เข้าสู่ระบบแสงแดดยามเช้าสาดผ่านหน้าต่างไม้ของอนามัยบ้านห้วยขมิ้น เสียงไก่ขันแข่งกับเสียงชาวบ้านที่เริ่มออกมาจับจ่ายในตลาดเช้า ทำให้อนามัยเล็ก ๆ แห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ภายในห้องประชุม หมอแขไทยืนอยู่หน้ากระดานไวท์บอร์ด มือถือแฟ้มเอกสารสีซีดที่ใช้งานมาหลายปี "วันนี้เรียกทุกคนมาประชุมเรื่องเดียวพรุ่งนี้เราจะออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่" ทุกคนตั้งใจฟัง หมอแขไทกางแผนที่หมู่บ้านออกบนโต๊ะ "หมู่บ้านชนเผ่าด้านในป่าลึกส่งข่าวมาว่ามีคนป่วยหลายรายการเดินทางลำบากรถเข้าไม่ถึงเราต้องเดินเท้าต่ออีกหลายกิโล" ผู้กองฉัตรกล้าพยักหน้า "ผมกับลูกน้องจะเป็นชุดคุ้มกันเราจะมีพรานป่าช่วยนำทางอีกทีถึงผมจะรู้เส้นทางแต่ผมไม่ค่อยสนิทกับป่าเท่าไหร่" หมอแขไทหันมากวาดตามองทีมแพทย์ "ครั้งนี้...ใบข้าว...ศรันย์...ดาว..พวกเธอไปกับผู้กองก็แล้วกันนะ" หมอดาวยิ้มรับทันที ส่วนศรันย์แอบถอนหายใจ "เดินป่าอีกแล้ว..." ผู้กองฉัตรกล้าหันมามอง "มีปัญหารึ?" ศรันย์รีบยิ้มหวานพลางทำท่าสะดีดสะดิ้งเกินสาว "ไม่มีค่ะ!" "รันนี่แข็งแรงมาก!" ใบข้าวเหลือบมองเพื่อนสนิทก่อนจะมองบนด้วยควาหน่ายใจที่เพื่อนของเธอออกสาวตลอดเวลาเจอหนุ่มที่ตรงสเปก หมอแขไทพูดต่อ "พรานเกล้าจะช่วยนำทางอีกแรงเพราะแถวนั้นสัตว์ป่ามีเยอะมาก แล้วจะช่วยเป็นล่ามให้ด้ววด้วยส่วนผู้กองฉัตรกล้ากับจ่ากรจะดูแลความปลอดภัย" "รับทราบ" "ออกเดินทางพรุ่งนี้หกโมงเช้า" "อย่าสาย" การประชุมจบลงอย่างรวดเร็ว ... ช่วงบ่ายของวัน อนามัยกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง ต้วนที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดมาได้ไม่กี่วันเริ่มเดินได้เองแล้ว แม้จะยังต้องเดินช้า ๆ เพราะแผลยังตึงอยู่ หลังเลิกเรียน เสียงจักรยานสองคันดังเข้ามาหน้าอนามัย "ต้วน!" จักรตะโกนสุดเสียงแป๊ะรีบกระโดดลงจากจักรยาน หอบถุงขนมขึ้นมา "แม่ฝากขนมมาให้!" ส่วนจักรอุ้มกองหนังสือเรียนมาพะรุงพะรัง "ครูสั่งการบ้านอีกแล้ว!" ต้วนหัวเราะ "เอามา เดี๋ยวทำด้วยกัน" ไม่นานนัก โต๊ะไม้ตัวใหญ่หน้าอนามัยก็กลายเป็นห้องเรียนขนาดย่อม ศรันย์นั่งสอนคณิตศาสตร์ ใบข้าวช่วยอธิบายวิทยาศาสตร์ ส่วนดาวเดินเอาน้ำหวานมาแจกเด็ก ๆ "ข้อนี้ทำยังไงครับหมอ" "ดูนะ..." ใบข้าวหยิบดินสอขึ้นเขียนอย่างใจเย็น บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ จนกระทั่ง... จุกโผล่หน้าออกมาจากหลังต้นมะม่วงแอบแลบลิ้นใส่แป๊ะ แล้วควักเอาลูกตาออกมาโยนใส่เขา แป๊ะสะดุ้ง "เฮ้ย!" เด็กทั้งสามหัวเราะครืน ศรันย์ขมวดคิ้ว "หัวเราะอะไรกัน" ต้วนรีบตอบ "ไม่มีอะไรครับ" ทั้งสามคนหันมาสบตากัน ก่อนหัวเราะอีกครั้ง ใบข้าวมองอย่างสงสัย "พวกเธอมีความลับอะไร" จักรเกาหัว "คุณหมอ...ถ้าผมเล่า...หมอจะเชื่อไหม" ใบข้าวยักไหล่ "ลองเล่ามาสิ" แป๊ะรีบยกมือป้องปากทันที "วันก่อนจุกแอบเอากบไปใส่ในบาตรหลวงตา!" ต้วนรีบเสริม "หลวงตาเปิดบาตรตอนเช้า...กบกระโดดใส่หน้า!หลวงตาตกใจจนหงายหลัง...ดีนะที่ไม่มีอะไรโผล่!!" เด็กทั้งสามหัวเราะจนน้ำตาไหล ศรันย์หลุดหัวเราะตาม "แล้วใครโดนตี" "ผมสิโดนตีแทนไอ้จุกมัน!!..." จักรทำหน้ามุ่ยจุกลอยตัวกอดอกอยู่ข้างต้นไม้ ก่อนทำหน้ามุ่ยตาม "โทษข้าอีกแล้ว..." แก้วหัวเราะคิกคัก "ก็จุกเป็นคนทำจริงนี่นา" ต้วนหัวเราะจนจับแผลตัวเอง มันแปลบขึ้นมาจนรู้สึกปวด "โอ๊ย..." ใบข้าวรีบตีแขนเด็กชายเบา ๆ "อย่าหัวเราะแรง เดี๋ยวแผลปริ" "ครับ..." แม้จะตอบรับแต่รอยยิ้มของต้วนกลับสดใสกว่าเดิมใบข้าวมองภาพตรงหน้าเด็กสามคนกำลังหัวเราะศรันย์กำลังสอนการบ้านดาวกำลังปอกส้มลมเย็นพัดผ่านต้นไม้และไม่ไกลนัก... หมอสิงห์กำลังนั่งตำยาสมุนไพรอยู่ใต้ต้นมะขาม โดยมีผู้กองฉัตรกล้านั่งหลับกรนบนเปลผ้าเหมือนเช่นทุกวัน เธออดอมยิ้มไม่ได้ เมื่อไม่กี่เดือนก่อน... หมู่บ้านแห่งนี้เป็นเพียง "สถานที่ใช้ทุน" แต่วันนี้...บ้านห้วยขมิ้นกำลังค่อย ๆ กลายเป็น "บ้าน" อีกหลังของเธอโดยที่เธอไม่รู้ตัวเลยว่า...การออกเดินทางในเช้าวันพรุ่งนี้กำลังจะพาพวกเธอเข้าไปเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่อาจเปลี่ยนชีวิตของทุกคนไปตลอดกาล... ยามเย็น... แสงอาทิตย์สีส้มทอดยาวผ่านลานอนามัยบ้านห้วยขมิ้นเสียงนกบินกลับรังส่งเสียงเซ็งแส่ทั่วผืนฟ้า ชาวบ้านต่างออกมาสนทนากันตามหัวหมู่บ้านลานบ้านต่างๆ บ้างก็เริ่มล้อมวงทานข้าวเย็นกัน ต้วนกำลังนั่งทำการบ้านอยู่บนเตียงผู้ป่วย โดยมีแป๊ะกับจักรนั่งขนาบอยู่คนละข้าง เสียงเถียงกันเรื่องโจทย์คณิตศาสตร์ดังเป็นระยะจนศรันย์ต้องหัวเราะออกมาบรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบกระทั่งเสียงรถจักรยานยนต์คุ้นหูดังเข้ามาจอดหน้าอนามัย "บรื้น..." หมอสิงห์ดับเครื่อง ก่อนสะพายเป้าผ้าใบเก่า ๆ เดินตรงเข้ามาภายในอาคารหมอแขไทที่กำลังตรวจเวชระเบียนเงยหน้าขึ้นยิ้ม "มีอะไรหรือสิงห์" หมอสิงห์วางกระเป๋าผ้าไว้บนโต๊ะ เมื่อเปิดกระเป๋าออก... ด้านในเต็มไปด้วยสมุนไพรแห้ง ขวดยาหม่อง ยาพอก แผลสด น้ำมันนวด และผงยาหลายห่อที่เขาปรุงขึ้นเอง "ของพวกนี้...เผื่อใช้กับต้วน" หมอแขไทหยิบยาสมุนไพรขึ้นมาดูทีละห่อพลางพยักหน้าช้า ๆ "เตรียมมาละเอียดเลยนะ" หมอสิงห์เกาหลังคอเบา ๆ "ฉันต้องเข้าป่าหลายวันข้าขอฝากไอ้ต้วนมันด้วยนะหมอ" คำพูดสั้น ๆ ทำให้ป้าหอมที่ยืนจัดยาอยู่มุมห้องชะงักมือ เธอหันมายิ้มกว้าง "วันนี้หมอสิงห์ยอมฝากคนไข้ไว้กับอนามัยแล้วเหรอหาดูอยากนะเนี้ยะ" หมอสิงห์หัวเราะแห้ง ๆ "ก็...มีหมอเก่ง ๆ อยู่ตั้งหลายคนไม่ใช่หรือไง" ประโยคนั้นทำให้ใบข้าวที่กำลังเขียนรายงานอยู่เผลอเงยหน้าขึ้นมอง หมอสิงห์รีบหลบสายตาเหมือนไม่อยากให้ใครจับได้ว่าตัวเองเพิ่งชมคนอื่น ก่อนจะล้วงของอีกสองชิ้นออกมาจากย่าม แก้ขัดเขิน ชิ้นแรก... เป็นหุ่นไม้ตัวเล็กสูงเพียงฝ่ามือ แกะสลักเป็นเด็กชายถือไม้เท้า มีอักขระลงรักสีดำทั่วทั้งตัว อีกชิ้น... เป็นถุงผ้าสีขาว ภายในบรรจุเครื่องรางถักด้วยด้ายสายสิญจน์และเมล็ดไม้ป่า หมอสิงห์วางของทั้งสองไว้บนโต๊ะ "หุ่นตัวนี้...ตั้งไว้หัวเตียงต้วนอย่าให้ใครหยิบเล่นไอ้ต้วนมันคุ้นเคยกับไอ้หุ่นนี่ดีไม่ต้องกลัวอะไรมันมากหรอก..ส่วนเครื่องราง...ถ้าคืนไหนเด็กมันละเมอก็วางไว้ใต้หมอนให้หน่อยละกัน" ใบข้าวเดินเข้ามาดูด้วยความสนใจ "มันช่วยอะไร" หมอสิงห์ตอบเรียบ ๆ "ช่วยให้ฉันสบายใจ" ใบข้าวชะงักไปเล็กน้อย เธอเหลือบมองหุ่นไม้ในมือ ก่อนเงยหน้ามองหมอสิงห์ ครั้งนี้... เธอไม่ได้แย้ง ไม่ได้บอกว่างมงาย เพียงพยักหน้ารับเบา ๆ "ได้..ฉันจะดูแลให้" หมอสิงห์ยิ้มบาง ๆเป็นรอยยิ้มที่แทบไม่มีใครสังเกตเห็นหมอแขไทมองทั้งคู่ ก่อนยิ้มอย่างพอใจ เขารู้ดี... สิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ระหว่างหมอธรรมกับหมออนามัย แต่คือกำแพงที่ต่างฝ่ายต่างสร้างไว้ในใจ กำลังค่อย ๆ พังลงทีละก้อน หมอสิงห์หันไปลูบศีรษะต้วนเบา ๆ "เป็นเด็กดีรอพ่อกลับมาก่อนเดี๋ยวพาเข้าเมืองนะ" ต้วนพยักหน้าแรง เขาฉีกยิ้มกว้าง "ครับ!!พ่อสิงห์ผมจะกินยา ไม่ดื้อ แล้วก็ทำการบ้านให้เสร็จ...พ่อพาไอ้จักรกับไอ้แป๊ะไปด้วยได้ไหม" หมอสิงห์หัวเราะเบา ๆ "ได้!!" เขาหันไปยกมือไหว้หมอแขไท "ฝากด้วยนะครับอาจารย์" หมอแขไทรับไหว้ด้วยรอยยิ้มอบอุ่น "ไม่ต้องห่วงเด็กคนนี้...พวกเราจะดูแลเหมือนลูกของตัวเอง" หมอสิงห์พยักหน้าช้า ๆ ก่อนเดินออกจากอนามัย แสงอาทิตย์สุดท้ายของวันทอดเงาร่างของเขายาวไปบนพื้นดิน พรุ่งนี้... การเดินทางสู่ป่าลึกกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และไม่มีใครรู้เลยว่า สิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า จะเป็นเพียงการออกตรวจคนไข้...หรือเป็นจุดเริ่มต้นของพายุลูกใหม่ที่กำลังคืบคลานเข้าหาหมู่บ้านห้วยขมิ้น เช้าวันรุ่งขึ้น...หมอกสีขาวบาง ๆ ลอยคลุมไปทั่วหมู่บ้านห้วยขมิ้น ลมหอบกลิ่นดินชื้นและกลิ่นใบไม้หลังฝนเมื่อคืนโชยมาเป็นระยะ หน้าอนามัยคึกคักกว่าทุกวัน ผู้กองฉัตรกล้ากำลังตรวจอาวุธและวิทยุสื่อสารอย่างละเอียด จ่ากรวิ่งวุ่นขนเสบียงขึ้นรถจี๊ป ส่วนจ่าหมื่นกำลังนั่งจิบกาแฟแก้วโต พลางบ่นว่าตื่นเช้าเกินไปจนไก่ยังหาว "จ่าครับ รีบหน่อย!" ผู้กองฉัตรกล้าตะโกน จ่าหมื่นยกแก้วกาแฟขึ้นจิบอีกอึก "ผู้กอง...คนแก่ต้องอาศัยคาเฟอีนก่อนออกศึกเดี๋ยวไม่มีแรงไล่จับโจร" เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วลานอนามัย ไม่นานนัก...เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ของหมอสิงห์ก็ดังขึ้น พร้อมๆกับสายลมอันเย็นเยือก ที่ทำให้ขนลุกไปทั้งกาย หมอใบข้าวรับรู้ถึงสิ่งมีชีวิตที่เรียกได้ว่าเริ่มคุ้นชินแล้ว เธอมองเห็นมือน้อยๆที่จับชายเสื้อของเธอเอาไว้ พรานเกล้านั่งซ้อนท้ายมาในชุดพรานป่าเต็มยศ เสื้อแขนยาวสีเขียวหม่น กางเกงลายพราง รองเท้าบู๊ตหนังเก่า เป้สัมภาระใบใหญ่สะพายอยู่ด้านหลัง มีมีดพร้าประจำตัวเหน็บเอว และปืนแก๊ปสำหรับป้องกันสัตว์ป่าพาดอยู่บ่า เขาก้าวลงจากรถอย่างคล่องแคล่ว ก่อนกวาดตามองสัมภาระของทุกคน "ของหนักเกินไป" เขาพูดสั้น ๆ "เข้าป่า...ยิ่งเบา ยิ่งรอด" ผู้กองฉัตรกล้ายิ้มก่อนหันมาแนะนำ "ทุกคน...นี่พรานเกล้าพรานนำทางและล่ามของเรา" พรานเกล้ายกมือไหว้อย่างสุภาพ "ฝากตัวด้วยครับ" ศรันย์รีบยกมือไหว้ตอบ "ฝากชีวิตด้วยนะคะพราน" พรานเกล้าหลุดหัวเราะเบา ๆ "ถ้าฟังที่ผมบอกทุกคนก็กลับบ้านได้ครับ" ใบข้าวอมยิ้มเธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมชาวบ้านถึงไว้ใจชายหนุ่มคนนี้นัก คณะที่ทุกคนกำลังจะช่วยกันยกสัมภาระขึ้นรถ จู่ ๆ ... ลมเย็นวูบหนึ่งก็พัดผ่านลานอนามัยทั้งที่แดดเช้ากำลังอบอุ่นแต่ลมนั้นกลับเย็นจนขนลุกศรันย์หันไปตามแรงลมก่อนดวงตาจะเบิกกว้าง "...อะ...อิใบข้าว...ขะ...ข้างหลังแก..." ใบข้าวหันกลับไปอย่างใจเย็น หญิงสาวในชุดไทยสีทองอร่ามกำลังยืนยิ้มหวานอยู่ใต้เงาของต้นไม้ใหญ่ "อ้าว พี่ทอง" ใบข้าวยกมือไหว้ตามธรรมชาติ "มาส่งเหรอคะ" พี่ทองยิ้มอ่อน ก่อนพยักหน้าเบา ๆ ศรันย์อ้าปากค้าง "เเก..." "เเกคุยกับ..." ยังไม่ทันพูดจบ หญิงสาวอีกคนในชุดไทยสีเขียวใบตองก็โผล่ออกมาจากหลังกอกล้วยที่อยู่ข้างๆอนามัย "พี่ณี!" ใบข้าวยิ้มกว้าง "เช้านี้สวยจังเลยนะ" พี่ณีหัวเราะคิกคัก ก่อนยกมือโบกให้ศรันย์ตัวแข็งเป็นหินนิ้วชี้สั่น ๆ ไปทางหญิงสาวทั้งสอง "ใบ...ใบข้าว..." "ผะ...ผี..." ใบข้าวหัวเราะเบา ๆ "ไม่ต้องตกใจ...คนนี้พี่ทองนางตะเคียนทอง เจ้าของต้นตะเคียนท้ายหมู่บ้าน ส่วนคนนี้..." เธอหันไปยิ้มให้หญิงสาวชุดเขียว "พี่ณี นางตานีชอบนมกล้วยมากแล้วก็ชอบผู้ชายหล่อ ๆ ฉันว่าพี่เขาชอบแกอ่ะ" ศรันย์ค่อย ๆ หันไปมองพี่ณี พี่ณีกำลังยิ้มหวาน ส่งสายตาหวานเยิ้มมาให้เขาพอดี ศรันย์รีบยกมือไหว้ตัวสั่น "สะ...สวัสดีครับ" พี่ณีหัวเราะอย่างเขินอาย "หล่อ...คนนี้หล่อ...อร้ายยยยยย!!! เขิน!!!" ใบข้าวแอบหัวเราะ "พี่ณี...เขาไม่ใช่สเปกนะพี่ต้องเรียกว่าน้องสาว" พี่ณีขมวดคิ้ว "ทำไม" ใบข้าวยักไหล่ "ก็เธอเป็นเกย์ พี่ณีชอบผู้ชายที่ชอบผู้หญิง" พี่ณีชะงัก รอยยิ้มค่อย ๆ หายไปจากใบหน้า เธอหันมองศรันย์อีกครั้ง มองตั้งแต่หัวจรดเท้าเท้าจรดหัว ศรันย์ยิ้มแหย ๆ พลางยกมือเกาหัว "เอ่อ...หนูเป็นสตรีมีไข่ค่ะพี่" ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วครู่ จากนั้น... พี่ณีก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "โอ๊ย...อกหักอีกแล้ว..." เธอใช้ชายผ้าซับน้ำตา ก่อนค่อย ๆ ลอยกลับเข้าไปหลังกอกล้วยอย่างหมดอาลัยตายอยาก ศรันย์มองตามอย่างรู้สึกผิด ส่วนใบข้าวถึงกับหัวเราะจนตัวงอ ศรันย์หันมาค้อนเพื่อน "หัวเราะอะไร..เมื่อก่อนไม่เห็นจะเชื่อเรื่องพงเรื่องผีตอนนี้กลายเป็นไกด์นำเที่ยวโลกวิญญาณไปแล้วหรือไง" ใบข้าวหัวเราะพลางยักคิ้ว "คนเราก็ต้องปรับตัวสิไม่งั้นอยู่บ้านห้วยขมิ้นไม่ได้หรอก" ทันใดนั้น... เสียงหัวเราะใส ๆ ของแก้วกับจุกก็ดังขึ้นมาจากหลังคารถกระบะ ราวกับการเดินทางครั้งใหม่...กำลังจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการภายในห้องประชุมเล็ก ๆ ของอนามัยบ้านห้วยขมิ้น เต็มไปด้วยบรรยากาศอันหนักอึ้ง เสียจนได้ยินเพียงเสียงพัดลมเพดานหมุนครืดคราดอยู่เหนือศีรษะด้านนอกหน้าต่างชาวบ้านกำลังช่วยกันเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทั้งหกเข้าไปยังห้องพักผู้ป่วยชั่วคราวโดยมีเสียงครางของผู้ป้วยและเสียงออกคำสั่งของชาวบ้านดังเป็นระยะ ๆ ที่เสียงครางดังลอดเข้ามายังห้องประชุมเล็กๆของอนามัย"อ่า...""อ่า..."เสียงนั้นทำให้ทุกคนในห้องรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นทางตันที่อื้ออึงไปด้วยปริศนาหมอแขไททนนั่งเงียบอยู่นาน ก่อนจะถอดแว่นออกมานวดสันจมูก ใบหน้าของแพทย์อาวุโสเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนและหนักใจตั้งแต่เป็นหมอมา เขาเคยรักษาคนมานับหมื่น เคยเจอทั้งโรคระบาดอุบัติเหตุหมู่คนถูกยิงคนถูกงูกัดคนถูกหมีตะปบถึงแม้จะเคยเจอ เคสที่ถูกีเข้าหรือผีทำร้ายอยู่บ้าง แต่เขาไม่เคยเจอเคสแบบนี้ ไม่เคยเจอคนที่เหมือนตายแล้ว แต่กลับยังมีชีวิตอยู่"เอาล่ะ"หมอแขไทเป็นคนทำลายความเงียบขึ้นก่อน ทุกสายตาหันมามอง ชายชราสูดลมหายใจลึกก่อนพูดช้า ๆ เพื่อทำลายความเงียบงันที่แสนอึดอัดนี้"พวกเราอ้อมค้อมกันมามากพอแล้วผมอยากถามตรง ๆ"เขา
ตลอดทางจากวัดมายังอนามัยบ้านห้วยขมิ้นมันราวกับพวกเขารู้ตัวว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้างในอนาคตไม่มีใครพูดอะไรแม้แต่ศรันย์ที่ปกติพูดไม่หยุดก็ยังเงียบเพราะสิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านเล่าไว้ฟังดูเหลือเชื่อเกินไป...เมื่อมาถึงอนามัย ภาพตรงหน้ากลับทำให้ทุกคนชะงักชาวบ้านกว่าสิบคนกำลังมุงดูอะไรบางอย่างอยู่ใต้ต้นมะขามใหญ่หน้าอนามัยหมอแขไทยืนคุมสถานการณ์อยู่ไม่ไกลทันทีที่เห็นหมอสิงห์และหมอทั้งสอง อาจารย์หมอก็ถอนหายใจโล่งอก เขากวักมือเรียกทุกคนทันทีที่พวกเขาก้าวลงจากรถ"มาสัก ทีรีบมาดูนี่หน่อย"ทุกคนรีบเดินเข้าไปตามคำเชิญ ก่อนจะพบกับกลุ่มคนที่ถูกมัดติดกับต้นไม้ด้วยเชือกหลายเส้นผู้ป่วยซูบผอมผิดปกติผิวหนังซีดราวกับไร้ซึ่งเลือดฟาด ดวงตาเบิกกว้างจนเห็นตาขาวมากกว่าปกติริมฝีปากแห้งแตกแต่ไม่มีบาดแผลไม่มีร่องรอยการถูกกัดไม่มีรอยฟกช้ำไม่มีเลือด...ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นช้า ๆก่อนส่งเสียงออกมา"อ่า...""...อ่า...""...อ่า..."ศรันย์ถึงกับหยุดเดิน"เดี๋ยวนะ...ทำไมฟังเหมือนซอมบี้เลย"ชาวบ้านคนหนึ่งพยักหน้าแรง"ใช่ครับหมอเมื่อคืนผมนอนไม่หลับเลยดูหนังผีฝรั่งมันเหมือนเป๊ะ! เเต่นี่มันเหมือนคนมากกว่าไม่มีบาดแผล"
แสงแดดยามสายส่องลอดผ่านยอดไม้ใหญ่ภายในวัดบ้านห้วยขมิ้น แม้หมู่บ้านจะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติแล้ว แต่ความหวาดกลัวจากสองคืนที่ผ่านมา ยังคงตกค้างอยู่ในหัวใจของผู้คนใบข้าวแทบวิ่งออกจากอนามัยทันทีที่จักรมาบอกข่าว ศรันย์วิ่งตามหลังมาติด ๆ ส่วนผู้กองฉัตรกล้าที่กำลังพูดคุยเรื่องเวรยามกับตำรวจตระเวนชายแดนอยู่หน้าอนามัยก็รีบตามมาด้วยเช่นกันเมื่อทั้งสามมาถึงวัดสายตาของใบข้าวก็หันไปทางชายป่าท้ายวัดทันที แล้วหัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้น ร่างสูงในเสื้อม่อฮ่อมสีเข้มกำลังเดินออกมาจากแนวไม้แม้เสื้อผ้าจะเปื้อนดินแม้จะมีรอยขาดจากกิ่งไม้แม้ใบหน้าจะดูอิดโรยจากการอดหลับอดนอน แต่หมอสิงห์ก็ยังคงเป็นหมอสิงห์ ชายหนุ่มผู้มีแววตาแน่วแน่เสมอ ใบข้าวไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังวิ่ง จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา"คุณ!"หมอสิงห์ชะงักก่อนยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นหญิงสาวทั้งใจของเขารู้สึกราวกับ มีแมลงบินอยู่ข้างในอก"หมอ"ใบข้าวมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าราวกับกำลังตรวจคนไข้"เจ็บตรงไหนไหมได้กินข้าวหรือเปล่าเป็นไข้ไหมมีแผลตรงไหนหรือเปล่า"คำถามรัวเร็วจนหมอสิงห์หัวเราะเบา ๆเขารู้สึกดีจนอธิบายไม่ถูก "ใจเย็นก่อนผมยังไม่
หลังจากที่ค่ำคืนอันปสนจะยาวนานผ่านพ้นไป สิงห์รับเร่งออกเดินทางทันทีที่แสงแรกของวันสาดลงสู่ผืนป่ากระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุดวงจิตพี่พรายถูกเก็บไว้ในย่ามอย่างทะนุถนอมส่วนจุกนั้นลอยนำทางอยู่ข้างหน้าอย่างตั้งใจคอยปัดเป่าเหล่าสัมภเวสีและไล่สัตว์มีพิษน้อยใหญ่ให้ ผู้ที่เขาเรียกว่าพ่อชายหนุ่มตั้งใจจะกลับถึงบ้านห้วยขมิ้นก่อนค่ำแต่ยิ่งเดิน...เขาก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความผิดปกติผืนป่าเงียบเกินไปเงียบจนผิดธรรมชาติไม่มีเสียงนกไม่มีเสียงลิงแม้แต่สัตว์เล็ก ๆ ก็แทบไม่ปรากฏให้เห็นราวกับทุกชีวิตกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง" พ่อ!!! มันมีบางอย่างแปลกๆ"จุกหยุดชะงักก่อนจะค่อยๆลอยมาใกล้ๆชายหนุ่มไม่นานนักพวกเขาก็พบต้นเหตุ เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากด้านหน้า เงาดำหลายสิบร่างพุ่งผ่านแนวไม้ร่างกายของพวกมันบิดเบี้ยว บ้างไส้ทะลัก บ้างคอหัก บ้างกลางตัวเป็นรูโบ๋ กลิ่นสะอิสะเอียนลอยอวนอยู่ในอากาศ มันคือผีป่า แต่ไม่ใช่ผีป่าที่พวกเขาคุ้นเคย ดวงตาของพวกมันแดงฉาน สีหน้าบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งบางตนไล่กัดกินกันเองบางตนร้องไห้คร่ำครวญบางตนพุ่งชนต้นไม้จนร่างแตกสลายราวกับมันกำลังเสียสติจุกหน้าซีด"พ่อ...พวกผีป่าเป็
สิงห์แทบไม่ได้หยุดพักเลยตั้งแต่ออกจากหมู่บ้าน เขาเดินฝ่าป่ามาสองวันเต็ม ข้ามลำห้วยปีนหน้าผาสูง ลัดเลาะไปตามทางสัตว์ จนกระทั่งช่วงบ่ายของวันที่สอง เสียงน้ำตกก็ดังขึ้นจากเบื้องหน้า ดัง ซ่าๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขาถึงที่หมายแล้ใจุกที่ลอยนำทางอยู่รีบหันกลับมาบอกอย่างตื่นเต้น"พ่อ!!...ถึงแล้วครับ"หมอสิงห์เร่งฝีเท้าทันที หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่นานนักม่านน้ำตกสีขาวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ละอองน้ำลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณราวกับเป็นม่านหมอกในความฝัน แอ่งน้ำใสสะท้อนแสงแดดยามบ่ายเป็นประกาย ระยิบระยับ แต่สิ่งที่อยู่ริมแอ่งน้ำทำให้ชายหนุ่มหยุดนิ่ง ร่างเล็ก ๆ สีฟ้าจาง ๆ กำลังขดตัวอยู่ใต้ก้อนหินไม่มีรูปร่างเป็นหญิงสาวงดงามอีกแล้วไม่มีเส้นผมยาวสลวยไม่มีอาภรณ์งดงามเหลือเพียงก้อนพลังงานคล้ายสไลม์โปร่งแสงขนาดเท่าลูกมะพร้าว มันค่อย ๆ กระเพื่อมอยู่ช้า ๆ หมอสิงห์รู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัด"พี่พราย..."เสียงของเขาแผ่วเบาราวกับว่าหวาดกลัวว่าสิ่งที่เห็นนั้นจะปลิงหายไปในทันที ก้อนพลังงานนั้นค่อย ๆ ขยับ ตอบสนองเสียงเรียก ก่อนจะมีดวงตาสองดวงปรากฏขึ้น ในก้อนนั้น มันมองมาที่เขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่งเสียงแ
อนามัยบ้านห้วยขมิ้นยังคงสว่างไสว แม้เวลาจะล่วงเลยเข้าสู่เกือบเที่ยงคืนภายในห้องผู้ป่วย...ชายชราชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงให้น้ำเกลือ เขาถูกลูกหลานหามมาจากหมู่บ้านบนดอยเมื่อวานนี้ ด้วยอาการปอดอักเสบรุนแรงและไข้สูงหลายวันหมอใบข้าวนั่งเขียนเวชระเบียนอยู่หน้าโต๊ะส่วนหมอศรันย์กำลังตรวจวัดความดันผู้ป่วยซ้ำอีกครั้ง วันนี้ทั้งสองคนเข้าเวรพร้อมกันเพื่อให้เดือน กับดาวได้ลาพักหลังจากที่ทำงานเหนื่อยมานาน"ไข้ลดลงแล้ว"ศรันย์ถอนหายใจอย่างโล่งอกใบข้าวยิ้มบาง ๆ"อย่างน้อยคืนนี้ก็คงได้นั่งพักสัก..."ปัง!เสียงประตูอนามัยถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ยังไม่ทันที่ใบข้าวจะพูดจบเสียด้วยซ้ำทั้งสองสะดุ้งพร้อมกันต้วนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาเป็นคนแรกในมือหอบหมอนกับผ้าห่มและตุ๊กตาหุ่นพยนต์ที่หมอสิงห์ให้เอาไว้ตามมาด้วยกุมารีแก้วและพี่ณีทว่าครั้งนี้...พี่ณีดูแปลกๆไป จากที่เป็นผีที่อารมณ์ดี ขี้เล่นและบรรยากาศของเธอจะสบายๆกว่าผีตนอื่นๆ แต่ตอนนี้เธอไม่มีรอยยิ้มแม้แต่น้อยสีผิวซีดขาว...ใบหน้าเคร่งเครียด...ดวงตาคมกริบที่ไร้ตาขาวจับจ้องออกไปนอกอาคาร"หมอ!"เสียงของเธอดังหนักแน่นกว่าทุกครั้ง"รีบปิดประตู!ปิดห







