로그인พอกินข้าวเสร็จ เขาก็ไม่เคยคิดจะบอกฉันก่อนหรือถามไถ่ว่าฉันทำอะไรอยู่ตอนนั้นฉันไม่ได้เก็บมาคิดเล็กคิดน้อย เลยคุยกับเขาต่อไปจนกระทั่งต่อมา ฟู่เหนียนก็เริ่มไม่ตอบข้อความพอฉันเซ้าซี้ถาม เขาก็จะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “คุณไม่มีเรื่องของตัวเองให้ทำหรือไง”……แม้จะเลยวัยที่ต้องมานั่งคิดมากกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการตอบแชตเร็วไปนานแล้วก็ตามแต่พอได้เห็นคำอธิบายของหลินเฉียว ในใจลึก ๆ กลับรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกแต่ฉันก็ยังคงตอบกลับไปตามมารยาทว่า[ไม่เป็นไรค่ะ คุณทำงานไปเถอะ ไม่ต้องตอบข้อความฉันหรอก]ทว่าด้านบนของหน้าต่างแชตกลับเปลี่ยนเป็นสถานะ ‘อีกฝ่ายกำลังพิมพ์...’ ทันทีผ่านไปเนิ่นนานข้อความยาวเหยียดก็ถูกส่งเข้ามา[ทหารช่วงสงครามโลกครั้งที่สองยังมีเวลาเขียนจดหมายรักหาคนรัก นักพากย์โอลิมปิกยังโทรหาแฟนตอนพักครึ่ง นักดนตรีเล่นคอนเสิร์ตอยู่ยังหยุดเล่นเพื่อตอบแชตแฟน][เมื่อเทียบกันแล้ว คนธรรมดาอย่างผม ต่อให้ยุ่งแค่ไหน ก็ยังพอจะปลีกเวลามาตอบข้อความได้อยู่ดี][เพราะงั้น คุณยินดีจะให้ผมเป็นแฟนคุณไหมครับ]ฉันจงใจเลิกงานก่อนเวลาเพื่อหลบหน้าหลินเฉียวคิดไม่ถึงว่าถึงจะหลบเข
หยางฉิงมาปรากฏตัวอยู่ที่หน้าประตูตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เธอเดินเข้ามาใกล้พร้อมรอยยิ้ม“เธอไปหาหมอเวรหรืออาจารย์หมอเถอะ ต่อไปไม่ต้องมาหาฉันอีกแล้ว”หยางฉิงชะงักไป รอยยิ้มบนใบหน้าเจื่อนลง ก่อนจะหันมามองฉันราวกับขอความช่วยเหลือ“พี่ถังหว่านคะ ฉันไม่เข้าใจจริง ๆ พี่อย่าทำให้หมอฟู่ลำบากใจได้ไหมคะ”ฉันยิ้มบาง ๆ“เราเลิกกันแล้ว เรื่องของพวกเธอไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน”แววตาของหยางฉิงทอประกายวาบขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด แต่น้ำเสียงกลับเจือเสียงสะอื้น“พวกพี่อย่าทะเลาะกันเพราะฉันเลยได้ไหมคะ ไม่งั้นฉันคงรู้สึกผิดแย่เลย...”ฟู่เหนียนพูดแทรกด้วยน้ำเสียงเย็นชา“ตำราเรียนเล่มเดียวกัน ทำไมคนอื่นถึงเข้าใจ มีแต่เธอที่ไม่เข้าใจหรือไง”“ถ้าแม้แต่ปัญหาพื้นฐานแค่นี้ยังไม่เข้าใจ ก็แสดงว่าเธอไม่เหมาะกับวงการแพทย์หรอก รีบเปลี่ยนสายงานซะตั้งแต่เนิ่น ๆ เถอะ”ขอบตาของหยางฉิงแดงระเรื่อเธอแทบไม่อยากเชื่อเลยว่า นี่คือคำพูดจากคนที่เคยใจเย็นกับเธอมาตลอด“ฉันก็แค่กลัวพลาด เลยอยากถามให้แน่ใจ...”ฟู่เหนียนพูดตัดบทอีกครั้ง“ที่นี่คือโรงพยาบาล ไม่ใช่ที่เรียนพิเศษของเธอ ฉันเป็นหมอ ไม่ใช่ติวเตอร์ส่วนตัวของเธอนะ”“เ
“ความรู้สึกอยากแชร์เรื่องราวคือความโรแมนติกขั้นสูงสุด ผมหวังว่าคุณจะเต็มใจแชร์ทุกเรื่องให้ผมฟัง ไม่ต้องเก็บไว้แบกรับคนเดียว ทุกครั้งที่เสียงข้อความมือถือดังขึ้น ผมหวังเสมอว่าจะเป็นคุณ”เสียงปรบมือดังสนั่นไปทั้งงานท่ามกลางผู้คนมากมาย ฉันมองเห็นฟู่เหนียนได้ตั้งแต่แวบแรกเขายืนพิงกรอบประตู เหม่อมองเจ้าบ่าวที่กำลังกล่าวคำสาบานจากนั้นราวกับมีอะไรดลใจ สายตาของเขาก็สบเข้ากับฉันจากที่ไกล ๆ เหมือนตอนเจอกันครั้งแรกสมัยมัธยมปลายในพิธีปฐมนิเทศ เขาก็หันกลับมามองท่ามกลางฝูงชน จนสบตาเข้ากับฉันแบบนี้แหละแต่ฉันไม่มีความรู้สึกใจเต้นแรงเหมือนตอนนั้นอีกแล้วเหลือเพียงความสงบนิ่ง ไร้ซึ่งอารมณ์อื่นใดเจือปนหลังพิธีจบลง ฉันก็ไปเปลี่ยนชุดที่หลังเวทีเพื่อเตรียมกินเลี้ยงแต่ปรากฏว่าการจัดที่นั่งดันเกิดข้อผิดพลาดกะทันหัน ฉันเลยถูกจัดให้นั่งโต๊ะเด็กเด็กโปรยดอกไม้จูงมือฉันเดินไปที่โต๊ะ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว“หม่าม้าหนูบอกว่าผู้ใหญ่ที่ถูกจัดให้นั่งตรงนี้เป็นคนโสดทั้งนั้นแหละค่ะ”“นั่นไงคะ คนนั้นคือคุณอาของหนูเอง พวกพี่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ความโสดกันได้เลยนะคะ”ท่ามกลางเด็ก ๆ ที่นั่งกันเต
ฉันกระอักกระอ่วนใจขึ้นมาทันทีขณะกำลังเตรียมเรียบเรียงคำพูดอย่างรัดกุมเพื่ออธิบายว่าไม่ได้มีเจตนาพาดพิงถึงเขาเลยหลินเฉียวก็ส่งข้อความมาอีก[บอกใบ้ผมเหรอ]วินาทีต่อมา เขาก็ส่งอะไรบางอย่างสีเหลืองอร่ามมาให้ยอดโอนเงินห้าหลัก!จักรพรรดิน้อย: [ไม่ได้ส่งผิด][สุดสัปดาห์นี้ไปงานแต่งเป็นเพื่อนผมหน่อย][ลูกพี่ลูกน้องของหลานสาวปู่เล็กผมจะแต่งงาน][คนที่บ้านคงจะเร่งให้ผมแต่งงาน น่ารำคาญ คุณโสดใช่ไหม นี่ค่าทำโอที]งานแต่งของเสี่ยวชิวก็จัดวันเสาร์เหมือนกัน...มิตรภาพของฉันกับเสี่ยวชิวกำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์!ฉันจ้องมองเลขศูนย์ยาวเหยียดเหล่านั้น ในใจเกิดการต่อสู้อย่างดุเดือดสุดท้ายฉันก็ทนต่อบททดสอบของระบบทุนนิยมได้ ด้วยมโนสำนึก ฉันกลั้นใจใช้นิ้วที่สั่นเทาพิมพ์ตอบกลับไปว่า“ขอบคุณค่ะประธานหลิน แต่วันเสาร์เพื่อนสนิทที่สุดของฉันจะแต่งงาน ฉันจำเป็นต้องไปร่วมงานค่ะ”ในชั่วอึดใจที่ส่งข้อความสำเร็จฉันราวกับได้ยินเสียงเงินบินหนีไปพร้อมกับเสียงเพลงมิตรภาพนิรันดร์ที่ดังแว่วขึ้นมาอย่างโหยหวนทว่าในวันงานแต่ง ฉันกลับได้พบกับคนที่ไม่คาดคิดนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนตีห้า
ฉันถามกลับอย่างสงบนิ่ง“เรื่องเล็กแค่นี้ จำเป็นต้องเอามาปรึกษาด้วยหรือไง”ฟู่เหนียนถึงกับสะอึก ประโยคที่เขาเคยใช้ปัดรำคาญฉันนับครั้งไม่ถ้วน ถูกส่งคืนกลับไปให้เขาทั้งหมดโดยไม่ตกหล่นเขาลดเสียงให้อ่อนลง ราวกับจะง้อ“มะรืนนี้มีนัดกินข้าวกับเพื่อน ต้องพาแฟนไปด้วย ก่อนหน้านี้คุณก็อยากรู้จักเพื่อนผมมาตลอดไม่ใช่เหรอ”“ไม่ว่างค่ะ”ก่อนหน้านี้ฉันอยากเข้าไปอยู่ในสังคมของเขา แต่เขากลับรำคาญที่ฉันทำตัวติดแจ แล้วอ้างว่าอยากมีพื้นที่ส่วนตัวพอฉันจะไป เขากลับเป็นฝ่ายเปิดประตูรับเองซะงั้นฟู่เหนียนเหมือนจะคิดไม่ถึงว่าฉันจะปฏิเสธจึงชะงักไปครู่หนึ่ง“ทำไมคุณถึงอยู่กับเสี่ยวชิวทุกวันเลย คนที่คบกันอยู่คือคุณกับผมนะ”“คุณอยากไปเที่ยว เดินช็อปปิ้ง หรือดูหนัง ผมก็ไปเป็นเพื่อนคุณได้ ไม่เห็นต้องไปหาเธอตลอดเลย”ก่อนหน้านี้ฉันก็เคยรบเร้าให้เขาไปทำกิจกรรมคู่รักด้วยกันแต่ฟู่เหนียนก็มักจะบอกว่าตัวเองยุ่งมาก ให้รอไปก่อนแต่จนสถานที่เที่ยวถูกไฟไหม้ไปแล้ว เสื้อผ้าก็ขายจนขาดตลาด หรือแม้แต่หนังออกจากโรงไปแล้ว เขาก็ยังหาเวลาว่างไม่ได้อยู่ดีฉันไม่อยากขุดเรื่องเก่า ๆ พวกนี้ขึ้นมาทะเลาะกับเขาเลยตัดสินใจพูด
ทว่าขั้นตอนการรายงานตัวเข้าทำงานที่บริษัทใหม่กลับไม่ค่อยราบรื่นนักเริ่มจากรายชื่อพนักงานใหม่ดันไม่มีชื่อของฉันอยู่เพียงคนเดียว ทำให้การเดินเรื่องเอกสารติดขัดไปหมดตามมาด้วยการถูกผู้อำนวยการโยนโปรเจกต์ชายขอบมาให้ พร้อมกำหนด KPI ที่ไม่มีทางทำได้จริงไม่กี่วันต่อมา ฉันก็พอจะจับต้นชนปลายสถานการณ์ได้หัวหน้าแผนกในนามคือลูกชายประธานบริษัทที่ถูกส่งตัวลงมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ หรือที่ใคร ๆ ต่างก็เรียกกันว่า ‘จักรพรรดิน้อย’แต่ผู้ที่กุมอำนาจอย่างแท้จริงกลับเป็นผู้อำนวยการที่ฝังรากลึกมานาน ซึ่งถูกเรียกขานลับหลังว่า ‘ผู้สำเร็จราชการ’ทั้งสองคนดูเหมือนจะปรองดองกันดีเมื่ออยู่ต่อหน้า แต่ลับหลังกลับชิงดีชิงเด่นกันอย่างดุเดือดตำแหน่งของฉันเดิมทีต้องขึ้นตรงกับจักรพรรดิน้อย ฉันจึงถูกบีบให้เลือกข้างโดยไม่รู้ตัวและนี่ก็เป็นอีกครั้งที่ขั้นตอนการอนุมัติติดแหง็กอยู่ที่แผนกข้าง ๆ พอทักไปอีกฝ่ายก็อ่านแล้วไม่ตอบฉันกดเปิดหน้าต่างแชตที่ปักหมุดไว้นิ้วมือดันไวกว่าสมอง สติกเกอร์ [แมวร้องไห้] ถูกส่งออกไปเรียบร้อยแล้วเพิ่งจะเตรียมพิมพ์ระบายความอัดอั้นกับเสี่ยวชิวชุดใหญ่อีกฝ่ายก็ตอบกลับมาในเสี้ยววินาท







