INICIAR SESIÓN
เสียงกรีดร้องสุดท้ายของหญิงสาวผู้หนึ่ง ดังก้องในความทรงจำของลู่ชิงเหยียน ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง
เธอเคยเป็นหมอที่ไม่ใช่หมอธรรมดา แต่เป็นหมอที่ใช้มีดผ่าตัดเป็นอาวุธ หมอนักฆ่าผู้ไร้หัวใจในโลกที่มืดมิดและไร้กฎเกณฑ์ เธอเคยหลงตนว่าคนอย่างเธอไม่มีวันตายง่าย ๆ ทว่าในวินาทีที่มีดปักเข้ากลางหลังจากคนที่ไว้ใจที่สุด ทุกอย่างก็จบลงไม่ต่างจากเรื่องล้อเล่น เมื่อลืมตาอีกครั้งกลับพบว่าตนเองอยู่ในร่างของสตรีผู้หนึ่งในโลกที่ไม่คุ้นเคย ร่างกายอ่อนแอเสียจนลมพัดก็แทบปลิวไปกับลม นางก้มมองสารรูปตนเองแล้วถึงกับส่ายหน้าอย่างเย้ยหยัน "ช่างน่าสมเพชเสียจริง" ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยพลางเหลียวมองไปรอบกายที่มีแต่ต้นไม้และความเงียบ มุมปากนางกระตุกยิ้มเย็น แม้ร่างนี้จะอ่อนแรงแต่จิตใจยังเป็นนักฆ่าผู้เย็นชาเช่นเดิม หากสวรรค์จะให้นางเริ่มต้นใหม่ในร่างนี้ ก็อย่าได้หวังว่านางจะยอมให้ใครเหยียบย่ำซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง "สวรรค์ มันช่างเป็นความตายที่น่าเบื่อสิ้นดี" นางทอดสายตามองขึ้นไปบนท้องฟ้า สดใสท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้าเหนือศีรษะราวกับเทพสวรรค์กำลังเยาะเย้ยนาง เมื่อครู่นางยังถือมีดอยู่ในมือ ข้างกายคือร่างไร้วิญญาณของเป้าหมาย แต่คนที่ลงมือแทงนางกลับเป็นเพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจ คนที่นางเคยช่วยเย็บแผลให้ด้วยมือของตัวเอง ภาพสุดท้ายที่ติดตาคือนางถูกคมมีดแทงจากข้างหลัง หึ มันช่างงดงามจนอยากปรบมือให้ พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็กลับกลายเป็นสตรีที่อ่อนแอจนแม้แต่ลมพัดก็ล้มลงง่าย ๆ สวมชุดเก่าซีดชุ่มเหงื่อไปทั้งตัว นอนอยู่บนพื้นหญ้าโล่ง ๆ ในวันที่อากาศร้อนจัด "หึ ให้ตายเถอะ ร่างใหม่ของข้านี่มัน...น่าสมเพชเสียจริง" ลู่ชิงเหยียนหัวเราะเสียงแผ่วก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเหยียดเย้ยในชะตากรรมของตนเอง "แต่ช่างเถอะ หากสวรรค์ยังใจดีให้ข้ามีชีวิต ข้าก็จะใช้มันให้คุ้มค่า" นางยันกายลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาที่แม่น้ำไกลออกไปไม่มาก จากนั้นนางก็ถือตะกร้าสานใส่พืชผักป่าเดินไปนั่งพักใต้ต้นไม้ใหญ่ ฉับพลันความทรงจำมากมายไหลบ่าเข้ามาราวกับน้ำหลาก มันทั้งยุ่งเหยิงและตึงเครียด "ข้าคือหลี่ซืออวี้สินะ" นางพึมพำกับตนเองพลางหลับตาย้อนคิดถึงอดีตของเจ้าของร่างเดิม สตรีอ่อนแอผู้นี้มีนามว่าหลี่ซืออวี้ ชีวิตของนางดั่งบทละครน้ำเน่า นางเป็นสตรีงดงามสะดุดตาคนหนึ่ง ชีวิตพลิกผันจากสามัญชนสู่พระชายาเอกขององค์รัชทายาทแห่งแคว้นต้าหลง หลงจิ่นเซวียน ผู้มีราชกิจล้นมือ มักออกไปว่าราชการต่างเมืองแทบไม่ได้หยุดพัก เขาจะอยู่ในวังหลวงเฉพาะช่วงมีพิธีการสำคัญที่ขาดไม่ได้ นอกเหนือจากนั้นก็เป็นตัวแทนไทเฮาเดินทางไปทั่วแคว้น บัลลังก์ก็ไม่ได้ขึ้นครองอย่างสมบูรณ์หลังฮ่องเต้สวรรคต เพราะเขายังรับผิดชอบงานรอบนอกทั่วทั้งแคว้น จึงมีไทเฮารักษาการแทน และนั่นทำให้ไทเฮามีอำนาจเหนือองค์รัชทายาท ด้วยอำนาจล้นฟ้าของไทเฮานางจะชี้เป็นชี้ตายใครก็ได้ในแคว้นนี้ หลงจิ่นเซวียนพอรู้ว่าไทเฮาไม่โปรดปรานหลี่ซืออวี้ เหตุเพราะนางเป็นเป็นหญิงสาวจากชนบทต้นตระกูลมาจากชาวบ้านในหมู่บ้านเล็ก ๆ ไร้ซึ่งอำนาจและบารมี เขาก็แยกตำหนักออกมาอยู่ห่างไกลจากเชื้อพระวงศ์คนอื่นและมีนางกำนัลพร้อมองครักษ์คอยปรนนิบัติและเป็นหูเป็นตาแทนเขายามที่เขาไม่อยู่ อย่างน้อยก็ทำให้ไทเฮาไม่ขัดหูขัดตาแล้วใช้อำนาจไม่ชอบธรรมกับนาง เพราะภารกิจมากมายจนล้นมือทำให้หลงจิ่นเซวียนไม่เคยรู้ว่าช่วงที่เขาไม่อยู่วังหลวงเกิดเรื่องใดขึ้นกับนางบ้าง จนกระทั่งวันหนึ่งเขากลับเข้าเมืองหลวง ไทเฮาได้แจ้งว่าได้ให้โหรมาดูดวง ปรากฏว่าดวงของหลี่ซืออวี้เป็นกาลกิณีต่อราชสำนัก หากมีบุตรก็เป็นบุตรมหาโจร จะฆ่าล้างเลือดบิดาและทำให้ราชวงศ์เสื่อมถอยจนไร้อำนาจ แต่นางบอกว่ายังเมตตาให้หลี่ซืออวี้อยู่ต่อจนคลอดบุตรเพราะเห็นใจนาง ทว่านางกลับหนีตามทหารชั้นต่ำที่ลอบเป็นชู้กันและหายสาบสูญไปแล้ว หลงจิ่นเซวียนได้ยินดังนั้นเขาก็ร้อนใจเป็นอันมาก ไม่เชื่อว่าพระชายาที่ตนรักจะหักหลังได้ลงคอ เขาเที่ยวออกตามหาพระชายาทั้งวันทั้งคืนเป็นแรมเดือนก็ไม่พบ จนเข้าใจว่านางคงเสียชีวิตแล้วพร้อมกับทหารคนที่พานางหนีไป เป็นเหตุให้เขาเสียใจจนถึงทุกวันนี้ เขาไม่รู้ว่าไทเฮาให้คนวางยาสลบนางแล้วนำไปทิ้งนอกเมืองในที่ที่ไม่มีคนรู้จักเพื่อกำจัดเสี้ยนหนามคนสำคัญ ส่วนบุตรในครรภ์นางไม่เคยยอมรับ การทำเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะไทเฮารู้ดีว่านางไม่มีทางบากหน้ากลับมาอีก เพราะถูกยัดคดีคบชู้ติดตัวไปแล้ว หากนางกล้าท้าทายก็มีโทษประหารชีวิตรออยู่ ยาวนานกว่าห้าปีแล้วที่หลี่ซืออวี้ถูกขับออกจากวังหลวง จากความทรงจำของร่างเดิม นางต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิตปากกัดตีนถีบเพื่อเลี้ยงบุตรชายตัวน้อยให้เติบโตเป็นคนดี และเสี่ยวไป๋ หรือ หลงเซียวไป๋ก็เป็นเด็กฉลาด กล้าหาญและคอยปกป้องมารดาเมื่อถูกรังแก แต่สิ่งที่น่าขัดใจคือร่างนี้ยังอาลัยอาวรณ์พระสวามี เฝ้ารอคอยเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมานานถึงห้าปี แต่ไม่เคยมีวี่แววของคนที่นางรักมาตามหานาง ทุก ๆ วันนางจึงอยู่อย่างคนไร้หัวใจ ยามมองหน้าบุตรชายนางมักจะร้องไห้ออกมาอยู่เสมอ ในใจของนางมีแต่ความทุกข์ตรม ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลงทุกวันจนกระทั่งครั้งสุดท้ายของชีวิต นางขึ้นเขาไปหาของป่ามาขายแลกเงินประทังชีวิต โดยฝากเสี่ยวไป๋ไว้กับเพื่อนบ้าน นางขึ้นเขาทั้งที่ไม่มีอาหารตกถึงท้องเพราะซาลาเปาก้อนสุดท้ายนางเก็บไว้ให้เสี่ยวไป๋กินประทังความหิว เมื่อร่างกายอ่อนแอผสานกับหัวใจที่แตกสลายทำให้นางหิวโหยจนเป็นลมหัวฟาดพื้นเสียชีวิตอยู่กลางป่าในทันที "ข้าชื่อหลี่ซืออวี้สินะ" นางพึมพำชื่อนี้อีกครั้ง ยอมรับชื่อนี้ไปโดยปริยายพลางยกมือขึ้นจับไปที่แผลบนหน้าผาก "ในตะกร้ามีอะไรบ้าง" นางถามตัวเองและเริ่มค้นตะกร้า โชคดีเจอสมุนไพรรักษาแผลสด นางเอามือขยี้และแปะหน้าผากเอาไว้ เมื่อรู้สึกดีขึ้นจึงลุกขึ้นเอาตะกร้าสะพายหลังมุ่งหน้ากลับบ้าน หลี่ซืออวี้เดินมาถึงบ้าน นางเปิดประตูเข้าไป วางตะกร้าไว้ในห้องครัวแล้วเร่งฝีเท้าออกไปรับบุตรชายที่ฝากเอาไว้กับเพื่อนบ้าน นางเดินมาถึงบ้านอีกฝั่งเพราะเป็นห่วงลูก ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้นางต้องขบกรามแน่น เด็กชายหญิงยืนล้อมเสี่ยวไป๋ที่ตัวเล็กกว่าเอาไว้ เด็ก ๆ ตบมือล้อเลียนเขา บางคนก็แลบลิ้น พูดจาดูถูกเหยียดหยาม ราวกับเขามิใช่คน "ไอ้ยาจก สกปรกจะตายยังกล้ามาเล่นกับพวกเรา" "ไอ้ลูกกำพร้า พ่อของเจ้าทิ้งเจ้ากับแม่แล้วยังมาอวดดีใส่ข้า" อีกคนเข้ามาแย่งซาลาเปาในมือเสี่ยวไป๋แล้วทิ้งลงพื้นใช้เท้าบดขยี้จนเละเทะพร้อมกับหัวเราะเยาะ "เก็บมากินสิ ฮ่า ฮ่า ฮ่า " เสี่ยวไป๋ที่มีเลือดนักสู้เต็มตัวกลับไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครสักคน "พวกเจ้าอย่าคิดมารังแกข้า มิเช่นนั้นเจอดีแน่" เสี่ยวไป๋ข่มขู่ ทว่าเด็กเกเรเหล่านั้นกลับหัวเราะอย่างพึงพอใจ "จะไปฟ้องแม่เจ้าน้ำตาของเจ้าหรือไร ไปสิ ถ้านางรู้ว่าเจ้าโดนแกล้ง นางก็ต้องวิ่งหาของป่ามาให้พ่อแม่พวกข้าเป็นการอ้อนวอนให้เลิกยุ่งกับเจ้าเหมือนคราวก่อน ๆ ไปสิไป๊ ชิ้ว ๆ ไอ้ลูกไม่มีพ่อ" "อย่ามาว่าท่านแม่ของข้านะ" เสี่ยวไป๋โกรธจัด กำหมัดชกหน้าเด็กคนนั้นล้มหงายหลังดังโครม คนอื่นเห็นเพื่อนโดนทำร้าย พวกเขายอมไม่ได้มุ่งตรงเข้าหาเสี่ยวไป๋หมายสั่งสอนให้เข็ดหลาบ ทว่า "เมื่อครู่พวกเจ้าว่าไงนะ"ยามเช้าของวันใหม่ หลี่ซืออวี้สวมชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย ข้างกายมีเสี่ยวไป๋เดินตามติดพร้อมถือถุงผ้าใส่ติดตัวอย่างสมุนไพร สองแม่ลูกเดินลัดเลาะไปยังทางตะวันออกของหมู่บ้าน ซึ่งเงียบสงบแต่ผู้คนสัญจรไม่ขาดสาย"ตรงนั้นหรือขอรับท่านแม่" เสี่ยวไป๋ชี้ไปยังเรือนไม้เก่าหลังหนึ่ง อยู่ริมทางที่มองเห็นลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่านเสี่ยวเหยายืนรออยู่หน้าประตู นางเป็นแม่หม้ายเจ้าของเรือนหลังนั้น ใจดี และชื่นชมในฝีมือการรักษาของหลี่ซืออวี้มานาน ครั้นเห็นนางเดินมาก็ยิ้มต้อนรับ"เรือนนี้แม้จะเล็กไปหน่อย แต่แสงส่องถึงดี ลมโกรก น้ำใสสะอาด เจ้าอยากใช้ก็ยินดีให้เช่าในราคายุติธรรม"หลี่ซืออวี้พยักหน้า พลันก้าวเข้าไปสำรวจภายใน มีห้องเล็กสองห้อง กับพื้นที่โล่งสำหรับต้อนรับคนไข้ได้ราวสามสี่คน กลิ่นไม้แห้งโชยอ่อน ๆ ลอยมาแตะจมูก"พอเหมาะนักเจ้าค่ะ" นางเอ่ยขึ้นในใจเกิดภาพขึ้นว่าโต๊ะไม้เรียบจะวางอยู่ตรงไหน ผ้าม่านบางควรห้อยไว้ตรงใด และมุมที่แสงแดดตกลงมาควรใช้จัดตำรับยาหลังทำสัญญาเช่าเรียบร้อย นางก็กลับไปจัดเตรียมทุกอย่างที่เรือนเดิม ห่อสมุนไพร แยกขวดน้ำยา เขียนป้ายชื่อขนาดพอเหมาะด้วยหมึกดำบนแผ่นไม้'โรงหมอเซียนลู่ รักษาด้วยโอ
เรือนหลังเล็กฝั่งตะวันออก สองแม่ลูกอยู่ด้วยกัน นางไม่ได้ออกไปรักษาคนป่วยจึงเตรียมยาเอาไว้สำหรับรักษาหลาย ๆ โรคกลิ่นสมุนไพรลอยอบอวลไปทั่วเรือนเล็ก ๆ หลังนั้น หลี่ซืออวี้กำลังตำรากสมุนไพรในครกหินอย่างตั้งใจ ข้างกายของนางมีเสี่ยวไป๋ที่สวมชุดผ้าฝ้ายเก่า ๆ กำลังนั่งชันเข่า เอียงคอเฝ้ามองมือเรียวขาวที่บดใบไม้แห้งกับเปลือกไม้จนละเอียด"ท่านแม่ สมุนไพรพวกนี้ช่วยแก้ปวดอย่างไรหรือขอรับ" เสียงใส ๆ เอ่ยถามอย่างใคร่รู้หลี่ซืออวี้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ยิ้มบาง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงใจเย็น"เจ้าจำสมุนไพรชนิดหนึ่งได้หรือไม่ ที่มีใบเรียวยาว กลิ่นแรงหน่อย แต่มักขึ้นตามโขดหินริมลำธาร"เสี่ยวไป๋พยักหน้ารัว ๆ"ข้าเก็บใบและรากของมันมาตากแห้ง แล้วตำรวมกับเปลือกไม้ จะช่วยลดอาการปวดและไข้ได้ดีนัก ยิ่งหากเติมผงของเถาไม้เลื้อยลงไปอีกเล็กน้อย จะช่วยต้านการอักเสบได้มากขึ้น"นางค่อย ๆ ตักผงสมุนไพรที่ตำละเอียดแล้วออกจากครก หยิบใส่ถุงผ้าเล็ก ๆ ที่เตรียมไว้ก่อนจะมัดปากถุงด้วยเชือกปอ เสี่ยวไป๋ขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อยดวงตาเด็กน้อยเปล่งประกายใคร่รู้"แล้วแบบนี้ต้องกินอย่างไรหรือขอรับ""ต้มกับน้ำสะอาดหนึ่งถ้วยเคี่ยว
หลี่ซืออวี้ปลูกพืชสมุนไพรไว้หลากหลายชนิด ถึงเมืองหลวงฝั่งตะวันออกจะเงียบสงบคล้ายเขตชนบท ทว่ายารักษาโรคก็มีราคาแพงและยังขาดแคลน นางเปลี่ยนวิธีการโดยการออกรักษาคนป่วยตามบ้านโดยการเคาะประตูเสนอการรักษาในราคาไม่แพง หลี่ซืออวี้ยืนอยู่หน้าประตูไม้เก่าเคลือบฝุ่นของบ้านหลังหนึ่ง เสียงไอแหบแห้งลอดออกมาจากภายใน "ไม่ต้องการยาอะไรทั้งนั้น!" ชายวัยกลางคนในบ้านตะโกนไล่ ทั้งที่เสียงยังเต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อน "ข้าผ่านมาพอดี เห็นว่าในบ้านมีคนป่วย ข้ารักษาฟรีก็ได้ หากยังหวาดระแวง" "เจ้าเป็นใครมาจากไหนถึงจะให้ข้ากล้าเชื่อใจเจ้า" ผู้เป็นภรรยาเดินมาถามอย่างลังเล ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความระแวงระคนคาดหวัง หลี่ซืออวี้ยกห่อยาสมุนไพรขึ้นให้ดู "ข้ามาจากเมืองชายแดน แต่ตอนนี้ปลูกสมุนไพรอยู่ท้ายตลาดตะวันออก ข้าไม่ใช่หมอใหญ่ แค่มีใจอยากช่วย" เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ประตูไม้จะค่อย ๆ เปิดออก สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือชายหนุ่มในวัยยี่สิบกว่า ซูบซีดและตัวร้อนจัดจนน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว ผู้เป็นมารดาทุกข์ใจเป็นอันมากถึงกับกลั้นน้ำตาไม่ไหว "ลูกข้า เขาไอเป็นเลือดมาหลายวันแล้ว หมอที่ไหนก็ไม่รับเพราะกลัวจะติดโรค"
ข่าวต่าง ๆ แพร่ไปถึงวังหลวง "ทูลองค์รัชทายาท ขณะนี้ในเมืองหลวงมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นพะย่ะค่ะ" หลงจิ่นเซวียนหรี่ตาลง รอฟังการรายงานของราชองครักษ์ "ว่ามา" "ระยะนี้มีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ขุนนางผู้มากอิทธิพลตายในหอนางโลมซึ่งหาตัวคนร้ายไม่พบ และกลุ่มเด็กขอทานมีขนาดใหญ่ขึ้นพะย่ะค่ะ" ในเมืองหลวงไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้มาก่อน หน้าที่ในการดูแลเมืองหลวงเป็นขององค์รัชทายาทเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวขึ้นครองบัลลังก์ ทุกอย่างสงบสุขมาตลอดทว่าตอนนี้กลับมีแต่เรื่องน่าสงสัย "สืบมาให้กระจ่าง ว่าเพราะเหตุใดหรือมีใครกล้าท้าทายอำนาจของข้า" "รับพระบัญชา!" ฝั่งตะวันออกของเมืองหลวง เสี่ยวไป๋แอบหนีมารดาออกจากบ้านมาพบปะกลุ่มขอทาน ในขณะที่หลี่ซืออวี้นั่งบดยาอยู่ด้านหลัง สัญชาตญาณนักฆ่าของนางไวยิ่งกว่าดมกลิ่น สายตาคมจับจ้องไปยังบุตรชายที่แอบมีเรื่องปิดบังมารดา นางรู้เท่าทันเขาทุกเรื่อง เพียงแต่อยากรู้ว่าลูกชายตัวแสบจะไปทำเรื่องใดหลังจากนี้ "พี่ไป๋มาแล้ว วันนี้จะพาพวกเราไปหาเงินที่ไหน" เด็กหญิงคนหนึ่งในกลุ่มถามเสียงใส เสี่ยวไป๋ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แต่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "วันนี้เราจะขายผงด
ภายในโรงน้ำชาชั้นสองของตลาดเมืองหลวง โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ล้อมด้วยผ้าแพรลายมังกร บุรุษในชุดหรูร่างอ้วนพุงพลุ้ยคือ พ่อค้าเซิ่งเหวิน พ่อค้าค้าข้าวเจ้าของโรงฉางใหญ่ที่สุดในเขตเมืองหลวง เขายิ้มอย่างเอ็นดู ขณะจ้องเด็กชายตัวเล็กในชุดขาด ๆ ที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงข้าม วันนี้เขาได้เชิญตัวเสี่ยวไป๋มาตกลงบางสิ่งบางอย่างหลังจากเห็นผลงานที่น่าสนใจ "ข้าได้ยินว่า เจ้าคือเจ้าคนที่ทำให้ร้านขนมหน้าโรงเตี๊ยมขายดีจนของหมดทุกวัน" เสี่ยวไป๋ยักไหล่ "ข้าแค่บอกให้คนแถวนั้นสนใจไม่ใช่เรื่องยาก" เซิ่งเหวินหัวเราะลั่นก่อนโน้มตัวลงกระซิบ "เช่นนั้นมาอยู่กับข้าเถอะ ข้าให้เจ้าเดือนละสิบตำลึง แค่ช่วยวางแผนให้ข้าขายข้าวให้หมดคลัง เจ้าว่าอย่างไร" เสี่ยวไป๋นิ่ง แต่ดวงตากลับแวววาวขึ้นเล็กน้อย "แล้วถ้าข้าวเจ้าขึ้นรา หรือวัดน้ำหนักขาด เจ้าให้ข้าตอบลูกค้าด้วยหรือไม่" เซิ่งเหวินชะงัก ยิ้มฝืน ๆ "เจ้าแค่เด็กขอทาน อย่าอวดดีไปหน่อยเลย เดี๋ยวข้าจะให้ข้ารับใช้สั่งสอนเจ้าสักหน่อย" ยังพูดไม่ทันจบดี เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นจากบันได "ข้าก็สังหรณ์ใจว่าลูกชายข้าจะก่อเรื่อง" น้ำเสียงเรียบเย็นปนหอบหายใจเล็กน้อยดังขึ้นจากทางเข้า ห
ตลาดใต้สะพานหินในเมืองหลวงคึกคักไปด้วยเสียงตะโกนขายของ เสียงหม้อเหล็กกระทบกันในโรงต้มโจ๊ก และเสียงฝีเท้าเร่งร้อนของผู้คนหลากชนชั้น แต่ในซอกแคบถัดจากทางระบายน้ำ มีเงาร่างเล็กคนหนึ่งกำลังยืนมองด้วยสายตาเฉียบคมเกินวัย เสี่ยวไป๋ ลูกชายของหลี่ซืออวี้ที่ไม่เหมือนเด็กทั่วไป เป็นเพราะเขาอยู่กับมารดาเพียงสองคนเขาจึงเป็นคนกล้าหาญและแข็งแกร่งเกินกว่าเด็กคนอื่น วันนี้เขาสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ แสร้งทำเป็นเด็กยาจก เดินป้วนเปี้ยนอยู่แถบหลังตลาดอย่างจงใจ "นั่นใคร เด็กใหม่รึ" เสียงห้วนของเด็กชายร่างผอมที่มีแผลเป็นเฉียงบนใบหน้าเอ่ยขึ้น เด็กกลุ่มหนึ่งลุกพรวดจากถังไม้และลังเก่า ๆ มองผู้มาใหม่ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร เสี่ยวไป๋หรี่ตามอง ก่อนยกยิ้มเอาเรื่อง "ได้ข่าวว่ากลุ่มขอทานในตลาดนี้มีแต่คนอ่อนหัด ข้าเลยอยากมาดูว่าจริงหรือไม่" เสียงเฮดังขึ้นทันที ราวกับกองเพลิงถูกสาดด้วยน้ำมัน "ปากดีเช่นนี้ อยากโดนตีเรอะ" เด็กแผลเป็นปรี่เข้าใส่พร้อมไม้ด้ามหนึ่ง แต่เสี่ยวไป๋กลับหมุนตัวหลบอย่างรวดเร็ว มือซ้ายจับข้อมืออีกฝ่ายบิดอย่างแรง ก่อนใช้ไหล่ชนอกจนอีกฝ่ายล้มตึง เด็กคนอื่นกรูเข้ามา แต่ไม่ถึงอึดใจ เสี่ยวไป๋กลับใช้







