Se connecter“ลูกมาได้ยังไง…” พาเอ่ยถามลูกชายเสียงสั่น
“ผมได้ยินเสียงตะโกนจากท้ายซอยครับแม่ เลยรีบวิ่งมาดู” ลูกกวาดย่อตัวลงข้างพ่อแม่ มือสั่นระริกเมื่อเห็นรอยเลือด เขารีบไปหยิบผ้าขนหนู จุ่มเข้าไปในอ่างน้ำเล็กๆ ทั้งที่น้ำในอ่างขุ่นคล้ำจนมองไม่เห็นก้นอ่าง เขาบรรจงเช็ดเลือดให้พ่อด้วยความอ่อนโยน แล้วหันมาดูรอยฟกช้ำบนแขนแม่ด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่ม “แม่เจ็บไหมครับ...”
พาส่ายหน้าทั้งน้ำตา “ไม่เจ็บเท่าที่พ่อเจ็บหรอกลูก”
ลูกกวาดสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมความกล้าให้เสียงไม่สั่น “พ่อครับ... แม่ครับ... ทางโรงเรียนเขาทวงค่าเทอมอีกแล้วครับ”
คำพูดนั้นทำให้ความเงียบที่เคยมีกลับมาหนักอึ้งอีกครั้ง เข้มกับพามองหน้ากันอย่างสิ้นหวัง
“เขาบอกว่าถ้าอาทิตย์นี้ผมไม่จ่าย เขาจะตัดสิทธิ์การสอบปลายภาคครับ” เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองพ่อแม่ด้วยแววตาที่เจ็บปวด “ผม... ผมอาจไม่ได้เรียนต่อ ม.6 แล้วนะครับ”
คำพูดสุดท้ายนั้นเหมือนคมมีดเชือดกลางอกของพ่อแม่ เข้มกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน รู้ดีว่าลูกชายพยายามเรียนหนักเพียงใด เขานอนดึกตื่นเช้าเพื่ออ่านหนังสือ หวังเพียงใบปริญญาที่เชื่อว่าเป็นทางรอดเดียวของครอบครัว
พาก็ยกมือปิดปากไว้แน่น น้ำตาเอ่อรื้นอย่างห้ามไม่อยู่ เสียงสะอื้นถูกกลืนหายไปในลำคอ
ในห้องแคบๆ ที่กลิ่นอับชื้นและกลิ่นดินโชยมากับความผุพัง เสียงสะอื้นและลมหายใจที่อัดแน่นกลายเป็นความเจ็บปวดที่คลุ้งไปทั่ว ทั้งสามรู้ดีว่าไม่ใช่แค่เงินก้อนเล็กๆ แต่เป็นอนาคตทั้งชีวิตของลูกชายที่กำลังจะพังลงตรงหน้า หากพวกเขาหาทางออกไม่ได้ทันเวลา ชีวิตของพวกเขาก็คงจะถูกบดขยี้ไปพร้อมกับความฝันของลูกชายในอีกไม่กี่วันข้างหน้าอย่างแน่นอน
…ในห้องปฏิบัติการที่สะอาดสะอ้าน หมอภีมกำลังทำการเย็บแผลผู้ป่วยอย่างปราณีต นัทคือผู้ช่วยมือหนึ่งยืนอยู่เคียงข้าง ส่งเครื่องมือให้หมอภีมได้อย่างถูกจังหวะโดยไม่ต้องมีคำสั่งใดๆ
โทรศัพท์ของหมอภีมถูกวางไว้ในมุมหนึ่ง มันสั่นและส่งเสียงเรียกเข้าอย่างเร่งด่วน "แม่ครับ... ผมกำลังทำงาน ประเดี๋ยวผมโทรกลับนะครับ" หมอภีมกรอกเสียงเข้าใส่โทรศัพท์ ขณะที่สายตาไม่ละไปจากบาดแผลเบื้องหน้า
เมื่อเสร็จจากการเย็บแผล เขากลับลืมโทรหามารดาอย่างที่เพิ่งรับปากไป กลับเป็นคุณหญิงรัชนี ต้องเป็นฝ่ายโทรมาอีกครั้ง
"ครับแม่"
"ลูกภีมไม่ต้องมามีข้ออ้างนะ… แม่ขอสั่งลูก พรุ่งนี้ลูกต้องพาน้องนัทไปเลือกซื้อชุดออกงานกาล่า"
"ชุด? แม่... ทำไมแม่ไม่ให้คนขับรถพาไป หรือให้พี่เลขาไปจัดการ..." หมอภีมพยายามหาเหตุผล แต่จู่ๆ ภาพของนัทในชุดพยาบาลธรรมดาๆ ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ฉายชัดขึ้นมาในสมอง... พยาบาลผู้ช่วยคนเก่งของเขา คงไม่มีชุดดีๆ สำหรับงานเลี้ยงแบบนั้นจริงๆ นั่นแหละ ดูอย่างงานวันเกิดเขาเดือนก่อนสิ เมย์ น้ำหวาน นุ่มนิ่ม และคนอื่นๆ ต่างแข่งกันแต่งตัวสวยด้วยเสื้อผ้าหน้าผมล้ำสมัย แต่หมอนี่กลับแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเรียบๆ ดูไม่สะดุดตาเอาเสียเลย มารดาของเขาคงจำภาพนัทในวันเกิดของเขาได้นั่นเอง
"ไม่ได้! ต้องเป็นลูก! ลูกต้องเลือกชุดที่ดีที่สุด ชุดที่แพงที่สุดเท่าที่จะหาได้ นัทเป็นลูกชายคุณสมพรและคุณอำนาจ พวกเขามีพระคุณกับแม่ ภีมเองก็รู้นี่ และลูกต้องช่วยแม่ตอบแทนพวกเขา พาน้องไปเลือกซื้อด้วยตัวเองนั่นแหละ นี่คือคำสั่ง!" คุณหญิงรัชนีเน้นย้ำทุกคำ
หมอภีมเงียบไปครู่หนึ่ง เขายกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ พลางมองนัทที่กำลังจัดเก็บเครื่องมืออย่างเงียบเชียบ เด็กหนุ่มคนนี้ดูสงบและตั้งใจทำงานเสมอ… บางที เขาควรหาโอกาสให้รางวัลบ้างจะดีไหมนะ
"ครับแม่... ผมจะจัดการให้" ในที่สุดหมอภีมก็ยอมตอบรับอย่างจำยอม ก่อนวางสาย
เวลาต่อมานัทกำลังช่วยหมอภีมจัดเอกสารในห้องทำงาน ร่างสูงนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา นัทเองก็สงสัยอยู่ว่า วันนี้หมอภีมเป็นอะไรไป แต่ก็ไม่คิดเอ่ยถาม ตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตนต่อไป
ดวงตาคมกริบมองไปยังนัทหลายครั้ง จนแล้วจนรอดกลับไม่พูดอะไรออกมาสักคำ
ส่วนนัทเสร็จงานเอกสาร เขาเตรียมหางานอย่างอื่น เพื่อไม่ปล่อยให้ตัวเองว่าง
ผีลุงจันทร์ลอยอยู่เหนือตู้เก็บเอกสาร จ้องมองเหตุการณ์เบื้องล่างด้วยความระเหี่ยใจ
"เอาสิวะไอ้หมอภีม พูดออกไปสิโว้ย แค่ชวนเด็กไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่เองนะ"
หมอภีมพยายาม เขาตั้งใจจะพูดว่า "นัท พรุ่งนี้ไปซื้อชุด" แต่คำง่ายๆ เหล่านั้นกลับติดอยู่ในลำคอ…เขาไอเบาๆ "นัท..."
"ครับหมอ?" นัทเงยหน้าขึ้นมา ดวงตากลมโตเป็นประกายรอฟังคำสั่งต่อไปนี้
หมอภีมมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น... และจู่ๆ ความเย็นชาและไร้หัวใจที่สร้างเกราะป้องกันตัวเองมาตลอดชีวิตก็พุ่งขึ้นมา เขารู้สึกเหมือนเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะต้องเอ่ยปากชวนใครสักคนไปทำอะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวแบบนั้น
เขากลับเปลี่ยนเรื่องทันใด "เอกสารเคสคุณพงษ์... จัดเรียงให้เรียบร้อยก่อนกลับนะ"
นัทพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย "ได้ครับ"
"อ้าวเฮ้ย! ไอ้หมอ!" ผีลุงจันทร์กุมขมับด้วยความหงุดหงิด "ทำไมเอ็งดูยากจังวะเรื่องง่ายแค่เนี้ย!"
หมอภีมรู้ว่าเรื่องนี้ปล่อยผ่านไม่ได้ คำสั่งมารดาถือเป็นเด็ดขาด จึงพยายามอีกครั้ง... เขายืนเท้าสะเอว มองออกไปนอกหน้าต่างแสร้งทำเป็นคิดอะไรบางอย่าง
"นัท... คือเรื่อง..."
พยาบาลผู้ช่วยหมอภีม ถือแฟ้มเดินเข้ามาใกล้ "มีอะไรติดขัดเหรอครับหมอ?"
"เปล่า" ตอบเสียงแข็งทันควัน ก่อนพูดด้วยเสียงเฉียบขาดอย่างที่เขาถนัด "พรุ่งนี้... เอ่อ... พรุ่งนี้... ฉันจะให้คนขับรถไปรับนายแต่เช้า เพื่อพานายไป..."
ผีลุงจันทร์ "อ๊ากกกก! ไม่ใช่คนขับรถโว้ย! ต้องเป็นเอ็งสิวะ แม่เอ็งสั่งแล้วไง" ลุงผีแทบจะลอยตัวไปเขย่าหัวหมอภีมให้รู้แล้วรู้รอด
"ไปไหนเหรอครับ?" นัทเลิกคิ้วสงสัย
"ไป... ไปตรวจร่างกายเพิ่มเติม! ใช่! ตามคำสั่งแม่" หมอภีมตัดสินใจพูดออกไปอีกครั้ง เขาเลือกคำที่เกี่ยวข้องกับงานเพื่อปกปิดความกระอักกระอ่วนของตัวเองไว้
ผีลุงจันทร์ “ไอ้หมอโง่ ชวนเด็กไปช้อปปิ้งมันยากตรงไหนวะ ดูทำเข้า เมื่อไหร่เอ็งจะมีแฟนกับเขาสักทีวะ"
หมอภีมรู้สึกเหมือนมีใครมาด่าอยู่ข้างหู แต่ก็คิดไปว่าตัวเองหูฝาดไปแน่ๆ
"นี่นัท!" เขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับนัทอีกครั้ง คราวนี้เขาต้องพูดออกมาให้ได้ "ฉันจะบอกนายตรงๆ เลยนะ”
“ครับ?”
เมื่อหนังจบลง แสงไฟในโรงฉายก็สว่างขึ้น หมอภีมรีบลุกขึ้นยืนทันทีอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาฟอร์มความเป็นคนเย็นชาเอาไว้ เขาเอ่ยว่า "ก็... ได้ความรู้ดี" พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงวิชาการเพื่อกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนที่มือของเขาเพิ่งจะสัมผัสกับมือน้องนัทไปเมื่อครู่"ครับ สนุกมากเลยครับหมอภีม ขอบคุณนะครับ" นัทพูดด้วยรอยยิ้มอย่างจริงใจ หัวใจของเขายังคงเต้นไม่เป็นจังหวะจากสัมผัสเมื่อกี้ขณะที่ทั้งสองเดินออกจากประตูโรงหนัง โดยมีคนตัวสูงเดินนำหน้าอย่างรักษาระยะห่างเพียงเล็กน้อย จู่ๆ ก็มีเสียงคุ้นเคยดังขึ้นมาอย่างสดใส"อ้าว! ตายแล้ว! นั่น... นั่นหมอภีมกับน้องนัทคนน่ารัก ไม่ใช่เหรอคะ!?"ทั้งหมอภีมและน้องนัทหันไปมองพร้อมกัน และสิ่งที่เห็นก็คือ หมอเจตน์ แพทย์ศัลยกรรมเพื่อนสนิทของหมอภีม, พยาบาลน้ำหวาน ผู้ช่วยคนเก่ง, และ นุ่มนิ่มพยาบาลขาเม้ามอยอันดับหนึ่งของโรงพยาบาล! ทั้งสามคนกำลังยืนรอคิวซื้อตั๋วหนังอยู่ผีลุงจันทร์ ที่กำลังจะลอยตามไปติดๆ ถึงกับเบรกตัวโก่งกลางอากาศ 'เวรกรรม! พวกขาเม้าท์โรงพยาบาลมาได้ยังไงวะเนี่ย!'"โหหหหห! ไม่จริง!" นุ่มนิ่มยกมือทาบอกอย่างตกใจสุดขีด "นี่มันอะไรกันคะหมอภีม! พาน้องนัทมาดูหนั
หมอภีมยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน จ้องมองปากกาในมือของตัวเองอย่างครุ่นคิด เขากำลังต่อสู้กับความรู้สึกที่หลากหลายในใจ โดยมีผีลุงจันทร์ลอยอยู่ข้างๆ ส่งกระแสจิตสนับสนุนอย่างเต็มที่" เอาสิไอ้ภีม! โอกาสสุดท้ายแล้วโว้ย"หมอภีม "น้องนัท..."เจ้าของชื่อนัท ที่กำลังก้มหน้าก้มตาพิมพ์รายงานอยู่ก็หยุดมือ และเงยหน้าขึ้นอย่างตั้งใจรอฟัง "ครับ"อีกฝ่ายก่อนจะพูดบางอย่าง เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ จนเต็มปอด คราวนี้ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ปล่อยให้ความเย็นชาหรือความกระอักกระอ่วนมาขัดขวางอีกแล้ว เพราะเพิ่งผ่านสถานการณ์ความเป็นความตายมาหมาดๆ เรื่องนี้จึงควรเป็นเรื่องที่เล็กน้อยที่สุดในโลกหรือไม่และพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทุ้มต่ำ แต่แฝงด้วยอำนาจสั่งการในแบบฉบับของเขาเอง ราวกับกำลังสั่งให้ไปหยิบผ้าก๊อซ หรือสั่งจ่ายยาอะไรสักอย่าง"เรื่องชุดออกงานนั่นน่ะ... ไม่ต้องส่งเลขาไปหรอก เสียเวลา" "ครับ.." นัททำหน้างงหมอภีมกล่าวอีก "นายกับฉันไปซื้อด้วยกัน พรุ่งนี้เช้า หลังฉันเสร็จธุระที่บ้านแม่"คนถูกสั่งนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด นี่ไม่ใช่คำพูดที่มาจากคนที่เพิ่งจะโยนบัตรเครดิตให้ไปจัดการเองเมื่
สองวันต่อมายามเย็นของสลัมเต็มไปด้วยเสียงทะเลาะของบ้านข้าง ๆ เสียงเรือเก่าครูดน้ำ และกลิ่นขยะลอยคลุ้ง แต่ในบ้านของเข้ม ทุกอย่างกลับเงียบสงัดอย่างประหลาดพายืนกลางห้อง มือกำหูหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ยัดของใช้ส่วนตัวจนป่อง เธอไม่มองเข้มแม้เพียงเสี้ยววินาที“พา… อย่าทำแบบนี้นะ” เข้มรีบเข้าไปขวางประตู สีหน้าทั้งหวาดกลัวและอ้อนวอน “เราคุยกันใหม่ได้ไหม พี่จะหางานเพิ่ม พี่จะไม่ทำให้ผิดหวังอีกแล้ว พี่ขอโท..”พาผลักเขาออกเบา ๆ แต่หนักพอจะทำให้เข้มสะดุดถอย “ฉันตัดสินใจแล้วเข้ม ไม่มีอะไรให้คุยอีก”“แต่ลูกกวาด… ครอบครัวเราจะ..”“พี่ไม่ต้องสอนฉันเรื่องครอบครัวนะ” เธอกัดฟัน “ตั้งแต่โดนโกง ฉันก็เป็นคนต้องวิ่งหาเงินทุกวัน พี่ทำอะไรได้บ้าง นอกจากหวังพึ่งน้ำใจคนอื่นไปวัน ๆ”คำพูดนั้นเหมือนเหล็กแหลมทิ่มทะลุหัวใจเข้ม เขาอ้าปาก แต่ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะทุกอย่างที่เธอว่า… มันจริงพาสะพายกระเป๋า หยิบรองเท้า แล้วเปิดประตูบ้านผุ ๆ ออกไปทันที ตรงหน้าบ้าน มีชายคนหนึ่งยืนรออยู่ เขาสูงกว่าเข้ม ตัวใหญ่กว่า และเสื้อผ้าที่สวมใส่บ่งบอกถึงอีกฝ่ายไม่ใช่คนในสลัม ใบหน้าคมกริบพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่สะท้อนความมั่นใจว่า ผ
บ้านไม้ผุที่ตั้งอยู่ริมคลองเน่าเหม็นยังคงส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะเศร้าสร้อยทุกครั้งที่ลมจากคลองพัดผ่าน ราวกับเป็นเสียงถอนหายใจของตัวบ้านเอง หนึ่งสัปดาห์เต็มที่ความตึงเครียดได้บ่มเพาะจนถึงขีดสุดพานั่งเหม่ออยู่หน้าโต๊ะเตี้ย ๆ ที่เต็มไปด้วยเอกสารแห่งความพ่ายแพ้ บิลเก่าที่ค้างชำระจนสีซีดจาง กระดาษทวงหนี้ที่ตัวอักษรสีแดงฉานเหมือนรอยเลือด และสมุดบัญชีที่ตัวเลขแดงพรืดเหมือนเลือดคั่งในบาดแผลเก่า เธอไม่ได้แค่กุมขมับ แต่เป็นการโอบศีรษะไว้ราวกับกลัวว่ามันจะระเบิดออกด้วยความสิ้นหวัง ใบหน้าของเธอเหนื่อยล้าจนเกือบจะว่างเปล่า ดวงตาที่เคยมองโลกอย่างทะเยอทะยานบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความมืดมิดเข้มเดินเข้ามาจากด้านนอก ความร้อนระอุของแดดอ่อน ๆ ยังติดอยู่บนเสื้อยืดเก่า ๆ ของเขา มือยังเปื้อนน้ำมันเครื่องสีดำคล้ำจากการรับจ้างซ่อมรถในซอย กลิ่นน้ำมันกับเหงื่อเป็นกลิ่นประจำตัวที่พาเคยชิน แต่ตอนนี้มันกลับเป็นกลิ่นแห่งความล้มเหลว“วันนี้พี่ได้มาแค่สามร้อยเองพา” เข้มพูดเสียงแผ่ว พยายามไม่สบตาเมียรัก “เขาบอกงานน้อย… พวกเด็กแว้นมันไม่ค่อยมาซ่อมกันเลยช่วงนี้.. แย่ชะมัด”พาไม่ตอบ เธอเพียงหายใจเข้าออกหนักๆ เสียงดัง
ห้องทำงานหมอภีมหมอภีมหันกลับมาเผชิญหน้ากับน้องนัทอีกครั้ง ใบหน้าคมคายเคร่งเครียด ดวงตาคมกริบมองตรงไปที่น้องนัทอย่างจริงจัง จนเด็กหนุ่มต้องหลุบตาลงเล็กน้อยผีลุงจันทร์ ลอยตัวเข้ามาใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งใจรอฟังประโยคที่ควรจะง่ายแสนง่ายนี้"นี่นัท!" หมอภีมกล่าวเสียงเฉียบขาด "ฉันจะบอกนายตรงๆ เลยนะ... เรื่องชุดออกงานอะไรนั่นน่ะ... มันเป็นแค่เรื่องไร้สาระของพวกชนชั้นสูง ฉันไม่ได้อยากไปยุ่งเกี่ยวเลยสักนิด แต่แม่ขอร้องมา..."น้องนัทเงยหน้าขึ้นมองหมอภีมอย่างสงบ "ครับ"หมอภีมถอนหายใจยาว พยายามเรียบเรียงคำพูดให้ดูเป็นเรื่อง 'งาน' และ 'ภาระ' ที่เขาจำเป็นต้องทำ"ดังนั้น... ฉันจะมอบหมายภารกิจนี้ให้นาย" หมอภีมล้วงกระเป๋าสตางค์หนังแท้ราคาแพงออกมา เขาดึงบัตรเครดิตสีดำใบหนึ่งที่จำกัดวงเงินมหาศาลออกมาวางไว้บนโต๊ะทำงาน"นี่คือบัตรของฉัน" หมอภีมพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา "วันพรุ่งนี้... นายไปเลือกซื้อชุดที่... ที่ไหนก็ได้ที่มันแพงที่สุดตามที่แม่ต้องการ เลือกมาให้ดีที่สุดสำหรับงานกาล่า... นายไปกับเลขาของฉัน""โธ่เอ๊ย! ไม่ใช่แบบนั้น!" ผีลุงจันทร์ส่งเสียงร้องออกมาอย่างสิ้นหวังในความคิดของเขาเอง ร่างโป
“ลูกมาได้ยังไง…” พาเอ่ยถามลูกชายเสียงสั่น“ผมได้ยินเสียงตะโกนจากท้ายซอยครับแม่ เลยรีบวิ่งมาดู” ลูกกวาดย่อตัวลงข้างพ่อแม่ มือสั่นระริกเมื่อเห็นรอยเลือด เขารีบไปหยิบผ้าขนหนู จุ่มเข้าไปในอ่างน้ำเล็กๆ ทั้งที่น้ำในอ่างขุ่นคล้ำจนมองไม่เห็นก้นอ่าง เขาบรรจงเช็ดเลือดให้พ่อด้วยความอ่อนโยน แล้วหันมาดูรอยฟกช้ำบนแขนแม่ด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่ม “แม่เจ็บไหมครับ...”พาส่ายหน้าทั้งน้ำตา “ไม่เจ็บเท่าที่พ่อเจ็บหรอกลูก”ลูกกวาดสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมความกล้าให้เสียงไม่สั่น “พ่อครับ... แม่ครับ... ทางโรงเรียนเขาทวงค่าเทอมอีกแล้วครับ”คำพูดนั้นทำให้ความเงียบที่เคยมีกลับมาหนักอึ้งอีกครั้ง เข้มกับพามองหน้ากันอย่างสิ้นหวัง“เขาบอกว่าถ้าอาทิตย์นี้ผมไม่จ่าย เขาจะตัดสิทธิ์การสอบปลายภาคครับ” เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองพ่อแม่ด้วยแววตาที่เจ็บปวด “ผม... ผมอาจไม่ได้เรียนต่อ ม.6 แล้วนะครับ”คำพูดสุดท้ายนั้นเหมือนคมมีดเชือดกลางอกของพ่อแม่ เข้มกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน รู้ดีว่าลูกชายพยายามเรียนหนักเพียงใด เขานอนดึกตื่นเช้าเพื่ออ่านหนังสือ หวังเพียงใบปริญญาที่เชื่อว่าเป็นทางรอดเดียวของครอบครัว พาก็ยกมือปิดปากไว้แน่น น้ำตาเอ่อ
![นายบำเรอของมาเฟีย [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






