LOGINตกดึกคืนนั้น... ท่ามกลางป่าลึกที่เงียบสงัด เสียงฝีเท้าม้าขยับเข้ามาใกล้บ้านพักตากอากาศ สตรีสองนางในผ้าคลุมสีเข้มขี่ม้าตรงมาด้วยท่าทีเร่งรีบ คนหนึ่งมีรูปร่างเหมือนเด็กสาววัยสิบห้า ผิวเข้ม ผมสีแดงเพลิงดุจเปลวไฟ อีกคนมีผิวขาวนวลใบหน้าสะสวยทว่ามีใบหูแหลมยาวบ่งบอกถึงเชื้อสายเอลฟ์ ทั้งสองมาพร้อมผู้ติดตามชุดดำที่ดูแคล่วคล่องอีกสองคน
ครึ่ม!!! เปรี้ยง!!!
เสียงอสนีบาตฟาดคำรามเป็นสัญญาณว่าพายุใหญ่กำลังมาเยือน
“ที่นี่ใช่ไหม”
“ค่ะท่านหญิง”
คลึ่ม!!! เปรี้ยง!!!
“แขกของท่านแม่ใช่หรือไม่คะ?” เสียงนิ่งเรียบแต่ทรงพลังดังขึ้นจากทางด้านหลังของทั้งสี่
“ใช่... พวกเรามาหาฟอร์เร่” เอลฟ์สาวตอบพลางปัดผ้าคลุม
“เช่นนั้นตามเข้ามาด้านในเถอะค่ะ ฝนกำลังจะตกหนักแล้ว” เมลเอ่ยเชิญ ก่อนจะนำทางทั้งสี่เข้าสู่คฤหาสน์ที่โอ่อ่าเกินคาด
“บ้านหลังนี้มัน” เอลฟ์สาวมองสำรวจตัวบ้าน
“หนูจะให้คนเอาม้าไปเก็บให้นะคะ”
“ขอบใจมาก” ม้าสี่ตัวถูกอัศวินพาเข้าไปในโรงเก็บม้า ส่วนข้าวของทั้งหลายก็ถูกเหล่าเมดนำขึ้นไปไว้บนห้องพักเรียบร้อย
หลังจากจัดการเรื่องม้าและสัมภาระเรียบร้อย เมลพาทั้งสี่มานั่งพักที่โต๊ะรับแขกริมหน้าต่างที่พายุฝนกำลังกระหน่ำซัด บรรยากาศภายในห้องดูอบอุ่นผิดกับด้านนอก
“ครัวของเราปิดแล้ว คงเสิร์ฟได้เพียงอาหารง่ายๆ ไม่ทราบว่าพวกท่านจะรับอะไรดีคะ?” เมลถามด้วยท่าทีเรียบง่ายเหมือนพนักงานต้อนรับที่ชำนาญการ
“เอาอะไรมาก็ได้ ที่รองท้องได้และขอเครื่องดื่มอุ่นๆ สักแก้วก็พอ”
“ค่ะเช่นนั้นพวกท่านนั่งรอสักครู่”
เมื่อเมลเดินไปจัดเตรียมอาหาร สองผู้นำต่างเผ่าก็ถอดผ้าคลุมออก ที่แห่งนี้พวกนางรู้จักดี เพราะมันเคยเป็นสถานที่นัดพบลับของ ‘กลุ่มเพื่อนสาวทั้งหก’ ก่อนที่สงครามระหว่างเผ่าจะทำให้กระจัดกระจายไป และการกลับมารวมตัวกันครั้งนี้ก็เพราะ ‘จดหมาย’ ของฟอร์เร่
“ท่านน้า... เช่นนั้นหลานขอตัวไปพักก่อนนะคะ” เด็กสาวทั้งสองที่เป็นผู้ติดตาม ซึ่งดูเหมือนจะเป็นทายาทของแต่ละเผ่า ขอตัวไปพักที่ห้อง ทิ้งให้สองแขกผู้ใหญ่เผชิญหน้ากับเมล
“ตามสบายเถอะ รู้ห้องใช่ไหม”
“ค่ะ พวกเราได้กุญแจห้องมาแล้ว” เด็กสาวทั้งสองสะพายเป้ขึ้นหลังแล้วเดินไปที่ห้องพักซึ่งอยู่ชั้นล่าง ไม่ได้อยู่ชั้นสองเหมือนของน้าสาว
“เจ้าเป็นลูกของฟอร์เร่จริงๆ หรือ?” เอลฟ์สาวถามทันทีที่เมลยกอาหารมาเสิร์ฟ
“ไม่ทราบสิคะ... ข้ายังไม่เคยเห็นหน้าแม่แท้ๆ ของตัวเองเลย” เมลตอบพลางรินเครื่องดื่ม “รู้แต่เพียงว่าแม่ข้าตั้งท้องโดยไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเป็นเพราะใคร เพราะในร่างกายของข้ามีสายเลือดถึงแปดสายวนเวียนอยู่”
“แปด?!” สตรีร่างเล็กผมแดงอุทาน “เป็นไปได้อย่างไร? พวกเรามีกันแค่หกคนเท่านั้นหากไม่นับแม่ผู้ให้กำเนิด”
“ค่ะ... ตอนที่ข้าฝึกเดินกระแสพลังปราณ ข้าค้นพบสายเลือดอีกสายที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างมิดชิด แต่มันทรงพลังมหาศาลจนข้าเองก็ระบุไม่ได้ว่าเป็นของใคร”
“ใครกัน...” เอลฟ์สาวครุ่นคิด “กลุ่มผู้กล้าก็ถูกฟอร์เร่กับ อเล็กซานดร้าลวงไปจัดการจนหมดสิ้นแล้วนี่นา?”
บทสนทนาจบลงที่ความฉงนสงสัย ทั้งหมดแยกย้ายกันไปพักผ่อน เมลเองหลังจากจัดระเบียบมิสเซลล์ไปหลายยกจนเหนื่อยอ่อนก็นอนหลับสนิทอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา
เปรี้ยง!! เปรี้ยง!!
สายฟ้ายังคงฉีกกระชากท้องฟ้าอย่างต่อเนื่อง ทันใดนั้น แสงวาบของอสนีบาตปรากฏร่างของสตรีปริศนายืนอยู่ที่ระเบียงห้องนอนของเมล นางเดินทะลุกำแพงเข้ามาอย่างไร้เสียง ราวกับร่างวิญญาณที่ก้าวข้ามมิติกาลเวลามาหยุดยืนอยู่ที่ข้างเตียง
สายตาของนางมองดูเมลด้วยความโหยหาและอาลัยรัก...
‘เจ้าเด็กน้อย... ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะได้รับสืบทอดพลังจากข้ามาด้วย เจ้าช่างเหมือนมารดาผู้ให้กำเนิดไม่ผิดเพี้ยน’ นางพึมพำกับความเงียบ ‘คืนนั้นก็พายุหนักเช่นคืนนี้... นางช่วยข้าไว้จากอาการบาดเจ็บร้ายแรง และข้าก็ตกหลุมรักนางจนเกิดสายสัมพันธ์ต้องห้ามนี้ขึ้น’
นางก้มลงประทับจูบเบาๆ ลงบนหน้าผากของเมลอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่เย็นเยียบแต่กลับอบอุ่นลึกถึงจิตวิญญาณ
‘ข้ายังไม่สามารถปรากฏกายให้เจ้าเห็นได้ในตอนนี้... ข้าขออวยพรให้เจ้าประสบแต่สิ่งที่ดี สร้อยเส้นนี้ข้ามอบให้เป็นเครื่องรางแก่เจ้า’
เมื่อแสงสายฟ้าสว่างขึ้นอีกครั้ง ร่างของนางก็หายวับไป ทิ้งไว้เพียงสร้อยเส้นงามที่วางอยู่บนหมอนข้างกายเมล และหยาดน้ำฝนที่ซึมอยู่บนพรมเป็นหลักฐานเดียวของการมาเยือน
คืนนั้น... พายุกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตาอย่างที่เป็นมาเสมอในทุกๆ ปี ทำให้น้ำในอาณาจักรนี้มีใช้สมบูรณ์ไม่เคยขาดแม้แต่น้อย
"ยัยขี้เกียจ ตื่นได้แล้ว!"
เสียงของแคร์ดังขึ้นปลุกสองสาวที่ยังพัวพันกันอยู่ใต้ผ้าห่ม ทุกคนในบ้านต่างรู้ดีว่ามิสเซลล์คือคนสนิทที่รู้ใจคุณหนูที่สุด แต่ไม่มีใครนินทา เพราะนางขยันและเป็นที่รักของทุกคน
“แคร์... กี่โมงแล้ว” มิสเซลล์ งัวเงียถาม
“ตีสี่แล้ว ยูริเข้าครัวไปนานแล้วนะ”
"ห๊ะ! ข้าต้องรีบแล้ว เมื่อคืนคุณหนูจัดหนักไปหน่อย" มิสเซลล์ลนลานวิ่งเปลือยกายผ่านหน้าแคร์เข้าไปในห้องน้ำ แต่สุดท้ายก็ถูกเมลที่ตามเข้าไปกักตัวไว้ ‘อบรม’ ต่ออีกหลายรอบ จนแคร์ต้องเข้าไปช่วยแต่งตัวให้แทนเพราะกลัวจะเสียเวลาทำอาหารเช้า
เช้านี้เมลลงมือเข้าครัวเอง นางเลือกทำชุดอาหารเช้าสไตล์ตะวันตกที่หอมอบอวลไปทั่วบ้าน กลิ่นขนมปังปอนด์ที่เพิ่งออกจากเตา ขนมปังไส้คัสตาร์ดรสละมุน และครัวซองต์เนยสดที่กรอบนอกนุ่มในชวนน้ำลายสอ
ไข่ดาวทรงสวยทอดออกมาได้สุกกำลังดีจับคู่กับไส้กรอกชิ้นโตที่จัดวางอย่างประณีต ขณะที่เหล่าอัศวินในชุดคนงานก็ขยันขันแข็ง ไปเก็บเมล็ดกาแฟและโกโก้สดๆ จากสวนมาคั่วบดตามสูตรของคุณหนู
“คุณหนูคะ! ท่านหญิงและคณะมาถึงแล้วค่ะ!” อัศวินหญิงวิ่งมารายงานด้วยความตื่นเต้น
“ลูกรัก! ทำไมแม่ไม่เคยกินลูกเลย... เฮ้ย! กินฝีมือลูกเลย” ฟอร์เร่เดินหน้าบานเข้ามาในครัวแล้วโผเข้ากอดเมลจนหน้าจมไปกับอกอิ่มอวบ
“ปล่อยก่อนค่ะท่านแม่! ลูกกำลังยุ่งอยู่” เมลประท้วงพลางจัดจาน
“ก็ได้ๆ ... แม่ขอเจ้าสามเหลี่ยม นี่ไปชิมก่อนนะ กลิ่นมันหอมยวนใจจริงๆ”
“ได้ค่ะ เดี๋ยวให้เด็กเอาออกไปให้ค่ะ”
“จ้าๆ”
ที่ห้องอาหารริมสระน้ำที่เพิ่งสร้างใหม่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดันที่มองไม่เห็น เพราะบุคคลระดับตำนานทั้งหมดได้มารวมตัวกันแล้ว
อเล็กซานดรา อัศวินศักดิ์สิทธิ์ผู้กุมสายเลือดกษัตริย์ มีอำนาจเทียบเท่าราชา และผู้สืบทอดบัลลังก์สายเลือดแห่งกษัตริย์
อ็อตโตริ ลูกสาวจอมมาร ผู้คุมกำลังครึ่งหนึ่งของกองทัพปีศาจ ทั้งยังเป็นยอดขุนพล
แคทเธอรีน นักรบยอดฝีมือ มือขวาของอเล็กซานดรา และอาจารย์โรงเรียนเวทมนตร์หลวง
ฟอร์เร่ จอมเวทสูงสุดของอาณาจักร
ธัญย่า เอลฟ์ผู้ปกครองแห่งผืนป่าอันกว้างใหญ่ ตัวตนระดับสูงที่หลายอาณาจักรหมายผูกไมตรี และสุดท้าย
โนทอเรีย บุตรแห่งยูริม สายเลือดกษัตริย์แห่งขุนเขาเลย์ม่า ดวาร์ฟหนึ่งเดียวที่สร้างชื่อจาการตีดาบและอาวุธเวทมนตร์อันมีชื่อเสียง
ทั้งหมดนั่งมองหน้ากันเงียบๆ จนกระทั่งเครื่องดื่มร้อนๆ ทั้งสี่ชนิดถูกยกมาเสิร์ฟ
“มีชานม กาแฟ โกโก้ ช็อกโกแลต ไม่ทราบว่าจะเอาเครื่องดื่มแบบไหนดีคะ”
“เมล์ พวกแม่ขอชิมทั้งหมดได้รึไม่”
“ได้ค่ะ” ไม่นานเครื่องดื่มทั้งสี่แก้วก็มาวางอยู่ตรงหน้าของทุกคน
“ยัยหนู... ไปแอบเรียนทำอาหารแบบนี้มาจากไหน? ถ้าจำไม่ผิด ขนาดซุบง่ายๆ เจ้ายังทำไม่ได้เลย” แคทเธอรีนในฐานะอาจารย์ถามด้วยความทึ่ง
“หนูทำเป็นเพราะไปเหยียบกับระเบิดมาค่ะ สงสัยสมองจะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก” เมลตอบหน้านิ่ง
“อืม... เป็นไปได้... ซะที่ไหนเล่า!” แคทเธอรีนสวนกลับทำเอาคนทั้งโต๊ะหลุดขำ
“อ่าว ไม่ใช่หรอค่ะ พอหนูได้สติขึ้นมาก็รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปเยอะเลย” พอพูดเช่นนี้ ฟอร์เร่เริ่มสังเกตลูกสาวอย่างละเอียด
“เมล... ลูกสูงขึ้นใช่ไหม? แล้วดูร่างกายลูกสิ... แข็งแรงขึ้นมาก”
“ว่าแต่... ในหมู่พวกเราไม่มีใครมีเส้นผมสี ‘เงินเงางาม’ แบบนี้เลยนะ” ธัญย่าตั้งข้อสังเกตพลางมองผมของเมลที่ ทอประกายผิดกับคนในตระกูลคาร์เรร่า
“วันนั้นที่ยัยหนูเกิด... ก็มีพายุฝนหนักแบบเมื่อคืนเลยนะ จำได้ไหม?” โนทอเรียย้อนความหลัง
“พายุที่รุนแรงที่สุดในรอบร้อยปี”
“จริง... ตกหนักมากจนข้าต้องหนีไปนอนกับธัญย่าเลย” อ็อตโตริเสริม ก่อนจะตาไวไปเห็นบางอย่าง “ยัยลูกสาว... เธอไปเอาสร้อยคอเส้นนั้นมาจากไหน?”
ทุกคนจ้องไปที่คอของเมล สร้อยเงินแวววาวลวดลายประหลาดที่ดูไม่เหมือนของในอาณาจักรนี้
“ไม่ทราบค่ะ... หนูตื่นมาก็เห็นมันวางอยู่ คิดว่ามันเข้ากับกำไลเงินดีเลยหยิบมาใส่... ดูสิคะ สวยไหม?” เมลตอบปัดพลางยิ้มเชิญชวน “รีบทานเถอะค่ะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นหมด”
เหล่า 6 ขั้วอำนาจมองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย พวกนางรู้ดีว่าพายุเมื่อคืนไม่ได้นำพามาแค่ฝน แต่ดูเหมือนมันจะนำพา “บางสิ่ง” มามอบให้ลูกสาวคนสำคัญของพวกนางด้วย ดูเหมือนจะเกี่ยวกับสายเลือดที่หลับใหลอยู่ ทว่าด้วยกลิ่นอาหารตรงหน้า ทำให้ความคิดทั้งหมดถูกตีตกไป
บรรยากาศมื้อเช้าดำเนินไปอย่างรื่นรมย์ อาหารของเมล กลายเป็นหัวข้อสนทนาหลักที่ทำให้เหล่าผู้ทรงอิทธิพลทั้งหกต้องทึ่ง ของหวานไส้คัสตาร์ดเนื้อละมุนคู่กับเครื่องดื่มร้อนสูตรพิเศษทำให้นางคว้าหัวใจของ "แม่ๆ" ไปได้อย่างง่ายดาย
“ลูกสาวของเจ้านี่มีรสนิยมดีจริงๆ ทั้งการตกแต่งบ้านและฝีมืออาหาร ทานริมสระน้ำแบบนี้ช่างได้บรรยากาศนัก” ธัญย่า ราชินีเอลฟ์เอ่ยปากชม
“ลูกข้าก็เหมือนลูกเจ้านั่นแหละ สิบสี่ปีผ่านไปเราก็ยังสรุปไม่ได้ว่านางเป็นลูกใครกันแน่” ฟอร์เร่ หัวเราะเบาๆ
แม้จะมีความลับที่ยังไม่คลี่คลาย แต่ความผูกพันที่ช่วยกันเลี้ยงดูเมลมาทำให้พวกนางกลายเป็นครอบครัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก
“พอเถอะ เดี๋ยวเสียบรรยากาศ”
“ได้พักทั้งทีอย่าไปคิดอะไรเยอะ ดูซิ ยัยหนูเข้ากับพวกนางได้ดีทีเดียว” แคทเธอรีนมองเมลที่กำลังนั่งคุยเรื่องตลกและพากันหัวเราเสียงดัง
“อย่างไรพวกเราก็ช่วยกันเลี้ยงดูนางอยู่ดี นางทำให้ข้าคิดถึงริสต้า” ฟอร์เร่อดคิดถึงอดีตไม่ได้
“ลูกสาวพวกเรานี่น่ะ”
ขณะที่บรรดาแม่ๆ นั่งรำลึกความหลัง อ็อตโตริ ก็หันไปหา อเล็กซานดรา “คือว่า... แม่ของข้า กำลังเดินทางมาพร้อมท่านพ่อ ท่านอยากเห็นหน้าหลานและเตรียมของขวัญมาด้วย ข้าล่ะจนปัญญาจริงๆ”
"ถ้าปลอมตัวมาก็ไม่ใช่ปัญหาหรอก นักบวชสูงสุดก็คนของเรา ขนาดผู้กล้าตายทั้งคนเรายังปิดเรื่องได้เลย" ฟอร์เร่ตอบอย่างไม่แยแส
"นั่นซิเนอะ ผู้กล้าตายทั้งทียังไม่โวยวายเลย" อ็อตโตริพยักหน้าเห็นด้วย
พวกเด็กๆ ก็คุยกันสนุกสนานและชวนกันมาลงเล่นน้ำ บรรดาแม่ๆ ก็พากันนั่งคุยลำลึกความหลังกันไป นานทีปีหนถึงได้เจอหน้ากัน จะคุยกันนานก็ไม่แปลก
“พรวดดด! แค่กๆ ... ลูกแม่! ทำไมเจ้าแต่งตัวเช่นนี้!” ฟอร์เร่ถึงกับสำลักน้ำชา เมื่อเห็นเมลเดินออกมาที่ริมสระในชุดว่ายน้ำบิกินี่ ที่ประยุกต์มาจากโลกก่อน มันโชว์สัดส่วนที่เกินวัยและความฟิตแอนด์เฟิร์มของกล้ามเนื้อที่งดงาม
“ยัยหนู! ไม่อายฟ้าดินรึไง!” อ็อตโตริ ตะโกนถามด้วยใบหน้าขึ้นสี
“อะไรคะท่านแม่? ก็ชุดปกติที่เอาไว้เล่นน้ำไง” เมลตอบหน้านิ่งก่อนจะกระโดดลงสระไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ทิ้งให้เหล่าแม่ๆ นั่งวิจารณ์หุ่นลูกสาวที่ “โตเกินวัย” ไปมาก
“เผ่าปีศาจแบบเธอมีสิทธิ์บ่นรึไง”
“จ้า แม่นักบุญ แม่คนประเสริฐ”
“ขอบใจ”
“ข้าประชด! อเล็กซานดร้า!”
“อ่าวหรอ”
"นี่... เด็กสิบสี่สมควรจะโตขนาดนี้เลยเหรอ? แคทเธอรีน เธอสอนลูกศิษย์ยังไงให้กลายเป็นเสือสาวขนาดนี้” อ็อตโตริหันไปค้อนอาจารย์สาว
“ไปถามคนเลี้ยงนู่น! อย่ามาถามฉัน” แคทเธอรีนปัดก่อนจะวกกลับเข้าเรื่องเครียด “จะว่าไป... คดีปีศาจในสนามสอบล่าสุด ดูเหมือนจะมีคนในราชสำนักอยู่เบื้องหลังนะ”
“เผ่าปีศาจเราไม่เกี่ยว” อ็อตโตริยืนยันหนักแน่น “ตอนนี้อาณาเขตเราอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาก ไม่มีเหตุผลที่จะหาเรื่องใส่ตัว ยกเว้นแต่จะเป็นพวก ‘ปีศาจเร่ร่อน’ ที่ถูกขับไล่ออกไป”
“อืม... ย้ายมาที่นี่ดีไหม” อเล็กซานดร้า หันไปถามฟอร์เร่
“อเล็กซานดร้า~ เธอเป็นถึงสตรีสูงศักดิ์ จะมาที่นี่ได้ไง เราซิมาตลอด ฮ่าฮ่าฮ่า สงครามก็ไม่มีแล้วด้วย” อ็อตโตริยิ้มอย่างผู้ มีชัย เหนือสตรีศักดิ์สิทธิ์
“เธอเป็นลูกสาวจอมมารจะมาได้ไง”
ในขณะที่บทสนทนากำลังเข้มข้น อัศวินสาวประจำบ้านก็เดินเข้ามารายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ขออนุญาตค่ะท่านหญิง... เจ้าชายลำดับที่สอง กำลังมุ่งหน้ามาที่นี่พร้อมกองกำลังขนาดเล็กค่ะ!”
ฟอร์เร่วางถ้วยน้ำชาลง แววตาเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก “หึ... มาได้ถูกจังหวะจริงๆ ปิดประตูชั้นใน! ยกสะพานขึ้น! ในเมื่อระบบป้องกันสร้างเสร็จแล้ว ก็ลองใช้ให้เป็นประโยชน์เสียหน่อย”
"ค่ะท่านหญิง!" อัศวินสาวรีบไปที่ห้องควบคุมระบบความปลอดภัยทันที ทำการเปิดระบบป้องกัน เมลที่กำลังเล่นน้ำอยู่กับเพื่อนใหม่ก็รู้ทันทีว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญกำลังมา และที่สำคัญอาจเป็นผู้ไม่ประสงค์ดี ทำให้คนของนางต้องปิดกันทางเข้าทั้งหมดและเปิดระบบป้องกัน
ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง!
เสียงกลไกเหล็กกล้าทำงาน ประตูกำแพงชั้นในที่เมลออกแบบไว้อย่างดีเลื่อนปิดสนิท สะพานข้ามลำธารยกตัวขึ้นตัดขาดทางเข้าโดยสิ้นเชิง ระบบป้องกันเวทมนตร์เริ่มส่งเสียงพึมพำจางๆ ครอบคลุมทั่วบริเวณ
เมลที่กำลังดำผุดดำว่ายอยู่ในสระหยุดชะงัก สายตาคมกริบมองไปยังทิศทางของประตูหน้าบ้าน นางสัมผัสได้ถึงไอพลังที่น่ารำคาญใจของ “อดีตคู่หมั้น”
‘มาหาที่ตายถึงที่เลยนะเลนอลล์... คิดจะบุกบ้านข้าในวันที่ “แม่ๆ” ทั้งหกคนอยู่ครบเนี่ยนะ? ช่างกล้าจริงๆ!’ เมลกระตุกยิ้มที่มุมปากพลางก้าวขึ้นจากสระน้ำ ร่างกายที่เปียกปอนทอประกายล้อแสงแดด พร้อมรับศึกที่กำลังจะมาถึง
“ไปเบิกอาวุธ!” เมลเอ่ยเสียงเรียบกับอัศวินที่ยืนคุมเชิงอยู่ใกล้ๆ
“ค่ะคุณหนู!” อัศวินสาวรับคำสั่งก่อนจะวิ่งทะยานไปแจ้งพรรคพวกทันที บรรยากาศในบ้านที่เคยผ่อนคลายพลันเปลี่ยนเป็นมาคุราวกับพายุกำลังจะเข้า
“เดี๋ยวก่อนลูกรัก... นี่ลูกคิดจะฆ่าแกงกันเลยอย่างนั้นหรือ?” ฟอร์เร่ ถามด้วยความประหลาดใจ
“ค่ะท่านแม่ ในเมื่ออีกฝ่ายเคยยัดเยียดข้อหาฉกรรจ์ที่มีโทษถึงประหารชีวิตให้หนู แล้วทำไมหนูจะระแวงไม่ได้?” เมลยิ้มเย็น “ตามกฎหมายพื้นที่พิเศษ หากบุคคลใดรุกล้ำเข้าบ้านผู้อื่นพร้อมกองกำลังติดอาวุธ เจ้าบ้านมีสิทธิ์สังหารเพื่อป้องกันตัวได้ทันทีหลังการเตือนครบสามครั้ง... และตอนนี้พวกมันก็ล่วงล้ำผ่านเขตชั้นนอกเข้ามาแล้ว หนูมีสิทธิ์ชอบธรรมทุกประการที่จะใช้ที่นี่เป็นสุสานของพวกมัน”
คำพูดของนางทำให้เหล่า “แม่ๆ” นึกถึงป้ายเตือนขนาดใหญ่สามจุดที่ติดตั้งไว้ ซึ่งระบุชัดเจนว่า ‘พื้นที่ส่วนบุคคล ผู้บุกรุกถือเป็นผู้ประสงค์ร้ายต่อชีวิตเจ้าของที่ดิน และจะถูกตอบโต้ด้วยมาตรการขั้นเด็ดขาด’
ตอนนี้ทุกคนเข้าใจในความหมายของป้ายหน้าทางเข้าแล้ว
“อเล็กซานดรา... เธอขึ้นทะเบียนที่ดินผืนนี้ไว้ยังไงนะ?” อ็อตโตริ หันไปถาม
“เขตพื้นที่พิเศษห้ามบุกรุกโดยเด็ดขาด... และฉันก็เป็นคนลงนามอนุมัติด้วยตัวเอง” อเล็กซานดราตอบพลางถอนหายใจยาว
เหล่าสตรีผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหกได้แต่ไว้อาลัยให้ขบวนของเจ้าชายอยู่ในใจ เพราะตอนนี้ ‘ศิลาเวทแจ้งเตือน’ บนโต๊ะปรากฏขีดสีแดงเข้มขึ้นมาแล้วสองขีด... ขีดที่สามกำลังจะตามมาในไม่ช้า
“ผ้าเช็ดตัวค่ะคุณหนู” มิสเซลล์ กับ แคร์ รีบเข้ามาช่วยเมลเปลี่ยนชุดจากบิกินี่เปียกชื้น
“เมล... เธอจะออกไปทั้งชุดคลุมแบบนั้นเลยหรือ?" โนทอเรีย ดวาร์ฟสาว ถาม
“แค่นี้ก็พอแล้วค่ะ เดี๋ยวเสร็จเรื่องเข้าครัวหนูค่อยใส่ขาสั้นทับอีกที” เมลตอบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเดินนำเมดสาวทั้งสองไปที่ห้องลับซึ่งเป็นห้องเก็บอาวุธลับ
นางหยิบ ‘แท่งเหล็ก’ ออกมาพาดบ่าอย่างคล่องแคล่ว พร้อมสั่งให้มิสเซลล์และแคร์หิ้วกล่องไม้ตามมาคนละกล่อง
“ป่ะ ไปรับแขกหน่อย”
“นั่นลูกจะเอาแท่งเหล็กนั่นไปไหน?” ฟอร์เร่ถามพลางมองอาวุธรูปร่างประหลาดนั่น
“นี่หรือคะ? หนูเอาไว้ล่าสัตว์อสูรตัวใหญ่ๆ หรือพวกเกราะหนาๆ น่ะค่ะ... โดนไปดอกเดียวก็อยู่หมัด”
“ใช่ค่ะท่านหญิง ถ้าโดนหลาย 'ดอก' รับรองว่าติดใจจนลืมไม่ลงเลยละค่ะ” มิสเซลล์เสริมพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
“พอๆ” พูดจบก็รีบเดินหนี เพราะเกรงว่าท่านแม่จะจับสังเกตอาการ ‘สังสรรค์’ บนห้องยามค่ำคืนได้
“ก็เห็นคล้ายกัน” มิสเซลล์ยิ้มกรุ้มกริ่ม สุดท้ายก็ไม่พ้นสัญชาตญาณของคนที่ผ่านอะไรมานาน
“ถึงไหนแล้ว?” เมลถามอัศวินที่ซุ่มอยู่บนชั้นสอง
“ข้ามเส้นตายสุดท้ายมาแล้วค่ะคุณหนู!”
“ดี... เดี๋ยวข้าเปิดประตูเอง พวกเจ้าเตรียมซ้ำได้เลย!”
"ค่ะคุณหนู” พูดปุบทำปับ
ครืด... ปัง!
ประตูบานใหญ่ของคฤหาสน์ถูกผลักออกอย่างช้าๆ ทว่าทรงพลัง เมลก้าวออกมาในชุดคลุมสีเรียบที่พลิ้วไหวตามแรงลม บรรยากาศรอบตัวนางแผ่ซ่านด้วยแรงกดดันวิญญาณระดับขุนศึก จนอัศวินของเจ้าชายที่ขี่ม้านำขบวนมาถึงกับชะงักงันด้วยความครั่นคร้าม
“หยุดอยู่ตรงนั้น!” เสียงใสแต่เย็นเฉียบดุจน้ำแข็งขั้วโลกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของทุ่งกว้าง “พวกท่านก้าวข้ามเขตป้ายเตือนมาสามเขตแล้ว... ตามกฎหมายพื้นที่พิเศษ นี่คือการประกาศตนว่าเป็นศัตรูประสงค์ร้ายต่อชีวิตเจ้าของที่ดิน!”
เจ้าชายเลนอลล์ที่ขี่ม้านำขบวนอยู่ด้านหน้าขมวดคิ้วด้วยความโมโห “เมล! นี่เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ? ข้าคือเจ้าชายลำดับที่สองแห่งอาณาจักรนี้! จงคุกเข่าระ....”
“ในพื้นที่ของข้า... ไม่มีเจ้าชาย มีแต่ผู้บุกรุก!!”
เมลไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายนั้นได้ไม่พูดพร่ำทำเพลงนางยกแท่งเหล็กประทับบ่าขึ้นเล็งไปที่หัวขบวน พลางแสยะยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นถึงกับเสียวสันหลังวาบ
“และนี่คือคำเตือน... ครั้งที่สี่!”
นิ้วเรียวเตรียมลั่นไกสังหาร ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเหล่าอัศวินที่ยังไม่รู้ว่าความตายในรูปแบบ ‘อาวุธร้อน’ กำลังจะพุ่งเข้าหาในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า!
ห่างจากกำแพงบ้านไปร้อยกว่าเมตร ขบวนรถม้าหรูหราหลายคันพร้อมกองกำลังอัศวินกำลังมุ่งหน้าเข้ามาด้วยท่าทีถือดี พวกเขาเมินเฉยต่อป้ายคำเตือนสีแดงฉานที่ปักเด่นชัดไปอย่างสิ้นเชิง
ฟิ้วววววววววววววว~
วัตถุบางอย่างพุ่งแหวกอากาศมาด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงหวีดหวิว ก่อนจะปะทะเข้ากับรถม้าคันแรกสุดอย่างแม่นยำ
ตู้มมมมมมมมมม!!
แรงระเบิดมหาศาลทำให้รถม้าแตกกระจายเป็นเศษไม้เพียงในนัดเดียว!
“เกิดอะไรขึ้น!” เจ้าชายเลนอลล์ตะโกนลั่นด้วยความตกใจ
“เราโดนโจมตีพ่ะย่ะค่ะเจ้าชาย!”
“รีบลงจากรถเร็วเข้า!!”
ทันทีที่สิ้นเสียงตะโกน เหล่าองครักษ์ต่างพากันกระโดดหนีตายลงไปหมอบที่ข้างทาง ทว่ายังไม่ทันตั้งตัว รถม้าอีกสามคันที่เหลือก็ระเบิดกระจุยตามกันไปติดๆ เศษเหล็กและเปลวเพลิงปลิวว่อน ตามมาด้วยเสียงกัมปนาทของ "ปืนกลหนัก" ที่สาดกระสุนกดจนไม่มีใครกล้าแม้แต่จะโผล่หัวขึ้นมา
“ยัยนั่นมันบ้าไปแล้วหรือไง!” เจ้าชายคำรามท่ามกลางเสียงปืน
“พระองค์ไปทำอะไรไว้หรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ?” หัวหน้าองครักษ์ถามด้วยสีหน้าซีดเผือด
“หะ...หัวหน้าครับ ดูป้ายนั่นสิครับ!” อัศวินคนหนึ่ง ชี้ย้อนกลับไป
“ป้าย? ป้ายอะไร!!” องครักษ์ตะโกนถามอย่างไม่เข้าใจ
“ตรงนั้นครับท่าน!!” อัศวินคนเดิมชี้ไปที่ป้ายสีแดงที่อยู่ไม่ไกลจากตำแหน่งเท่าไหร่
“ป้ายบอกว่า... หากมาพร้อมกองกำลังติดอาวุธ จะถือว่าประสงค์ร้ายต่อชีวิตเจ้าของ” หัวหน้าอัศวินหันขวับมามองนายของตนทันที “พระองค์ได้ส่งจดหมายแจ้งขอเข้าพบล่วงหน้าหรือไม่ พ่ะย่ะค่ะ?”
“ข้าเป็นถึงเจ้าชายนะ! จะเข้าหาใครต้องขออนุญาตด้วยหรือไง?”
“แต่อีกฝ่ายอยู่ในความคุ้มครองของอัศวินศักดิ์สิทธิ์และมหาวิหารนะพ่ะย่ะค่ะ!”
“ที่นี่คือที่ส่วนตัวของท่านอา... แย่แล้ว! บอกดยุคแม็กซ์น่าเร็ว ให้เขาไปเจรจา!!” หัวหน้าอัศวินมองนายเหนือหัวของตนเหมือนตั้งคำถามว่า ‘ขนาดท่านยังไม่รอด ท่านดยุคจะรอดไหม!’
ระหว่างที่เถียงกัน กระสุนและระเบิดยังคงร่วงลงมาราวกับห่าฝน ดยุคแม็กซ์น่าที่ตามมาในขบวนถึงกับอยากจะเดินไปตบหัวเรียกสติเจ้าชายสักที เขาตัดสินใจเดินออกมาพร้อมอัศวินส่วนตัวเพื่อยุติสถานการณ์
“หยุดก่อน! พ่อรู้ว่าเจ้ามองเห็นธงขาว!” ดยุคตะโกนก้อง พร้อมชูธงขาวขึ้นสูงเท่าที่จะสูงได้
“พวกท่านมาทำไม? มีบัตรเชิญหรือไม่? หรือได้มีการส่งคำขอเข้าเยี่ยมเจ้าบ้านอย่างเป็นทางการหรือไม่?” เสียงอัศวินสาวดังผ่านโทรโข่งเวทมนตร์ออกมาจากกำแพง
“มะ...ไม่มี” ดยุคตอบตะกุกตะกัก
“เช่นนั้นกรุณาถอยกลับไปด้วยค่ะ ตอนนี้เรามีแขกคนสำคัญพักอยู่จึงไม่สามารถเปิดประตูรับได้ โปรดติดต่อมาใหม่ในสัปดาห์หน้า!”
“ใครกันแขกที่เจ้าว่า”
“เพื่อความปลอดภัยของแขกที่มาพัก จึงไม่สามารถบอก ได้ค่ะ” เสียงตอบอย่างฉะฉาน
ในขณะที่ขบวนของเจ้าชายโดนถล่มจนเละเทะ กลับมีรถม้าอีกสองกลุ่มควบเข้ามา กลุ่มแรกแสดง “ตราราชวงศ์” และตราประจำตัวระดับสูง อีกกลุ่มเป็นคณะเดินทางห้าคน ทว่าพวกเขากลับผ่านเข้าไปได้อย่างง่ายดายไร้การโจมตี สะพานถูกทอดลง ประตูบานยักษ์เปิดออกรับพวกเขาเข้าไปก่อนจะปิดลงทันที
“นั่น... รถม้าของเสด็จแม่?” เจ้าชายยืนงงตาค้าง
ในรถคันนั้นคือ องค์ราชินีคู่บัลลังก์ และ เจ้าหญิงอีกสามพระองค์ พร้อมด้วยกองอัศวินกุหลาบหิมะผู้เก่งกาจ
“ฝ่าบาท... เหตุใดองค์ราชินีถึงเข้าไปได้พ่ะย่ะค่ะ?” ดยุคแม็กซ์น่าถามด้วยความสับสน ก่อนจะพยายามเดินไปที่ริมคลอง
“ข้าขอเข้าพบองค์ราชินี!”
ทันใดนั้น มีซองจดหมายถูกโยนออกมาจากกำแพง ดยุคเปิดอ่านทันที
“ในนี้บอกว่า... ให้ท่านดยุคเข้าไปได้เพียงคนเดียว ห้ามผู้ติดตามเข้า ท่านต้องประทับรอยเลือดและฉีกกระดาษเวทมนตร์นี้ครับ” อัศวินรายงาน
“ได้ข้าตกลง” ดยุคทำตามขั้นตอนทันที ร่างของเขาหายวับไปและโผล่ขึ้นที่กลางสวนด้านในคฤหาสน์
“จอมมาร! องค์ราชินีระวังพ่ะย่ะค่ะ!” ดยุคแม็กซ์น่าร้องลั่นพลางชักดาบออกมา เมื่อเห็นสตรีที่มีกลิ่นอายปีศาจยืนอยู่ใกล้ราชินี
“ท่านพี่... เก็บดาบก่อนเถอะค่ะ”
“น้องหญิง! เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” ดยุคตกใจเมื่อเห็นภรรยาของตน
“มาตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ อาทิตย์หน้าถึงจะกลับ น้องมานอนกับลูก” ฟอร์เร่ตอบเรียบๆ
“ไหน! ลูกอยู่ไหน เรียกนางออกมาคุยกับพี่เดี๋ยวนี้!” ดยุคยังคงหัวเสีย
“อะแฮ่ม! เรายังอยู่ตรงนี้ หวังว่าท่านดยุคจะไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของเรา” องค์ราชินีเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ทำให้ดยุคต้องรีบเก็บดาบและคุกเข่าลง
“ขออภัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม... ตามสบายเถอะ” องค์ราชินีกล่าวจบ เมดสาวก็เข้ามานำทางดยุคไปพักผ่อน
“ฮุฮุฮุ... ลูกสาวตัวเองยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ เจ้าดยุคนั่นดันจำไม่ได้เสียนี่” ราชินีปีศาจ หัวเราะคิกคักพลางเดินไปคล้องแขนราชินีมนุษย์อย่างสนิทสนม โดยทั้งคู่เดินผ่าน ‘เมล’ ในชุดคนสวนที่ยืนถือปืนกลหนักพักไว้อยู่ข้างๆ ไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้ดยุคแม็กซ์น่าเดินมึนงงเข้าบ้านไปโดยไม่รู้เลยว่า เด็กสาวที่เพิ่งถล่มขบวนเจ้าชายจนกระจุย... ก็คือลูกสาวที่ตามหาอยู่นั่นเอง!
“อ๊ากกกกกกก!!!”“อ๊ากกกกกกก!!”เสียงร้องประสานเสียงดังกึกก้องไปทั่วโถงวิหาร เมล กระโดดถอยหลังกรูด มือขวากำด้ามดาบแน่น สายตาจ้องเขม็งไปยังสิ่งมีชีวิตประหลาดตรงหน้า“แกเป็นตัวอะไร!” เมลตะโกนถาม“แล้วแกนั่นแหละเป็นตัวอะไร!” อีกฝ่ายตะโกนสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงแหลมเล็ก“ตอบฉันมาก่อน!""ไม่ย่ะ! แขกที่ดีควรแนะนำตัวก่อนสิ”เมลสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบสติอารมณ์ “ก็ได้... ฉันชื่อ เมล เป็นมนุษย์”“อ้อ... ส่วนฉันคือ ซีโร่ เป็นเอไอปัญญาประดิษฐ์ผู้ดูแลที่นี่ ว่าแต่คุณผู้หญิง... เข้า...มา...ทำ...อะ...ไร...ใน...นี้...ไม่...ทราบ!” เจ้าสิ่งมีชีวิตที่หน้าตาเหมือนแมวส้มอ้วนกลมแยกเขี้ยวใส่ เมลรู้สึกได้เลยว่าเจ้าแมวนี่กำลังหงุดหงิดสุดๆ“ที่นี่คืออะไรกันแน่ แล้วทำไมแมวอย่างแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”“ฉันคือหุ่นยนต์แมวที่สวยงามที่สุดในจักรวาลย่ะ! พูดไปเรื่องมันยาว รับชาหรือกาแฟไหม? อ้อ... แล้วฉันเป็นตัวเมีย เรียกให้ถูกด้วย”เมลทำหน้าไม่ถูก จากตอนแรกที่กะจะมาสำรวจวิหารร้างโบราณที่ดูขลังๆ ไหงกลายเป็นว่าต้องมานั่งจิบชากับแมวส้มขี้วีนไปได้ แต่นางก็ยอมเดินตามการนำทางของซีโร่ที่กระโดดขึ้นมาจองพื้นที่บนบ่าของนางอย่างถ
ข่าวการยกโขยงพากันเข้าป่าของห้องเรียนเมล ทำให้ห้องเรียนอื่นตื่นตัวและเริ่มจัดเตรียมข้าวของบ้าง แต่ส่วนใหญ่กลับเลือกส่งไปเพียง “กลุ่มตัวท็อป” อย่างนักล่าและหน่วยสำรวจเท่านั้น โดยทิ้งพวกเด็กเรียนหรือฝ่ายสนับสนุนไว้ข้างหลังซึ่งนั่นแตกต่างจากปรัชญาของเมลโดยสิ้นเชิง นางต้องการให้เพื่อนร่วมห้องทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์จริง ไม่ใช่เก่งแค่ในตำรา เพราะในสนามรบจริง... แม้แต่คนทำบัญชีหรือฝ่ายเสบียงก็มีโอกาสต้องหยิบดาบขึ้นมาสู้เพื่อเอาชีวิตรอด นี่จึงเป็นโอกาสทองที่จะฝึกฝนทุกคนให้พร้อมสำหรับโลกภายนอก“ทุกคนเช็กอาวุธให้พร้อม! ป่าแห่งนี้ไม่ใช่สนามเด็กเล่น” เมลกำชับเสียงเข้มป่าอสูรแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความอันตราย แม้แต่ปาร์ตี้นักผจญภัยมืออาชีพยังไม่อยากย่างกรายเข้ามาหากไม่จำเป็น เมลจำได้ดีถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่นางเคยผ่านมา... ภาพของกลุ่มนักผจญภัยที่ถูกฝูง “ก๊อบลิน” ดักซุ่มโจมตีบริเวณชายขอบป่า สภาพศพของชายหญิงคู่หนึ่งและผู้บาดเจ็บสาหัสอีกสามคนยังคงเตือนใจนางเสมอว่า ‘ความประมาทคือหนทางสู่ความตาย’เมื่อขบวนเดินทางลึกเข้ามาได้ระยะหนึ่ง เมลก็สั่งหยุดม้าที่จุดชัยภูมิซึ่งห่างจากลำธารไม่มากนัก“ตั้งค่าย!
ดยุคแม็กซ์น่าเดินตามฟอร์เร่เข้าไปยังมุมสงบของห้องรับแขก แม้ในใจจะเต็มไปด้วยคำถามนับร้อย แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะไม่เอ่ยปากถามซี้ซั้วในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วย “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” ระดับตำนานเช่นนี้เมลในชุดคนรับใช้เดินเข้ามายกชาและขนมชุดใหม่มาเสิร์ฟให้ด้วยตัวเอง ก่อนจะถอยฉากออกไปทำงานต่ออย่างเงียบเชียบ โดยที่ดยุคยังคงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่ฟอร์เร่?” ดยุคกระซิบถามภรรยา“ก็อย่างที่เห็น... พี่สาวขององค์ราชา ท่านอเล็กซานดราก็พักอยู่ที่นี่ ส่วนคนอื่นๆ ก็คือแขกของพระนางที่อยู่ในรายชื่อผู้มาเยือนนั่นแหละค่ะ” ฟอร์เร่ตอบเลี่ยงๆ โดยอ้างชื่ออัศวินศักดิ์สิทธิ์“แล้วจอมมารมาได้อย่างไร? เรื่องนี้เจ้าต้องอธิบายข้าให้กระจ่าง”“ท่านไม่เห็นภรรยาของจอมมารที่นั่งอยู่กับองค์ราชินี?”ดยุคพยักหน้าช้าๆ “เห็น...”“ภรรยาของจอมมารคนปัจจุบันกับองค์ราชินีของเรา เคยเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกันสมัยยังเป็นนักผจญภัยค่ะ... และอีกเดี๋ยว ‘อดีตจอมมาร’ ก็กำลังจะมาถึงแล้วด้วย”“พวกนั้นมาทำไมกัน? นี่มันเรื่องใหญ่ระดับโลกเลยนะ”“ก็แค่... บัตรเชิญงานเลี้ยงสังสรรค์เล็กๆ ของเพื่อนฝูง เดี๋ยวข้าจะให
ตกดึกคืนนั้น... ท่ามกลางป่าลึกที่เงียบสงัด เสียงฝีเท้าม้าขยับเข้ามาใกล้บ้านพักตากอากาศ สตรีสองนางในผ้าคลุมสีเข้มขี่ม้าตรงมาด้วยท่าทีเร่งรีบ คนหนึ่งมีรูปร่างเหมือนเด็กสาววัยสิบห้า ผิวเข้ม ผมสีแดงเพลิงดุจเปลวไฟ อีกคนมีผิวขาวนวลใบหน้าสะสวยทว่ามีใบหูแหลมยาวบ่งบอกถึงเชื้อสายเอลฟ์ ทั้งสองมาพร้อมผู้ติดตามชุดดำที่ดูแคล่วคล่องอีกสองคนครึ่ม!!! เปรี้ยง!!!เสียงอสนีบาตฟาดคำรามเป็นสัญญาณว่าพายุใหญ่กำลังมาเยือน“ที่นี่ใช่ไหม”“ค่ะท่านหญิง”คลึ่ม!!! เปรี้ยง!!!“แขกของท่านแม่ใช่หรือไม่คะ?” เสียงนิ่งเรียบแต่ทรงพลังดังขึ้นจากทางด้านหลังของทั้งสี่“ใช่... พวกเรามาหาฟอร์เร่” เอลฟ์สาวตอบพลางปัดผ้าคลุม“เช่นนั้นตามเข้ามาด้านในเถอะค่ะ ฝนกำลังจะตกหนักแล้ว” เมลเอ่ยเชิญ ก่อนจะนำทางทั้งสี่เข้าสู่คฤหาสน์ที่โอ่อ่าเกินคาด“บ้านหลังนี้มัน” เอลฟ์สาวมองสำรวจตัวบ้าน“หนูจะให้คนเอาม้าไปเก็บให้นะคะ”“ขอบใจมาก” ม้าสี่ตัวถูกอัศวินพาเข้าไปในโรงเก็บม้า ส่วนข้าวของทั้งหลายก็ถูกเหล่าเมดนำขึ้นไปไว้บนห้องพักเรียบร้อยหลังจากจัดการเรื่องม้าและสัมภาระเรียบร้อย เมลพาทั้งสี่มานั่งพักที่โต๊ะรับแขกริมหน้าต่างที่พายุฝนกำลังกระหน่ำซัด
บรรยากาศในงานเลี้ยงกร่อยลงทันตาหลังจากคำประกาศกร้าวของเมล แม้ผลลัพธ์จะทำให้นางได้รับอิสรภาพจากการถอนหมั้นพร้อมเหรียญทองค่าปลอบใจก้อนโต แต่นางก็ไม่ได้รู้สึกยินดีนัก เลยปฏิเสธที่จะกลับพร้อมรถม้าหรูของโมโม่ ทว่าเลือกที่จะสวมชุดบุรุษเดินทอดน่องไปตามท้องถนนยามค่ำคืนเพื่อซึมซับ “ความเป็นจริง” ของเมืองหลวงแห่งนี้“สาวน้อย คืนนี้มาสนุกกับพี่สาวไหมจ๊ะ?” เสียงทักทายฉะอ้อนดังมาจากเงามืดริมทาง เหล่าสตรีที่หาเลี้ยงชีพด้วยร่างกายพากันส่งสายตาหวานให้ตลอดทางเมลหยุดยืนอยู่หน้าสตรีวัยกลางคนคนหนึ่งที่มีแววตา อมทุกข์ “พี่สาว มีร้านนั่งดีๆ บ้างไหม?”“มีสิ... เจ้าเป็นลูกค้าคนแรกของคืนเลยนะ” หญิงสาวขยิบตาพร้อมทำนิ้วเป็นรูปวงกลมสัญลักษณ์ของเงิน“ไม่ใช่ปัญหา ข้าแค่อยากหาเพื่อนคุย” เมลพยักหน้าตกลง“เช่นนั้นตามพี่สาวมาเลย ร้านของพี่สาวบรรยากาศดีสุดแล้ว”“จริงหรอ”“ไม่จริงคืนนี้ยอมเสียตัวให้เลยอ่ะ”“พอเลย รีบเดิน”“เจ้านี่น่ะ ทำตัวเย็นชาแบบนี้ สงสัยสาวเยอะแน่เลย”“ไม่มี ว่าแต่ทำไมเดินออกมานอกเมือง” เมลมองรอบๆ เริ่มไม่เห็นบ้านคนยิ่งเดินออกไปไกล บ้านเรือนก็ยิ่งเบาบางจนถึงเชิงเขาห่างไกล เมลเลิกคิ้วขึ้นเมื่อพบว่า
ซูเหยายืนตระหง่านอยู่บนยอดอาคารที่ควันไฟยังคุกรุ่น สายตาเย็นชากวาดมองซากอสูรเกราะเหล็กเบื้องล่างที่กลายเป็นเพียงกองเศษเนื้อและเหล็กบิดเบี้ยว ผลจากการผสมผสาน“ระเบิดสมัยใหม่” เข้ากับ “การอ่านจุดตาย” แบบนักรบโบราณของนาง ทำเอาพวกฝ่ายช่างและเพื่อนร่วมห้องที่เหลือถึงกับอ้าปากค้าง“ใคร... ใครสอนให้พวกเธอเอากับดักรถถังมาดัดแปลงเป็นระเบิดเจาะเกราะแบบนี้!” อาจารย์ที่ปรึกษาอุทานขณะเร่งช่วยลูกศิษย์ประกอบอุปกรณ์ตามแบบที่วางไว้“เมลครับอาจารย์! ยัยนั่นเพิ่งยัดมันใส่ปากอสูรยักษ์นั่นจนระเบิดเป็นจุน” นักเรียนชายคนหนึ่งชี้ไปที่ซูเหยา“แล้ว.... ไปเรียนวิธีพรรค์นี้มาจากไหน? ในหลักสูตรทหารเวทมนตร์ไม่มีสอนเรื่องการดัดแปลงนอกตำราขนาดนี้นะ!” ทุกคนพากันสงสัย เมื่อได้ยินสิ่งที่อาจารย์ที่ปรึกษาพูดแต่สำหรับพวกที่กำลังสู้ตายอยู่ในแนวหน้า ความสงสัยนั้นถูกกลบด้วยเสียงคำรามของศัตรู พวกเขาต้องการเพียงสิ่งที่จะทำให้รอดชีวิตจากอสูรพวกนี้ได้“เมล! รีบไปที่ส่วนกลางด่วน!” เพื่อนที่คุมวิทยุตะโกนบอกสุดเสียง“เธอจะแหกปากเชิญพวกมันขึ้นมาร่วมโต๊ะอาหารหรือไง?” ซูเหยาตำหนิเสียงเรียบพลางกระโดดลงจากขอบตึก เข้าที่กำบังเพื่อหลบการ







