LOGINแพรไหมประสบอุบัติเหตุรถตกเขาตรงทางออกจากไร่ชาภาคิน ซึ่งรถไฟไหม้หมดทั้งคัน ส่วนร่างของแพรไหมก็ไหม้เหลือเพียงแค่โครงกระดูก เมื่อทราบข่าวเธอก็แจ้งกับบริษัทเพื่อขอบินกลับด่วนแต่ก็ใช้เวลาถึง 2 วันกว่าเอกสารจะแล้วเสร็จเธอถึงจะกลับมาได้ งานศพของพี่สาวเธอก็จัดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยฝีมือของผู้ชายที่ชื่อภาคิน เมื่อเดินทางมาถึงก็เป็นวันเผาแล้วพราวฟ้าไม่ได้เข้าไปร่วมงานเธอแอบดูอยู่ห่าง ๆ เพราะยังสงสัยสาเหตุการตายของพี่สาว เธอเสียใจเป็นอย่างมากที่ไม่ได้ร่ำลาพี่สาวครั้งสุดท้ายแม้แต่จะจัดงานศพให้พี่สาวเพียงคนเดียวเธอยังไม่มีโอกาสนั้นเลย
ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวดทำไมผู้ชายคนนั้นถึงใจร้ายได้ขนาดนี้ พี่สาวเธอไม่เคยมีแฟนเลยวัน ๆ ทำแต่งาน เป็นห่วงความรู้สึกของคนรอบข้างมากกว่าตัวเอง ทำไมพี่แพรต้องโชคร้ายถึงเพียงนี้ เธอจะไม่ยอมให้เรื่องของพี่แพรต้องจบแบบนี้แน่นอน
ร่างบางควานหาโทรศัพท์มือถือแล้วหยิบขึ้นมากดส่งข้อความไปหาเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอ
(นัท หาข้อมูลมาได้บ้างหรือยัง) มือเล็กกดส่งข้อความไปถาม นัท หรือผู้กองธนัท ซึ่งเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอเขาเป็นตำรวจอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับที่เกิดอุบัติเหตุของแพรไหม เธอให้เพื่อนช่วยสืบหาหลักฐานเพิ่มเติมพร้อมกับหาข้อมูลส่วนตัวของเจ้าของไร่ชาที่มีอิทธิพลในเชียงรายโดยพุ่งเป้าไปที่ พ่อเลี้ยงภาคิน
(ก็ได้มาเยอะนะ น่าจะพอเป็นประโยชน์อยู่บ้าง กำลังอยากคุยด้วยอยู่พอดี ถึงเชียงรายหรือยัง)
(ถึงแล้ว พรุ่งนี้สิบโมงเจอกันที่คาเฟ่เปิดใหม่ตรงชานเมืองนะ เดี๋ยวส่งโลเคชันไปให้) เธอเลือกจะนัดกับเพื่อนที่คาเฟ่เล็ก ๆ เพราะไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของใคร
(ดีเลยพรุ่งนี้วันหยุดพอดีไว้เจอกัน)
“พี่แพรไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ พราวจะทำทุกอย่างเพื่อหาทางเอาผิดคนชั่วให้ได้ พราวสัญญา”
เธอรู้ว่าการสืบหาหลักฐานครั้งนี้มันเสี่ยงมาก ถ้าเธอทำไม่สำเร็จเธออาจจะต้องตายไปอีกคน แต่เธอก็ขอลองเสี่ยงดูยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับพี่สาวเพียงคนเดียว เธอไม่มีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณของผู้มีพระคุณ สิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวที่เธอสามารถทำเพื่อพี่สาวของเธอได้
วันต่อมา
เวลา 10.00 น.
คาเฟ่GG
ร่างสูงเพรียวในชุดจัมป์สูทขายาวสีน้ำตาลเข้มของพราวฟ้า เดินเข้ามาในร้านกาแฟเล็ก ๆ บริเวณชานเมืองของจังหวัดเชียงราย หญิงสาวเดินตรงไปยังโต๊ะริมกระจกที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นเพื่อนของเธอกำลังนั่งอยู่
“มานานหรือยังนัท” เสียงหวานเอ่ยทักเพื่อนที่นั่งชมวิวสวนดอกไม้ด้านนอกคาเฟ่
“เพิ่งมาถึงน่ะ เอาอะไรไหมเดี๋ยวไปสั่งให้”
“เอาอาเมริกาโน กับเค้กช็อกโกแลตก็ได้”
ธนัทจึงเดินไปสั่งเครื่องดื่มและขนมให้กับเพื่อนที่หน้าเคาน์เตอร์ สักพักก็เดินกลับมาพร้อมของกินเต็มถาด
“เอาอะไรมาเยอะแยะนัท หิวเหรอ” หญิงสาวกำลังงงกับของที่เพื่อนของเธอยกมาวางตรงหน้าเธอมีข้าวผัดอเมริกัน ตามด้วยกาแฟและขนมที่เธอสั่ง ส่วนของเพื่อนเธอมีแค่โกโก้ปั่นแก้วเดียว
“นัทว่าพราวดูผอมไปเยอะเลย พราวกินข้าวก่อนนะแล้วเราค่อยคุยกัน นัทสั่งข้าวผัดอเมริกันของโปรดพราวมาให้ด้วยนะ” ตอนเจอกันเมื่อ 3 เดือนก่อนที่เขาไปรับเธอมาจากสนามบินเพื่อมาดูจุดเกิดเหตุที่แพรไหมประสบอุบัติเหตุ เธอยังดูไม่ผอมขนาดนี้เลย นี่เธอมีแรงเดินไหมนะ
ธนัทเป็นเพื่อนกับเธอตั้งแต่สมัยมัธยมเนื่องจากเราทั้งสองคนมีอยู่บ้านใกล้ ๆ กันจึงทำให้ค่อนข้างสนิทกันมาก แต่เราทั้งสองคนก็ไม่เคยคิดอะไรเกินเลยนอกจากคำว่าเพื่อนมีแต่ความหวังดีให้กันเท่านั้น
“ขอบใจนะนัท” หญิงสาวตักอาหารกินไปได้ไม่กี่คำก็หยุดชะงักไป เธอนึกถึงข้าวผัดอเมริกันที่พี่สาวชอบทำให้เธอไปกินตอนกลางวันที่โรงเรียนสมัยมัธยม น้ำตาก็เอ่อคลอบริเวณขอบตา เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหันไปคุยกับเพื่อนของเธอต่อ
“แล้วนัทได้ข้อมูลอะไรมาบ้างไหม”
“จากที่นัทสืบดู ตอนนี้ผู้ต้องสงสัยที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องมี 2 คน” น้ำเสียงของธนัทค่อนข้างเป็นกังวลเป็นอย่างมาก
“2 คน?” หญิงสาวขมวดคิ้วงุนงงกับคำบอกกล่าวของเพื่อน
“คนแรกพ่อเลี้ยงภาคิน จากที่สืบมาเขาไม่เคยมาหาพี่แพรที่ร้านหรือนัดเจอกันที่อื่นเลย มีแค่วันเกิดเหตุที่พี่แพรขับรถออกมาจากไร่ของเขา ส่วนคนที่ 2 คือทินกร ลูกชายของพ่อเลี้ยงฉัตรชัยเจ้าของไร่ชาเพียงตะวันที่อยู่ติดกับไร่ชาภาคิน เด็กในร้านของพี่แพรบอกว่าเขาเคยมาหาพี่แพรที่ร้าน 2 ครั้ง แต่ทั้งสองก็คุยกันแบบคนรู้จักทั่วไป”
“เท่ากับว่าทินกรน่าสงสัยกว่างั้นเหรอ” หญิงสาวนั่งวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาจากเพื่อนด้วยความสงสัย ใครกันแน่ที่เป็นแฟนของพี่แพร
“ยังตอบไม่ได้ คงต้องใช้เวลาสืบอีกสักพัก แต่เจ้านายของนัทสั่งให้เลิกยุ่งกับคดีนี้” หญิงสาวตกใจกับสิ่งที่ได้ยินเป็นอย่างมากเพื่อนเธอเป็นตำรวจยังไม่สามารถทำคดีนี้ได้ต่อเหรอนี่มันอะไรกัน
“นัท พราวจะไม่ยอมให้พี่แพรตายฟรี พราวจะสืบเรื่องนี้ต่อเอง”
พราวฟ้าไล่สายตามองตั้งแต่มัดกล้ามที่ต้นแขนแกร่งลงมาถึงซิกซ์แพ็กเป็นลอนเรียงตัวสวยจนน่าสัมผัส และเมื่อไล่สายตาลงมาดวงตาก็ต้องเบิกโพลงกับท่อนเอ็นที่ขยายใหญ่เต็มตัวตรงกลางร่างกายของเขา มือหนาค่อย ๆ ขยับรูดขึ้นลงแล้วเดินมาใกล้ ๆ ใบหน้าของคนตัวเล็ก ดวงตากลมมองหน้าเขาสลับกับท่อนเอ็นลำใหญ่ที่มีเส้นเลือดปูดโปน พราวฟ้ากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก“พะ...พ่อเลี้ยงให้พราวใช้มือช่วยไหมคะ” เธอเริ่มรู้สึกหวั่นใจกับเจ้าท่อนยักษ์ตรงหน้าเธอเสียแล้ว“ไม่ต้องกลัวนะเด็กดี ฉันจะทำให้เธอมีความสุขที่สุด” มือหนาลูบแก้มบางด้วยความเอ็นดู เขารู้ว่าเธอกำลังหวาดกลัวกับเจ้าท่อนยักษ์ของเขาแต่มาถึงขนาดนี้แล้ว เขาหยุดมันไม่ได้แล้วมือหนาค่อย ๆ จับมือบางมาลูบไล้ท่อนยักษ์เพื่อทำความคุ้นเคยกัน เมื่อคนตัวเล็กเริ่มผ่อนคลายแล้วเขาก็ขึ้นไปนั่งคุกเข่าบนเตียงตรงหว่างขาของร่างบาง จับเรียวขาค่อย ๆ แยกออก แล้วก้มไปใช้ลิ้นฉกชิมน้ำหวานโดยที่คนตัวเล็กไม่ทันตั้งตัว“ว้าย...พ่อเลี้ยง อย่าค่ะ” พราวฟ้าพยายามถดก้นหนีแต่ก็ไม่สามารถสู้แรงของคนตัวโตกว่าได้จึงได้แต่นอนอ่อนระทวยรับความเสียดเสียวที่คนมากประสบการณ์เป็นผู้มอบให้ในระหว่
“เมื่อก่อนเป็นไงไม่รู้ ต่อไปนี้ถ้าเธอยังไปสนิทกับมันอีก ฉันจะทำมากกว่าปล่อยลมยางรถมันนะ” ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน ไม่คิดเลยว่ายางรถยนต์ของธนัทที่แบนหมด 4 ล้อ จะเป็นฝีมือของเขา “พ่อเลี้ยง ทำไมทำแบบนี้ล่ะคะ” “ก็มันหงุดหงิดอะ เธอหายไปในบ้านกับหมอนั่นสองต่อสองตั้งนาน” คนตัวโตตัดพ้อด้วยใบหน้าง้ำงอเหมือนเด็กที่โดนขัดใจ จนพราวฟ้าอดที่จะอมยิ้มให้กับความขี้หวงของเขาไม่ได้ “สามคนค่ะ มีพี่เมี่ยงด้วย แล้วเราก็เข้าไปคุยธุระกัน พราวก็บอกพ่อเลี้ยงไปหมดแล้วไงคะ” “ไม่รู้แหละ ต่อไปนี้ถ้าไม่มีฉันอยู่ด้วยห้ามเข้าใกล้ผู้ชายคนไหนอีก” คนเอาแต่ใจยังคงออกคำสั่งกับเธอไม่หยุด แต่ทำไมคำสั่งของเขามันทำให้เธอพร้อมที่จะปฏิบัติตามก็ไม่รู้ “หึงพราวเหรอคะ” พราวฟ้าอดไม่ได้ที่จะกระเซ้าเย้าแหย่คนเอาแต่ใจ เธอก็อยากรู้คำตอบของเขาเหมือนกัน “ทั้งหึง ทั้งหวง จนจะเป็นบ้าอยู่แล้ว” ใบหน้าของพราวฟ้าร้อนฉ่าขึ้นมายิ่งกว่าแดดตอนเที่ยงของเดือนเมษายน เธอไม่คิดว่าเขาจะตอบมาตรง ๆ แบบนี้ คนบ้า มาทำให้เขินไม่หยุดหย่อนเธอจะไม่ปกป้องหั
มือหนาประคองใบหน้าหวานที่เคยสดใสแต่บัดนี้มันกลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา เขาใช้นิ้วโป้งมือทั้งสองข้างค่อย ๆ ลูบเช็ดหยดน้ำตาให้คนตรงหน้า พราวฟ้าเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมที่แววตาสั่นไหว เธอยอมรับว่าผู้ชายตรงหน้าเธอนี้มีผลกับหัวใจของเธอเป็นอย่างมาก ใบหน้าหวานค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้กับใบหน้าคร้ามคม ริมฝีปากบางเคลื่อนเข้าไปประกบกับริมฝีปากหนา ทั้งสองหลับตาพริ้มเพื่อรับสัมผัสของกันและกัน หัวใจสองดวงเต้นตึกตักด้วยความรู้สึกเปี่ยมล้นจนแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงหัวใจของใครกันแน่ เมื่อช่วงเวลาผ่านไปสักพักทั้งคู่ก็ผละใบหน้าออกจากกัน สายตาทั้งสองคู่สบประสานกันจนพราวฟ้าต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาไปก่อน “ยั่วแบบนี้ รู้ตัวหรือเปล่าว่าจะเจออะไร” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาทำคนตัวเล็กใบหน้าร้อนผ่าว “พ่อเลี้ยง......” พราวฟ้าแทบอยากจะทุบคนตรงหน้าสักทีสองทีกับคำพูดสองแง่สองง่ามของคนเจ้าเล่ห์ พอพระอาทิตย์เริ่มขึ้นสูงใกล้เวลาเที่ยงวันแล้ว ภาคินก็พาพราวฟ้ากลับมาที่บ้านของเขา เมื่อถึงบ้านพราวฟ้าก็รีบเดินตรงไปยังห้องครัวเพื่อช่วยป้านงค์เตรียมข้าวกลางวัน ส่วนภาคินก็ขอ
เมื่อเดินมาถึงคอกม้าของพ่อเลี้ยงพราวฟ้าก็ตาเป็นประกายทันที เนื่องจากคนดูแลม้าจูงม้าออกมายืนรอต้อนรับพ่อเลี้ยงหนึ่งตัว ถ้าเธอจำไม่ผิดเจ้าตัวนี้มันชื่อหมอกเพราะมันมีขนสีน้ำตาลทั้งตัว “อยากขี่ม้าไหมพราวฟ้า” เมื่อภาคินทักทายกับม้าตัวโปรดแล้วก็หันมาถามคนตัวเล็กที่ยืนมองม้าของเขาตาเป็นประกาย จนชายหนุ่มอดที่จะเอ็นดูเธอไม่ได้ “อยากค่ะ แต่ฉันขี่ม้าไม่เป็นนะคะพ่อเลี้ยง” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันด้วยความไม่พอใจกับสรรพนามที่เธอใช้แทนตัวเอง “ฉัน?” “อะ...เอ่อ พราวขี่ม้าไม่เป็นค่ะพ่อเลี้ยง” พราวฟ้าเมื่อรู้ตัวว่ากำลังทำให้คนหน้ายักษ์ไม่พอใจก็รีบเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวเองทันที “มาสิ ไปกับฉันเดี๋ยวจะพาไปที่จุดชมวิวท้ายไร่”“......” พอได้ยินคำชักชวนของคนตรงหน้า พราวฟ้าก็ยิ่งงุนงงไปกันใหญ่ แล้วเขาจะให้เธอไปอย่างไรเมื่อภาคินเห็นยัยตัวแสบยืนงงไม่ยอมขยับตัวเดินมาหา เขาจึงเดินไปดึงมือคนตัวเล็กให้มายืนใกล้กับหมอก จากนั้นเขาก็ส่งเธอขึ้นไปนั่งก่อน ดีนะที่วันนี้เธอใส่กางเกงยีนขายาวมาจึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการขี่ม้า แล้วร่างหนาก็เหยียบโกลนขึ้นไปนั่งซ้อนหลังคนตัวเล
“ตอบแทนยังไงคะ” พราวฟ้าเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างไรก็ไม่รู้กับสายตาเจ้าเล่ห์ที่ผู้ชายตรงหน้ามองมา ทำไมรู้สึกขนลุกแปลก ๆ กับสายตาของเขานะ “ก็เป็นแม่บ้านส่วนตัวของฉันไง” ภาคินลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วก้าวเดินไปหยุดตรงหน้าคนตัวเล็ก แขนแกร่งรวบเอวบางเข้ามาให้ลำตัวแนบชิดกัน จนมือบางต้องยกขึ้นมาดันหน้าอกแกร่งของร่างสูงเอาไว้ “แล้วฉันต้องทำอะไรบ้างคะ” ดวงตากลมโตก้มมองแผงอกแกร่งด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ หัวใจของเธอตอนนี้เต้นแรงจนแทบจะกระเด็นออกมาจากหน้าอกแล้ว ชายหนุ่มโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ใบหูแล้วกระซิบด้วยเสียงแผ่วเบา “พรุ่งนี้มากินข้าวเช้ากับฉันนะ ฉันมีที่หนึ่งอยากพาเธอไป” เมื่อพูดจบภาคินก็ปล่อยมือจากร่างกายเธอให้เป็นอิสระ ร่างบางเก้อเขินมือไม้หาที่วางไม่ได้จับโน่นจับนี่เหมือนคนทำตัวไม่ถูก “ดะ...ได้ค่ะพ่อเลี้ยง” เมื่อตกปากรับคำเรียบร้อย พราวฟ้าก็รีบหมุนตัวเดินออกไปจากห้องทำงานทันที ภาคินยืนมองตามแผ่นหลังของร่างบางที่วิ่งดุ๊ก ๆ ออกไป ถามว่าเขาโกรธยัยตัวดีไหมที่เข้ามาตุ๋นเขาจนเปื่อยแรก ๆ ที่ได้ยินคำสารภาพของเธอมันก็มีบ้างแต่พอฟังเหตุผลขอ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก “เข้ามา” เมื่อได้รับคำอนุญาตแล้ว มือบางก็เปิดประตูเข้าไปแล้วยกกาแฟเข้าไปเสิร์ฟให้กับชายหนุ่มที่นั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ที่โต๊ะทำงาน “นั่งลง มีอะไรจะคุยกับฉันก็รีบพูดมา” ร่างบางค่อย ๆ เดินมานั่งตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับคนหน้ายักษ์ บรรยากาศโดยรอบปกคลุมด้วยความเงียบและอึดอัด เธอไม่เคยรู้สึกอึดอัดแบบนี้มาก่อนเลย “เอ่อ...คือ ดิฉันมีเรื่องจะสารภาพค่ะ คือ...” พราวฟ้ากระอึกกระอักคล้ายคนที่น้ำท่วมปากไม่รู้จะเริ่มพูดจากตรงไหนก่อนดี “......” สรรพนามแทนตัวเองเปลี่ยนไป ภาคินเริ่มมีสีหน้าที่จริงจังยิ่งขึ้นเขาไม่รู้ว่าเธอกำลังจะบอกอะไรกับเขา แต่ดูจากอาการของเธอแล้วน่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากแน่ ๆ “คือ จริง ๆ แล้วฉันชื่อพราวฟ้าค่ะ เป็นน้องสาวของพี่แพรไหมที่ขับรถตกเขาตายไปเมื่อ 3 เดือนก่อนค่ะ” หญิงสาวกลั้นใจเอ่ยความจริงออกไปอย่างไรเธอก็ต้องพึ่งพาคนตรงหน้าจนกว่าคดีของพี่แพรจะจบ “......” เขาเงียบจนเธอรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง “ขอโทษนะคะที่หลอกพ่อเลี้ยง คือมันจำเป็นจริง ๆ ค่ะ มันไม่มีทางเลือกอื่น ฉันต้องการจะสืบเรื่อ







