Share

บทที่ 7 พรานเกล้า

last update Petsa ng paglalathala: 2026-08-03 17:05:47

หลังจากคืนแห่งความโกลาหลนั้นวิถีชีวิตของหมู่บ้านห้วยขมิ้นก็กลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้งแม้ทุกๆคนต่างก็ระแวดระวังตัวมากกว่าเดิม ผู้ป่วยทั้งหกคนทยอยฟื้นตัว ห้าคนสามารถกลับบ้านได้ภายในไม่กี่วัน เหลือเพียงหญิงสาวชื่อ "ละมัย" ที่ยังคงอ่อนแรงและต้องพักรักษาตัวต่อ

แต่สถานที่พักฟื้นของเธอ...

กลับไม่ใช่อนามัยบ้านห้วยขมิ้น

หากเป็นบ้านไม้หลังใหญ่ของหมอสิงห์เหตุผลก็เรียบง่าย หมอแขไทเห็นว่าละมัยยังได้รับผลกระทบจากของที่ถูกถอนออก หากเกิดอาการกำเริบขึ้นมา คนที่รับมือได้ดีที่สุดก็มีเพียงหมอสิงห์เท่านั้น

นับแต่นั้นเป็นต้นมา...

ทุกบ่ายหลังตรวจคนไข้เสร็จหมอใบข้าวจะต้องถือกระเป๋าแพทย์และเดินทางมายังบ้านหมอสิงห์เพื่อตรวจอาการของละมัยด้วยความจำใจ

ช่วงแรก...

เธอกลัวแทบทุกฝีก้าว แค่เห็นชายผ้าสีเขียวของนางตานีที่เธอได้นับการแนะนำว่า ชื่อ พี่ณีแวบๆอยู่หลังต้นกล้วยก็แทบจะวิ่งกลับอนามัยแล้ว อีกทั้งต้อง ได้ยินเสียงพูดคุยที่ลอยมาตามลมก็ขนลุกไปทั้งตัว 

ส่วน หญิงสวในชุดไทยสีทอง ที่หมอหนุ่มแนะนำว่าเป็นเซเลบของบ้านเขา นางตะเคียนทองที่ชื่อพี่ทองก็ชอบโผล่มาทักจากต้นตะเคียนแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จนใบข้าวสะดุ้งจนกระเป๋าแพทย์หล่นมาแล้วไม่ต่ำกว่าสามครั้ง แต่คนที่ทำให้เธอเปลี่ยนความรู้สึกกลัวได้...กลับเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่ชื่อ "แก้ว"

ทุกครั้งที่ใบข้าวมาถึง แก้วจะรีบวิ่งแจ้นออกมารับ

"พี่ใบข้าวมาแล้ว!"

"วันนี้หนูช่วยถือกระเป๋านะ!"

แม้มือเล็ก ๆ ของเด็กผีจะเย็นเฉียบ แต่รอยยิ้มสดใสของเธอ กลับทำให้ความหวาดกลัวในใจของใบข้าวค่อย ๆ จางลง บางวันจุกก็แอบเอาแมลงป่องปลอมมาแกล้ง จนโดนใบข้าวไล่ตีวิ่งรอบบ้าน

ส่วนหมอสิงห์...

ก็ยังเป็นหมอสิงห์คนเดิม

ปากเสีย

กวนประสาท

แขวะเธอได้ทุกครั้งที่เจอหน้า

"หมอวิทยาศาสตร์มาแล้วเหรอวันนี้พกตำรามาล้มผีหรือเปล่า"

ใบข้าวย่นจมูกทันที

"อย่างน้อยฉันก็ไม่หลอกขายความเชื่อให้ชาวบ้าน...ชิส์!!!"

หมอสิงห์หัวเราะ

"แต่คนไข้ฉันหาย"

"คนไข้ฉันก็หาย!"

"งั้นก็ดี...จะได้ไม่ต้องทะเลาะเรื่องนี้อีก"

เถียงกันจบ...

ต่างคนต่างเดินไปทำงานของตัวเอง จนทุกคนในบ้านเริ่มชิน พี่ณีกับพี่ทองถึงขั้นเปิดวงพนันกันทุกเช้า ว่าวันนี้ทั้งคู่จะเถียงกันเรื่องอะไร

...

วันนี้ก็เช่นกัน ใบข้าวเดินผ่านประตูรั้วไม้เข้ามา แต่กลับต้องชะงัก ใต้ต้นมะขามใหญ่หน้าบ้าน ผู้กองฉัตรกล้านอนเหยียดยาวอยู่บนเปล แขนทั้งสองกอดอก ปากอ้าเล็กน้อย เสียงกรนดังสนั่นไปทั้งลาน

"คร๊อกกกก..."

"คร๊อกกกก..."

นกบนต้นไม้บินหนีไปเกือบหมด

แก้วนั่งเอานิ้วอุดหู

จุกใช้ใบตองมาปิดหน้า

พี่ณีบ่นอู้อี้ว่า

"กรนดัง...กว่าคนจมน้ำอีก..."

ใบข้าวขมวดคิ้ว

"ผู้กองมาทำอะไรที่นี่..."

เสียงครกตำสมุนไพรดังขึ้นใกล้ๆตัวบ้าน  "ตั๊ก...ตั๊ก...ตั๊ก...ตั๊ก..."

เธอหันไปตามเสียงหมอสิงห์นั่งอยู่ใต้ชายคา กำลังตำสมุนไพรอย่างสบายอารมณ์

"อ้าว!!หมอวิทยาศาสตร์มาตรงเวลาดีนี่"

หมอใบข้าวชี้ไปที่ผู้กองฉัตรกล้า

"เขาเป็นอะไร"

หมอสิงห์เหลือบมองเพื่อนรักแวบหนึ่งก่อนตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

"เมื่อคืนโดนฉันใช้งาน"

ใบข้าวเบิกตา

"...ใช้งาน?"

"อือ...ไล่จับผีทั้งคืนตอนนี้เลยแบตหมด"

ราวกับได้ยินคนพูดถึงตัวเองผู้กองฉัตรกล้าพลิกตัวละเมอพึมพำ

"กูไม่ไล่แล้ว...ให้มันมามอบตัวเอง..."

แล้วก็นอนกรนต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นใบข้าวมองภาพตรงหน้า ก่อนหลุดหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว หมอสิงห์เงยหน้าขึ้นมองเธอ แอบยิ้มบาง ๆ อยู่คนเดียว

เพราะนี่เป็นครั้งแรก...

ที่เขาเห็นหมอปากเก่งคนนั้น หัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ใช่เพราะประชดเขา

ใบข้าวกำลังใช้หูฟังตรวจการเต้นของหัวใจให้ละมัยตามปกติ หญิงสาวอาการดีขึ้นมาก สีหน้าเริ่มมีเลือดฝาด ชีพจรสม่ำเสมอ

"อีกไม่กี่วันก็คงกลับบ้านได้แล้วนะ"

ใบข้าวยิ้มพลางจดบันทึกอาการ ละมัยยิ้มตอบอย่างเขิน ๆ

"ขอบคุณค่ะคุณหมอ หมอสิงห์ก็บอกว่าอาบน้ำมนต์คืนนี้อีกคืนก็กลับบ้านได้จ๊ะ หนหน้าฉันไปหาหมอที่อนามัยเองนะจ๊ะ!!"

เสียงครกตำสมุนไพรของหมอสิงห์ยังดังเป็นจังหวะอยู่หน้าบ้าน ทว่ากลับสะดุดลงชั่วครู่ก่อนจะมีเสียงตำต่อไป ผู้กองฉัตรกล้ายังคงนอนกรนไม่รู้เรื่อง แก้วกับจุกกำลังวิ่งไล่จับกันรอบต้นมะขาม

ทุกอย่างดูสงบ...

ราวกับเป็นอีกหนึ่งวันธรรมดาของบ้านหลังนี้

แต่แล้ว...

"สิงห์!!"

เสียงตะโกนแหบพร่าดังมาจากหน้าบ้านทุกคนสะดุ้งพร้อมกัน หมอสิงห์รีบวางสากในมือลงก่อนหันไปมองยังประตูรั้ว ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินโซเซเข้ามา เสื้อผ้าขาดวิ่น เต็มไปด้วยโคลนและคราบเลือดแห้ง ใบหน้าคมเข้มถูกขีดข่วนไปทั่ว เหงื่อไหลอาบทั้งตัว หายใจหอบอย่างรุนแรงเนื่องจาดวิ่งมาเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร

แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุด...

คือเด็กชายที่ถูกพาดอยู่บนบ่าของเขาชายหนุ่มเดินเข้ามาถึงกลางลานก่อนจะค่อย ๆ อุ้มเด็กคนนั้นลงอย่างทะนุถนอม

ร่างเล็กถูกวางลงบนพื้นไม้หน้าบ้าน

"พะ...พ่อจ๋า..."

เขาพูดได้เพียงคำเดียวก่อนตะโกนสุดเสียง

"พี่สิงห์!!"

แล้วร่างทั้งร่างก็ทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นใบข้าวรีบวิ่งเข้าไปทันที

"คนเจ็บสองคน!"

หมอสิงห์เองก็รีบเข้ามาประคองชายหนุ่มไว้

"ไอ้เกล้า!"

น้ำเสียงของหมอสิงห์เปลี่ยนไปทันที

ไม่มีความกวน

ไม่มีรอยยิ้ม

มีเพียงความตกใจ

"เกิดอะไรขึ้น!"

ชายหนุ่มพยายามฝืนลืมตา

"ฉัน..."

"เพิ่งออกจากป่า..."

เขาหอบจนแทบพูดไม่เป็นประโยค

"ผ่านหน้าโรงเรียน...เห็นไอ้ต้วน...นอนกุมท้อง...บ่นปวดท้องมาก...เลยรีบแบกมา..."

สิ้นคำดวงตาของชายหนุ่มก็ปิดลงหมดสติคาที่ด้วยความเหนื่อยอ่อน

"พรานเกล้า!"

หมอสิงห์ตะโกนเรียกแต่ไม่มีเสียงตอบใบข้าวรีบตรวจชีพจรและดูม่านตา

"เขาแค่หมดแรงค่ะชีพจรยังดี"

จากนั้นเธอรีบหันไปหาเด็กชาย

"ต้วน!"

ใบหน้าของเด็กน้อยซีดเผือดเนื้อตัวเย็นเฉียบ เหงื่อผุดพรายบนหน้าผาก มือทั้งสองกุมหน้าท้องแน่นราวกับกำลังเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

"ต้วน..."

หมอสิงห์นั่งลงข้างลูกศิษย์ตัวน้อยที่เขารักและเอ็นดูดัั่งลูก

มือที่เคยนิ่งมาตลอด...

กลับสั่นเล็กน้อย

เขาแตะหน้าผากเด็กชายเบา ๆ แล้วเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

"ต้วน...ลืมตา!!..สิ.."

เด็กชายไม่ตอบสนอง

รอบลานบ้านที่เคยคึกคัก กลับเงียบสนิทแม้แต่แก้วกับจุก ก็หยุดเล่น

พี่ณี พี่ทอง ต่างยืนมองต้วนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"รีบไปที่อนามัยด่วนเลยค่ะ ชีพจรต้วนอ่อนลงเรื่อยๆแล้ว!!" 

หมอใบข้าวร้องเตือนสติทุกคนที่กำลังทำอะไรไม่ถูกแม้แต่คนที่เคยสุขุมในทุกสถานกานต์อย่างผู้กองฉัตร ก็ยังงงวยอยู่

"ไอ้ฉัตร!!! เอารถออก!!!"

หมอสิงห์ร้องบอกเพื่อนของเขาที่ตอนนี้ตื่นเต็มที่เเล้ว เขารีกกุลีกุจอไปที่รถแล้วรีบสตาร์ทรถอย่างเร็งไว

เสียงเครื่องยนต์ของรถกระบะดัดแปลงคู่ใจของผู้กองฉัตนดังฝ่าความเงียบของหมู่บ้าน ก่อนจะหยุดลงที่หน้าอนามัยบ้านห้วยขมิ้น หมอศรันย์กับเดือนถลาออกมารับ

ใบข้าวกับหมอสิงห์ช่วยกันประคองต้วนขึ้นเตียงผู้ป่วยแล้วลากเข้าห้องฉุกเฉินทันที

ส่วนพรานเกล้ายังคงหมดสติอยู่ที่บ้าน โดยมีพี่ณี พี่ทอง แก้ว จุก และเหล่าผีคอยเฝ้าดูแลตามคำสั่งของหมอสิงห์

ทันทีที่ถึงอนามัย ทุกคนก็เริ่มทำงานอย่างเป็นระบบ

"ศรันย์ เปิดห้องฉุกเฉิน!"

"ดาว เตรียมเส้นให้น้ำเกลือ"

"เดือน วัดสัญญาณชีพ"

ป้าหอมรีบเข็นเตียงเข้าห้องตรวจ

หมอแขไทเดินเข้ามาอย่างรวดเร็วแม้เขาจะอยู่ในชุดนอนแล้ว ใบข้าวใช้มือคลำหน้าท้องของต้วนอย่างนุ่มนวล

เด็กชายสะดุ้งเฮือกทันทีเมื่อปลายนิ้วกดลงบริเวณท้องน้อยด้านขวา

"โอ๊ย..."

เสียงครางเบา ๆ ทำให้ทุกคนมองหน้ากัน

ใบข้าวตรวจซ้ำอีกครั้ง

สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันที

"หมอแขไทคะ...เจ็บที่จุดแมคเบอร์นีย์ชัดเจน"

ศรันย์รีบตรวจประกอบ

"ท้องแข็ง...มีอาการกดเจ็บและปล่อยแล้วเจ็บมากกว่าเดิม"

เดือนรายงานผล

"ไข้สามสิบเก้าองศาค่ะ"

ดาวส่งผลเลือดเบื้องต้นมาให้

เม็ดเลือดขาวสูงผิดปกติ

หมอแขไทถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะหันมองหมอสิงห์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน...ต้องผ่าตัด...เดี๋ยวนี้"

ทั้งห้องเงียบลง หมอสิงห์กำหมัดแน่น

"ไม่ได้"

ทุกคนหันมามอง สิงห์ส่ายหน้าช้า ๆ

"ข้าไม่ให้ผ่า"

ใบข้าวชะงัก

"คุณพูดอะไรนะ"

"ข้าบอกว่า...ไม่ให้ผ่า"

น้ำเสียงของหมอสิงห์หนักแน่น

"ข้าไม่ฝากชีวิตลูกศิษย์ไว้กับมีดของหมอ"

ใบข้าวเริ่มโมโห

"ถ้าไม่ผ่า..."

"ไส้ติ่งแตก ติดเชื้อในช่องท้อง ต้วนอาจเสียชีวิตได้!"

"ข้าจะรักษาเอง

"รักษายังไง!!"

ใบข้าวสวนกลับทันที

"นี่ไม่ใช่เรื่องถอนของหรือทำพิธี!...นี่คือโรค!..โรคที่ต้องผ่าตัด!"

หมอสิงห์จ้องหน้าเธอ ดวงตาแข็งกร้าว

"พ่อข้าก็ตายบนเตียงผ่าตัดเพราะหมอ"

ประโยคนั้น...

ทำให้ทั้งห้องเงียบสนิท

แม้แต่ใบข้าวยังพูดไม่ออก หมอสิงห์ก้มหน้าลง ภาพจำที่เขาพยายามลบถูกเขียนให้หวนนึกถึงอีกครั้ง ความเจ็บปวดที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก บนเตียงผ่าตัดถึงสามคน เสียงของเขาแผ่วเบากว่าเดิม

"ข้าทนยืนดู...โดยช่วยอะไรไม่ได้"

"ไม่ได้เลย"

น้ำเสียงของเขาเเหบพร่า ใบข้าวมองชายตรงหน้า เป็นครั้งแรก...ที่เธอเห็นความเจ็บปวดซ่อนอยู่หลังรอยยิ้มกวนประสาทของเขาแต่เธอก็สูดลมหายใจลึก

ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง

"ฉันเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่...หมอคนที่รักษาพ่อคุณไม่ใช่หมอทุกคนบนโลก"

เธอเดินเข้าไปจนยืนตรงหน้าหมอสิงห์

สบตาเขาตรง ๆ

"คุณเคยขอให้ฉันเปิดใจวันนี้...ฉันก็ขอให้คุณเปิดใจเหมือนกันอย่าตัดสินหมอทั้งโลกจากความผิดพลาดของคนเพียงคนเดียว"

หมอสิงห์นิ่งเงียบมือทั้งสองกำแน่นจนเส้นเลือดปูด

ในห้องฉุกเฉิน

เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพของต้วนดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

แต่เวลาของเด็กชายกำลังลดลงทุกวินาที

ศรันย์ก้าวเข้ามาระหว่างทั้งคู่

"พอแล้ว"

เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"จะเถียงกันต่อ...หรือปล่อยต้วนให้ทรมาน!!!...จะเอายังไง!!!"

ทุกคนเงียบ หมอแขไทมองนาฬิกา

"เราเหลือเวลาไม่มาก"

หมอสิงห์หลับตาลงช้า ๆ ภาพเด็กชายตัวเล็กที่เขาอุ้มมาตั้งแต่แบเบาะผุดขึ้นในหัว

ภาพที่ต้วนเรียกเขาว่า "พ่อ"

ภาพที่เด็กน้อยวิ่งตามเขาไปทุกที่

เขากัดฟันแน่น

ก่อนเงยหน้าขึ้นมองใบข้าว

ดวงตาที่เคยแข็งกร้าว...

กลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

"ช่วยลูกข้า..."

ใบข้าวชะงักนั่นเป็นครั้งแรก...ที่หมอสิงห์เอ่ยคำขอ

ไม่ใช่ในฐานะหมอธรรม

แต่ในฐานะพ่อคนหนึ่ง

เธอพยักหน้าเบา ๆ

"ฉันสัญญาฉันจะพาต้วนกลับมาหาคุณ"

สิ้นคำ ใบข้าวก็หันกลับไปสวมถุงมือผ่าตัด

ศรันย์รีบเตรียมเครื่องมือ

ดาวกับเดือนจัดห้องผ่าตัดอย่างรวดเร็ว

หมอแขไทรับหน้าที่เป็นศัลยแพทย์หลัก

ส่วนใบข้าวเป็นผู้ช่วยผ่าตัด

ประตูห้องผ่าตัดค่อย ๆ ปิดลง

หมอสิงห์ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู

สองมือประสานกันแน่น

เป็นครั้งแรกในชีวิต...

ที่คนซึ่งช่วยชีวิตคนมานับไม่ถ้วนด้วยมนตร์และอาคม

ทำได้เพียงภาวนาให้วิทยาศาสตร์...ช่วยชีวิตคนที่เขารักที่สุดเอาไว้

ขณะที่ประตูห้องผ่าตัดปิดลง...หมอสิงห์ยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าห้อง ไม่รู้ว่าเวลานั้นผ่านเลยไปนานเท่าไหร่ สายตาจับจ้องป้ายไฟสีแดงเหนือประตูมือทั้งสองกำเข้าหากันแน่น เขาไม่เคยรู้สึกว่าการรอคอยจะทรมานได้ถึงเพียงนี้

"พ่อ..."

เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง มืออันเย็นเฉียบจับแขนของเขาเขย่า

"พ่อสิงห์พี่เกล้าฟื้นแล้ว!"

"เขาบอกว่ามีเรื่องสำคัญ ต้องรีบบอกพ่อเดี๋ยวนี้!"

หมอสิงห์ชะงัก

เขาหันกลับไปมองประตูห้องผ่าตัดอีกครั้งในใจเหมือนถูกดึงออกเป็นสองทาง

ทางหนึ่ง...

คือต้วน

ลูกศิษย์ที่เขาเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะ

อีกทาง...

คือเบาะแสที่เขาตามหามาหลายวัน

หมอสิงห์สูดลมหายใจลึก

ก่อนหันไปหาป้าหอม

"ป้าหอม...ถ้าต้วนออกจากห้องผ่าเมื่อไรเรียกให้ไอ้จุกไปบอกผมด้วย"

ป้าหอมพยักหน้าแม้หล่อนจะรู้ว่าจุกที่เขาพูดนั้นคือใคร แต่ก็อดที่จะ ขนลุกซู่ไม่ได้

"ไม่ต้องห่วงที่นี่มีพวกเรา เอ็งรีบไปธุระก่อนเถอะสิงห์"

หมอสิงห์มองประตูห้องผ่าตัดเป็นครั้งสุดท้าย

"ไอ้ฉัตร...รับไปกันเถอะ"

ก่อนรีบก้าวออกจากอนามัยตะโกนเรียกผู้กองฉัตรที่ยืนเอ๋ออยู่หน้าประตูให้ตามเขาไป

...

ที่บ้านหมอสิงห์

แสงแดดยามเย็นส่องลอดแนวไม้ใหญ่บนชานเรือน...พรานเกล้านั่งพิงเสาไม้ไผ่อยู่ร่างกายสะอาดสะอ้านหลังอาบน้ำ เผยให้เห็นใบหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ที่ใครมองก็ล้วนแล้วต้องรู้สึกหลงไหลแน่นอน

เสื้อผ้าชุดใหม่ถูกเปลี่ยนเรียบร้อย แต่ใบหน้าคมเข้มยังซีดเซียวจากความอ่อนล้าพี่ณีนั่งป้อนน้ำให้ ทำหน้าชะมดชม้อยออเสาะชายหนุ่มอยู่

บนโอ่งน้ำที่เคยปิดฝาสนิทมีพรายน้ำตนหนึ่งนั่งบ่นอู้อี้อยู่ข้างๆโอ่งน้ำ

"เกือบ...ตาย...เหนื่อย...ไม่ไปแล้ว...ไม่เอาแล้ว..."

ทันทีที่หมอสิงห์กับผู้กองฉัตรก้าวขึ้นเรือน พรานเกล้าก็เงยหน้าขึ้น

"มาแล้วหรือพี่..."

หมอสิงห์ไม่อ้อมค้อม

"ว่าไงตามของไปถึงไหน"

พรานเกล้านั่งตัวตรงขึ้น สีหน้าจริงจังทันที

"ยาก..."

เขาพูดเพียงคำเดียวก่อนยกขันน้ำขึ้นดื่ม

"คนที่เล่นของ...ไม่ธรรมดาเลยพี่"

หมอสิงห์นิ่งฟังพรานเกล้าหยิบผ้ายันต์ผืนหนึ่งออกมาจากย่ามผ้ายันต์ขาดวิ่นเต็มไปด้วยรอยไหม้สีดำ

"นี่...คือสิ่งที่เหลือ"

หมอสิงห์รับมาดูเพียงแตะปลายนิ้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป

"ของต่ำ..."

พรานเกล้าพยักหน้า

"ใช่...ฉันตามรอยของที่พี่ถอนจากชาวบ้านมันพาฉันเข้าป่าลึก...ลึกกว่าที่พรานคนไหนกล้าเข้า"

เขาหยุดเล็กน้อยก่อนเหลือบมองพี่พรายหญิงสาวพรายน้ำถอนหายใจยาว

"เกือบ...กลับ...ไม่ได้..."

พรานเกล้ายิ้มจาง ๆ

"ถ้าไม่ได้พี่พรายช่วยป่านนี้...ฉันคงเป็นปุ๋ยอยู่ในป่าแล้ว"

หมอสิงห์เลิกคิ้วนิดหนึ่ง

"เกิดอะไรขึ้น"

พรานเกล้านิ่งไปครู่หนึ่งแววตาคมเข้มฉายความหวาดระแวงทั้งที่เป็นชายผู้ไม่เคยกลัวสัตว์ร้ายหรืออันตรายใดๆเลบ

"มีคน...หรืออาจไม่ใช่คนคอยเดินนำข้าอยู่ตลอดทุกครั้งที่ข้าตามทันมันก็หายไปแต่ทุกครั้งที่ข้าหยุด...มันจะมายืนอยู่ข้างหลัง"

บรรยากาศบนเรือนเงียบกริบแม้แต่แก้วยังหยุดกินขนมพรานเกล้ากำหมัดแน่น

"มันรู้...ว่าฉันตามมันแล้วมันก็...พยายามล่อฉัันให้หลงป่า"

หมอสิงห์ถามต่อทันที

"แล้วสุดท้าย"

"เอ็งเจออะไร"

ผู้กองฉัตรขมวดคิ้วถามกลางปล้องพรานเกล้าค่อย ๆ ล้วงมือเข้าไปในย่ามอีกครั้งก่อนหยิบเศษผ้าสีดำชิ้นเล็ก ๆ ออกมาวางบนพื้น

ผ้าผืนนั้นปักอักขระสีแดงเข้ม

แต่ที่มุมผ้า...

กลับมีด้ายสีทองปักเป็นสัญลักษณ์ประหลาด

หมอสิงห์มองเพียงแวบเดียว

ดวงตาของเขาก็หรี่ลง

"เป็นไปไม่ได้..."

พรานเกล้าพูดเบา ๆ

"ฉันหาเจ้าของของไม่เจอ...แต่ฉันรู้แล้ว...ว่ามันมาจากที่ไหน"

หมอสิงห์เงยหน้าขึ้นช้า ๆ

"ที่ไหน"

พรานเกล้าสบตาทั้งสองก่อนเอ่ยชื่อสถานที่ออกมาช้า ๆ

"...ป่าต้องห้าม"

เพียงสี่พยางค์

ทั้งบ้านก็เงียบสนิท

แม้แต่สายลมที่พัดผ่านชายคา

ก็เหมือนหยุดนิ่งไปชั่วขณะ...มีเพียงเสียงสายลมยามเย็นที่พัดเอากลิ่นสาปสางลอยมาตามลม

 

 

 

 

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • หมอครับผมรัก(ลัก)หมอ   บทที่ 27 ลมสงบก่อนพายุจะโหมกระหน่ำ

    หลังจากเหตุการณ์นองเลือดผ่านพ้นไปได้เกือบหนึ่งเดือน หมู่บ้านห้วยขมิ้นก็ค่อย ๆ กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งเสียงเด็ก ๆ วิ่งเล่นดังขึ้นทุกเช้า ควันไฟจากครัวเรือนลอยอ้อยอิ่งเหนือหลังคาไม้ ชาวบ้านต่างกลับไปใช้ชีวิตเรียบง่ายดังเดิม ราวกับพายุร้ายที่พัดผ่านได้กลายเป็นเพียงฝันร้ายในอดีตที่อนามัยบ้านห้วยขมิ้น ผู้ใหญ่บ้านอาการดีขึ้นทุกวัน แม้จะยังเดินได้ไม่คล่องนัก แต่ใบหน้าที่เคยซีดเซียวกลับมีรอยยิ้มให้เห็นบ่อยครั้งคนที่เฝ้าดูแลเขาแทบไม่ห่างกลับเป็นชัด...ชายหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมือขวาของเสี่ยหงวนหลังจากเข้ามอบตัวกับผู้กองฉัตรกล้า เขาให้การทุกอย่างโดยไม่ปิดบัง แต่เนื่องจากให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ อีกทั้งผู้กองเองก็เห็นว่าเขาสำนึกผิดจริง จึงอนุญาตให้อยู่ภายใต้การควบคุมตัวภายในหมู่บ้าน โดยมีข้อแม้ว่าห้ามออกนอกพื้นที่ และต้องรายงานตัวทุกวันชัดไม่เคยบ่นแม้แต่คำเดียวทุกเช้าเขาจะช่วยป้อนข้าวพ่อ เปลี่ยนผ้าพันแผล พาแม่ออกมานั่งรับลมใต้ชายคา ก่อนจะกลับไปช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อนามัยแม่ของเขาเองก็มีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากหมอใบข้าวและอาจารย์หมอแขไทร่วมกันรักษาอาการทางร่างกาย ขณะท

  • หมอครับผมรัก(ลัก)หมอ   บทที่ 26 เบี้ย

    สายฝนยังคงโปรยลงไม่ขาดสายราวกับจะชะล้างสิ่งปฏิกูลออกไปจากหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ ผืนป่าทั้งผืนมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านเรือนยอดไม้เป็นบางครั้งหมอสิงห์ยืนหอบอยู่กลางทางเดินในป่ามีดหมอในมือยังเปื้อนเลือดสีเขียวหนืดๆของอสูรกายประหลาดเสื้อผ้าขาดวิ่นจากการต่อสู้อย่างหนักแต่ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปยังเงาร่างที่กำลังหนีสุดชีวิตอยู่เบื้องหน้าเสี่ยหงวน...มันกำลังหนีหนีแบบคนที่ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว"มันไปทางนั้น!"เสียงเจ้าป่าดังขึ้นจากยอดไม้ทันใดนั้น เถาวัลย์เส้นใหญ่ก็พุ่งลงมาขวางทางหนีของเสี่ยหงวน"โครม!"ร่างของมันล้มกลิ้งไปกับพื้นโคลนอย่างน่าเวทนาเสี่ยหงวนรีบลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลก่อนจะหันไปตะโกน"หมอ!"หมอผีสองคนที่ยังรอดอยู่รีบพุ่งเข้าขวางหมอสิงห์ทันทีทั้งคู่ร่ายอาคมใส่อย่างไม่คิดชีวิตยันต์สีดำปลิวว่อนกลางสายฝนอสูรกายที่เหลือเพียงไม่กี่ตนส่งเสียงคำรามก้องป่าหมอสิงห์ถอนหายใจเบา ๆ"ยังไม่เข็ดกันอีก..."เขากำลูกประคำแน่นก่อนยกมีดหมอขึ้นแสงสีทองสว่างวาบกลางความมืดเสียงคาถาดังก้องไปทั่วผืนป่าเพียงไม่กี่กระบวนท่า...อาคมของหมอผีก็แตกกระจายเจ้าป่าปรากฏกายขึ้นด้านหลังเสียงค

  • หมอครับผมรัก(ลัก)หมอ   บทที่ 25 แตกร้าวให้มันจบ

    ในที่สุดเสียงปืนก็เงียบลงแต่ความโกลาหลมันกลับเริ่มต้นขึ้นชัดยังคงคุกเข่ากอดร่างของผู้ใหญ่บ้านไว้แน่น เลือดสีแดงสดไหลผ่านปลายนิ้วไม่หยุด"พ่อ...""พ่อ..."น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวในวันนี้กลับสั่นเครือราวกับเด็กหลงทางผู้ใหญ่บ้านพยายามฝืนลืมตาแม้ใบหน้าจะซีดเผือด แต่ยังยิ้มให้ลูกชายหมอสิงห์รีบวิ่งเข้ามา ใช้มือกดบาดแผลและเอาสมุนไพรพอกลงบนแผลเพื่อห้ามเลือดทันทีเขาใช้สายตามองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่า...อาการสาหัสนัก!!! กระสุนถูกฝังอยู่ในอกซึ่งอาจจะถูกอวัยวะภายในดูจากบาดแผลคร่าวๆยะงมีความโชคดีที่ลูกกระสุนไม่ได้แตกข้างใน"ชัด!"หมอสิงห์ตะโกนเสียงดังร้องเรียก ชายหนุ่มที่ตอนนี้สติหลุดลอยไปเสียไกลแล้วชัดยังคงนิ่งพลางสะอึกสะอื้นทำแะไรไม่ถูกเหมือนไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว"ไอ้ชัดตั้งสติหน่อย!!"คำตะโกนครั้งที่สองทำให้ชัดสะดุ้งหมอสิงห์จับไหล่เขาแน่น"ถ้าเอ็งยังอยากให้พ่อรอด...รีบพาพ่อกลับอนามัยเดี๋ยวนี้!!!"ชัดมองหน้าหมอสิงห์ก่อนก้มลงมองพ่ออีกครั้งเขากัดฟันแน่นน้ำตาไหลอาบแก้ม เขาไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้เลยสักนิดเขาค่อย ๆ ช้อนร่างผู้ใหญ่บ้านขึ้นอุ้มไว้ทั้งตัวผู้ใหญ่บ้านตัวเบากว่าที่เขาจำได้มากเบาจน

  • หมอครับผมรัก(ลัก)หมอ   บทที่ 24 การเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของใครบางคน

    ลานดินกว้างกลางป่าตกอยู่ในความเงียบงันเปลวคบเพลิงหลายสิบดวงลุกไหวตามแรงลมด้านหนึ่ง...หมอสิงห์ยืนสงบนิ่ง สะพายย่ามผ้าเก่า มีเพียงมีดหมอเล่มประจำกายอยู่ในมืออีกด้าน...เสี่ยหงวนยืนยิ้มเย็นอยู่ท่ามกลางลูกน้องนับสิบ หมอผีสามคน และอสูรกายที่หมอบอยู่รอบลานราวกับสัตว์ร้ายที่รอคำสั่งสายตาของทั้งสองประสานกันไม่มีใครหลบเสี่ยหงวนหัวเราะในลำคออย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง"ฮ่าๆๆๆ..กูคิดว่ามึงจะฉลาดกว่านี้ไอ้สิงห์!!!สุดท้ายก็เดินมาหาความตายเอง"หมอสิงห์ยิ้มบาง"คนที่จะตาย...คืนนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นใครอย่าพึ่งดีใจไป...เสี่ย"รอยยิ้มของเสี่ยหงวนหายไปทันทีมันยกมือขึ้นช้า ๆ"ยิง!"ปัง!ปัง!ปัง!เสียงปืนนับสิบกระบอกคำรามพร้อมกันห่ากระสุนพุ่งแหวกอากาศเข้าหาหมอสิงห์ราวกับสายฝนแต่ในวินาทีนั้น...หมอสิงห์หลับตาลงมือซ้ายยกขึ้นประนมเหนืออก ริมฝีปากท่องพระคาถาแผ่วเบา อักขระเลขยันต์ที่สักอยู่ตามตัวค่อยๆเปล่งรัศมีสีทองออกมาช้าๆทันใดนั้น...ลมเย็นสายหนึ่งหมุนวนรอบกาย ผ้ายันต์ในย่ามสะบัดขึ้นเอง ห่ากระสุนทั้งหมดกลับหยุดนิ่งห่างจากตัวเขาเพียงไม่กี่คืบ ราวกับพวกมันถูกหยุดด้วยกำแพงที่มองไม่เห็น ก่อนจะร่วงกราวลงกับพื

  • หมอครับผมรัก(ลัก)หมอ   บทที่ 23 ทลวงเข้าไป

    ค่ำคืน...ปกคลุมผืนป่าจนมืดสนิทแต่บริเวณโรงเลื่อยของเสี่ยหงวนกลับยังสว่างไสวด้วยแสงไฟจากเครื่องปั่นไฟ เสียงหัวเราะ เสียงไพ่ และเสียงเหล้าชนแก้วดังระงมไปทั่วบริเวณลูกน้องหลายสิบคนไม่มีใครรู้เลยว่า...คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่อาณาจักรของพวกมันจะยืนหยัดอยู่ได้...ห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตรผู้กองฉัตรกล้าหมอบอยู่ในพุ่มไม้พร้อมตำรวจและอาสาสมัครติดอาวุธทุกคนเงียบกริบได้ยินเพียงเสียงหายใจของกันและกันผู้กองกวาดตามองลูกน้องทีละคน ก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู23.00 น.เขาหันไปพยักหน้าให้จ่าหมื่นจ่าหมื่นยกมือส่งสัญญาณต่อเป็นทอด ๆตำรวจทุกนายปลดเซฟปืนเสียง "แกร๊ก" ดังพร้อมกันราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่หายนะผู้กองสูดลมหายใจลึกก่อนตะโกนสุดเสียง"นี่ตำรวจ!ทุกคนหมอบ!"สิ้นเสียง...ปัง!กระสุนเตือนนัดแรกพุ่งขึ้นฟ้าโรงเลื่อยทั้งโรงแตกตื่นทันที"ตำรวจบุก!""หนี!""เก็บของเว้ย!!"เสียงตะโกนโหวกเหวกดังระงมลูกน้องเสี่ยหงวนหลายคนคว้าปืนยิงสวนออกมาอย่างบ้าคลั่งเสียงปืนดังสนั่นไปทั่วหุบเขาผู้กองไม่เสียจังหวะ"ชุดหนึ่ง!""อ้อมซ้าย!""ชุดสอง!""ตัดทางหนีด้านหลัง!""ห้ามให้หลุดแม้แต่คนเดียว!"ตำรวจแยก

  • หมอครับผมรัก(ลัก)หมอ   บทที่ 22 แผนลวง

    เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังก้องขึ้นบันไดเรือนไม้ปัง!ประตูถูกผลักเปิดออกผู้กองฉัตรกล้าก้าวเข้ามาทั้งที่ยังหอบเหนื่อย เสื้อเชิ้ตเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการเร่งเดินทางมาตลอดทาง ทันทีที่เห็นหมอสิงห์ เขาก็เอ่ยขึ้นทันที"พี่ณีบอกว่ามีข่าวศรันย์"น้ำเสียงที่เคยสุขุม...บัดนี้กลับสั่นไหวอย่างปิดไม่มิดหมอสิงห์พยักหน้าช้า ๆ"เจอแล้ว"เพียงสองคำสั้น ๆ ผู้กองถึงกับทรุดนั่งลงบนพื้นเรือนอย่างหมดแรง เหมือนก้อนหินหนักอึ้งที่ทับอยู่บนอกมาตลอดหลายวัน ถูกยกออกไปเพียงครึ่งเดียว"ยังมีชีวิตใช่ไหม"เขาถามเสียงเบาหมอสิงห์ตอบทันที"ยังมีชีวิต"ผู้กองหลับตาลงครู่หนึ่งริมฝีปากที่เม้มแน่นมาตลอดค่อย ๆ คลายออกเขาไม่ได้พูดอะไรแต่ทุกคนบนเรือนต่างเห็น...ว่าไหล่ที่เคยเกร็งตลอดหลายวันนั้น สั่นเล็กน้อยหมอสิงห์ไม่ปล่อยให้ความโล่งใจนั้นอยู่นานเขาหยิบปากกากับกระดาษขึ้นมาวางบนพื้นเรือน แล้วเริ่มขีดแผนที่อย่างรวดเร็วทุกคนขยับเข้ามาล้อมวง"ฟังให้ดี"ปลายปากกาลากเป็นเส้นคดเคี้ยว"นี่...โรงเลื่อยของเสี่ยหงวน"เขาวงกลมจุดหนึ่ง"ที่นี่เป็นฐานพักของลูกน้อง""อาวุธ""ไม้เถื่อน""ของผิดกฎหมาย"จากนั้นลากเส้นไปอีกด้านหนึ่ง"ส่ว

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status