Se connecterห้องทำงานหมอภีม
หมอภีมหันกลับมาเผชิญหน้ากับน้องนัทอีกครั้ง ใบหน้าคมคายเคร่งเครียด ดวงตาคมกริบมองตรงไปที่น้องนัทอย่างจริงจัง จนเด็กหนุ่มต้องหลุบตาลงเล็กน้อย
ผีลุงจันทร์ ลอยตัวเข้ามาใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งใจรอฟังประโยคที่ควรจะง่ายแสนง่ายนี้
"นี่นัท!" หมอภีมกล่าวเสียงเฉียบขาด "ฉันจะบอกนายตรงๆ เลยนะ... เรื่องชุดออกงานอะไรนั่นน่ะ... มันเป็นแค่เรื่องไร้สาระของพวกชนชั้นสูง ฉันไม่ได้อยากไปยุ่งเกี่ยวเลยสักนิด แต่แม่ขอร้องมา..."
น้องนัทเงยหน้าขึ้นมองหมอภีมอย่างสงบ "ครับ"
หมอภีมถอนหายใจยาว พยายามเรียบเรียงคำพูดให้ดูเป็นเรื่อง 'งาน' และ 'ภาระ' ที่เขาจำเป็นต้องทำ
"ดังนั้น... ฉันจะมอบหมายภารกิจนี้ให้นาย" หมอภีมล้วงกระเป๋าสตางค์หนังแท้ราคาแพงออกมา เขาดึงบัตรเครดิตสีดำใบหนึ่งที่จำกัดวงเงินมหาศาลออกมาวางไว้บนโต๊ะทำงาน
"นี่คือบัตรของฉัน" หมอภีมพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา "วันพรุ่งนี้... นายไปเลือกซื้อชุดที่... ที่ไหนก็ได้ที่มันแพงที่สุดตามที่แม่ต้องการ เลือกมาให้ดีที่สุดสำหรับงานกาล่า... นายไปกับเลขาของฉัน"
"โธ่เอ๊ย! ไม่ใช่แบบนั้น!" ผีลุงจันทร์ส่งเสียงร้องออกมาอย่างสิ้นหวังในความคิดของเขาเอง ร่างโปร่งแสงของผีแทบจะพุ่งชนตู้เก็บยาให้รู้แล้วรู้รอดด้วยความหงุดหงิด "ไอ้หมอบ้า! มันก็เรื่องง่ายแค่ชวนไปเดินห้างด้วยกัน! นี่เอ็งมอบหมายภารกิจและโยนบัตรให้เลขาจัดการเนี่ยนะ! แล้วเมื่อไหร่เอ็งจะได้ใกล้ชิดกับไอ้นัทของกูวะ!"
น้องนัทมองบัตรเครดิตสีดำด้วยความประหลาดใจก่อนจะเงยหน้าสบตาผู้เป็นเจ้าของ "ไม่เป็นไรหรอกครับหมอภีม" น้องนัทพูดด้วยรอยยิ้มจางๆ "ผมคิดว่าแค่ชุดสูทเรียบๆ ที่ผมมีก็น่าจะพอใช้ได้..."
"ไม่พอ!" หมอภีมขัดขึ้นทันที เสียงของเขาดุดันจนนัทต้องสะดุ้ง "แม่ฉันสั่งมาอย่างชัดเจน นายต้องดูดีที่สุดในงานนั้น ใช้บัตรนี้ไปซะ!"
หมอภีมรู้สึกหงุดหงิดกับความดื้อดึงของตัวเองและเด็กหนุ่มเบื้องหน้า เขาไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมแค่เรื่องซื้อเสื้อผ้า ถึงทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังปีนภูเขาเอเวอร์เรสขนาดนี้
แต่ลึก ๆ แล้ว... ในมุมมืดของหัวใจที่ด้านชาของเขา... เขารู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้พูดออกไปว่า 'ฉันจะพาเธอไป'
ฝ่ายน้องนัทยังคงยืนนิ่ง ไม่แตะต้องบัตรเครดิตที่วางอยู่บนโต๊ะนั้น หมอภีมเองก็รู้สึกถึงบรรยากาศที่อึดอัดนี้ได้อย่างชัดเจน ความรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้ทำตามคำสั่งของคุณหญิงรัชนีกำลังก่อตัวขึ้นในใจเขา
ผีลุงจันทร์ ผู้ซึ่งเพิ่งจะสิ้นหวังกับการจัดการของหมอโง่ ลอยอยู่กลางอากาศด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ
"ไอ้หมอโง่เอ๊ย... ชวนเด็กไปซื้อชุดเนี่ย มันจะตายไหม!" ผีลุงจันทร์พึมพำกับตัวเอง
ทันใดนั้น!
สัญญาณฉุกเฉิน! โทรศัพท์ภายในของห้องทำงานหมอภีมก็ดังขึ้นอย่างกราดเกรี้ยว เป็นเสียงแจ้งเตือนสถานการณ์ฉุกเฉินระดับสูงสุด
"รหัสสีแดง! รหัสสีแดง! มีเหตุรถชนใหญ่ที่สี่แยกหน้าโรงพยาบาล! ผู้ป่วยอาการหนักหลายรายกำลังถูกนำส่งมาถึงแผนกฉุกเฉินตอนนี้! ทีมแพทย์และพยาบาลทุกหน่วยเตรียมพร้อม!" เสียงประกาศจากศูนย์กลางดังชัดเจนไปทั่วบริเวณ
หมอภีมลืมเรื่องบัตรเครดิต ชุดออกงาน และความเย็นชาไร้หัวใจไปจนหมดสิ้น สัญชาตญาณแพทย์ของเขากลับมาครอบงำ
"นัท!" หมอภีมตวาดเสียงดัง "ไปเตรียมห้องฉุกเฉินและแจ้งทีมผ่าตัดสำรอง! เร็วเข้า!"
"ครับหมอ!" น้องนัทตอบรับเสียงแข็งขันทันที ความวุ่นวายนี้ทำให้เขากลายเป็นมืออาชีพที่รวดเร็วและเด็ดเดี่ยวอย่างเหลือเชื่อ
ทั้งสองพุ่งตัวออกจากห้องทำงานไปพร้อมๆ กัน มุ่งหน้าไปยังแผนกฉุกเฉินอย่างเร่งรีบที่สุด ผีลุงจันทร์ ลอยตามไปอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ แต่ก็แอบดีใจที่สถานการณ์ฉุกเฉินนี้จะทำให้ทั้งสองคนต้องอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น
เมื่อมาถึงแผนกฉุกเฉิน ผู้ป่วยที่บาดเจ็บสาหัสจากการถูกแรงกระแทกก็ถูกเข็นเข้ามา หมอภีมเริ่มทำการประเมินอาการและสั่งการอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด
"คนนี้ต้องเข้าห้องผ่าตัดด่วน! มีภาวะเลือดออกในช่องท้อง!" หมอภีมสั่งพลางก้มลงตรวจอาการผู้ป่วยหนักรายหนึ่ง
พยาบาลนัทอยู่เคียงข้างหมอภีม คอยรับคำสั่งและประสานงานกับพยาบาลคนอื่นอย่างคล่องแคล่ว
จังหวะนั้นเอง! ผู้ป่วยอีกรายที่ถูกเข็นเข้ามามีอาการชักเกร็งอย่างรุนแรง พยาบาลเมย์ที่ดูแลกลับทำพลาด หล่อนทำให้สายน้ำเกลือหลุดออกจากขั้วต่อ และเลือดจำนวนหนึ่งกระเด็นใส่เสื้อกราวน์สีขาวของหมอภีม
"ระวัง!" น้องนัทรีบผลักหมอภีมให้ถอยห่างจากผู้ป่วยที่กำลังชักเกร็ง
การผลักที่รวดเร็วนั้นทำให้น้องนัทและหมอภีม ชนกันอย่างจัง! แขนของตัวเล็กโอบรอบเอวของหมอภีมไว้แน่นเพื่อให้หมอภีมไม่ล้มลงไปถูกผู้ป่วย และใบหน้าของพวกเขาอยู่ใกล้กันเพียงไม่กี่เซนติเมตร
หัวใจที่เคยด้านชาของหมอภีมเต้นผิดจังหวะไปแวบหนึ่ง! กลิ่นสะอาดๆ ของน้องนัทที่ปนกับกลิ่นไอโอดีนและเลือดในห้องฉุกเฉินตีเข้าจมูกของเขาอย่างจัง
ส่วนเมย์ถึงกับตาร้อนผ่าวด้วยความอิจฉา หล่อนไม่น่าพลาดท่าได้ขนาดนี้ ทำให้สองคนนั่นมีโอกาสสร้างโมเมนต์ประเภทนี้ซะได้ ทั้งต่อหน้าเธออีกด้วย
นุ่มนิ่ม น้ำหวาน ทั้งสองช่วยกันคัดกรองผู้ป่วยที่ยังคงสติไว้ได้ และซักประวัติคร่าวๆ พวกเขาแพ้ยาชนิดใดหรือไม่
ประตูทางเข้านั้น พี่เวรเปลกำลังเข็ญผู้ได้รับบาดเจ็บเข้ามาเพิ่มอีกหนึ่งราย หมอเจตน์ไม่รอช้้า รีบเข้าไปดูบาดแผลฉกรรจ์บนตัวของคนไข้รายนั้นอย่างละเอียด
"ขอบคุณ" หมอภีมกระซิบเสียงแผ่วเบา โดยไม่รู้ตัวว่าสายตาของเขากำลังจ้องมองใบหน้าของน้องนัทที่อยู่ใกล้กันมากขนาดไหน
"ไม่เป็นไรครับหมอ" น้องนัทผละออกอย่างรวดเร็ว แต่แก้มของเขากลับขึ้นสีเรื่อเล็กน้อยด้วยความเขินอายที่ไม่ได้ตั้งใจ
ผีลุงจันทร์ ลอยอยู่ข้างๆ ยิ้มกว้างด้วยความสุขุม "โอ้โห! ให้มันได้แบบนี้สิวะ! ใกล้ชิดกันเข้าไปอีกโว้ย"
หมอภีมรีบกลับสู่โหมดทำงานทันทีเพื่อซ่อนความรู้สึกที่ปั่นป่วนเมื่อครู่
"นัท! นาย เอ่อ.. ฉันต้องการชุดผ้าก๊อซและยาชาเฉพาะที่เดี๋ยวนี้!" หมอภีมสั่ง
ท่ามกลางผู้ป่วยนับสิบ และเหตุชุลมุนนั้น คนถูกสั่งรีบวิ่งไปหยิบของอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนพี่เมย์ที่ยืนถือขวดแอลกอฮอล์สำหรับฆ่าเชื้อไม่ไกลนัก
"ไอ้ภีมโว้ย..." ผีลุงจันทร์ส่งกระแสจิตอันอ่อนโยนแต่หนักแน่นไปยังหมอภีมอีกครั้ง "จำไว้นะ... หลังจากสถานการณ์นี้จบ... เอ็งต้องพูดเรื่องชุด! พูดออกมาให้มันง่ายๆ เหมือนเอ็งสั่งยาเมื่อกี้"
หลังจากการทำงานอันแสนวุ่นวายผ่านพ้นไปราวสองชั่วโมง ทุกอย่างก็กลับสู่ความสงบ หมอภีมและน้องนัทกลับไปที่ห้องทำงานเพื่อเขียนรายงานเคสฉุกเฉิน ส่วนเมย์เดินกระฟัดกระเฟียดไปอีกทางเมื่อหล่อนไม่ได้รับความสนใจจากคนในนี้
ส่วนหมอเจตน์ นุ่มนิ่ม น้ำหวานยังคงอยู่เป็นเพื่อนเพื่อพูดคุยกับผู้ป่วยและให้กำลังใจ ทั้งรอญาติของผู้ป่วยเข้ามา
..ในห้องทำงานของหมอภีม
ร่างสูงยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน จ้องมองปากกาในมือของตัวเองอย่างครุ่นคิด เขากำลังต่อสู้กับความรู้สึกที่หลากหลายในใจ
"นัท..."น้องนัทที่กำลังพิมพ์รายงานอยู่หยุดมือ และเงยหน้าขึ้นอย่างตั้งใจรอฟัง
เมื่อหนังจบลง แสงไฟในโรงฉายก็สว่างขึ้น หมอภีมรีบลุกขึ้นยืนทันทีอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาฟอร์มความเป็นคนเย็นชาเอาไว้ เขาเอ่ยว่า "ก็... ได้ความรู้ดี" พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงวิชาการเพื่อกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนที่มือของเขาเพิ่งจะสัมผัสกับมือน้องนัทไปเมื่อครู่"ครับ สนุกมากเลยครับหมอภีม ขอบคุณนะครับ" นัทพูดด้วยรอยยิ้มอย่างจริงใจ หัวใจของเขายังคงเต้นไม่เป็นจังหวะจากสัมผัสเมื่อกี้ขณะที่ทั้งสองเดินออกจากประตูโรงหนัง โดยมีคนตัวสูงเดินนำหน้าอย่างรักษาระยะห่างเพียงเล็กน้อย จู่ๆ ก็มีเสียงคุ้นเคยดังขึ้นมาอย่างสดใส"อ้าว! ตายแล้ว! นั่น... นั่นหมอภีมกับน้องนัทคนน่ารัก ไม่ใช่เหรอคะ!?"ทั้งหมอภีมและน้องนัทหันไปมองพร้อมกัน และสิ่งที่เห็นก็คือ หมอเจตน์ แพทย์ศัลยกรรมเพื่อนสนิทของหมอภีม, พยาบาลน้ำหวาน ผู้ช่วยคนเก่ง, และ นุ่มนิ่มพยาบาลขาเม้ามอยอันดับหนึ่งของโรงพยาบาล! ทั้งสามคนกำลังยืนรอคิวซื้อตั๋วหนังอยู่ผีลุงจันทร์ ที่กำลังจะลอยตามไปติดๆ ถึงกับเบรกตัวโก่งกลางอากาศ 'เวรกรรม! พวกขาเม้าท์โรงพยาบาลมาได้ยังไงวะเนี่ย!'"โหหหหห! ไม่จริง!" นุ่มนิ่มยกมือทาบอกอย่างตกใจสุดขีด "นี่มันอะไรกันคะหมอภีม! พาน้องนัทมาดูหนั
หมอภีมยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน จ้องมองปากกาในมือของตัวเองอย่างครุ่นคิด เขากำลังต่อสู้กับความรู้สึกที่หลากหลายในใจ โดยมีผีลุงจันทร์ลอยอยู่ข้างๆ ส่งกระแสจิตสนับสนุนอย่างเต็มที่" เอาสิไอ้ภีม! โอกาสสุดท้ายแล้วโว้ย"หมอภีม "น้องนัท..."เจ้าของชื่อนัท ที่กำลังก้มหน้าก้มตาพิมพ์รายงานอยู่ก็หยุดมือ และเงยหน้าขึ้นอย่างตั้งใจรอฟัง "ครับ"อีกฝ่ายก่อนจะพูดบางอย่าง เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ จนเต็มปอด คราวนี้ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ปล่อยให้ความเย็นชาหรือความกระอักกระอ่วนมาขัดขวางอีกแล้ว เพราะเพิ่งผ่านสถานการณ์ความเป็นความตายมาหมาดๆ เรื่องนี้จึงควรเป็นเรื่องที่เล็กน้อยที่สุดในโลกหรือไม่และพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทุ้มต่ำ แต่แฝงด้วยอำนาจสั่งการในแบบฉบับของเขาเอง ราวกับกำลังสั่งให้ไปหยิบผ้าก๊อซ หรือสั่งจ่ายยาอะไรสักอย่าง"เรื่องชุดออกงานนั่นน่ะ... ไม่ต้องส่งเลขาไปหรอก เสียเวลา" "ครับ.." นัททำหน้างงหมอภีมกล่าวอีก "นายกับฉันไปซื้อด้วยกัน พรุ่งนี้เช้า หลังฉันเสร็จธุระที่บ้านแม่"คนถูกสั่งนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด นี่ไม่ใช่คำพูดที่มาจากคนที่เพิ่งจะโยนบัตรเครดิตให้ไปจัดการเองเมื่
สองวันต่อมายามเย็นของสลัมเต็มไปด้วยเสียงทะเลาะของบ้านข้าง ๆ เสียงเรือเก่าครูดน้ำ และกลิ่นขยะลอยคลุ้ง แต่ในบ้านของเข้ม ทุกอย่างกลับเงียบสงัดอย่างประหลาดพายืนกลางห้อง มือกำหูหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ยัดของใช้ส่วนตัวจนป่อง เธอไม่มองเข้มแม้เพียงเสี้ยววินาที“พา… อย่าทำแบบนี้นะ” เข้มรีบเข้าไปขวางประตู สีหน้าทั้งหวาดกลัวและอ้อนวอน “เราคุยกันใหม่ได้ไหม พี่จะหางานเพิ่ม พี่จะไม่ทำให้ผิดหวังอีกแล้ว พี่ขอโท..”พาผลักเขาออกเบา ๆ แต่หนักพอจะทำให้เข้มสะดุดถอย “ฉันตัดสินใจแล้วเข้ม ไม่มีอะไรให้คุยอีก”“แต่ลูกกวาด… ครอบครัวเราจะ..”“พี่ไม่ต้องสอนฉันเรื่องครอบครัวนะ” เธอกัดฟัน “ตั้งแต่โดนโกง ฉันก็เป็นคนต้องวิ่งหาเงินทุกวัน พี่ทำอะไรได้บ้าง นอกจากหวังพึ่งน้ำใจคนอื่นไปวัน ๆ”คำพูดนั้นเหมือนเหล็กแหลมทิ่มทะลุหัวใจเข้ม เขาอ้าปาก แต่ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะทุกอย่างที่เธอว่า… มันจริงพาสะพายกระเป๋า หยิบรองเท้า แล้วเปิดประตูบ้านผุ ๆ ออกไปทันที ตรงหน้าบ้าน มีชายคนหนึ่งยืนรออยู่ เขาสูงกว่าเข้ม ตัวใหญ่กว่า และเสื้อผ้าที่สวมใส่บ่งบอกถึงอีกฝ่ายไม่ใช่คนในสลัม ใบหน้าคมกริบพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่สะท้อนความมั่นใจว่า ผ
บ้านไม้ผุที่ตั้งอยู่ริมคลองเน่าเหม็นยังคงส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะเศร้าสร้อยทุกครั้งที่ลมจากคลองพัดผ่าน ราวกับเป็นเสียงถอนหายใจของตัวบ้านเอง หนึ่งสัปดาห์เต็มที่ความตึงเครียดได้บ่มเพาะจนถึงขีดสุดพานั่งเหม่ออยู่หน้าโต๊ะเตี้ย ๆ ที่เต็มไปด้วยเอกสารแห่งความพ่ายแพ้ บิลเก่าที่ค้างชำระจนสีซีดจาง กระดาษทวงหนี้ที่ตัวอักษรสีแดงฉานเหมือนรอยเลือด และสมุดบัญชีที่ตัวเลขแดงพรืดเหมือนเลือดคั่งในบาดแผลเก่า เธอไม่ได้แค่กุมขมับ แต่เป็นการโอบศีรษะไว้ราวกับกลัวว่ามันจะระเบิดออกด้วยความสิ้นหวัง ใบหน้าของเธอเหนื่อยล้าจนเกือบจะว่างเปล่า ดวงตาที่เคยมองโลกอย่างทะเยอทะยานบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความมืดมิดเข้มเดินเข้ามาจากด้านนอก ความร้อนระอุของแดดอ่อน ๆ ยังติดอยู่บนเสื้อยืดเก่า ๆ ของเขา มือยังเปื้อนน้ำมันเครื่องสีดำคล้ำจากการรับจ้างซ่อมรถในซอย กลิ่นน้ำมันกับเหงื่อเป็นกลิ่นประจำตัวที่พาเคยชิน แต่ตอนนี้มันกลับเป็นกลิ่นแห่งความล้มเหลว“วันนี้พี่ได้มาแค่สามร้อยเองพา” เข้มพูดเสียงแผ่ว พยายามไม่สบตาเมียรัก “เขาบอกงานน้อย… พวกเด็กแว้นมันไม่ค่อยมาซ่อมกันเลยช่วงนี้.. แย่ชะมัด”พาไม่ตอบ เธอเพียงหายใจเข้าออกหนักๆ เสียงดัง
ห้องทำงานหมอภีมหมอภีมหันกลับมาเผชิญหน้ากับน้องนัทอีกครั้ง ใบหน้าคมคายเคร่งเครียด ดวงตาคมกริบมองตรงไปที่น้องนัทอย่างจริงจัง จนเด็กหนุ่มต้องหลุบตาลงเล็กน้อยผีลุงจันทร์ ลอยตัวเข้ามาใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งใจรอฟังประโยคที่ควรจะง่ายแสนง่ายนี้"นี่นัท!" หมอภีมกล่าวเสียงเฉียบขาด "ฉันจะบอกนายตรงๆ เลยนะ... เรื่องชุดออกงานอะไรนั่นน่ะ... มันเป็นแค่เรื่องไร้สาระของพวกชนชั้นสูง ฉันไม่ได้อยากไปยุ่งเกี่ยวเลยสักนิด แต่แม่ขอร้องมา..."น้องนัทเงยหน้าขึ้นมองหมอภีมอย่างสงบ "ครับ"หมอภีมถอนหายใจยาว พยายามเรียบเรียงคำพูดให้ดูเป็นเรื่อง 'งาน' และ 'ภาระ' ที่เขาจำเป็นต้องทำ"ดังนั้น... ฉันจะมอบหมายภารกิจนี้ให้นาย" หมอภีมล้วงกระเป๋าสตางค์หนังแท้ราคาแพงออกมา เขาดึงบัตรเครดิตสีดำใบหนึ่งที่จำกัดวงเงินมหาศาลออกมาวางไว้บนโต๊ะทำงาน"นี่คือบัตรของฉัน" หมอภีมพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา "วันพรุ่งนี้... นายไปเลือกซื้อชุดที่... ที่ไหนก็ได้ที่มันแพงที่สุดตามที่แม่ต้องการ เลือกมาให้ดีที่สุดสำหรับงานกาล่า... นายไปกับเลขาของฉัน""โธ่เอ๊ย! ไม่ใช่แบบนั้น!" ผีลุงจันทร์ส่งเสียงร้องออกมาอย่างสิ้นหวังในความคิดของเขาเอง ร่างโป
“ลูกมาได้ยังไง…” พาเอ่ยถามลูกชายเสียงสั่น“ผมได้ยินเสียงตะโกนจากท้ายซอยครับแม่ เลยรีบวิ่งมาดู” ลูกกวาดย่อตัวลงข้างพ่อแม่ มือสั่นระริกเมื่อเห็นรอยเลือด เขารีบไปหยิบผ้าขนหนู จุ่มเข้าไปในอ่างน้ำเล็กๆ ทั้งที่น้ำในอ่างขุ่นคล้ำจนมองไม่เห็นก้นอ่าง เขาบรรจงเช็ดเลือดให้พ่อด้วยความอ่อนโยน แล้วหันมาดูรอยฟกช้ำบนแขนแม่ด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่ม “แม่เจ็บไหมครับ...”พาส่ายหน้าทั้งน้ำตา “ไม่เจ็บเท่าที่พ่อเจ็บหรอกลูก”ลูกกวาดสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมความกล้าให้เสียงไม่สั่น “พ่อครับ... แม่ครับ... ทางโรงเรียนเขาทวงค่าเทอมอีกแล้วครับ”คำพูดนั้นทำให้ความเงียบที่เคยมีกลับมาหนักอึ้งอีกครั้ง เข้มกับพามองหน้ากันอย่างสิ้นหวัง“เขาบอกว่าถ้าอาทิตย์นี้ผมไม่จ่าย เขาจะตัดสิทธิ์การสอบปลายภาคครับ” เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองพ่อแม่ด้วยแววตาที่เจ็บปวด “ผม... ผมอาจไม่ได้เรียนต่อ ม.6 แล้วนะครับ”คำพูดสุดท้ายนั้นเหมือนคมมีดเชือดกลางอกของพ่อแม่ เข้มกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน รู้ดีว่าลูกชายพยายามเรียนหนักเพียงใด เขานอนดึกตื่นเช้าเพื่ออ่านหนังสือ หวังเพียงใบปริญญาที่เชื่อว่าเป็นทางรอดเดียวของครอบครัว พาก็ยกมือปิดปากไว้แน่น น้ำตาเอ่อ







