Mag-log in“ลูกมาได้ยังไง…” พาเอ่ยถามลูกชายเสียงสั่น
“ผมได้ยินเสียงตะโกนจากท้ายซอยครับแม่ เลยรีบวิ่งมาดู” ลูกกวาดย่อตัวลงข้างพ่อแม่ มือสั่นระริกเมื่อเห็นรอยเลือด เขารีบไปหยิบผ้าขนหนู จุ่มเข้าไปในอ่างน้ำเล็กๆ ทั้งที่น้ำในอ่างขุ่นคล้ำจนมองไม่เห็นก้นอ่าง เขาบรรจงเช็ดเลือดให้พ่อด้วยความอ่อนโยน แล้วหันมาดูรอยฟกช้ำบนแขนแม่ด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่ม “แม่เจ็บไหมครับ...”
พาส่ายหน้าทั้งน้ำตา “ไม่เจ็บเท่าที่พ่อเจ็บหรอกลูก”
ลูกกวาดสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมความกล้าให้เสียงไม่สั่น “พ่อครับ... แม่ครับ... ทางโรงเรียนเขาทวงค่าเทอมอีกแล้วครับ”
คำพูดนั้นทำให้ความเงียบที่เคยมีกลับมาหนักอึ้งอีกครั้ง เข้มกับพามองหน้ากันอย่างสิ้นหวัง
“เขาบอกว่าถ้าอาทิตย์นี้ผมไม่จ่าย เขาจะตัดสิทธิ์การสอบปลายภาคครับ” เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองพ่อแม่ด้วยแววตาที่เจ็บปวด “ผม... ผมอาจไม่ได้เรียนต่อ ม.6 แล้วนะครับ”
คำพูดสุดท้ายนั้นเหมือนคมมีดเชือดกลางอกของพ่อแม่ เข้มกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน รู้ดีว่าลูกชายพยายามเรียนหนักเพียงใด เขานอนดึกตื่นเช้าเพื่ออ่านหนังสือ หวังเพียงใบปริญญาที่เชื่อว่าเป็นทางรอดเดียวของครอบครัว
พาก็ยกมือปิดปากไว้แน่น น้ำตาเอ่อรื้นอย่างห้ามไม่อยู่ เสียงสะอื้นถูกกลืนหายไปในลำคอ
ในห้องแคบๆ ที่กลิ่นอับชื้นและกลิ่นดินโชยมากับความผุพัง เสียงสะอื้นและลมหายใจที่อัดแน่นกลายเป็นความเจ็บปวดที่คลุ้งไปทั่ว ทั้งสามรู้ดีว่าไม่ใช่แค่เงินก้อนเล็กๆ แต่เป็นอนาคตทั้งชีวิตของลูกชายที่กำลังจะพังลงตรงหน้า หากพวกเขาหาทางออกไม่ได้ทันเวลา ชีวิตของพวกเขาก็คงจะถูกบดขยี้ไปพร้อมกับความฝันของลูกชายในอีกไม่กี่วันข้างหน้าอย่างแน่นอน
…ในห้องปฏิบัติการที่สะอาดสะอ้าน หมอภีมกำลังทำการเย็บแผลผู้ป่วยอย่างปราณีต นัทคือผู้ช่วยมือหนึ่งยืนอยู่เคียงข้าง ส่งเครื่องมือให้หมอภีมได้อย่างถูกจังหวะโดยไม่ต้องมีคำสั่งใดๆ
โทรศัพท์ของหมอภีมถูกวางไว้ในมุมหนึ่ง มันสั่นและส่งเสียงเรียกเข้าอย่างเร่งด่วน "แม่ครับ... ผมกำลังทำงาน ประเดี๋ยวผมโทรกลับนะครับ" หมอภีมกรอกเสียงเข้าใส่โทรศัพท์ ขณะที่สายตาไม่ละไปจากบาดแผลเบื้องหน้า
เมื่อเสร็จจากการเย็บแผล เขากลับลืมโทรหามารดาอย่างที่เพิ่งรับปากไป กลับเป็นคุณหญิงรัชนี ต้องเป็นฝ่ายโทรมาอีกครั้ง
"ครับแม่"
"ลูกภีมไม่ต้องมามีข้ออ้างนะ… แม่ขอสั่งลูก พรุ่งนี้ลูกต้องพาน้องนัทไปเลือกซื้อชุดออกงานกาล่า"
"ชุด? แม่... ทำไมแม่ไม่ให้คนขับรถพาไป หรือให้พี่เลขาไปจัดการ..." หมอภีมพยายามหาเหตุผล แต่จู่ๆ ภาพของนัทในชุดพยาบาลธรรมดาๆ ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ฉายชัดขึ้นมาในสมอง... พยาบาลผู้ช่วยคนเก่งของเขา คงไม่มีชุดดีๆ สำหรับงานเลี้ยงแบบนั้นจริงๆ นั่นแหละ ดูอย่างงานวันเกิดเขาเดือนก่อนสิ เมย์ น้ำหวาน นุ่มนิ่ม และคนอื่นๆ ต่างแข่งกันแต่งตัวสวยด้วยเสื้อผ้าหน้าผมล้ำสมัย แต่หมอนี่กลับแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเรียบๆ ดูไม่สะดุดตาเอาเสียเลย มารดาของเขาคงจำภาพนัทในวันเกิดของเขาได้นั่นเอง
"ไม่ได้! ต้องเป็นลูก! ลูกต้องเลือกชุดที่ดีที่สุด ชุดที่แพงที่สุดเท่าที่จะหาได้ นัทเป็นลูกชายคุณสมพรและคุณอำนาจ พวกเขามีพระคุณกับแม่ ภีมเองก็รู้นี่ และลูกต้องช่วยแม่ตอบแทนพวกเขา พาน้องไปเลือกซื้อด้วยตัวเองนั่นแหละ นี่คือคำสั่ง!" คุณหญิงรัชนีเน้นย้ำทุกคำ
หมอภีมเงียบไปครู่หนึ่ง เขายกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ พลางมองนัทที่กำลังจัดเก็บเครื่องมืออย่างเงียบเชียบ เด็กหนุ่มคนนี้ดูสงบและตั้งใจทำงานเสมอ… บางที เขาควรหาโอกาสให้รางวัลบ้างจะดีไหมนะ
"ครับแม่... ผมจะจัดการให้" ในที่สุดหมอภีมก็ยอมตอบรับอย่างจำยอม ก่อนวางสาย
เวลาต่อมานัทกำลังช่วยหมอภีมจัดเอกสารในห้องทำงาน ร่างสูงนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา นัทเองก็สงสัยอยู่ว่า วันนี้หมอภีมเป็นอะไรไป แต่ก็ไม่คิดเอ่ยถาม ตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตนต่อไป
ดวงตาคมกริบมองไปยังนัทหลายครั้ง จนแล้วจนรอดกลับไม่พูดอะไรออกมาสักคำ
ส่วนนัทเสร็จงานเอกสาร เขาเตรียมหางานอย่างอื่น เพื่อไม่ปล่อยให้ตัวเองว่าง
ผีลุงจันทร์ลอยอยู่เหนือตู้เก็บเอกสาร จ้องมองเหตุการณ์เบื้องล่างด้วยความระเหี่ยใจ
"เอาสิวะไอ้หมอภีม พูดออกไปสิโว้ย แค่ชวนเด็กไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่เองนะ"
หมอภีมพยายาม เขาตั้งใจจะพูดว่า "นัท พรุ่งนี้ไปซื้อชุด" แต่คำง่ายๆ เหล่านั้นกลับติดอยู่ในลำคอ…เขาไอเบาๆ "นัท..."
"ครับหมอ?" นัทเงยหน้าขึ้นมา ดวงตากลมโตเป็นประกายรอฟังคำสั่งต่อไปนี้
หมอภีมมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น... และจู่ๆ ความเย็นชาและไร้หัวใจที่สร้างเกราะป้องกันตัวเองมาตลอดชีวิตก็พุ่งขึ้นมา เขารู้สึกเหมือนเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะต้องเอ่ยปากชวนใครสักคนไปทำอะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวแบบนั้น
เขากลับเปลี่ยนเรื่องทันใด "เอกสารเคสคุณพงษ์... จัดเรียงให้เรียบร้อยก่อนกลับนะ"
นัทพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย "ได้ครับ"
"อ้าวเฮ้ย! ไอ้หมอ!" ผีลุงจันทร์กุมขมับด้วยความหงุดหงิด "ทำไมเอ็งดูยากจังวะเรื่องง่ายแค่เนี้ย!"
หมอภีมรู้ว่าเรื่องนี้ปล่อยผ่านไม่ได้ คำสั่งมารดาถือเป็นเด็ดขาด จึงพยายามอีกครั้ง... เขายืนเท้าสะเอว มองออกไปนอกหน้าต่างแสร้งทำเป็นคิดอะไรบางอย่าง
"นัท... คือเรื่อง..."
พยาบาลผู้ช่วยหมอภีม ถือแฟ้มเดินเข้ามาใกล้ "มีอะไรติดขัดเหรอครับหมอ?"
"เปล่า" ตอบเสียงแข็งทันควัน ก่อนพูดด้วยเสียงเฉียบขาดอย่างที่เขาถนัด "พรุ่งนี้... เอ่อ... พรุ่งนี้... ฉันจะให้คนขับรถไปรับนายแต่เช้า เพื่อพานายไป..."
ผีลุงจันทร์ "อ๊ากกกก! ไม่ใช่คนขับรถโว้ย! ต้องเป็นเอ็งสิวะ แม่เอ็งสั่งแล้วไง" ลุงผีแทบจะลอยตัวไปเขย่าหัวหมอภีมให้รู้แล้วรู้รอด
"ไปไหนเหรอครับ?" นัทเลิกคิ้วสงสัย
"ไป... ไปตรวจร่างกายเพิ่มเติม! ใช่! ตามคำสั่งแม่" หมอภีมตัดสินใจพูดออกไปอีกครั้ง เขาเลือกคำที่เกี่ยวข้องกับงานเพื่อปกปิดความกระอักกระอ่วนของตัวเองไว้
ผีลุงจันทร์ “ไอ้หมอโง่ ชวนเด็กไปช้อปปิ้งมันยากตรงไหนวะ ดูทำเข้า เมื่อไหร่เอ็งจะมีแฟนกับเขาสักทีวะ"
หมอภีมรู้สึกเหมือนมีใครมาด่าอยู่ข้างหู แต่ก็คิดไปว่าตัวเองหูฝาดไปแน่ๆ
"นี่นัท!" เขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับนัทอีกครั้ง คราวนี้เขาต้องพูดออกมาให้ได้ "ฉันจะบอกนายตรงๆ เลยนะ”
“ครับ?”
คาเฟ่แห่งหนึ่งในอำเภอปากช่องแสงแดดยามเย็นทอดตัวลงบนทุ่งดอกไม้กว้างสุดสายตา กลีบดอกไม้สีขาว ชมพู และม่วงอ่อน แกว่งไกวไปตามแรงลมราวกับคลื่นทะเลอ่อนโยน กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ทำให้หัวใจของคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นสงบอย่างประหลาดหมอภีมยืนเคียงข้างภรรยาอย่างนัท มือของเขาค่อยๆ เอื้อมไปจับมืออีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าหากแรงกว่านี้ ความสุขตรงหน้าจะสลายไป นัทหันมายิ้มให้คนเป็นสามี รอยยิ้มนั้นไม่ใช่รอยยิ้มกว้างสดใส แต่เป็นรอยยิ้มอบอุ่นที่เต็มไปด้วยความไว้ใจ“สวยจังเลย” นัทเอ่ยเบาๆ ดวงตาเขามองทุ่งดอกไม้ แต่หัวใจกลับจดจ่ออยู่ที่คนข้างกายหมอภีมหัวเราะเบาๆ “ไม่สวยเท่านัทหรอก” คำพูดธรรมดาแต่จริงใจ ทำให้นัทหน้าแดง เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ปล่อยมืออีกฝ่ายทั้งสองเดินไปช้าๆ ท่ามกลางดอกไม้ที่สูงถึงเข่า ปล่อยให้เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไปอย่างไม่เร่งรีบ หมอภีมรู้ดีว่าในชีวิตของเขา เต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย ความกดดัน และการสูญเสียจากอาชีพแพทย์ แต่ทุกครั้งที่เขามองหน้าใสๆ ของภรรยาตัวเอง ความเหนื่อยล้าทั้งหมดกลับจางหายไป เหลือเพียงความอบอุ่นที่ไม่ต้องการคำอธิบายคนตัวเล็กหยุดเดิน แ
คำพูดที่เจ็บปวดรวดร้าวของอำพากรีดลึกเข้าไปในจิตสำนึกของผีนายเข้ม ร่างกายของหมอภีมหยุดสั่นเทาเดี๋ยวนั้น ดวงตาแดงก่ำที่เคยเต็มไปด้วยความอาฆาตเริ่มมีประกายแห่งความสำนึกผิดและความเข้าใจทอแสงขึ้นมาแทนที่เข้มเสียงแหบพร่าและสั่นเครือ "อะ อำพา..." เขาเริ่มคล้อยตามกับความจริงที่ภรรยาเอ่ยออกมา ความแค้นที่ยึดมั่นว่าตนเป็นเหยื่อเพียงผู้เดียวพลันถูกทำลายลงด้วยความรักและโศกนาฏกรรมของครอบครัว และพลังงานมืดที่เคยแผ่ซ่านออกมาจากร่างหมอภีมพลันสลายหายไปอย่างรวดเร็วราวกับถูกดูดกลับเข้าไปวูบดวงตาของหมอภีมกลับคืนสู่สีน้ำตาลเข้มที่คุ้นเคยในทันที แต่ร่างที่ถูกควบคุมมานานก็หมดแรง หมอภีมล้มลงไปกับพื้นหญ้าอย่างอ่อนแรงนัทร้องเสียงหลง "พี่หมอ" เขาไม่สนใจสิ่งรอบข้างอีกต่อไป เขารีบคลานเข้าไปหาคนรักอย่างรวดเร็วและประคองร่างของหมอภีมขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด ใบหน้าของนัทแนบไปกับศีรษะของหมอภีมอย่างโล่งใจ "ไม่เป็นไรแล้วนะครับพี่หมอ... นัทอยู่ตรงนี้แล้ว"ขณะที่นัทกำลังกอดหมอภีมอยู่นั้น ผีนายเข้มก็ปรากฏร่างเป็นวิญญาณเต็มตัวอยู่ข้างๆ ร่างกายโปร่งแสงของเขาสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกผิดและโศกเศร้าเหลือแสน เขากลับคืนสู่สภาพเมื่อครั
นัท หมอเจตน์ นุ่มนิ่ม และน้ำหวาน นำอำพาที่นั่งอยู่บนรถเข็นเข้ามาในบริเวณบ้านของหมอภีม โดยมีหมอธีร์ที่คอยเข็นรถเข็นอย่างระมัดระวังที่สุด พวกเขามาถึงในตอนบ่ายแก่ๆ อากาศค่อนข้างอบอ้าว แต่บรรยากาศภายในกลุ่มกลับเย็นเยียบด้วยความเครียดบริเวณหน้าบ้านใหญ่ ลูกกวาดกำลังนั่งอยู่ข้างกระถางต้นไม้ประดับ เขาเงยหน้าขึ้น และทันทีที่เห็นนัทและเพื่อนๆ มากันครบ นายลูกกวาดก็ส่งยิ้มกว้างออกมาอย่างเป็นมิตร"พี่นัท! พี่ๆ ทุกคน! มากันแล้วเหรอครับ? เข้าข้างในบ้านก่อนสิครับ"รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนและบริสุทธิ์ ทำให้ทุกคนรู้สึกดีชั่วขณะ ก่อนที่นัทจะพยายามหาทางแนะนำอำพา "ลูกกวาด... คือว่า... วันนี้พี่พาคนสำคัญมาหาเราน่ะ"หมอธีร์ค่อยๆ เข็นรถเข็นของอำพาที่นั่งนิ่งอยู่ด้านหลังกลุ่มเพื่อน ก้าวเข้ามาในระยะสายตาของลูกกวาดวินาทีที่ลูกกวาดหันไปเห็นภาพของหญิงสาววัยกลางคนขาด้วนทั้งสองข้างที่นั่งอยู่บนรถเข็น รอยยิ้มที่สดใสบนใบหน้าของเขาก็พลันแข็งค้างดวงตาของลูกกวาดเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวอย่างขีดสุด ราวกับเห็นปีศาจร้าย ไม่ใช่แม่ของตัวเอง!"อ๊ากกกกกก!!!"เสียงกรีดร้องแหลมสูงและหวาดผวาถูกปล่อยออกมาจากลำคอของลูกกวาดทันที ร่างก
วันต่อมากลุ่มเพื่อนของนัท ทุกคนมานั่งรวมตัวกันที่มุมหนึ่งในร้านคาเฟ่ที่เงียบสงบ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเครียดและความกังวล โดยเฉพาะนัทที่ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้หนักตลอดคืนนัทเสียงแหบพร่า "เมื่อคืน... มันเลวร้ายมากครับ ถ้านัทหนีไม่ทัน ป่านนี้นัทคง... คงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้"หมอเจตน์ตบบ่าปลอบใจ "ใจเย็นๆ นะน้องนัท นายทำถูกแล้วที่หนีออกมา ตอนนี้นายปลอดภัยแล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือหาทางช่วยไอ้ภีมออกมาให้ได้"หมอธีร์นั่งเท้าคาง มองนัทอย่างเครียดจัด "ปัญหาคือผีตนนั้นมันแข็งแกร่งเกินไป มันเข้าควบคุมร่างหมอภีมได้สมบูรณ์ขนาดนั้น เราจะทำยังไงดีล่ะ... เอาอย่างนี้ไหม? ทำไมเราไม่ลองเชิญดวงวิญญาณของลุงจันทร์มาช่วยล่ะ? ลุงจันทร์น่าจะเป็นวิญญาณที่มีบารมีพอจะสู้กับผีเข้มได้นะ"นัทส่ายหน้าอย่างเศร้าสร้อย "นัทลองเชิญแล้วครับหมอธีร์... ตั้งแต่วันที่เราหลุดออกมาจากมิติของผีนายเข้มได้ ลุงจันทร์ก็ไม่ปรากฏตัวให้ผมเห็นอีกเลย ผมพยายามเรียกหลายครั้งแล้วก็ไม่มีวี่แวว"นุ่มนิ่มวางมือบนแขนของนัทอย่างอ่อนโยน "ลุงจันทร์อาจจะใกล้ได้ไปเกิดใหม่แล้วก็ได้นะนัท หรือไม่ก็... ลุงอาจจะมีภารกิจที่สำคัญกว่าที่ต้องทำในโลกของวิญ
แสงแดดยามเช้าทอประกายอ่อนโยนลอดผ่านม่านบางเบาของห้องนอนหมอภีมที่หรูหรา นัทลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสบายตัวและอิ่มเอมใจจากค่ำคืนที่ผ่านมา เขาพลิกตัวมองคนที่ยังหลับใหลอยู่ข้างกายหมอภีมยังคงหลับลึก ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะดูเคร่งขรึมยามทำงาน บัดนี้ดูผ่อนคลายและอ่อนโยนอย่างที่สุด นัทอมยิ้มบางๆ ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบเพื่อไม่ให้อีกคนตื่น เดินเข้าห้องน้ำไปชำระร่างกายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนของหมอภีมที่แขวนไว้ในตู้ไม้ฝังเข้ากับผนังห้องมาสวมใส่ เสื้อตัวใหญ่โคร่งจนไหล่เสื้อเลยลงไปถึงต้นแขนของเขา และชายเสื้อยาวเลยสะโพกดูไม่ต่างอะไรกับเดรสสั้นๆ เสื้อเนื้อดียี่ห้อแบรนด์เนมตัวนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมและกลิ่นกายอันคุ้นเคยของหมอภีม ซึ่งเป็นกลิ่นที่เขาหลงใหลไม่คลายเมื่อสวมเสื้อตัวโคร่งคู่กับกางเกงสแล็คตัวหลวมเสร็จแล้ว นัทเดินกลับมาที่เตียงเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านตัวเอง ทว่าขายังคงติดตรึงอยู่ที่ข้างเตียง เขายิ้มพลาย ก้มลงมองใกล้ๆ ใบหน้าของหมอภีมอีกครั้ง ก่อนที่จะเอื้อมมือไปเกลี่ยไรผมที่ปรกหน้าผากออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสเบาหวิวราวกับกลัวว่าการแตะต้องจะทำลายความสงบงามตรงห
หลังจากเพื่อนกลุ่มใหญ่ต่างพากันแยกย้ายกลับไปแล้ว ทิ้งให้นัทอยู่ที่นี่ต่อ ความเงียบสงบก็กลับมาปกคลุมบ้านของหมอภีมอีกครั้งนัทเก็บแก้วน้ำใบสุดท้ายไปวางในอ่างล้างจานอย่างเงียบๆ ก่อนจะหันกลับมามองคนรักที่ยืนพิงกรอบประตูห้องครัวอยู่ ใบหน้าของหมอภีมที่เคยเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดีตลอดทั้งคืน บัดนี้ดูอ่อนโยนและมีแววตาที่ออดอ้อนอย่างชัดเจนนัทยิ้มบางๆ "ลูกกวาดหลับไปแล้วเหรอครับ"หมอภีมพยักหน้า ดวงตาวาวกลับมองนัทแปลกๆ อย่างที่คนมองเห็นแล้วพาให้ใจสั่น เกิดอาการขวยเขินอย่างห้ามไม่อยู่ แก้มสองข้างเริ่มร้อนผ่าว ทว่าก็แสร้งคุยเรื่องอื่น เพื่อกลบเกลื่อน"ดูท่าทางพี่หมอมีความสุขที่ได้เจอเพื่อนๆ นะครับวันนี้"ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้ กอดเอวคนรักจากด้านหลังแล้วซบหน้าลงบนไหล่ "สนุกสิครับ... แต่ตอนนี้ยิ่งกว่าสนุกอีกนะ"นัทหัวเราะเบาๆ "อะไรที่ยิ่งกว่าสนุกครับ?"คนตัวสูงกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น เสียงทุ้มแหบพร่าลงเล็กน้อย "การได้อยู่กับแฟนแค่สองคนนี่ไงครับ... คิดถึงจังเลย เราไม่ได้อยู่ด้วยกันแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ?""พี่อ่า! นัทกับพี่หมอห่างกันแค่ ไม่ถึงสองเดือนเองนะครับคุณภีม"หมอภีมเงยหน้าขึ้นมามองด้วยสายต
สีหน้าลูกกวาดแสดงถึงความหวาดกลัวถึงขีดสุด เขาเร่งสาวเท้าวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ขาเล็ก ๆ ของเขาตะกุยพื้นถนนลาดยางเก่า ๆ ในความมืดมิด มีเพียงแสงไฟจากเสาไฟฟ้าที่ห่างกันลิบ ๆ เป็นเครื่องนำทาง ความหวาดกลัวคือพลังงานเดียวที่ขับเคลื่อนเขา พลังงานที่มากกว่าความเหนื่อยล้า เด็กหนุ่มไม่ได้มองข้างหน้า ไม่ได้มองข
สองวันต่อมายามเย็นของสลัมเต็มไปด้วยเสียงทะเลาะของบ้านข้าง ๆ เสียงเรือเก่าครูดน้ำ และกลิ่นขยะลอยคลุ้ง แต่ในบ้านของเข้ม ทุกอย่างกลับเงียบสงัดอย่างประหลาดพายืนกลางห้อง มือกำหูหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ยัดของใช้ส่วนตัวจนป่อง เธอไม่มองเข้มแม้เพียงเสี้ยววินาที“พา… อย่าทำแบบนี้นะ” เข้มรีบเข้าไปขวางป
บ้านไม้ผุที่ตั้งอยู่ริมคลองเน่าเหม็นยังคงส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะเศร้าสร้อยทุกครั้งที่ลมจากคลองพัดผ่าน ราวกับเป็นเสียงถอนหายใจของตัวบ้านเอง หนึ่งสัปดาห์เต็มที่ความตึงเครียดได้บ่มเพาะจนถึงขีดสุดพานั่งเหม่ออยู่หน้าโต๊ะเตี้ย ๆ ที่เต็มไปด้วยเอกสารแห่งความพ่ายแพ้ บิลเก่าที่ค้างชำระจนสีซีดจาง กระดาษ
ห้องทำงานหมอภีมหมอภีมหันกลับมาเผชิญหน้ากับน้องนัทอีกครั้ง ใบหน้าคมคายเคร่งเครียด ดวงตาคมกริบมองตรงไปที่น้องนัทอย่างจริงจัง จนเด็กหนุ่มต้องหลุบตาลงเล็กน้อยผีลุงจันทร์ ลอยตัวเข้ามาใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งใจรอฟังประโยคที่ควรจะง่ายแสนง่ายนี้"นี่นัท!" หมอภีมกล่าวเสียงเฉียบขาด "ฉันจะบอกนายตรงๆ เ







