LOGINภายในตำหนักชิงอวิ๋น...แสงตะเกียงสั่นไหวเบาๆ ตามแรงลมยามราตรี เงาของคนทั้งสามทอดยาวบนพื้นหินเย็นเยียบ ไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ยแม้แต่คำเดียว เซี่ยเยว่หลันสูดลมหายใจลึก ก่อนค่อยๆ กวาดสายตาอ่านตัวอักษรที่เหลือบนกระดาษเก่าอีกครั้ง ลายมือของนายน้อยอวี้หลิงยังมั่นคงเช่นเดิม แม้หมึกบางช่วงจะเลอะเลือนราวกับถูกหยดน้ำตาหรือคราบเลือดเปื้อนในภายหลัง นางยังจดจำลายมือที่ขีดเขียนนั้นได้ดีเพราะนางเอกคือผู้ที่สอนอวี้หลิงคัดอักษรด้วยตรเอง สายตาของนางจับจ้องที่ตัวอักษรพลางอ่านต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ท่านพ่อกลับมาถึงเมืองหลวงในคืนที่สามหลังศึกหลัวหมิง แม้จะบาดเจ็บสาหัส แต่ยังมีสติครบถ้วน ข้าและท่านอาจางต่างช่วยกันปฐมพยาบาลท่านพ่อจนอาการดีขึ้นมาก คืนนั้น...ท่านพ่อถูกเข้าวังเร่งด่วนตามพระราชโองการลับ ท่านบอกข้าเพียงว่า ให้รอคอยท่านกลับมาและอย่าแจ้งข่าวนี้แก่พี่หญิง ด้วยเกรงว่าท่านจะเป็นกังวลทั้งที่กำลังเคร่งเครียดกับอีกศึก" หลี่เซวียนขมวดคิ้วทันที ในขณะที่หญิงสาวที่อ่านเริ่มหายใจติดขัด "พระราชโองการลับ..." เซี่ยเยว่หลันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก อ่านต่อ "รุ่งเช้าท่านพ่อถ
ยามราตรีคืบคลานเข้ามากลืนกินทุกสิ่งในตำหนัก เพียงแสงตะเกียงที่ส่องสว่างในห้องจึงทำให้ห้องทั้งขึ้นมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น กุ้ยเฟยและเกากงกงชะงักงันเมื่อได้ยินคำสั่งของฮ่องเต้ดังขึ้น "มีปัญหาหรือ" "มิ...มิกล้าพ่ะย่ะค่ะ" เกากงกงรีบก้มศีรษะทันที ข่าวนี้...หากแพร่ออกไปทั่ววังหลังคงทำให้ทั้งหกตำหนักนอนไม่หลับกันทั้งคืน ส่วนด้านหลังฉากกั้น...หลี่เซวียนกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว เขาไม่อาจออกไปได้อีกแล้วเพราะฮ่องเต้...กำลังจะค้างคืนอยู่ในตำหนักของเซี่ยเยว่หลัน และนั่นยิ่งน่ากังวลยิ่งนักเพราะหากเขาถูกจับได้ขึ้นมา ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคงไม่พ้นกุ้ยเฟยถูกอาญาไปด้วย แสงตะเกียงในตำหนักชิงอวิ๋นส่องไหวตามแรงลมยามราตรี บรรยากาศภายในห้องยังคงเงียบงันหลี่จิ้งเหยียนประทับอยู่บนตั่งยาวริมหน้าต่าง พระหัตถ์ถือฎีการายงานจากองครักษ์หลวง แต่สายพระเนตรกลับไม่ได้ทอดมองตัวอักษรแม้แต่น้อย พระองค์ทอดพระเนตรหญิงสาวที่นอนหลับอยู่บนเตียงเป็นระยะ เซี่ยเยว่หลันหลับไม่สนิทเพราะพิษจากลูกศรทำให้ใบหน้างามแดงระเรื่อ ลมหายใจร้อนกว่าปกติ หมอหลวงกล่าวไว้ไม่ผิดเพี้ยนไป...คืนนี้นางจะ
หลี่จิ้งเหยียนจ้องมองใบหน้าของกุ้ยเฟยที่ตนรักยิ่งอย่างหวั่นใจ ตั้งแต่วันที่เซี่ยเยว่หลันติดตามเขามาจนวันที่เขาได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ ไม่เคยมีสักครั้งที่นางจะโกหกหรือมีใจออกห่างเขามากเช่นนี้ แต่วันนี้นางกลับเลือกจะทำและหลี่จิ้งเหยียนได้เห็นมันชัดเจนกับสายตาตัวเองแล้ว "...เจ้าหลบตาข้า" เซี่ยเยว่หลันกำชายผ้าห่มแน่น นางไม่คิดว่า...ฮ่องเต้จะสังเกตแม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ หลี่จิ้งเหยียนถอนพระทัยเบาๆ อีกครั้งราวกับยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น "แต่เอาเถิด...ข้าจะไม่บังคับ เมื่อใดที่เจ้าอยากบอก...ข้าจะรอฟัง" ประโยคนั้น...ทำให้เซี่ยเยว่หลันถึงกับชะงัก นางเงยหน้าขึ้นมองพระองค์โดยไม่รู้ตัว หลี่จิ้งเหยียนเองก็สบตานางนิ่ง บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัดจนกระทั่ง...เกากงกงรีบเดินเข้ามาประสานมือด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด "ทูลฝ่าบาท องครักษ์หลวงจับมือสังหารได้หนึ่งคนพ่ะย่ะค่ะ" ดวงตาของหลี่จิ้งเหยียนเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบในทันที หลี่จิ้งเหยียนหันกลับมามองเกากงกงสีพระพักตร์สนอกสนใจทันที "ยังมีชีวิตอยู่หรือ" "พ่ะย่ะค่ะ" "แต่..." เกากงกงลังเล
"อ๋องเจ็ด...เหตุใดพระองค์จึงช่วยหม่อมฉันถึงเพียงนี้" ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบ หลี่เซวียนมิได้ตอบทันที สายตาของเขาทอดมองไปยังต้นเหมยด้านนอกหน้าต่างก่อนกล่าวช้าๆ "เพราะข้าเองก็ติดค้างแม่ทัพเซี่ยและ..." เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนยิ้มบางๆ "ข้าไม่อยากเห็นสตรีผู้บริสุทธิ์ต้องตาย...เพราะความอยุติธรรมในวังหลวง" เซี่ยเยว่หลันจ้องมองเขา นางรู้...นั่นไม่ใช่คำตอบทั้งหมดแต่ก็ไม่ได้ซักถามต่อ หลี่เซวียนจึงเปลี่ยนเรื่องทันที "จดหมาย เจ้าเปิดอ่านหรือยัง" เซี่ยเยว่หลันส่ายหน้า "ยังเพคะ" เขาพยักหน้า "ดี เพราะข้าต้องอยู่ด้วย" นางขมวดคิ้ว "เหตุใด" ดวงตาของหลี่เซวียนเปลี่ยนเป็นจริงจัง "เพราะคนที่ต้องการฆ่าเจ้าวันนี้...อาจไม่ได้ต้องการฆ่าเจ้าเพียงอย่างเดียวแต่ต้องการ..." เขาหยุดเล็กน้อย "...จดหมายในมือเจ้าด้วย" เซี่ยเยว่หลันค่อยๆ กำซองผ้าไหมแน่นขึ้น แต่แล้ว...เสียงฝีเท้าของเกากงกงก็ดังขึ้นจากด้านนอกตำหนัก ทั้งสองมองหน้ากันราวกับตื่นตะหนก "ฝ่าบาทเสด็จกลับ!" ชิงหลัวหน้าซีด รีบหันกลับมา "อ๋องเจ็ด!" หลี่เซว
"ข้อเท้าแพลงอยู่มิใช่หรือ ยังจะฝืนอีก" พระหัตถ์อุ่นของไทเฮาค่อยๆ ลูบศีรษะของนางเบาๆ อย่างเอ็นดูที่สุด "เจ้าเด็กคนนี้...เหตุใดถึงไม่รู้จักดูแลตัวเอง" เซี่ยเยว่หลันเม้มริมฝีปาก หัวใจที่เคยแข็งกระด้างกลับอ่อนยวบลงอย่างไม่ทันตั้งตัว นับตั้งแต่มารดาจากไป...ไม่มีผู้ใหญ่คนใดลูบศีรษะนางเช่นนี้อีกแล้ว หลี่จิ้งเหยียนทอดพระเนตรภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน ไทเฮาหันไปทอดพระเนตรโอรส "ฮ่องเต้ ลูกดูแลเยว่หลันอย่างไร เหตุใดจึงปล่อยให้ได้รับบาดเจ็บได้ หากนางเป็นอะไรไปจะทำเช่นไร" น้ำเสียงมิได้รุนแรงแต่กลับทำให้ทั้งตำหนักเงียบกริบ หลี่จิ้งเหยียนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนประสานพระหัตถ์ราวกับรับผิดด้วยตัวเอง "เป็นความผิดของลูก" คำตอบนั้น...ทำให้แม้แต่เกากงกงยังเผลอเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ ฝ่าบาท...ทรงยอมรับผิดด้วยพระองค์เองทั้งที่ก็ควรดูแลกุ้ยเฟยเปนอย่างดีตลอดทางแท้ๆ ไทเฮาถอนพระทัยเบาๆ พลางส่ายหัวไปมาอย่างขัดใจ "วันนี้หากอ๋องเจ็ดมิได้อยู่ด้วย ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องใหญ่เพียงใด" ประโยคนั้นทำให้พระพักตร์ของหลี่จิ้งเหยียนแข็งค้างไปชั่วขณะ พระองค์นึกถึงภาพที่เห็นเมื่อครู่หลี่เ
ลมหนาวพัดกระทบม่านไหมสีขาวเบาๆ ทันทีที่ขบวนเสด็จมาถึงหน้าตำหนักชิงอวิ๋น เหล่านางกำนัลและขันทีต่างรีบคุกเข่าต้อนรับด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เมื่อเห็นฮ่องเต้อุ้มกุ้ยเฟยลงจากราชรถด้วยพระองค์เอง ทุกคนถึงกับเบิกตากว้าง ไม่มีผู้ใดเคยเห็นภาพเช่นนี้มาก่อน เกากงกงรีบร้องขึ้น "หมอหลวง! รีบเข้ามา!" หมอหลวงหลายคนรีบหอบหีบยาเข้ามาแทบจะพร้อมกัน ต่างพากันคุกเข่าถวายบังคม บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความกลลาหลและทุลักทุเลไปตามๆ กัน "ถวายพระพรฝ่าบาท" หลี่จิ้งเหยียนมิได้ตรัสตอบ พระองค์อุ้มเซี่ยเยว่หลันตรงกลับเข้าไปในตำหนัก วางนางลงบนตั่งนุ่มริมหน้าต่างอย่างระมัดระวัง ราวกับเกรงว่าจะกระทบข้อเท้าของนางอีก เซี่ยเยว่หลันชะงัก "...ฝ่าบาท" "อย่าขยับ" พระสุรเสียงเรียบดังขึ้น ไม่มีท่าทีไม่พอใจอย่างก่อนหน้า "ให้หมอหลวงตรวจเสียก่อน" หมอหลวงชราผู้หนึ่งรีบคลานเข้ามาทันที "เหนียงเหนียง โปรดประทานพระบาทด้วยพ่ะย่ะค่ะ" ชิงหลัวรีบช่วยถอดรองเท้าปักลายเหมยออก ทันทีที่ชายผ้าถูกเปิดขึ้น... ทุกคนต่างสูดลมหายใจ ข้อพระบาทขาวเนียนบวมแดงจนเห็นได้ชัด มีรอยถลอกยาวจากหินคม เล







