LOGINภายหลังการปะทะกับโจรป่า กองทัพของแม่ทัพใหญ่หลี่เหวินเจี๋ยยังคงเดินทัพต่อไปตามแนวชายแดน ความเหนื่อยล้าปรากฏบนใบหน้าของทหารทุกนาย แต่กระนั้นทุกคนยังคงเดินหน้าอย่างมุ่งมั่น ทว่าภายในกระโจมบัญชาการแห่งหนึ่ง กลับมีบรรยากาศตึงเครียดไม่แพ้สมรภูมิรบ
หลี่เหวินเจี๋ย นั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยเอกสารและแผนที่ ดวงตาคู่คมยังคงจับจ้องไปยังแผนที่อย่างพิจารณา แต่ในใจกลับครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่เพิ่งผ่านมา... ซูหนิงหนิง
“นางช่วยทหารบาดเจ็บได้อย่างชำนาญยิ่งนัก” หลิวหรง รองแม่ทัพคู่ใจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบในกระโจม “ราวกับฝึกฝนมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ”
หลี่เหวินเจี๋ยพยักหน้าเล็กน้อย “ใช่... นั่นคือสิ่งที่ทำให้ข้าสงสัย”
“สงสัยอันใดหรือขอรับท่านแม่ทัพ?” หลิวหรงเลิกคิ้ว
“นางเป็นบุตรีของหมอหลวงซูอัน ความรู้ด้านการแพทย์ย่อมเป็นเรื่องปกติ แต่ความกล้าหาญและความเชี่ยวชาญในการช่วยเหลือผู้คนกลางสมรภูมิเช่นนั้น... หาได้ยากยิ่งในสตรีทั่วไป” หลี่เหวินเจี๋ยกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “หรือนี่คือการพยายามสร้างความดีความชอบ? หรือเป็นทักษะที่ถูกฝึกฝนมาเพื่อวัตถุประสงค์อื่น?”
“ท่านแม่ทัพยังคงไม่ไว้ใจนางหรือขอรับ?” หลิวหรงถามตรงไป
“ความไว้ใจในยามศึกสงครามนั้นต้องแลกมาด้วยชีวิต” หลี่เหวินเจี๋ยเงยหน้าขึ้นมองหลิวหรง ดวงตาของเขาลุ่มลึกยากจะหยั่งถึง “เจ้าก็รู้ดีว่าหมอหลวงซูอันบิดาของนางยังคงเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีกบฏเบื้องหลัง แม้จะยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่ความใกล้ชิดกับบุตรีของเขาเช่นนี้ ยิ่งทำให้ข้าต้องระมัดระวังให้มากที่สุด”
“แต่กระผมเชื่อว่านางมิได้เป็นภัยต่อท่าน” หลิวหรงกล่าวอย่างมั่นใจ “ตลอดการเดินทาง นางมิได้แสดงพิรุธใดๆ เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังช่วยชีวิตทหารไว้มากมาย”
“นั่นคือสิ่งที่ข้าต้องพิสูจน์” หลี่เหวินเจี๋ยกล่าวเสียงเย็น “การกระทำที่บริสุทธิ์อาจเป็นเพียงฉากบังหน้าเพื่อซ่อนเร้นความจริงที่โหดร้ายกว่านั้น”
ความคิดของหลี่เหวินเจี๋ยยังคงวนเวียนอยู่กับความสงสัย นางถูกจับหมั้นหมายกับเขาด้วยราชโองการในช่วงเวลาที่อ่อนไหวที่สุด ยามที่แผ่นดินเต็มไปด้วยไส้ศึกและขุนนางกบฏ เขามิอาจปล่อยให้ความรู้สึกส่วนตัวมาบดบังหน้าที่ของตนได้ เขาจะเฝ้าจับตามองนางทุกฝีก้าว จนกว่าความจริงจะปรากฏ
ในกระโจมพยาบาลชั่วคราว ซูหนิงหนิง กำลังจัดเรียงสมุนไพรและอุปกรณ์ทำแผลให้เข้าที่ นางเพิ่งเสร็จจากการดูแลทหารที่บาดเจ็บจนดึกดื่น แสงเทียนส่องกระทบใบหน้าของนาง ทำให้เห็นความอ่อนล้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความมุ่งมั่น
“หนิงหนิง เจ้ายังไม่นอนอีกหรือ?” เสียงนุ่มนวลของ มู่หลัน ดังขึ้น มู่หลันตัดสินใจติดตามซูหนิงหนิงมาด้วยความเป็นห่วง นางแม้จะมิได้มีความรู้ด้านการแพทย์มากเท่าสหาย แต่ก็คอยช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้ซูหนิงหนิงอยู่เสมอ
“ข้ายังคงมีเรื่องให้ต้องสะสางอีกมากมู่หลัน” ซูหนิงหนิงตอบ พลางถอนหายใจออกมาเบาๆ
“เจ้ากำลังกังวลเรื่องที่แม่ทัพหลี่สงสัยเจ้าอยู่ใช่หรือไม่?” มู่หลันถามอย่างตรงไปตรงมา
ซูหนิงหนิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “เขามองข้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวง ทุกการกระทำของข้าล้วนอยู่ในสายตาของเขา ราวกับกำลังรอคอยให้ข้าเผยพิรุธ”
“แต่เจ้ามิได้ทำสิ่งใดผิดนี่หนิงหนิง” มู่หลันกล่าวปลอบใจ “เจ้าเพียงแค่ทำหน้าที่ของเจ้าในฐานะบุตรีหมอหลวง”
“นั่นคือสิ่งที่ข้าหวังว่าเขาจะเข้าใจ” ซูหนิงหนิงตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย “ข้าไม่รู้ว่าท่านพ่อของข้าเกี่ยวข้องกับเรื่องกบฏหรือไม่ แต่ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาทำร้ายท่านพ่อของข้าเป็นอันขาด”
ความคับข้องใจและความอัดอั้นในใจของซูหนิงหนิงระบายออกมา นางถูกจับหมั้นหมายกับบุรุษผู้ที่น่าจะกำลังตามสืบเรื่องราวของบิดาตน แถมเขายังมองนางด้วยสายตาของศัตรู นี่คือความอัปยศที่นางต้องแบกรับไว้เพียงลำพัง
“แล้วเจ้าจะทำเช่นไรต่อไป?” มู่หลันถาม
“ข้าจะทำหน้าที่ของข้าให้ดีที่สุด” ซูหนิงหนิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางฉายแววแห่งความเด็ดเดี่ยว “และจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าข้าบริสุทธิ์ ข้ามิใช่สายลับของใคร”
นางหยิบตำราสมุนไพรเล่มเก่าขึ้นมาเปิดอ่าน นางต้องเพิ่มพูนความรู้ให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้คนได้อย่างเต็มที่ และเพื่อเป็นเกราะป้องกันตนเองจากการถูกกล่าวหา
วันรุ่งขึ้น กองทัพเคลื่อนทัพผ่านหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ถูกโจรป่าปล้นสะดมจนแทบไม่เหลือสิ่งใด ผู้คนอดอยากและเจ็บป่วยจำนวนมาก
“ท่านแม่ทัพขอรับ เราควรช่วยเหลือพวกเขาหรือไม่?” หลิวหรงถามขึ้น เมื่อเห็นสภาพของหมู่บ้าน
“เรามิอาจหยุดทัพได้ เวลานี้เป็นช่วงสำคัญในการไล่ล่าโจร” หลี่เหวินเจี๋ยตอบเสียงเรียบ แต่ดวงตาของเขากลับฉายแววความเห็นใจเพียงชั่วครู่ “ทหารบาดเจ็บของเราก็มีไม่น้อย”
แต่ก่อนที่หลี่เหวินเจี๋ยจะออกคำสั่งให้เดินทัพต่อ ซูหนิงหนิงก็ก้าวออกมาจากแถว “ท่านแม่ทัพขอรับ” นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าขออนุญาตอยู่ช่วยรักษาชาวบ้านที่นี่ก่อนเจ้าค่ะ”
หลี่เหวินเจี๋ยหันมามองนางด้วยความประหลาดใจ “เจ้ากำลังจะขัดคำสั่งข้าอย่างนั้นหรือ?”
“ข้ามิได้ขัดคำสั่งเจ้าค่ะ” ซูหนิงหนิงตอบอย่างนอบน้อมแต่เด็ดเดี่ยว “แต่ในฐานะบุตรีของหมอหลวง ข้ามิอาจทอดทิ้งผู้คนที่กำลังทุกข์ทรมานได้ หากท่านแม่ทัพอนุญาต ข้าจะนำทหารส่วนหนึ่งที่มีความรู้ด้านการแพทย์ และมู่หลันอยู่ช่วยที่นี่ แล้วจะรีบตามไปให้เร็วที่สุดเจ้าค่ะ”
หลี่เหวินเจี๋ยจ้องมองนางนิ่งนาน เขามองเห็นแววตาที่มุ่งมั่นและจริงใจในดวงตาของนาง แววตาที่พร้อมจะเสี่ยงชีวิตเพื่อผู้อื่น
“ท่านแม่ทัพขอรับ ให้คุณหนูซูอยู่ช่วยชาวบ้านเถิดขอรับ” หลิวหรงเอ่ยสนับสนุน “พวกเขากำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน”
หลี่เหวินเจี๋ยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “ได้...แต่เจ้าต้องระวังตัวให้ดี อย่าให้เรื่องนี้สร้างปัญหาให้กองทัพ”
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านแม่ทัพ!” ซูหนิงหนิงกล่าวด้วยความโล่งใจ นางรีบนำมู่หลันและทหารบางส่วนที่มีความรู้ด้านการแพทย์เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านทันที
หลี่เหวินเจี๋ยยืนมองแผ่นหลังของซูหนิงหนิงที่กำลังเดินหายเข้าไปในหมู่บ้าน ความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจเขา...ความรู้สึกที่นอกเหนือจากความสงสัย
หลายวันต่อมา ซูหนิงหนิงและมู่หลันทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน นางใช้ความรู้ทางการแพทย์ทั้งหมดที่นางมี รักษาบาดแผล เยียวยาความเจ็บป่วย มู่หลันก็คอยช่วยเหลือ จัดหาน้ำและอาหารให้แก่ชาวบ้านอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ในขณะเดียวกัน กองทัพของหลี่เหวินเจี๋ยก็สามารถไล่ต้อนโจรป่าไปจนถึงถ้ำที่ซ่อนตัวอยู่ได้สำเร็จ แต่การต่อสู้ในถ้ำนั้นยากลำบากยิ่งนัก โจรป่าใช้ความคุ้นเคยกับภูมิประเทศในการต่อต้าน ทหารของหลี่เหวินเจี๋ยบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก
ข่าวความสูญเสียในแนวหน้าเดินทางมาถึงหมู่บ้าน ซูหนิงหนิงรู้สึกเป็นห่วงทหารของหลี่เหวินเจี๋ยเป็นอย่างมาก
“หนิงหนิง เราควรจะไปช่วยพวกเขานะ” มู่หลันเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง “พวกเขาต้องการความช่วยเหลือด้านการแพทย์อย่างเร่งด่วน”
ซูหนิงหนิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ใช่...เราต้องไปช่วยพวกเขา”
นางรวบรวมสมุนไพรและอุปกรณ์เท่าที่จะทำได้ จากนั้นก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่สมรภูมิในถ้ำ โดยมีมู่หลันและทหารบางส่วนติดตามไปด้วย
เมื่อไปถึงปากถ้ำ ภาพที่เห็นทำให้ซูหนิงหนิงถึงกับตกตะลึง ทหารบาดเจ็บนอนกระจัดกระจายไปทั่ว เลือดสีแดงฉานย้อมพื้นดิน เสียงร้องครวญครางดังระงม
ซูหนิงหนิงรีบรุดเข้าไปช่วยเหลือทันที นางวิ่งจากทหารนายหนึ่งไปยังอีกนายหนึ่งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม้จะหวาดกลัวและอ่อนล้าเพียงใด แต่นางก็มิได้แสดงออกมาเลยแม้แต่น้อย
ภายในถ้ำ หลี่เหวินเจี๋ยกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับหัวหน้าโจรป่า เขาใช้กระบี่คู่กายฟาดฟันศัตรูอย่างเด็ดขาด แต่ก็ได้รับบาดเจ็บที่แขนข้างซ้ายจากคมดาบของหัวหน้าโจร
“ท่านแม่ทัพ! ท่านบาดเจ็บ!” หลิวหรงร้องขึ้นด้วยความตกใจ
หลี่เหวินเจี๋ยไม่สนใจบาดแผล เขายังคงต่อสู้ต่อไปอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งสามารถสังหารหัวหน้าโจรป่าลงได้สำเร็จ
เมื่อการต่อสู้สงบลง หลี่เหวินเจี๋ยทรุดตัวลงกับพื้น แขนซ้ายของเขาปวดร้าวอย่างรุนแรง
“ท่านแม่ทัพ!” หลิวหรงรีบรุดเข้ามาดูอาการ
ในขณะนั้นเอง ซูหนิงหนิงก็ปรากฏตัวขึ้น นางวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวลเมื่อเห็นบาดแผลของหลี่เหวินเจี๋ย
“ท่านแม่ทัพ!” นางคุกเข่าลงข้างๆ เขา ตรวจดูบาดแผลอย่างรวดเร็ว
หลี่เหวินเจี๋ยจ้องมองนางด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดว่านางจะมาถึงที่นี่
“บาดแผลค่อนข้างลึก ต้องรีบห้ามเลือดและใส่ยาเจ้าค่ะ” ซูหนิงหนิงกล่าวอย่างรวดเร็ว มือของนางเปิดถุงสมุนไพร เตรียมอุปกรณ์อย่างคล่องแคล่ว
ซูหนิงหนิงฉีกชายเสื้อของตนเองออก ใช้ห้ามเลือดที่แขนของหลี่เหวินเจี๋ยอย่างเบามือ ในจังหวะที่นางโน้มตัวลงมาใกล้เพื่อพอกสมุนไพรนั้นเอง นางก็เซเล็กน้อยจากความเหนื่อยล้าจนเกือบจะล้ม หลี่เหวินเจี๋ยที่เห็นดังนั้นก็รีบใช้แขนอีกข้างที่ยังไม่บาดเจ็บดึงร่างของนางเข้ามาประคองไว้โดยสัญชาตญาณ
ร่างของซูหนิงหนิงปะทะเข้ากับอกแกร่งของเขาอย่างจัง ใบหน้าของนางแนบชิดกับชุดเกราะเย็นเฉียบ กลิ่นไอของความเหนื่อยล้าผสมกับกลิ่นสมุนไพรหอมอ่อนๆ จากตัวนางลอยอบอวลเข้าสู่โสตประสาทของเขาอย่างไม่ตั้งใจ ซูหนิงหนิงเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ สบตากับดวงตาคู่คมกริบของเขาที่มองมาอย่างลึกซึ้ง ความรู้สึกที่ร้อนผ่าวแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้าของนาง หลี่เหวินเจี๋ยเองก็รู้สึกถึงจังหวะหัวใจของตนที่เต้นแรงขึ้นอย่างประหลาด
"ท่านแม่ทัพ...ปล่อยข้าเถิดเจ้าค่ะ" ซูหนิงหนิงกล่าวเสียงแผ่ว พยายามขยับตัวออกห่าง
แต่หลี่เหวินเจี๋ยกลับไม่ยอมปล่อย เขายิ่งกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นอีกเล็กน้อย "เจ้าทำอะไรของเจ้า ซูหนิงหนิง! บาดแผลของข้ายังต้องได้รับการรักษา" เสียงของเขาดุดัน แต่แฝงไว้ด้วยความกังวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ซูหนิงหนิงเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง น้ำเสียงของนางเริ่มแข็งขึ้น "ข้ามิได้จะหนีไปที่ใด ข้าเพียงแค่เซเล็กน้อย...ท่านแม่ทัพไม่ต้องถึงกับจับข้าไว้เยี่ยงนี้"
คำพูดของซูหนิงหนิงทำให้หลี่เหวินเจี๋ยชะงักไปครู่หนึ่ง เขามองนางนิ่งๆ ก่อนจะค่อยๆ คลายอ้อมแขนออกอย่างช้าๆ ราวกับไม่เต็มใจนัก เขาจำคำพูดของตนเองในอดีตได้ที่ว่า 'เจ้าคือว่าที่พระชายาของข้า ย่อมต้องจับตามองเป็นธรรมดา' แต่ในยามนี้เขากลับไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสิ่งที่เขาทำไปนั้นมิได้มีเพียงแค่ 'จับตามอง' อีกต่อไปแล้ว
"ไปทำแผลให้เรียบร้อย" หลี่เหวินเจี๋ยสั่งเสียงเรียบ ก่อนจะหันหน้าหนีไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าดวงตาของเขามิได้มีเพียงความสงสัยอีกต่อไป แต่มีความรู้สึกที่ซับซ้อนกว่านั้น...ความรู้สึกที่ยังมิอาจระบุได้ แต่เป็นความรู้สึกที่ทำให้กำแพงน้ำแข็งในใจของเขาสั่นคลอนไปอย่างไม่อาจปฏิเสธ
“เจ้าค่ะท่านแม่ทัพ” ซูหนิงหนิงกล่าวขณะที่นางกำลังพันผ้าพันแผลให้เขาอย่างแน่นหนา
หลี่เหวินเจี๋ยไม่ตอบ เขามองนางอย่างไม่กะพริบตา เขานึกย้อนไปถึงคำพูดของหลิวหรง “บางทีคุณหนูซูอาจจะมิได้เป็นเช่นที่เราคิดก็เป็นได้”
ตอนนี้เขากำลังเริ่มเชื่อในคำพูดนั้น... หมอหลวงผู้นี้ หรือสายลับที่เขาเคยสงสัย กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขา ช่วยเหลือชีวิตเขาโดยไม่ลังเล
หลังจากซูหนิงหนิงทำแผลให้หลี่เหวินเจี๋ยเสร็จ นางก็รีบไปช่วยเหลือทหารนายอื่นๆ ทันที ทิ้งให้หลี่เหวินเจี๋ยและหลิวหรงอยู่ด้วยกัน
“ท่านแม่ทัพ...ดูเหมือนความสงสัยของท่านอาจจะลดน้อยลงแล้วกระมังขอรับ” หลิวหรงเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม
หลี่เหวินเจี๋ยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ “บางที...ข้าอาจจะมองนางผิดไป”
แต่ถึงกระนั้น ความสงสัยในตัวหมอหลวงซูอัน บิดาของนาง ก็ยังคงเป็นหนามยอกใจของหลี่เหวินเจี๋ย หากบิดาของนางเกี่ยวข้องกับการกบฏจริง แล้วซูหนิงหนิงจะรู้เรื่องนี้หรือไม่? นางจะเลือกข้างผู้ใด?
นี่คือคำถามที่ยังคงค้างคาอยู่ในใจของแม่ทัพใหญ่ผู้เย็นชาผู้นี้
แสงอรุณยามเช้าสาดส่องต้องพระราชวังหลวงที่บัดนี้กลับคืนสู่ความสงบสุข หลังมหาสงครามครั้งยิ่งใหญ่ได้ผ่านพ้นไป อ๋องพิทักษ์แผ่นดิน หลี่เหวินเจี๋ย และ พระชายาซูหนิงหนิง ต่างใช้ชีวิตอย่างมีความสุขท่ามกลางความรักที่เบ่งบาน แต่ความสงบสุขนั้นช่างสั้นนัก เพราะภัยคุกคามที่แท้จริงหาได้มาจากสนามรบภายนอก หากแต่มาจากเงามืดภายในราชสำนักเองหลังจากที่ หลี่เหวินเจี๋ย ได้ประกาศเชิดชู ซูหนิงหนิง ต่อหน้าเหล่าขุนนาง ทำให้บางคนไม่พอใจในความสามารถและอิทธิพลของหลี่เหวินเจี๋ยที่นับวันยิ่งมีมากขึ้น พวกเขาจึงเริ่มวางแผนการร้ายเพื่อกำจัดหลี่เหวินเจี๋ยให้พ้นจากเส้นทางอำนาจเช้าวันหนึ่ง บรรยากาศในท้องพระโรงกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง องค์ฮ่องเต้ ประทับอยู่บนบัลลังก์ทองคำ ใบหน้าของพระองค์เคร่งขรึมกว่าครั้งใดๆ เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างยืนเรียงรายด้วยสีหน้ากังวล“หลี่เหวินเจี๋ย! เจ้ามีความผิด!” องค์ฮ่องเต้ตรัสด้วยพระสุรเสียงก้องกังวาน “มีผู้ร้องเรียนว่าเจ้าได้แอบสะสมกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างลับๆ หมายก่อการกบฏ!”คำประกาศขององค์ฮ่องเต้สร้างความตกตะลึงแก่ทุกคนในท้องพระโ
แสงอรุณยามเช้าสาดส่องต้องพระราชวังหลวงที่บัดนี้กลับมาคึกคักและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังมหาสงครามที่ทำให้แผ่นดินต้าเหลียงสั่นสะเทือนได้สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของ อ๋องพิทักษ์แผ่นดิน หลี่เหวินเจี๋ย และการปรากฏตัวของ พระชายาซูหนิงหนิง ผู้เป็นดั่งดวงใจของเขาสองวันหลังจากการกลับสู่เมืองหลวง หลี่เหวินเจี๋ย ได้รับราชโองการให้เข้าเฝ้า องค์ฮ่องเต้ เพื่อปรึกษาราชกิจสำคัญที่รออยู่เบื้องหน้าเกี่ยวกับฟื้นฟูบ้านเมือง หลังความเสียหายจากสงครามครั้งใหญ่ภายในจวนของอ๋อง บรรยากาศยังคงอบอวลด้วยความสุขที่หวนคืนมา ซูหนิงหนิง กำลังจัดเตรียมชุดขุนนางให้หลี่เหวินเจี๋ยด้วยมือของนางเอง ใบหน้าของนางยังคงมีร่องรอยความอ่อนล้า แต่แววตาเต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย“ท่านอ๋อง…บาดแผลของท่านยังไม่หายสนิทดีนะเจ้าคะ” ซูหนิงหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่ว “ท่านควรจะพักผ่อนให้มากกว่านี้”หลี่เหวินเจี๋ยหันมามองนาง ดวงตาคู่คมกริบของเขาเต็มไปด้วยความรักที่ลึกซึ้ง เขาจับมือของนางแน่น “แผลกายนั้นเล็กน้อยนักซูหนิงหนิง แต่แผลใจที่ข้าเคยมี…เจ้าเป็นผู้รักษาให้หายดี”คำพูดของเขาทำให้ซูหนิ
เสียงแตรศึกที่เคยดังก้องไปทั่วแผ่นดินบัดนี้เงียบสงัดลงแล้ว เหลือเพียงเสียงลมที่พัดผ่านยอดไม้และเสียงนกร้องขับขาน บ่งบอกถึงความสงบสุขที่หวนคืนมาสู่ต้าเหลียงอีกครั้ง หลังมหาสงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดจบลงด้วยชัยชนะอันงดงามของกองทัพ อ๋องพิทักษ์แผ่นดิน หลี่เหวินเจี๋ยณ สนามรบที่เคยเต็มไปด้วยคราบเลือดและซากศพ บัดนี้ถูกทำความสะอาดและจัดระเบียบใหม่ เหล่าทหารของต้าเหลียงที่รอดชีวิตต่างพากันกลับมารวมตัวกันด้วยใบหน้าอิดโรย แต่แววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในชัยชนะอันยิ่งใหญ่ และความยินดีที่ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหลี่เหวินเจี๋ย ยืนตระหง่านอยู่กลางสนามรบที่เงียบสงัด ชุดเกราะของเขาเต็มไปด้วยรอยบุบและคราบเลือดที่แห้งกรัง ใบหน้าคมคายของเขาซีดเซียวจากความเหนื่อยล้าและบาดแผลที่ยังไม่หายสนิทดี แต่ดวงตาคู่คมกริบกลับฉายแววความสุขที่มิอาจปิดบังได้ เมื่อเขามองไปยัง ซูหนิงหนิง ที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ซูหนิงหนิงในชุดหมอศึกที่เรียบง่ายแต่เปื้อนคราบเขม่าดินและโลหิต เดินเข้ามาหาหลี่เหวินเจี๋ยอย่างช้าๆ ใบหน้าของนางยังคงซีดเซียวและอ่อนล้า แต่ดวงตาคู่กลมโตเรียวรีกลับฉายแววความรักที่ลึกซึ้งและโล
แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องลงมายังเมืองหลวงต้าเหลียงที่บัดนี้กลับคืนสู่ความสงบสุข หลังชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในศึกสมรภูมิเหนือ แคว้นอริ แต่ในใจของทั้ง หลี่เหวินเจี๋ย และ ซูหนิงหนิง ความสงบนั้นยังห่างไกลนัก ค่ำคืนนี้เป็นคืนก่อนวันอภิเษกสมรส คืนที่ควรเต็มไปด้วยความยินดี ทว่ากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนและยังมิได้ถูกปลดเปลื้องภายในห้องส่วนตัวที่ตกแต่งอย่างงดงามในจวนของแม่ทัพ ซูหนิงหนิงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองไปยังดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า ใบหน้าของนางยังคงซีดเซียวจากความเหนื่อยล้าและบาดแผลที่ยังไม่หายสนิทดี แต่ดวงตาคู่กลมโตเรียวรีกลับฉายแววครุ่นคิดลึกซึ้งเธอนึกย้อนถึงคำขอแต่งงานของหลี่เหวินเจี๋ยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คำขอที่เปี่ยมด้วยความรักและความจริงใจ คำขอที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง แต่ในขณะเดียวกัน ภาพของครอบครัวที่พังทลาย ความเจ็บปวดที่พ่อแม่ต้องเผชิญ และความแค้นที่เคยกัดกินใจ ก็ยังคงฉายชัดขึ้นมาในห้วงความคิด ความรู้สึกผิดบาปยังคงตามหลอกหลอน“หนิงหนิง…เจ้ายังไม่นอนอีกหรือ” เสียงนุ่มนวลของ มู่หลัน ดังขึ้น มู่หลันเดินเข้ามาพร้อมถ้วยชาอุ่นๆ วางลงบ
แสงอรุณยามเช้าสาดส่องต้องผืนดินต้าเหลียงที่บัดนี้กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง หลังจากการปราบปรามกองทัพแคว้นอริได้สำเร็จ ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่มาถึงแล้ว แต่บาดแผลจากสงครามยังคงฝากฝังไว้ในจิตใจของผู้คน และบาดแผลในใจของ หลี่เหวินเจี๋ย นั้นลึกซึ้งเกินกว่าจะเยียวยาได้ง่ายๆหลังจาก ซูหนิงหนิง หายตัวไปในสมรภูมิ หลี่เหวินเจี๋ยใช้เวลาหลายวันหลายคืนในการค้นหานางอย่างบ้าคลั่ง ทว่าก็ไม่พบร่องรอยใดๆ เลย ความสิ้นหวังกัดกินหัวใจของเขา จนกระทั่งเขาได้รับข่าวดีดุจสายฝนกลางทะเลทราย…ว่าซูหนิงหนิงปลอดภัยและได้ไปปรากฏตัวที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งทางตอนใต้ของเมืองหลวง โดยมี มู่หลัน และ กงซุนหมิง คอยอยู่เคียงข้าง และที่สำคัญ...เด็กหญิงที่ซูหนิงหนิงช่วยชีวิตไว้ก็ปลอดภัยดีเช่นกันภายในเรือนพักรับรองในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งทางตอนใต้ของเมืองหลวง แสงเทียนสลัวๆ ส่องต้องใบหน้าซีดเซียวของซูหนิงหนิงที่นอนหลับใหลอยู่บนเตียงไม้ นางยังคงอ่อนเพลียจากการบาดเจ็บและเหตุการณ์ที่ผ่านมา แต่ลมหายใจก็เริ่มสม่ำเสมอแล้วหลี่เหวิน
เสียงกลองศึกที่เคยดังกึกก้องบัดนี้เงียบสงัดลง เหลือเพียงเสียงลมที่พัดพาความเงียบงันและกลิ่นคาวเลือดไปทั่วสมรภูมิ ร่างของ หลี่เหวินเจี๋ย แม่ทัพใหญ่ผู้เจนศึก นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นดิน ดวงตาคู่คมกริบเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวและเจ็บปวดอย่างที่สุด ภาพของ ซูหนิงหนิง ที่ถูกคมดาบฟันเข้าที่แผ่นหลังและร่างที่ถูกกลืนหายไปในกลุ่มควัน ยังคงติดตรึงในห้วงความคิดของเขา เขาพยายามจะลุกขึ้นวิ่งตามไปช่วยนาง แต่ร่างกายของเขาไม่อำนวย บาดแผลจากพิษและคมดาบที่ได้รับมาจากการต่อสู้ ทำให้เขาอ่อนแรงจนไม่อาจขยับได้ เขาทำได้เพียงนอนมองไปในทิศทางที่นางหายไป ด้วยหัวใจที่ปวดร้าวแทบขาดใจ“ซูหนิงหนิง! ไม่นะซูหนิงหนิง!” หลี่เหวินเจี๋ยตะโกนสุดเสียง น้ำตาไหลรินลงมาอย่างเงียบๆ นี่คือชัยชนะที่แลกมาด้วยความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้ ชัยชนะที่ไร้ซึ่งความหมายหากไม่มีนางอยู่เคียงข้างในขณะที่หลี่เหวินเจี๋ยกำลังจมอยู่กับความเจ็บปวด หลิวหรง รองแม่ทัพคนสนิทรีบรุดเข้ามาหาเขาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก “ท่านแม่ทัพ! ท่านเป็นอะไรมากหรือไม่ขอรับ!”







