로그인หลังจากคืนแห่งความโกลาหลนั้นวิถีชีวิตของหมู่บ้านห้วยขมิ้นก็กลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้งแม้ทุกๆคนต่างก็ระแวดระวังตัวมากกว่าเดิม ผู้ป่วยทั้งหกคนทยอยฟื้นตัว ห้าคนสามารถกลับบ้านได้ภายในไม่กี่วัน เหลือเพียงหญิงสาวชื่อ "ละมัย" ที่ยังคงอ่อนแรงและต้องพักรักษาตัวต่อ
แต่สถานที่พักฟื้นของเธอ... กลับไม่ใช่อนามัยบ้านห้วยขมิ้น หากเป็นบ้านไม้หลังใหญ่ของหมอสิงห์เหตุผลก็เรียบง่าย หมอแขไทเห็นว่าละมัยยังได้รับผลกระทบจากของที่ถูกถอนออก หากเกิดอาการกำเริบขึ้นมา คนที่รับมือได้ดีที่สุดก็มีเพียงหมอสิงห์เท่านั้น นับแต่นั้นเป็นต้นมา... ทุกบ่ายหลังตรวจคนไข้เสร็จหมอใบข้าวจะต้องถือกระเป๋าแพทย์และเดินทางมายังบ้านหมอสิงห์เพื่อตรวจอาการของละมัยด้วยความจำใจ ช่วงแรก... เธอกลัวแทบทุกฝีก้าว แค่เห็นชายผ้าสีเขียวของนางตานีที่เธอได้นับการแนะนำว่า ชื่อ พี่ณีแวบๆอยู่หลังต้นกล้วยก็แทบจะวิ่งกลับอนามัยแล้ว อีกทั้งต้อง ได้ยินเสียงพูดคุยที่ลอยมาตามลมก็ขนลุกไปทั้งตัว ส่วน หญิงสวในชุดไทยสีทอง ที่หมอหนุ่มแนะนำว่าเป็นเซเลบของบ้านเขา นางตะเคียนทองที่ชื่อพี่ทองก็ชอบโผล่มาทักจากต้นตะเคียนแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จนใบข้าวสะดุ้งจนกระเป๋าแพทย์หล่นมาแล้วไม่ต่ำกว่าสามครั้ง แต่คนที่ทำให้เธอเปลี่ยนความรู้สึกกลัวได้...กลับเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่ชื่อ "แก้ว" ทุกครั้งที่ใบข้าวมาถึง แก้วจะรีบวิ่งแจ้นออกมารับ "พี่ใบข้าวมาแล้ว!" "วันนี้หนูช่วยถือกระเป๋านะ!" แม้มือเล็ก ๆ ของเด็กผีจะเย็นเฉียบ แต่รอยยิ้มสดใสของเธอ กลับทำให้ความหวาดกลัวในใจของใบข้าวค่อย ๆ จางลง บางวันจุกก็แอบเอาแมลงป่องปลอมมาแกล้ง จนโดนใบข้าวไล่ตีวิ่งรอบบ้าน ส่วนหมอสิงห์... ก็ยังเป็นหมอสิงห์คนเดิม ปากเสีย กวนประสาท แขวะเธอได้ทุกครั้งที่เจอหน้า "หมอวิทยาศาสตร์มาแล้วเหรอวันนี้พกตำรามาล้มผีหรือเปล่า" ใบข้าวย่นจมูกทันที "อย่างน้อยฉันก็ไม่หลอกขายความเชื่อให้ชาวบ้าน...ชิส์!!!" หมอสิงห์หัวเราะ "แต่คนไข้ฉันหาย" "คนไข้ฉันก็หาย!" "งั้นก็ดี...จะได้ไม่ต้องทะเลาะเรื่องนี้อีก" เถียงกันจบ... ต่างคนต่างเดินไปทำงานของตัวเอง จนทุกคนในบ้านเริ่มชิน พี่ณีกับพี่ทองถึงขั้นเปิดวงพนันกันทุกเช้า ว่าวันนี้ทั้งคู่จะเถียงกันเรื่องอะไร ... วันนี้ก็เช่นกัน ใบข้าวเดินผ่านประตูรั้วไม้เข้ามา แต่กลับต้องชะงัก ใต้ต้นมะขามใหญ่หน้าบ้าน ผู้กองฉัตรกล้านอนเหยียดยาวอยู่บนเปล แขนทั้งสองกอดอก ปากอ้าเล็กน้อย เสียงกรนดังสนั่นไปทั้งลาน "คร๊อกกกก..." "คร๊อกกกก..." นกบนต้นไม้บินหนีไปเกือบหมด แก้วนั่งเอานิ้วอุดหู จุกใช้ใบตองมาปิดหน้า พี่ณีบ่นอู้อี้ว่า "กรนดัง...กว่าคนจมน้ำอีก..." ใบข้าวขมวดคิ้ว "ผู้กองมาทำอะไรที่นี่..." เสียงครกตำสมุนไพรดังขึ้นใกล้ๆตัวบ้าน "ตั๊ก...ตั๊ก...ตั๊ก...ตั๊ก..." เธอหันไปตามเสียงหมอสิงห์นั่งอยู่ใต้ชายคา กำลังตำสมุนไพรอย่างสบายอารมณ์ "อ้าว!!หมอวิทยาศาสตร์มาตรงเวลาดีนี่" หมอใบข้าวชี้ไปที่ผู้กองฉัตรกล้า "เขาเป็นอะไร" หมอสิงห์เหลือบมองเพื่อนรักแวบหนึ่งก่อนตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย "เมื่อคืนโดนฉันใช้งาน" ใบข้าวเบิกตา "...ใช้งาน?" "อือ...ไล่จับผีทั้งคืนตอนนี้เลยแบตหมด" ราวกับได้ยินคนพูดถึงตัวเองผู้กองฉัตรกล้าพลิกตัวละเมอพึมพำ "กูไม่ไล่แล้ว...ให้มันมามอบตัวเอง..." แล้วก็นอนกรนต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นใบข้าวมองภาพตรงหน้า ก่อนหลุดหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว หมอสิงห์เงยหน้าขึ้นมองเธอ แอบยิ้มบาง ๆ อยู่คนเดียว เพราะนี่เป็นครั้งแรก... ที่เขาเห็นหมอปากเก่งคนนั้น หัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ใช่เพราะประชดเขา ใบข้าวกำลังใช้หูฟังตรวจการเต้นของหัวใจให้ละมัยตามปกติ หญิงสาวอาการดีขึ้นมาก สีหน้าเริ่มมีเลือดฝาด ชีพจรสม่ำเสมอ "อีกไม่กี่วันก็คงกลับบ้านได้แล้วนะ" ใบข้าวยิ้มพลางจดบันทึกอาการ ละมัยยิ้มตอบอย่างเขิน ๆ "ขอบคุณค่ะคุณหมอ หมอสิงห์ก็บอกว่าอาบน้ำมนต์คืนนี้อีกคืนก็กลับบ้านได้จ๊ะ หนหน้าฉันไปหาหมอที่อนามัยเองนะจ๊ะ!!" เสียงครกตำสมุนไพรของหมอสิงห์ยังดังเป็นจังหวะอยู่หน้าบ้าน ทว่ากลับสะดุดลงชั่วครู่ก่อนจะมีเสียงตำต่อไป ผู้กองฉัตรกล้ายังคงนอนกรนไม่รู้เรื่อง แก้วกับจุกกำลังวิ่งไล่จับกันรอบต้นมะขาม ทุกอย่างดูสงบ... ราวกับเป็นอีกหนึ่งวันธรรมดาของบ้านหลังนี้ แต่แล้ว... "สิงห์!!" เสียงตะโกนแหบพร่าดังมาจากหน้าบ้านทุกคนสะดุ้งพร้อมกัน หมอสิงห์รีบวางสากในมือลงก่อนหันไปมองยังประตูรั้ว ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินโซเซเข้ามา เสื้อผ้าขาดวิ่น เต็มไปด้วยโคลนและคราบเลือดแห้ง ใบหน้าคมเข้มถูกขีดข่วนไปทั่ว เหงื่อไหลอาบทั้งตัว หายใจหอบอย่างรุนแรงเนื่องจาดวิ่งมาเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุด... คือเด็กชายที่ถูกพาดอยู่บนบ่าของเขาชายหนุ่มเดินเข้ามาถึงกลางลานก่อนจะค่อย ๆ อุ้มเด็กคนนั้นลงอย่างทะนุถนอม ร่างเล็กถูกวางลงบนพื้นไม้หน้าบ้าน "พะ...พ่อจ๋า..." เขาพูดได้เพียงคำเดียวก่อนตะโกนสุดเสียง "พี่สิงห์!!" แล้วร่างทั้งร่างก็ทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นใบข้าวรีบวิ่งเข้าไปทันที "คนเจ็บสองคน!" หมอสิงห์เองก็รีบเข้ามาประคองชายหนุ่มไว้ "ไอ้เกล้า!" น้ำเสียงของหมอสิงห์เปลี่ยนไปทันที ไม่มีความกวน ไม่มีรอยยิ้ม มีเพียงความตกใจ "เกิดอะไรขึ้น!" ชายหนุ่มพยายามฝืนลืมตา "ฉัน..." "เพิ่งออกจากป่า..." เขาหอบจนแทบพูดไม่เป็นประโยค "ผ่านหน้าโรงเรียน...เห็นไอ้ต้วน...นอนกุมท้อง...บ่นปวดท้องมาก...เลยรีบแบกมา..." สิ้นคำดวงตาของชายหนุ่มก็ปิดลงหมดสติคาที่ด้วยความเหนื่อยอ่อน "พรานเกล้า!" หมอสิงห์ตะโกนเรียกแต่ไม่มีเสียงตอบใบข้าวรีบตรวจชีพจรและดูม่านตา "เขาแค่หมดแรงค่ะชีพจรยังดี" จากนั้นเธอรีบหันไปหาเด็กชาย "ต้วน!" ใบหน้าของเด็กน้อยซีดเผือดเนื้อตัวเย็นเฉียบ เหงื่อผุดพรายบนหน้าผาก มือทั้งสองกุมหน้าท้องแน่นราวกับกำลังเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส "ต้วน..." หมอสิงห์นั่งลงข้างลูกศิษย์ตัวน้อยที่เขารักและเอ็นดูดัั่งลูก มือที่เคยนิ่งมาตลอด... กลับสั่นเล็กน้อย เขาแตะหน้าผากเด็กชายเบา ๆ แล้วเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ต้วน...ลืมตา!!..สิ.." เด็กชายไม่ตอบสนอง รอบลานบ้านที่เคยคึกคัก กลับเงียบสนิทแม้แต่แก้วกับจุก ก็หยุดเล่น พี่ณี พี่ทอง ต่างยืนมองต้วนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "รีบไปที่อนามัยด่วนเลยค่ะ ชีพจรต้วนอ่อนลงเรื่อยๆแล้ว!!" หมอใบข้าวร้องเตือนสติทุกคนที่กำลังทำอะไรไม่ถูกแม้แต่คนที่เคยสุขุมในทุกสถานกานต์อย่างผู้กองฉัตร ก็ยังงงวยอยู่ "ไอ้ฉัตร!!! เอารถออก!!!" หมอสิงห์ร้องบอกเพื่อนของเขาที่ตอนนี้ตื่นเต็มที่เเล้ว เขารีกกุลีกุจอไปที่รถแล้วรีบสตาร์ทรถอย่างเร็งไว เสียงเครื่องยนต์ของรถกระบะดัดแปลงคู่ใจของผู้กองฉัตนดังฝ่าความเงียบของหมู่บ้าน ก่อนจะหยุดลงที่หน้าอนามัยบ้านห้วยขมิ้น หมอศรันย์กับเดือนถลาออกมารับ ใบข้าวกับหมอสิงห์ช่วยกันประคองต้วนขึ้นเตียงผู้ป่วยแล้วลากเข้าห้องฉุกเฉินทันที ส่วนพรานเกล้ายังคงหมดสติอยู่ที่บ้าน โดยมีพี่ณี พี่ทอง แก้ว จุก และเหล่าผีคอยเฝ้าดูแลตามคำสั่งของหมอสิงห์ ทันทีที่ถึงอนามัย ทุกคนก็เริ่มทำงานอย่างเป็นระบบ "ศรันย์ เปิดห้องฉุกเฉิน!" "ดาว เตรียมเส้นให้น้ำเกลือ" "เดือน วัดสัญญาณชีพ" ป้าหอมรีบเข็นเตียงเข้าห้องตรวจ หมอแขไทเดินเข้ามาอย่างรวดเร็วแม้เขาจะอยู่ในชุดนอนแล้ว ใบข้าวใช้มือคลำหน้าท้องของต้วนอย่างนุ่มนวล เด็กชายสะดุ้งเฮือกทันทีเมื่อปลายนิ้วกดลงบริเวณท้องน้อยด้านขวา "โอ๊ย..." เสียงครางเบา ๆ ทำให้ทุกคนมองหน้ากัน ใบข้าวตรวจซ้ำอีกครั้ง สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันที "หมอแขไทคะ...เจ็บที่จุดแมคเบอร์นีย์ชัดเจน" ศรันย์รีบตรวจประกอบ "ท้องแข็ง...มีอาการกดเจ็บและปล่อยแล้วเจ็บมากกว่าเดิม" เดือนรายงานผล "ไข้สามสิบเก้าองศาค่ะ" ดาวส่งผลเลือดเบื้องต้นมาให้ เม็ดเลือดขาวสูงผิดปกติ หมอแขไทถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะหันมองหมอสิงห์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน...ต้องผ่าตัด...เดี๋ยวนี้" ทั้งห้องเงียบลง หมอสิงห์กำหมัดแน่น "ไม่ได้" ทุกคนหันมามอง สิงห์ส่ายหน้าช้า ๆ "ข้าไม่ให้ผ่า" ใบข้าวชะงัก "คุณพูดอะไรนะ" "ข้าบอกว่า...ไม่ให้ผ่า" น้ำเสียงของหมอสิงห์หนักแน่น "ข้าไม่ฝากชีวิตลูกศิษย์ไว้กับมีดของหมอ" ใบข้าวเริ่มโมโห "ถ้าไม่ผ่า..." "ไส้ติ่งแตก ติดเชื้อในช่องท้อง ต้วนอาจเสียชีวิตได้!" "ข้าจะรักษาเอง "รักษายังไง!!" ใบข้าวสวนกลับทันที "นี่ไม่ใช่เรื่องถอนของหรือทำพิธี!...นี่คือโรค!..โรคที่ต้องผ่าตัด!" หมอสิงห์จ้องหน้าเธอ ดวงตาแข็งกร้าว "พ่อข้าก็ตายบนเตียงผ่าตัดเพราะหมอ" ประโยคนั้น... ทำให้ทั้งห้องเงียบสนิท แม้แต่ใบข้าวยังพูดไม่ออก หมอสิงห์ก้มหน้าลง ภาพจำที่เขาพยายามลบถูกเขียนให้หวนนึกถึงอีกครั้ง ความเจ็บปวดที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก บนเตียงผ่าตัดถึงสามคน เสียงของเขาแผ่วเบากว่าเดิม "ข้าทนยืนดู...โดยช่วยอะไรไม่ได้" "ไม่ได้เลย" น้ำเสียงของเขาเเหบพร่า ใบข้าวมองชายตรงหน้า เป็นครั้งแรก...ที่เธอเห็นความเจ็บปวดซ่อนอยู่หลังรอยยิ้มกวนประสาทของเขาแต่เธอก็สูดลมหายใจลึก ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง "ฉันเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่...หมอคนที่รักษาพ่อคุณไม่ใช่หมอทุกคนบนโลก" เธอเดินเข้าไปจนยืนตรงหน้าหมอสิงห์ สบตาเขาตรง ๆ "คุณเคยขอให้ฉันเปิดใจวันนี้...ฉันก็ขอให้คุณเปิดใจเหมือนกันอย่าตัดสินหมอทั้งโลกจากความผิดพลาดของคนเพียงคนเดียว" หมอสิงห์นิ่งเงียบมือทั้งสองกำแน่นจนเส้นเลือดปูด ในห้องฉุกเฉิน เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพของต้วนดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่เวลาของเด็กชายกำลังลดลงทุกวินาที ศรันย์ก้าวเข้ามาระหว่างทั้งคู่ "พอแล้ว" เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "จะเถียงกันต่อ...หรือปล่อยต้วนให้ทรมาน!!!...จะเอายังไง!!!" ทุกคนเงียบ หมอแขไทมองนาฬิกา "เราเหลือเวลาไม่มาก" หมอสิงห์หลับตาลงช้า ๆ ภาพเด็กชายตัวเล็กที่เขาอุ้มมาตั้งแต่แบเบาะผุดขึ้นในหัว ภาพที่ต้วนเรียกเขาว่า "พ่อ" ภาพที่เด็กน้อยวิ่งตามเขาไปทุกที่ เขากัดฟันแน่น ก่อนเงยหน้าขึ้นมองใบข้าว ดวงตาที่เคยแข็งกร้าว... กลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว "ช่วยลูกข้า..." ใบข้าวชะงักนั่นเป็นครั้งแรก...ที่หมอสิงห์เอ่ยคำขอ ไม่ใช่ในฐานะหมอธรรม แต่ในฐานะพ่อคนหนึ่ง เธอพยักหน้าเบา ๆ "ฉันสัญญาฉันจะพาต้วนกลับมาหาคุณ" สิ้นคำ ใบข้าวก็หันกลับไปสวมถุงมือผ่าตัด ศรันย์รีบเตรียมเครื่องมือ ดาวกับเดือนจัดห้องผ่าตัดอย่างรวดเร็ว หมอแขไทรับหน้าที่เป็นศัลยแพทย์หลัก ส่วนใบข้าวเป็นผู้ช่วยผ่าตัด ประตูห้องผ่าตัดค่อย ๆ ปิดลง หมอสิงห์ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู สองมือประสานกันแน่น เป็นครั้งแรกในชีวิต... ที่คนซึ่งช่วยชีวิตคนมานับไม่ถ้วนด้วยมนตร์และอาคม ทำได้เพียงภาวนาให้วิทยาศาสตร์...ช่วยชีวิตคนที่เขารักที่สุดเอาไว้ ขณะที่ประตูห้องผ่าตัดปิดลง...หมอสิงห์ยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าห้อง ไม่รู้ว่าเวลานั้นผ่านเลยไปนานเท่าไหร่ สายตาจับจ้องป้ายไฟสีแดงเหนือประตูมือทั้งสองกำเข้าหากันแน่น เขาไม่เคยรู้สึกว่าการรอคอยจะทรมานได้ถึงเพียงนี้ "พ่อ..." เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง มืออันเย็นเฉียบจับแขนของเขาเขย่า "พ่อสิงห์พี่เกล้าฟื้นแล้ว!" "เขาบอกว่ามีเรื่องสำคัญ ต้องรีบบอกพ่อเดี๋ยวนี้!" หมอสิงห์ชะงัก เขาหันกลับไปมองประตูห้องผ่าตัดอีกครั้งในใจเหมือนถูกดึงออกเป็นสองทาง ทางหนึ่ง... คือต้วน ลูกศิษย์ที่เขาเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะ อีกทาง... คือเบาะแสที่เขาตามหามาหลายวัน หมอสิงห์สูดลมหายใจลึก ก่อนหันไปหาป้าหอม "ป้าหอม...ถ้าต้วนออกจากห้องผ่าเมื่อไรเรียกให้ไอ้จุกไปบอกผมด้วย" ป้าหอมพยักหน้าแม้หล่อนจะรู้ว่าจุกที่เขาพูดนั้นคือใคร แต่ก็อดที่จะ ขนลุกซู่ไม่ได้ "ไม่ต้องห่วงที่นี่มีพวกเรา เอ็งรีบไปธุระก่อนเถอะสิงห์" หมอสิงห์มองประตูห้องผ่าตัดเป็นครั้งสุดท้าย "ไอ้ฉัตร...รับไปกันเถอะ" ก่อนรีบก้าวออกจากอนามัยตะโกนเรียกผู้กองฉัตรที่ยืนเอ๋ออยู่หน้าประตูให้ตามเขาไป ... ที่บ้านหมอสิงห์ แสงแดดยามเย็นส่องลอดแนวไม้ใหญ่บนชานเรือน...พรานเกล้านั่งพิงเสาไม้ไผ่อยู่ร่างกายสะอาดสะอ้านหลังอาบน้ำ เผยให้เห็นใบหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ที่ใครมองก็ล้วนแล้วต้องรู้สึกหลงไหลแน่นอน เสื้อผ้าชุดใหม่ถูกเปลี่ยนเรียบร้อย แต่ใบหน้าคมเข้มยังซีดเซียวจากความอ่อนล้าพี่ณีนั่งป้อนน้ำให้ ทำหน้าชะมดชม้อยออเสาะชายหนุ่มอยู่ บนโอ่งน้ำที่เคยปิดฝาสนิทมีพรายน้ำตนหนึ่งนั่งบ่นอู้อี้อยู่ข้างๆโอ่งน้ำ "เกือบ...ตาย...เหนื่อย...ไม่ไปแล้ว...ไม่เอาแล้ว..." ทันทีที่หมอสิงห์กับผู้กองฉัตรก้าวขึ้นเรือน พรานเกล้าก็เงยหน้าขึ้น "มาแล้วหรือพี่..." หมอสิงห์ไม่อ้อมค้อม "ว่าไงตามของไปถึงไหน" พรานเกล้านั่งตัวตรงขึ้น สีหน้าจริงจังทันที "ยาก..." เขาพูดเพียงคำเดียวก่อนยกขันน้ำขึ้นดื่ม "คนที่เล่นของ...ไม่ธรรมดาเลยพี่" หมอสิงห์นิ่งฟังพรานเกล้าหยิบผ้ายันต์ผืนหนึ่งออกมาจากย่ามผ้ายันต์ขาดวิ่นเต็มไปด้วยรอยไหม้สีดำ "นี่...คือสิ่งที่เหลือ" หมอสิงห์รับมาดูเพียงแตะปลายนิ้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป "ของต่ำ..." พรานเกล้าพยักหน้า "ใช่...ฉันตามรอยของที่พี่ถอนจากชาวบ้านมันพาฉันเข้าป่าลึก...ลึกกว่าที่พรานคนไหนกล้าเข้า" เขาหยุดเล็กน้อยก่อนเหลือบมองพี่พรายหญิงสาวพรายน้ำถอนหายใจยาว "เกือบ...กลับ...ไม่ได้..." พรานเกล้ายิ้มจาง ๆ "ถ้าไม่ได้พี่พรายช่วยป่านนี้...ฉันคงเป็นปุ๋ยอยู่ในป่าแล้ว" หมอสิงห์เลิกคิ้วนิดหนึ่ง "เกิดอะไรขึ้น" พรานเกล้านิ่งไปครู่หนึ่งแววตาคมเข้มฉายความหวาดระแวงทั้งที่เป็นชายผู้ไม่เคยกลัวสัตว์ร้ายหรืออันตรายใดๆเลบ "มีคน...หรืออาจไม่ใช่คนคอยเดินนำข้าอยู่ตลอดทุกครั้งที่ข้าตามทันมันก็หายไปแต่ทุกครั้งที่ข้าหยุด...มันจะมายืนอยู่ข้างหลัง" บรรยากาศบนเรือนเงียบกริบแม้แต่แก้วยังหยุดกินขนมพรานเกล้ากำหมัดแน่น "มันรู้...ว่าฉันตามมันแล้วมันก็...พยายามล่อฉัันให้หลงป่า" หมอสิงห์ถามต่อทันที "แล้วสุดท้าย" "เอ็งเจออะไร" ผู้กองฉัตรขมวดคิ้วถามกลางปล้องพรานเกล้าค่อย ๆ ล้วงมือเข้าไปในย่ามอีกครั้งก่อนหยิบเศษผ้าสีดำชิ้นเล็ก ๆ ออกมาวางบนพื้น ผ้าผืนนั้นปักอักขระสีแดงเข้ม แต่ที่มุมผ้า... กลับมีด้ายสีทองปักเป็นสัญลักษณ์ประหลาด หมอสิงห์มองเพียงแวบเดียว ดวงตาของเขาก็หรี่ลง "เป็นไปไม่ได้..." พรานเกล้าพูดเบา ๆ "ฉันหาเจ้าของของไม่เจอ...แต่ฉันรู้แล้ว...ว่ามันมาจากที่ไหน" หมอสิงห์เงยหน้าขึ้นช้า ๆ "ที่ไหน" พรานเกล้าสบตาทั้งสองก่อนเอ่ยชื่อสถานที่ออกมาช้า ๆ "...ป่าต้องห้าม" เพียงสี่พยางค์ ทั้งบ้านก็เงียบสนิท แม้แต่สายลมที่พัดผ่านชายคา ก็เหมือนหยุดนิ่งไปชั่วขณะ...มีเพียงเสียงสายลมยามเย็นที่พัดเอากลิ่นสาปสางลอยมาตามลมภายในห้องประชุมเล็ก ๆ ของอนามัยบ้านห้วยขมิ้น เต็มไปด้วยบรรยากาศอันหนักอึ้ง เสียจนได้ยินเพียงเสียงพัดลมเพดานหมุนครืดคราดอยู่เหนือศีรษะด้านนอกหน้าต่างชาวบ้านกำลังช่วยกันเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทั้งหกเข้าไปยังห้องพักผู้ป่วยชั่วคราวโดยมีเสียงครางของผู้ป้วยและเสียงออกคำสั่งของชาวบ้านดังเป็นระยะ ๆ ที่เสียงครางดังลอดเข้ามายังห้องประชุมเล็กๆของอนามัย"อ่า...""อ่า..."เสียงนั้นทำให้ทุกคนในห้องรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นทางตันที่อื้ออึงไปด้วยปริศนาหมอแขไททนนั่งเงียบอยู่นาน ก่อนจะถอดแว่นออกมานวดสันจมูก ใบหน้าของแพทย์อาวุโสเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนและหนักใจตั้งแต่เป็นหมอมา เขาเคยรักษาคนมานับหมื่น เคยเจอทั้งโรคระบาดอุบัติเหตุหมู่คนถูกยิงคนถูกงูกัดคนถูกหมีตะปบถึงแม้จะเคยเจอ เคสที่ถูกีเข้าหรือผีทำร้ายอยู่บ้าง แต่เขาไม่เคยเจอเคสแบบนี้ ไม่เคยเจอคนที่เหมือนตายแล้ว แต่กลับยังมีชีวิตอยู่"เอาล่ะ"หมอแขไทเป็นคนทำลายความเงียบขึ้นก่อน ทุกสายตาหันมามอง ชายชราสูดลมหายใจลึกก่อนพูดช้า ๆ เพื่อทำลายความเงียบงันที่แสนอึดอัดนี้"พวกเราอ้อมค้อมกันมามากพอแล้วผมอยากถามตรง ๆ"เขา
ตลอดทางจากวัดมายังอนามัยบ้านห้วยขมิ้นมันราวกับพวกเขารู้ตัวว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้างในอนาคตไม่มีใครพูดอะไรแม้แต่ศรันย์ที่ปกติพูดไม่หยุดก็ยังเงียบเพราะสิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านเล่าไว้ฟังดูเหลือเชื่อเกินไป...เมื่อมาถึงอนามัย ภาพตรงหน้ากลับทำให้ทุกคนชะงักชาวบ้านกว่าสิบคนกำลังมุงดูอะไรบางอย่างอยู่ใต้ต้นมะขามใหญ่หน้าอนามัยหมอแขไทยืนคุมสถานการณ์อยู่ไม่ไกลทันทีที่เห็นหมอสิงห์และหมอทั้งสอง อาจารย์หมอก็ถอนหายใจโล่งอก เขากวักมือเรียกทุกคนทันทีที่พวกเขาก้าวลงจากรถ"มาสัก ทีรีบมาดูนี่หน่อย"ทุกคนรีบเดินเข้าไปตามคำเชิญ ก่อนจะพบกับกลุ่มคนที่ถูกมัดติดกับต้นไม้ด้วยเชือกหลายเส้นผู้ป่วยซูบผอมผิดปกติผิวหนังซีดราวกับไร้ซึ่งเลือดฟาด ดวงตาเบิกกว้างจนเห็นตาขาวมากกว่าปกติริมฝีปากแห้งแตกแต่ไม่มีบาดแผลไม่มีร่องรอยการถูกกัดไม่มีรอยฟกช้ำไม่มีเลือด...ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นช้า ๆก่อนส่งเสียงออกมา"อ่า...""...อ่า...""...อ่า..."ศรันย์ถึงกับหยุดเดิน"เดี๋ยวนะ...ทำไมฟังเหมือนซอมบี้เลย"ชาวบ้านคนหนึ่งพยักหน้าแรง"ใช่ครับหมอเมื่อคืนผมนอนไม่หลับเลยดูหนังผีฝรั่งมันเหมือนเป๊ะ! เเต่นี่มันเหมือนคนมากกว่าไม่มีบาดแผล"
แสงแดดยามสายส่องลอดผ่านยอดไม้ใหญ่ภายในวัดบ้านห้วยขมิ้น แม้หมู่บ้านจะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติแล้ว แต่ความหวาดกลัวจากสองคืนที่ผ่านมา ยังคงตกค้างอยู่ในหัวใจของผู้คนใบข้าวแทบวิ่งออกจากอนามัยทันทีที่จักรมาบอกข่าว ศรันย์วิ่งตามหลังมาติด ๆ ส่วนผู้กองฉัตรกล้าที่กำลังพูดคุยเรื่องเวรยามกับตำรวจตระเวนชายแดนอยู่หน้าอนามัยก็รีบตามมาด้วยเช่นกันเมื่อทั้งสามมาถึงวัดสายตาของใบข้าวก็หันไปทางชายป่าท้ายวัดทันที แล้วหัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้น ร่างสูงในเสื้อม่อฮ่อมสีเข้มกำลังเดินออกมาจากแนวไม้แม้เสื้อผ้าจะเปื้อนดินแม้จะมีรอยขาดจากกิ่งไม้แม้ใบหน้าจะดูอิดโรยจากการอดหลับอดนอน แต่หมอสิงห์ก็ยังคงเป็นหมอสิงห์ ชายหนุ่มผู้มีแววตาแน่วแน่เสมอ ใบข้าวไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังวิ่ง จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา"คุณ!"หมอสิงห์ชะงักก่อนยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นหญิงสาวทั้งใจของเขารู้สึกราวกับ มีแมลงบินอยู่ข้างในอก"หมอ"ใบข้าวมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าราวกับกำลังตรวจคนไข้"เจ็บตรงไหนไหมได้กินข้าวหรือเปล่าเป็นไข้ไหมมีแผลตรงไหนหรือเปล่า"คำถามรัวเร็วจนหมอสิงห์หัวเราะเบา ๆเขารู้สึกดีจนอธิบายไม่ถูก "ใจเย็นก่อนผมยังไม่
หลังจากที่ค่ำคืนอันปสนจะยาวนานผ่านพ้นไป สิงห์รับเร่งออกเดินทางทันทีที่แสงแรกของวันสาดลงสู่ผืนป่ากระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุดวงจิตพี่พรายถูกเก็บไว้ในย่ามอย่างทะนุถนอมส่วนจุกนั้นลอยนำทางอยู่ข้างหน้าอย่างตั้งใจคอยปัดเป่าเหล่าสัมภเวสีและไล่สัตว์มีพิษน้อยใหญ่ให้ ผู้ที่เขาเรียกว่าพ่อชายหนุ่มตั้งใจจะกลับถึงบ้านห้วยขมิ้นก่อนค่ำแต่ยิ่งเดิน...เขาก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความผิดปกติผืนป่าเงียบเกินไปเงียบจนผิดธรรมชาติไม่มีเสียงนกไม่มีเสียงลิงแม้แต่สัตว์เล็ก ๆ ก็แทบไม่ปรากฏให้เห็นราวกับทุกชีวิตกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง" พ่อ!!! มันมีบางอย่างแปลกๆ"จุกหยุดชะงักก่อนจะค่อยๆลอยมาใกล้ๆชายหนุ่มไม่นานนักพวกเขาก็พบต้นเหตุ เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากด้านหน้า เงาดำหลายสิบร่างพุ่งผ่านแนวไม้ร่างกายของพวกมันบิดเบี้ยว บ้างไส้ทะลัก บ้างคอหัก บ้างกลางตัวเป็นรูโบ๋ กลิ่นสะอิสะเอียนลอยอวนอยู่ในอากาศ มันคือผีป่า แต่ไม่ใช่ผีป่าที่พวกเขาคุ้นเคย ดวงตาของพวกมันแดงฉาน สีหน้าบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งบางตนไล่กัดกินกันเองบางตนร้องไห้คร่ำครวญบางตนพุ่งชนต้นไม้จนร่างแตกสลายราวกับมันกำลังเสียสติจุกหน้าซีด"พ่อ...พวกผีป่าเป็
สิงห์แทบไม่ได้หยุดพักเลยตั้งแต่ออกจากหมู่บ้าน เขาเดินฝ่าป่ามาสองวันเต็ม ข้ามลำห้วยปีนหน้าผาสูง ลัดเลาะไปตามทางสัตว์ จนกระทั่งช่วงบ่ายของวันที่สอง เสียงน้ำตกก็ดังขึ้นจากเบื้องหน้า ดัง ซ่าๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขาถึงที่หมายแล้ใจุกที่ลอยนำทางอยู่รีบหันกลับมาบอกอย่างตื่นเต้น"พ่อ!!...ถึงแล้วครับ"หมอสิงห์เร่งฝีเท้าทันที หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่นานนักม่านน้ำตกสีขาวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ละอองน้ำลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณราวกับเป็นม่านหมอกในความฝัน แอ่งน้ำใสสะท้อนแสงแดดยามบ่ายเป็นประกาย ระยิบระยับ แต่สิ่งที่อยู่ริมแอ่งน้ำทำให้ชายหนุ่มหยุดนิ่ง ร่างเล็ก ๆ สีฟ้าจาง ๆ กำลังขดตัวอยู่ใต้ก้อนหินไม่มีรูปร่างเป็นหญิงสาวงดงามอีกแล้วไม่มีเส้นผมยาวสลวยไม่มีอาภรณ์งดงามเหลือเพียงก้อนพลังงานคล้ายสไลม์โปร่งแสงขนาดเท่าลูกมะพร้าว มันค่อย ๆ กระเพื่อมอยู่ช้า ๆ หมอสิงห์รู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัด"พี่พราย..."เสียงของเขาแผ่วเบาราวกับว่าหวาดกลัวว่าสิ่งที่เห็นนั้นจะปลิงหายไปในทันที ก้อนพลังงานนั้นค่อย ๆ ขยับ ตอบสนองเสียงเรียก ก่อนจะมีดวงตาสองดวงปรากฏขึ้น ในก้อนนั้น มันมองมาที่เขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่งเสียงแ
อนามัยบ้านห้วยขมิ้นยังคงสว่างไสว แม้เวลาจะล่วงเลยเข้าสู่เกือบเที่ยงคืนภายในห้องผู้ป่วย...ชายชราชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงให้น้ำเกลือ เขาถูกลูกหลานหามมาจากหมู่บ้านบนดอยเมื่อวานนี้ ด้วยอาการปอดอักเสบรุนแรงและไข้สูงหลายวันหมอใบข้าวนั่งเขียนเวชระเบียนอยู่หน้าโต๊ะส่วนหมอศรันย์กำลังตรวจวัดความดันผู้ป่วยซ้ำอีกครั้ง วันนี้ทั้งสองคนเข้าเวรพร้อมกันเพื่อให้เดือน กับดาวได้ลาพักหลังจากที่ทำงานเหนื่อยมานาน"ไข้ลดลงแล้ว"ศรันย์ถอนหายใจอย่างโล่งอกใบข้าวยิ้มบาง ๆ"อย่างน้อยคืนนี้ก็คงได้นั่งพักสัก..."ปัง!เสียงประตูอนามัยถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ยังไม่ทันที่ใบข้าวจะพูดจบเสียด้วยซ้ำทั้งสองสะดุ้งพร้อมกันต้วนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาเป็นคนแรกในมือหอบหมอนกับผ้าห่มและตุ๊กตาหุ่นพยนต์ที่หมอสิงห์ให้เอาไว้ตามมาด้วยกุมารีแก้วและพี่ณีทว่าครั้งนี้...พี่ณีดูแปลกๆไป จากที่เป็นผีที่อารมณ์ดี ขี้เล่นและบรรยากาศของเธอจะสบายๆกว่าผีตนอื่นๆ แต่ตอนนี้เธอไม่มีรอยยิ้มแม้แต่น้อยสีผิวซีดขาว...ใบหน้าเคร่งเครียด...ดวงตาคมกริบที่ไร้ตาขาวจับจ้องออกไปนอกอาคาร"หมอ!"เสียงของเธอดังหนักแน่นกว่าทุกครั้ง"รีบปิดประตู!ปิดห







