Masuk
ผมทรงไหนดี?
'ดารินทร์' นั่งคิดไม่ตกอยู่หน้ากระจกมาสักพักใหญ่ ๆ สองมือเล็กกำลังวุ่นวายอยู่กับทรงผมของตนว่าจะมัดรวบหรือถักเปียดี
วันนี้ไปกินเลี้ยงกับสายรหัส ทั้งบัดดี้และรุ่นพี่ในสายล้วนรวมตัวกันอยู่ที่นั่น เด็กสาวสวมใส่เสื้อผ้าและแต่งหน้าเรียบร้อย เหลือแต่ทรงผมที่ยังตัดสินใจไม่ได้สักที
เฮ้อ~
ดวงตาสีนิลคู่สวยมองตัวเองผ่านกระจกพลางถอนหายใจลากยาว กว่าจะได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยตามความตั้งใจ เธอต้องฝ่าฟันอุปสรรคมาตั้งเท่าไร ต้องหาเงินเรียนเองเนื่องจากพ่อแม่ไม่มีกำลังส่ง แม้จะกู้ยืมเงินในกองทุนเพื่อการศึกษา แต่ค่าครองชีพก็ยังไม่ถูกโอนเข้าบัญชีเลยสักบาท เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาในการทำเรื่องส่งเอกสารค่อนข้างนานกว่าจะเสร็จสรรพเรียบร้อย คงต้องรอจนถึงสิ้นเทอมโน่นแหละ
ระหว่างที่รอเงินค่าครองชีพจากกองทุน ดารินทร์ทำงานพาร์ทไทม์ กลับมาจากทำงานก็ไลฟ์สดร้องเพลงเปิดรับโดเนท กว่าจะได้นอนพักผ่อนก็หลังเที่ยงคืนจนถึงตีหนึ่งตีสองทุกวัน
อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่เธอจะอดทนและพยายามอย่างเต็มที่เพื่ออนาคตของตัวเอง
จีโน่ : ถึงแล้ว อยู่หน้าหอ รีบออกมา
ครีม’ ม : เสร็จแล้ว ๆ รอแป๊บ
ดารินทร์ตอบกลับข้อความของบัดดี้ ก่อนจะรีบรวบผมมัดขึ้นโดยเร็ว เนื่องจากไม่มีเวลาให้คิดแล้ว มือเล็กคว้าริบบิ้นสีขาวมาผูกเป็นโบว์ เติมปากเติมแก้มอีกนิด แล้วหมุนตัวเช็กความเรียบร้อยหน้ากระจก หยิบน้ำหอมสีหวานมาพรมตามซอกคอ
เมื่อมีความมั่นใจมากขึ้น มือเรียวจึงคว้าเอากระเป๋ามาสะพายและหยิบกุญแจห้องเดินออกมาด้วยท่าทางลั้นลา
“ไม่ต้องมายิ้มอ่อย ใส่หมวกแล้วรีบขึ้นรถ” จีโน่เอ่ยว่าพลางยื่นหมวกกันน็อคให้ดารินทร์ รอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอสะกดคนมองมานักต่อนัก
ดารินทร์สวมหมวกกันน็อคก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันโปรดของจีโน่ ไม่นานนักทั้งคู่ก็มาถึงร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ชื่อดังใจกลางเมืองกรุง
“สวัสดีค่ะพี่บาส พี่เจมส์ พี่แบงค์” ดารินทร์ยกมือไหว้พี่รหัส พี่เทค และลุงรหัสที่มานั่งรอก่อนหน้า ในขณะที่จีโน่เดินไปกอดล็อกคอเจมส์ซึ่งเป็นพี่รหัสของตนอย่างหยอกล้อและเป็นกันเอง
“นั่งก่อนครับน้องครีม” บาสเอ่ยพลางยื่นเครื่องดื่มให้น้องรหัส “เรียนเป็นยังไงบ้างวันนี้”
“ก็โอเคค่ะ มีไม่เข้าใจนิดหน่อยแต่ก็พอถู ๆ ไถ ๆ ได้” ดารินทร์ตอบพลางหัวเราะแห้ง ๆ รุ่นพี่ก็พากันหัวเราะอย่างเข้าใจ
“ส่วนของโน่สอบแคลคูลัสเมื่อเช้าทำถูกทุกขั้นตอน คำตอบก็ถูกต้อง แต่ลืมขีดเส้นเศษส่วนหนึ่งจุด อาจารย์แม่ให้ศูนย์” จีโน่ตอบอย่างหัวเสียหน่อย ๆ เขาพลาดแค่เพียงนิดเดียวเท่านั้นเอง แต่กลับไม่ได้แม้แต่คะแนนเดียวจากข้อนั้น
“ก็อย่างนี้แหละอาจารย์แม่แกเคร่ง ครั้งต่อไปก็พยายามอย่าให้พลาดอีก” เจมส์บอกน้องรหัส ก่อนจะคืบเนื้อย่างให้เพื่อปลอบใจ
“เสียดายพี่แยมกับพี่นาวไม่ได้มาวันนี้ พี่เขาติดทำวิจัยแล้วก็เตรียมตัวฝึกงานต่อ น้องครีมอาจจะอึดอัดหน่อยนะมีแต่ผู้ชาย”
“ไม่เป็นไรเลยค่ะพี่แบงค์ ครีมโอเค” ดารินทร์ตอบลุงรหัสพลางยกแก้วน้ำอัดลมขึ้นมาดื่ม ปากก็ว่าไม่เป็นไรทั้งที่ในใจรู้สึกเกร็งอยู่ไม่น้อยเลย
“เออพี่แบงค์วันนี้เฮียเตชแกได้เข้าร้านป่ะ อยากเจอเฮียว่ะ” บาสเอ่ยถามพี่รหัสของตน ขณะที่พลิกเนื้อบนเตาไปด้วย
“ไม่รู้เลยว่ะ ยังไม่เห็นเฮียเหมือนกัน ถ้ามาเฮียก็คงเข้ามาทักทายพวกเราละ”
“ใครเหรอคะ” ด้วยความสงสัยดารินทร์จึงเอ่ยถามท่ามกลางบทสนทนาของรุ่นพี่ทั้งสอง
“อ๋อ เฮียเตชน่ะ เฮียแกเป็นรุ่นพี่อยู่ในสายรหัสเรานี่แหละ จบไปนานแล้วแต่ก็ยังเลี้ยงบุฟเฟ่ต์น้อง ๆ ในสายรหัสตลอด” บาสตอบ
“เฮียเตชแกเรียนเก่งนะ ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งของรุ่นด้วย ทายาทเจ้าของห้างดัง ร้านที่เรานั่งอยู่ก็เป็นกิจการที่เฮียดูแล ร้านหรูขนาดนี้ใช่ว่าใครจะเข้ามาได้ง่าย ๆ ที่ไหน ก็เพราะเฮียเตชนี่แหละ พวกเราถึงได้สิทธิ์มากินเลี้ยงที่นี่ได้แบบไม่อั้น ไม่ต้องกลัวเงินในกระเป๋าฉีก” เจมส์ยื่นอกเอ่ยพูดอย่างภาคภูมิใจที่ได้อยู่ในสายรหัสนี้
“เหมือนได้ยินใครพูดถึงกู” สุ้มเสียงเย็นเยียบดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของทั้งห้าคนอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ครั้นเมื่อเบนสายตาขึ้นมองก็เห็นใบหน้าคมคายยืนล้วงกระเป๋ากางเกงจ้องมองมายังทุกคนอยู่ แบงค์เห็นเช่นนั้นก็รีบยกมือไหว้อย่างให้ความเคารพ ส่งผลให้รุ่นน้องในสายรหัสยกมือไหว้ตาม ๆ กัน
‘เตโช’ รับไหว้ทุกคนเพียงนิด เขาหันไปสั่งงานลูกน้อง เพียงไม่นานก็หันกลับมาพูดคุยกับรุ่นน้องในสายรหัสต่ออย่างเป็นกันเอง
“กำลังคิดถึงเฮีย เฮียก็มาเลย ตายยากจริง ๆ” เจมส์พูด
“นินทาอะไรกูให้น้องฟังรึเปล่าไอ้เจมส์”
“ใครนินทากันเฮีย ผมชื่นชมเฮียให้น้อง ๆ ฟังทั้งนัั้น”
“จีโน่กับน้องครีมนี่เฮียเตช เป็นรุ่นพี่ในสายรหัสเราเอง” แบงค์แนะนำเตโชให้น้อง ๆ รู้จักในฐานะรุ่นพี่
“สวัสดีครับเฮีย ผมจีโน่นะครับ” จีโน่ลุกขึ้นยกมือไหว้แล้วแนะนำตัวเอง
เตโชพยักหน้ารับไหว้ตามมารยาท ดวงตาคมปลาบเหลือบมองน้องรหัสอีกคน ทว่าเด็กสาวเจ้าของดวงตากลมโตราวลูกปัดสีนิลคู่นั้นกำลังจ้องมองมายังเขาเช่นกัน
“สวัสดีค่ะเฮียเตชหนูชื่อดารินทร์ เรียกน้องครีมก็ได้ค่ะ” ดารินทร์แนะนำตัวต่อจากบัดดี้พลางส่งยิ้มละไมให้กับรุ่นพี่ตรงหน้าอย่างเป็นมิตร
เตโชมองเจ้าของรอยยิ้มชวนหลงราวกับโดนมนต์สะกด เรือนผมดำเงาพลิ้วไหวตามแรงขยับ หน้าผากโค้งมน คิ้วโก่งเรียงเส้นสวยรับกับใบหน้า ขนตางอนยาวเรียงเป็นแพสวยงาม จมูกเชิดรั้นน่ากัด ริมฝีปากจิ้มลิ้มอมชมพูน่าจูบลิ้มรสให้หนำใจ
เขาละสายตาจากเธอไม่ได้เลย เธอสวยสะกดจนเขาตกอยู่ในภวังค์
“แล้ว... แล้วนี่แยมกับนาวหายไปไหน” เอ่ยถามครั้งที่สายตายังมองดารินทร์อยู่
“อ๋อพี่แยมกับพี่นาวติดทำวิจัยก็เลยไม่สะดวกมาครับ” แบงค์ตอบ
“อืม ปกติของปีสี่แหละ ยังไงก็ตามสบายเลยนะ”
“เฮียไม่ได้มานั่งกินกับพวกผมเหรอ” บาสถาม เนื่องจากปกติเตโชจะมานั่งกินนั่งดื่มด้วย อย่างน้อยก็สิบถึงยี่สิบนาที
“กูมีธุระต้องไปต่อ วันนี้ไม่สะดวกเดี๋ยวไว้คราวหน้าแล้วกัน” เตโชตอบรุ่นน้อง เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูก่อนจะหันหลังเดินจากไป ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่มองตามเขาจนสุดทาง
เตโชตั้งใจมาที่นี่เพราะรู้ว่ารุ่นน้องในสายรหัสมากินเลี้ยงกันก็เลยอยากแวะเข้ามาทักทายหน่อย
ไม่คิดว่าจะได้เจอกับเด็กสาวเจ้าของดวงตาสดใสและรอยยิ้มชวนหลงใหลนั่น
นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่เคยถูกใจใครแบบนี้
น้องครีมของเฮีย~
มาแล้วค๊าบ
แวะมาเปิดตัวเฮียเตชกับน้องครีม
ฝากติดตาม กดหัวใจ กดเข้าชั้น เพื่อเป็นกำลังใจให้ควีนน๊า เยิฟๆ
“พูดตอนไหน?”“เมื่อกี้ไง ที่ลินบอกเฮียว่ารอบนี้รอบสุดท้าย อึก! เฮียลืมเหรอ”“เฮียไปรับปากตั้งแต่เมื่อไหร่ ฮะ!” เขาจำได้ว่ายังไม่ได้รับปากเลย เธอพูดเองเออเองคนเดียว“ก็ที่เฮียจูบลินไง แปลว่าเฮียรับปากแล้ว”“อย่ามาเหลี่ยมกับเฮียนะน้องลิน!” เธอดึงเขาไปจูบเองแท้ ๆ นอกจากแรดแล้วยังเจ้าเล่ห์อีก “มานี่!”“ไม่เอา ๆ ฮือ ลินไม่อยากเอากับเฮียแล้ว” เอาดุขนาดนี้ใครมันจะไปทนไหว เป็นผัวประสาอะไรไม่เคยทะนุถนอมเมียตัวน้อย ๆ อย่างเธอเลย“อย่าคิดนะว่าเฮียจะปลอบ ไม่ปลอบหรอกอยากร้องก็ร้องไป” เขาคว้าแขนเธอหวังจะอุ้มไปกระแทกต่อที่เตียง แต่กลับถูกสะบัดมือทิ้งอย่างไม่ไยดี“อึก! เฮียทำลินร้องไห้ระวังมีผู้ชายคนอื่นทำให้ลินยิ้มได้นะ”“น้องลิน!” อังค์กูณฑ์ถลึงตาตะโกนเรียกชื่อแฟนสาวดังลั่น ทั้งที่เพิ่งโดนเขาลงโทษไปเอง ยังกล้าพูดถึงผู้ชายคนอื่นต่อหน้าเขาอีก มันน่านัก!ทว่าไพลินไม่อยู่ให้เขาได้ดุทัน เธอรีบหนีเข้าไปในห้องน้ำเพื่อจัดการทำความสะอาดหว่างขาที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำรักอังค์กูณฑ์ที่วิ่งตามไปไม่ทันได้แต่จิ๊ปากอย่างเหลืออด เมียนิสัยแรดชอบทำให้หึงหวง ถ้าเขากำราบเมียแรด ๆ แบบเธอไม่ได้ ก็อย่ามาเรียกเขาว่าลูก
‘อังค์กูณฑ์ วงศ์วิหกอัคคี’ ลูกชายคนที่สองของบ้าน หล่อและฮอตที่สุดในบรรดาพี่น้อง นิสัยไม่ต้องพูดถึงนอกจากเบ้าหน้าก็ไม่มีความดีปรากฏให้เห็น โดยเฉพาะเรื่องชู้สาวมีมาให้พ่อแม่ปวดหัวเป็นประจำทำไงได้ก็คนมันหล่อแถมพ่อก็รวย ดีกรีนักดนตรีของโรงเรียนด้วย สกิลการเล่นเบสของเขาเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากสาว ๆ ได้อย่างท่วมท้นตั้งแต่มัธยมจนจบมหาลัย สายตาของอังค์กูณฑ์ไม่เคยได้ขาดแคลนคนสวยเลย อยากควงสาวคนไหนก็ควง อยากทิ้งใครตอนไหนก็ทิ้ง สาว ๆ ตบตีกันแย่งเขาเป็นเรื่องธรรมดาไปชื่อของอังค์กูณฑ์และพวกพ้องถูกพูดถึงจากรุ่นสู่รุ่น เพราะสร้างวีรกรรมและตำนานเอาไว้เยอะแต่ทว่าคนที่หล่อและฮอตขนาดนี้ ดันต้องมาชดใช้กรรมตั้งแต่ได้เธอมาเป็นแฟนปึก! ปึก! ปึก!“โอ๊ย! ฮือ ๆ ทำไมต้องทำแรงขนาดนี้ด้วย ลินเจ็บ!” คนถูกจับลงโทษตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้วร้องโวยวาย สองมือเล็กค้ำพนักโซฟาตัวยาว แค่เผลอขยับหนีนิดเดียวก็โดนเขาเอ็ดยับ“แอ่นก้นมาดี ๆ อย่าให้เฮียต้องพูดหลายรอบ!” ไม่เพียงแต่เอ่ยเสียงดุ เอวสอบตามไปเสยร่องน้อย ๆ ของเธอไม่ยั้งในเมื่อกล้าสร้างเรื่องให้เขาขนาดนี้ก็ต้องทนรับแรงกระแทกจากเขาให้ได้“ฮือ ๆ ลินจุก...”“ก็ทำให้จุกจะได
กรี๊ดดดดด!อังค์กูณฑ์ยังคงเป็นหนุ่มฮอตที่สาว ๆ เห็นแล้วกรี๊ดกราดอยู่เหมือนเคยเวลาปรากฏตัว ยังดีที่มาแต่เสียงกรี๊ดไม่มีใครมารุ่มร่าม ไม่งั้นแฟนคนสวยของเขาต้องไม่สบายใจเป็นแน่“กูไปก่อนนะ เย็นนี้มีเดทกับผัว”“จ้า อวดผัวขิงพวกกูตลอด เดี๋ยวเถอะมึงอย่าให้กูมีบ้างนะ”ไพลินหัวเราะชอบใจใหญ่ เธอมักอวดแฟนกับเพื่อนที่ยังโสดเป็นกิจวัตร ก่อนจะสะบัดก้นเดินผ่ายสะโพกไปหาแฟนหนุ่มที่ยืนรออยู่หน้าคณะทันทีที่ไพลินเดินไปควงแขนอังค์กูณฑ์แล้วสะบัดหน้ามามองเชิ่ด เสียงกรี๊ดกร๊าดก็พลันเงียบหายไปอัตโนมัติหึ...รู้ก็ดีว่านี่คนของใครเดี๋ยวเหอะ เดี๋ยวแม่จะจูบผัวโชว์ให้ดูเลยไพลินจัดการกับชะนีเหล่านั้นเสร็จ ก็หันมายิ้มหวานให้แฟนหนุ่ม ก่อนที่เขาจะเปิดประตูพาเธอขึ้นรถ แล้วเดินอ้อมไปนั่งตำแหน่งคนขับ“ฮอตไม่แผ่วเลยนะเฮีย ลินหวงนะ” ไพลินแซวแฟนหนุ่มยามอยู่ด้วยกันตามลำพังในรถ“น้องลินต้องภูมิใจสิที่มีแฟนฮอตแบบเฮีย คนหล่อยังไงก็หล่ออยู่วันยันค่ำ” อังค์กูณฑ์ยักไหล่ราวกับจะบอกว่าของมันแน่อยู่แล้ว จนไพลินอดหมั่นไส้ในความมั่นหน้าของแฟ
หนึ่งปีต่อมา...ไพลินลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางความมืด มือเรียวคว้าโทรศัพท์มาเปิดดูเวลา ยี่สิบสองนาฬิกาสี่สิบห้านาที เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว เจ้าของร่างน้อยค่อย ๆ ขยับตัวลุกออกจากเตียงระหว่างที่เปลี่ยนชุด แต่งหน้า ทำผม ตาคู่สวยก็มองคนที่นอนหลับสนิทด้วยความระแวดระวัง เธอพยายามขยับร่ายกายให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้มือเรียวคว้ากระเป๋าใบสวยและถือรองเท้าส้นสูงคู่โปรดย่องไปทางประตูห้องนอน ทว่ายังไปไม่ถึงที่หมาย ไฟก็สว่างจ้าขึ้นมาพร้อมกับแฟนหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างสวิตซ์ไฟ“จะไปไหน!” เสียงห้าวร้องถามด้วยใบหน้าบึ้งตึง เขากอดอกยืนอยู่อย่างนั้น รอฟังคำตอบจากแฟนสาวตัวดี“ปะ...เปล่าซะหน่อย ลินก็แค่ทดสอบดูว่าเฮียหลับสนิทจริงหรือเปล่าต่างหาก” ไพลินรู้ดีว่าเหตุผลของเธอมันคือการแก้ตัวแบบข้าง ๆ คู ๆ ในเมื่อคิดอะไรไม่ทันเธอก็พูดออกไปก่อน รอดไม่รอดค่อยว่ากันอีกที“มานี่!” อังค์กูณฑ์หรี่ตามองแฟนสาวอย่างจับผิด ก่อนจะเรียกให้เธอเดินเข้ามาหาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“เฮียมีอะไรคะ” ไพลินทำใจดีสู้เสือ เธอไม่มีพิรุธซะอย่าง เขาจะทำอะไรเธอได้ดวงตาคม
เปรี๊ยง!อยู่ ๆ เสียงฟ้าผ่าก็โหมกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ไพลินที่กำลังเคลิ้มหลับสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยความตกใจและหวาดกลัวจนตัวสั่น อังค์กูณฑ์เห็นอย่างนั้นก็รีบวิ่งไปหาเธออีกห้องทันทีก็อก! ก็อก! ก็อก!“น้องลินเปิดประตูให้เฮียหน่อย”“เฮีย...” ไพลินที่กำลังหวาดกลัว ได้ยินเสียงเรียกจากข้างนอกจึงรีบวิ่งไปเปิดประตู จังหวะนั้นฟ้าก็ผ่าลงมาอีกรอบจนเธอตกใจพุ่งตัวเข้าไปกอดอังค์กูณฑ์ไว้ด้วยอาการสั่นเทาอย่างหนัก“ไม่ต้องกลัวนะ เฮียอยู่นี่แล้ว” เขาปลอบโยนเธอก่อนจะช้อนร่างเล็กอุ้มไปนอนที่เตียง “วันนี้ให้เฮียนอนเฝ้าน้องลินได้ไหมหืม”ไพลินรีบพยักหน้า เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเล่นตัว เธอกลัวจนไม่กล้าอยู่คนเดียวมากกว่า“เฮียอย่าไปไหนนะ อยู่กับลินก่อน อึก!” เธอกอดแขนเขาเอาไว้แน่น กลัวว่าเขาจะหายไปอังค์กูณฑ์ก้มจูบหน้าผากมนอย่างปลอบโยน ก่อนจะนั่งเฝ้าจนเธอหลับไปอีกครั้ง น่าเสียดายที่ไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือจากการนั่งดูเธอหลับเมื่อเขาเริ่มง่วงจึงทิ้งตัวลงนอนพร้อมกอดเธอไว้อย่างหวงแหน ทว่ายังไม่ทันจะได้หลับสนิทความคิดบางอย่างก็ปะทุขึ้นมาใ
ทันทีที่รถจอดสนิทและประตูรถตู้ถูกเปิดออก ไพลินก็กระโดดลงมาพร้อมสับขาวิ่งหนีอังค์กูณฑ์ไปอย่างไม่คิดชีวิต“จะไปไหนน้องลิน!” อังค์กูณฑ์ตะโกนตามคนที่วิ่งหนีเขาไปจนแทบไม่มองทาง ถ้าวิ่งชนต้นไม้นะเขาจะเขกหัวซ้ำ“ให้พวกผมไปตามเธอไหมครับนาย” กันต์เอ่ยถาม ดูท่าวันนี้เขาและบรรดาลูกน้องด้วยกันคงได้วิ่งไล่จับเด็กทั้งวันแน่“ไม่ต้องตาม ขาสั้น ๆ แบบนั้นวิ่งไปไหนไม่ได้ไกลหรอก”อังค์กูณฑ์เดินเข้าบ้าน ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งจิบไวน์สบายใจเฉิบ พื้นที่ตรงนี้เป็นของตระกูลเขา นอกตัวบ้านโอบล้อมด้วยป่าเต็มไปหมด เธอหนีไปไหนไม่รอดหรอก ปล่อยให้เธอวิ่งจนเหนื่อยก่อน แล้วค่อยอุ้มเธอกลับมาทีเดียวเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา...“ฮือ ๆ” ไพลินร้องห่มร้องไห้พลางหอบหายใจด้วยความเหนื่อย เนื่องจากวิ่งหนีได้ไม่ทันไรก็สะดุดล้มจนขาเป็นตะคริว อังค์กูณฑ์จึงต้องตามไปอุ้มเธอกลับมาดูแล“เฮียบอกแล้วว่าน้องลินหนีไปไหนไม่รอดหรอก”“ไม่ต้องมาพูด!” เธอไม่อยากฟังอะไรจากเขาทั้งนั้น เพราะเขาไม่ใช่หรือไงที่ทำให้เธอต้องวิ่งหนีจนขาเป็นตะคริวแบบนี้ เห็นหน้าเขาแล้วก็หมั่นไส้ มือ







