล้เวลาเที่ยงวันแล้ว ภาคินก็พาพราวฟ้ากลับมาที่บ้านของเขา เมื่อถึงบ้านพราวฟ้าก็รีบเดินตรงไปยังห้องครัวเพื่อช่วยป้านงค์เตรียมข้าวกลางวัน ส่วนภาคินก็ขอ
เมื่อเดินมาถึงคอกม้าของพ่อเลี้ยงพราวฟ้าก็ตาเป็นประกายทันที เนื่องจากคนดูแลม้าจูงม้าออกมายืนรอต้อนรับพ่อเลี้ยงหนึ่งตัว ถ้าเธอจำไม่ผิดเจ้าตัวนี้มันชื่อหมอกเพราะมันมีขนสีน้ำตาลทั้งตัว “อยากขี่ม้าไหมพราวฟ้า” เมื่อภาคินทักทายกับม้าตัวโปรดแล้วก็หันมาถามคนตัวเล็กที่ยืนมองม้าของเขาตาเป็นประกาย จนชายหนุ่มอดที่จะเอ็นดูเธอไม่ได้ “อยากค่ะ แต่ฉันขี่ม้าไม่เป็นนะคะพ่อเลี้ยง” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันด้วยความไม่พอใจกับสรรพนามที่เธอใช้แทนตัวเอง “ฉัน?” “อะ...เอ่อ พราวขี่ม้าไม่เป็นค่ะพ่อเลี้ยง” พราวฟ้าเมื่อรู้ตัวว่ากำลังทำให้คนหน้ายักษ์ไม่พอใจก็รีบเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวเองทันที “มาสิ ไปกับฉันเดี๋ยวจะพาไปที่จุดชมวิวท้ายไร่”“......” พอได้ยินคำชักชวนของคนตรงหน้า พราวฟ้าก็ยิ่งงุนงงไปกันใหญ่ แล้วเขาจะให้เธอไปอย่างไรเมื่อภาคินเห็นยัยตัวแสบยืนงงไม่ยอมขยับตัวเดินมาหา เขาจึงเดินไปดึงมือคนตัวเล็กให้มายืนใกล้กับหมอก จากนั้นเขาก็ส่งเธอขึ้นไปนั่งก่อน ดีนะที่วันนี้เธอใส่กางเกงยีนขายาวมาจึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการขี่ม้า แล้วร่างหนาก็เหยียบโกลนขึ้นไปนั่งซ้อนหลังคนตัวเล
“ตอบแทนยังไงคะ” พราวฟ้าเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างไรก็ไม่รู้กับสายตาเจ้าเล่ห์ที่ผู้ชายตรงหน้ามองมา ทำไมรู้สึกขนลุกแปลก ๆ กับสายตาของเขานะ “ก็เป็นแม่บ้านส่วนตัวของฉันไง” ภาคินลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วก้าวเดินไปหยุดตรงหน้าคนตัวเล็ก แขนแกร่งรวบเอวบางเข้ามาให้ลำตัวแนบชิดกัน จนมือบางต้องยกขึ้นมาดันหน้าอกแกร่งของร่างสูงเอาไว้ “แล้วฉันต้องทำอะไรบ้างคะ” ดวงตากลมโตก้มมองแผงอกแกร่งด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ หัวใจของเธอตอนนี้เต้นแรงจนแทบจะกระเด็นออกมาจากหน้าอกแล้ว ชายหนุ่มโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ใบหูแล้วกระซิบด้วยเสียงแผ่วเบา “พรุ่งนี้มากินข้าวเช้ากับฉันนะ ฉันมีที่หนึ่งอยากพาเธอไป” เมื่อพูดจบภาคินก็ปล่อยมือจากร่างกายเธอให้เป็นอิสระ ร่างบางเก้อเขินมือไม้หาที่วางไม่ได้จับโน่นจับนี่เหมือนคนทำตัวไม่ถูก “ดะ...ได้ค่ะพ่อเลี้ยง” เมื่อตกปากรับคำเรียบร้อย พราวฟ้าก็รีบหมุนตัวเดินออกไปจากห้องทำงานทันที ภาคินยืนมองตามแผ่นหลังของร่างบางที่วิ่งดุ๊ก ๆ ออกไป ถามว่าเขาโกรธยัยตัวดีไหมที่เข้ามาตุ๋นเขาจนเปื่อยแรก ๆ ที่ได้ยินคำสารภาพของเธอมันก็มีบ้างแต่พอฟังเหตุผลขอ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก “เข้ามา” เมื่อได้รับคำอนุญาตแล้ว มือบางก็เปิดประตูเข้าไปแล้วยกกาแฟเข้าไปเสิร์ฟให้กับชายหนุ่มที่นั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ที่โต๊ะทำงาน “นั่งลง มีอะไรจะคุยกับฉันก็รีบพูดมา” ร่างบางค่อย ๆ เดินมานั่งตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับคนหน้ายักษ์ บรรยากาศโดยรอบปกคลุมด้วยความเงียบและอึดอัด เธอไม่เคยรู้สึกอึดอัดแบบนี้มาก่อนเลย “เอ่อ...คือ ดิฉันมีเรื่องจะสารภาพค่ะ คือ...” พราวฟ้ากระอึกกระอักคล้ายคนที่น้ำท่วมปากไม่รู้จะเริ่มพูดจากตรงไหนก่อนดี “......” สรรพนามแทนตัวเองเปลี่ยนไป ภาคินเริ่มมีสีหน้าที่จริงจังยิ่งขึ้นเขาไม่รู้ว่าเธอกำลังจะบอกอะไรกับเขา แต่ดูจากอาการของเธอแล้วน่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากแน่ ๆ “คือ จริง ๆ แล้วฉันชื่อพราวฟ้าค่ะ เป็นน้องสาวของพี่แพรไหมที่ขับรถตกเขาตายไปเมื่อ 3 เดือนก่อนค่ะ” หญิงสาวกลั้นใจเอ่ยความจริงออกไปอย่างไรเธอก็ต้องพึ่งพาคนตรงหน้าจนกว่าคดีของพี่แพรจะจบ “......” เขาเงียบจนเธอรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง “ขอโทษนะคะที่หลอกพ่อเลี้ยง คือมันจำเป็นจริง ๆ ค่ะ มันไม่มีทางเลือกอื่น ฉันต้องการจะสืบเรื่อ







