แชร์

แม่ของเสี่ยวไป๋

ผู้เขียน: หนามชมพู
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-02-01 13:16:33

เด็กทั้งกลุ่มมองมาตามเสียงรวมทั้งเสี่ยวไป๋

"ดูสิ นางผีโครงกระดูกมาช่วยลูกของมัน"

เด็ก ๆ เริ่มหัวเราะเยาะนางเมื่อเห็นสภาพผู้หญิงผอมแห้งถือท่อนไม้ขนาดใหญ่ท่อนหนึ่ง ดูอย่างไรก็เหมือนโครงกระดูกเดินได้

เสี่ยวไป๋วิ่งเข้าไปหานาง เขากางมือเล็ก ๆ ออกปกป้องไม่ให้คนอื่นเข้าใกล้

"ท่านแม่อยู่ด้านหลังข้าขอรับ ข้าจะปกป้องท่านเอง"

แววตาของเด็กน้อยดุดันและน่ากลัวแต่เด็กเหล่านั้นกลับขบขันสองแม่ลูก

"มาถึงก็ดีแล้ว เจ้าต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ เสี่ยวไป๋รังแกอาหาน"

อาหานเป็นเพื่อนรุ่นพี่ของเสี่ยวไป๋สองปี เขานั่งกุมใบหน้าที่เริ่มบวมพลางชี้มือมาที่นางอย่างอาฆาต

"ข้าจะฟ้องท่านพ่อ แล้วข้าจะบอกท่านพ่อไม่ให้รับของป่าสกปรกของเจ้าเป็นของขวัญหรอกนะ"

หลี่ซืออวี้ยืนฟังเด็ก ๆ พูดกับนางอย่างไร้ความเคารพยำเกรง แสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมานางกับลูกถูกรังแกมามากเพียงใด เด็กยังมีปฏิกิริยาเช่นนี้ แล้วผู้ใหญ่เล่าจะหนักกว่านี้กี่เท่า

"พวกเจ้ามีสิบคน แต่บอกว่าถูกเสี่ยวไป๋รังแก ไม่ปรักปรำกันไปหน่อยหรือ เพราะที่ข้าเห็นคือพวกเจ้ารุมรังแกลูกข้า"

เสี่ยวไป๋เงยหน้ามองมารดาที่ยกมือขึ้นกอดอกพูดกับเพื่อนอาหาน เด็กน้อยกระพริบตาปริบ ๆ กับท่าทางที่เปลี่ยนไปของมารดา โดยปกติหลี่ซืออวี้อ่อนแอสุภาพและยอมคน นางจึงถูกเอาเปรียบมาตลอดตั้งแต่เขาจำความได้

"พวกเราไม่ได้รังแก เจ้ากล่าวหาพวกเรา"

เด็กชายรูปร่างท้วมและตัวใหญ่ที่สุดปฏิเสธ พร้อมกับชี้หน้าของนาง หลี่ซืออวี้ก้าวเข้าไปหาเขาช้า ๆ ท่าทางของนางดูเยือกเย็น นางยกยิ้มมุมปากข้างหนึ่งจ้องมองเด็กชายตัวโตอย่างพิจารณา

"เจ้านี่นะ ออกรับแทนผู้อื่นช่างไม่กลัวตายจริง ๆ วันนี้ตอนข้าลงจากเขาเห็นพรานป่าพูดกันว่า มีการซื้อขายอวัยวะเด็ก ยิ่งตัวโตยิ่งราคาสูงและยิ่งอ้วนท้วนอย่างเจ้าพ่อค้าให้ราคาเพิ่มถึงสองเท่า"

เด็กชายตื่นตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน หัวใจของเขาเต้นแรงไม่เป็นจังหวะเพราะความกลัวแล่นเข้ามาอย่างรวดเร็ว ภายในแววตาเบิกกว้างสั่นไหวอย่างห้ามไม่อยู่

"เจ้าข่มขู่ข้า"

เขาโต้กลับนางทว่าเสียงที่เล็ดลอดออกมากลับสั่นเครือ หลี่ซืออวี้นึกสนุกนางจึงพูดต่อไป

"บ้านของข้ายากจน หากไม่มีอะไรกินข้าก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ ถ้าข้าจะชำแหละเจ้า เสี่ยวไป๋ก็เป็นลูกมือที่ดี"

นางหันไปสบตาเสี่ยวไป๋ สองแม่ลูกเหมือนรู้กัน เสี่ยวไป๋จึงพยักเพยิดเล่นละครตามน้ำไปกับมารดา

"ขอเพียงท่านแม่สั่งมา เสี่ยวไป๋คนนี้ยินดีรับคำสั่งขอรับ"

เขาพูดแล้วทำท่าทางอย่างเป็นผู้ใหญ่ทำให้เด็กชายตัวอ้วนเริ่มสั่นสะท้าน

"เจ้า...ปีศาจทั้งแม่ทั้งลูก"

หลี่ซืออวี้หักไม้เป็นสองท่อนพร้อมจ้องมองท่อนที่มีปลายแหลมแล้วหัวเราะเจ้าเล่ห์

"จะควักส่วนใดก่อนดี ลูกตา หรือแทงเข้าที่หัวใจ"

เสียงของนางน่ากลัวดุจแม่มดจริง ๆ เด็กทั้งกลุ่มต่างหวาดกลัว คนที่ยืนอยู่รีบสาวเท้าวิ่งก่อน ส่วนอีกหลายคนที่นั่งกับพื้นต่างดึงมือกันลุกขึ้น วิ่งไม่คิดชีวิตพลางส่งเสียงกรีดร้องไปตามทาง

เสี่ยวไป๋หัวเราะขบขันจนตัวงอที่กลุ่มอันธพาลถูกแม่ของเขาหลอกจนไม่เหลือความเก่งกาจใด ๆ

"ท่านแม่ดูสิขอรับ พวกนั้นหัวหดหมดแล้ว ฮ่า ฮา"

นางโยนไม้ในมือทิ้งแล้วก้มลงเอามือปัดเสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นของบุตรชาย เอ่ยถามขึ้น

"เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่"

"ไม่ขอรับ แค่พวกเขาเหยียบซาลาเปาของข้า"

นางมองตามมือเล็กที่ชี้ไปยังเศษอาหารเปื้อนดิน ครุ่นคิดว่าถึงเสี่ยวไป๋ไม่ใช่ลูกของนางแต่นางได้อาศัยเจ้าของร่างเดิม นางจะดูแลเสี่ยวไป๋ให้ดีที่สุด

"ช่างมันเถอะเดี๋ยวแม่ทำให้เจ้ากินใหม่"

"ขอรับ"

นางจูงมือเสี่ยวไป๋ที่ยิ้มกว้างอย่างร่าเริง วันนี้เขาอารมณ์ดีเป็นพิเศษที่มารดาของเขาไม่ได้อ่อนแอทำให้เขาเป็นห่วงนางอีกต่อไป

ขณะที่สองแม่ลูกเดินกลับบ้าน เสียงหัวเราะของเสี่ยวไป๋ยังไม่ขาดหาย เขากระชับมือที่จับมารดาไว้แน่น ใบหน้าของเด็กน้อยเต็มไปด้วยประกายแห่งความชื่นชม

"ท่านแม่ ข้าว่า ท่านแม่เก่งกว่าทหารในเรื่องเล่าเสียอีก"

เขาเงยหน้าขึ้นสบตานาง ดวงตาสดใสเป็นประกาย

"พวกนั้นไม่มีใครกล้าสู้ท่านแม่เลย"

หลี่ซืออวี้หัวเราะในลำคอ ส่ายหน้าช้า ๆ

"แม่ไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอก แค่ไม่อยากให้ลูกต้องร้องไห้อีกก็เท่านั้น"

"แต่ว่า..."

เสี่ยวไป๋เม้มปากแน่น ดวงตาเริ่มแดงเรื่อ เขาหยุดเดินแล้วหันไปเงยหน้ามองนางจริงจัง

"ท่านแม่ไม่ต้องปกป้องข้าเพียงลำพัง ข้าโตพอจะปกป้องท่านแม่ได้แล้ว ถ้าใครว่าอะไรท่านอีก ข้าจะสู้ให้สุดแรงเลย"

คำพูดนั้นทำให้หัวใจของหลี่ซืออวี้สั่นสะเทือน นางก้มลงคุกเข่าเพื่ออยู่ในระดับสายตาเดียวกับลูกชาย ใช้มือทั้งสองข้างประคองแก้มเล็กของเขา

"เจ้ารู้หรือไม่ แค่เจ้าบอกว่าจะปกป้องแม่ แม่ก็มีแรงสู้ทุกอย่างแล้ว"

"จริงหรือขอรับ"

เขายิ้มกว้างอีกครั้ง ก่อนจะโผเข้ากอดนางแน่น

"จริงที่สุดจ้ะ"

วันนี้เสี่ยวไป๋ไม่ได้เพียงแค่ภูมิใจในตัวมารดา แต่ยังเริ่มภาคภูมิใจในตัวเอง

ในฐานะลูกชายของแม่ที่กล้าหาญที่สุด

ภายในกระท่อมไม้หลังน้อย กลิ่นแป้งนุ่มและกลิ่นน้ำซุปสมุนไพรหอมอบอวลทั่วห้องครัว หลี่ซืออวี้นวดแป้งด้วยจังหวะมั่นคง มือเรียวที่เต็มไปด้วยรอยกร้านจากงานหนักเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว เสี่ยวไป๋นั่งห้อยขาอยู่ตรงขอบโต๊ะไม้ เขามองมารดาด้วยดวงตาเป็นประกาย

"ท่านแม่เก่งจริง ๆ ทำอะไรก็ดูน่าอร่อยไปหมด"

เด็กน้อยว่าพลางใช้มือเท้าคางมองแป้งกลม ๆ ที่นางปั้นเป็นลูกกลม

"เจ้ากินได้หมดก็เพราะเจ้าตะกละต่างหากล่ะ"

หลี่ซืออวี้แกล้งพูดหยอก ดวงตานางแม้เหนื่อยล้าจากการเดินทางทั้งวันแต่กลับอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก นางเคยอยู่ตัวคนเดียวไร้ซึ่งความรู้สึกกับผู้อื่น ทว่าเมื่อได้สัมผัสกับความไร้เดียงสาของเด็กน้อยนางกลับมีความรู้สึกคล้ายอ่อนโยนลง

"ข้าไม่ได้ตะกละ ข้าแค่รักของกินฝีมือท่านแม่ต่างหาก"

เสี่ยวไป๋ตอบเสียงดัง แล้วหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างมีชีวิตชีวา

หลี่ซืออวี้ยิ้มออก นางคีบเนื้อหมูบดปรุงรสวางไว้ตรงกลางแป้ง แล้วห่ออย่างประณีต

"จำได้หรือไม่ว่าแม่เคยบอกอะไรเสี่ยวไป๋ตอนเล็ก ๆ"

นางชวนคุยจากความทรงจำของร่างเดิม

"ท่านแม่บอกว่าถึงแม่จน ถึงแม่อ่อนแอ แต่แม่จะไม่มีวันปล่อยให้ลูกหิว"

เขาท่องอย่างคล่องปาก แล้วเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นเบา ๆ

"ตอนนั้นข้ายังไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้วขอรับ"

หลี่ซืออวี้เงยหน้าขึ้นมามองเขา ดวงตาของนางสั่นไหวเล็กน้อย

"เพราะท่านแม่เข้มแข็ง ลูกจึงได้กินของอร่อย และท่านแม่สู้ ลูกถึงไม่ต้องกลัวใคร ข้าจะโตไว ๆ แล้วดูแลท่านแม่บ้าง"

นางวางซาลาเปาลูกสุดท้ายลงในลังถึง หันกลับมากอดลูกชายเอาไว้แน่น

"ไม่ต้องรีบโตหรอก แค่เจ้ามีหัวใจแกร่งเช่นนี้ แม่ก็ไม่กลัวอะไรอีกแล้ว"

ไม่นานกลิ่นซาลาเปาร้อน ๆ ก็โชยมาจากลังถึง ไอน้ำระเหยขึ้นเป็นสายบาง ๆ เสี่ยวไป๋นั่งกินซาลาเปาไปพลางพูดไปพลางอย่างมีความสุข ส่วนหลี่ซืออวี้ก็นั่งมองลูกชายด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น

เสียงหัวเราะและกลิ่นซาลาเปาอบอวลไปทั้งกระท่อมหลังน้อย แม้บ้านจะเล็กและมีชีวิตที่ลำบาก แต่ตรงนี้คือที่ปลอดภัยที่สุดในโลกของเสี่ยวไป๋

ขณะหลี่ซืออวี้จัดวางซาลาเปาลงในลังถึง นางหยิบห่อผักดองที่หมักไว้ในไหดินเผาเล็ก ๆ ออกมาอย่างทะนุถนอม กลิ่นเปรี้ยวหอมอ่อน ๆ ลอยฟุ้งจนเสี่ยวไป๋เงยหน้าขึ้น

"นั่นมัน ผักดองสูตรเก่าของท่านยายทวดใช่หรือไม่ขอรับ"

เขาถามด้วยเสียงตื่นเต้น ดวงตาเปล่งประกาย

หลี่ซืออวี้พยักหน้าช้า ๆ

"ใช่จ้ะ ยายทวดของเจ้าเคยบอกว่า ในวันที่ไม่มีเงินซื้อหมูหรือซื้อแป้งดี ๆ แม้แค่ผักดองก็ทำให้ซาลาเปาอร่อยได้ หากใส่ความรักลงไป"

นางตักผักดองหั่นฝอยคลุกกับเนื้อหมูผสมซอสถั่วเล็กน้อย ห่อไว้ในซาลาเปาลูกพิเศษลูกหนึ่ง

"ลูกนี้ของเสี่ยวไป๋ ข้างในคือสูตรลับที่สืบต่อจากรุ่นสู่รุ่น มีทั้งความทรงจำและความตั้งใจของแม่รวมอยู่ด้วยนะ"

เสี่ยวไป๋รับซาลาเปานั้นจากมือนางอย่างทะนุถนอม แม้จะยังร้อนอยู่ก็ไม่ยอมปล่อย เขากัดเบา ๆ แล้วเคี้ยวช้า ๆ แววตาเด็กชายไหววูบด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เกินกว่าจะพูดออกมา

"ซาลาเปาของท่านแม่อร่อยที่สุดเลยขอรับ"

หลี่ซืออวี้นั่งมองลูกชายด้วยแววตานุ่มลึก น้ำเสียงของนางพลันอ่อนโยนแต่เปี่ยมด้วยพลังโดยปริยาย

"แม่จะฝึกฝนฝีมือให้ดียิ่งกว่านี้ จะทำซาลาเปาให้เสี่ยวไป๋ได้กินจนโตเป็นหนุ่ม ไม่ว่าใครจะดูถูกแม่หรือว่าเจ้าไร้ค่า แต่จงจำไว้นะ ว่าเราสองคนมีค่าต่อกันเสมอ"

เสี่ยวไป๋พยักหน้าแรงจนผมกระเซิง เขายื่นมือออกมากอดมารดาแน่น ลืมซาลาเปาในมือไปชั่วขณะ

"ข้าภูมิใจที่ได้เกิดเป็นลูกของท่านแม่ขอรับ"

สองแม่ลูกกอดกันแน่น อาจไม่มีเงินไม่มีทรัพย์สินใด แต่อ้อมกอดและซาลาเปาร้อน ๆ นี้ คือขุมทรัพย์ล้ำค่าที่สุดของครอบครัวนาง

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • หมอสาวนักฆ่ากลายเป็นมารดาเจ้าตัวแสบ   โรงหมอเซียนลู่

    ยามเช้าของวันใหม่ หลี่ซืออวี้สวมชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย ข้างกายมีเสี่ยวไป๋เดินตามติดพร้อมถือถุงผ้าใส่ติดตัวอย่างสมุนไพร สองแม่ลูกเดินลัดเลาะไปยังทางตะวันออกของหมู่บ้าน ซึ่งเงียบสงบแต่ผู้คนสัญจรไม่ขาดสาย"ตรงนั้นหรือขอรับท่านแม่" เสี่ยวไป๋ชี้ไปยังเรือนไม้เก่าหลังหนึ่ง อยู่ริมทางที่มองเห็นลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่านเสี่ยวเหยายืนรออยู่หน้าประตู นางเป็นแม่หม้ายเจ้าของเรือนหลังนั้น ใจดี และชื่นชมในฝีมือการรักษาของหลี่ซืออวี้มานาน ครั้นเห็นนางเดินมาก็ยิ้มต้อนรับ"เรือนนี้แม้จะเล็กไปหน่อย แต่แสงส่องถึงดี ลมโกรก น้ำใสสะอาด เจ้าอยากใช้ก็ยินดีให้เช่าในราคายุติธรรม"หลี่ซืออวี้พยักหน้า พลันก้าวเข้าไปสำรวจภายใน มีห้องเล็กสองห้อง กับพื้นที่โล่งสำหรับต้อนรับคนไข้ได้ราวสามสี่คน กลิ่นไม้แห้งโชยอ่อน ๆ ลอยมาแตะจมูก"พอเหมาะนักเจ้าค่ะ" นางเอ่ยขึ้นในใจเกิดภาพขึ้นว่าโต๊ะไม้เรียบจะวางอยู่ตรงไหน ผ้าม่านบางควรห้อยไว้ตรงใด และมุมที่แสงแดดตกลงมาควรใช้จัดตำรับยาหลังทำสัญญาเช่าเรียบร้อย นางก็กลับไปจัดเตรียมทุกอย่างที่เรือนเดิม ห่อสมุนไพร แยกขวดน้ำยา เขียนป้ายชื่อขนาดพอเหมาะด้วยหมึกดำบนแผ่นไม้'โรงหมอเซียนลู่ รักษาด้วยโอ

  • หมอสาวนักฆ่ากลายเป็นมารดาเจ้าตัวแสบ   สร้างรากฐาน

    เรือนหลังเล็กฝั่งตะวันออก สองแม่ลูกอยู่ด้วยกัน นางไม่ได้ออกไปรักษาคนป่วยจึงเตรียมยาเอาไว้สำหรับรักษาหลาย ๆ โรคกลิ่นสมุนไพรลอยอบอวลไปทั่วเรือนเล็ก ๆ หลังนั้น หลี่ซืออวี้กำลังตำรากสมุนไพรในครกหินอย่างตั้งใจ ข้างกายของนางมีเสี่ยวไป๋ที่สวมชุดผ้าฝ้ายเก่า ๆ กำลังนั่งชันเข่า เอียงคอเฝ้ามองมือเรียวขาวที่บดใบไม้แห้งกับเปลือกไม้จนละเอียด"ท่านแม่ สมุนไพรพวกนี้ช่วยแก้ปวดอย่างไรหรือขอรับ" เสียงใส ๆ เอ่ยถามอย่างใคร่รู้หลี่ซืออวี้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ยิ้มบาง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงใจเย็น"เจ้าจำสมุนไพรชนิดหนึ่งได้หรือไม่ ที่มีใบเรียวยาว กลิ่นแรงหน่อย แต่มักขึ้นตามโขดหินริมลำธาร"เสี่ยวไป๋พยักหน้ารัว ๆ"ข้าเก็บใบและรากของมันมาตากแห้ง แล้วตำรวมกับเปลือกไม้ จะช่วยลดอาการปวดและไข้ได้ดีนัก ยิ่งหากเติมผงของเถาไม้เลื้อยลงไปอีกเล็กน้อย จะช่วยต้านการอักเสบได้มากขึ้น"นางค่อย ๆ ตักผงสมุนไพรที่ตำละเอียดแล้วออกจากครก หยิบใส่ถุงผ้าเล็ก ๆ ที่เตรียมไว้ก่อนจะมัดปากถุงด้วยเชือกปอ เสี่ยวไป๋ขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อยดวงตาเด็กน้อยเปล่งประกายใคร่รู้"แล้วแบบนี้ต้องกินอย่างไรหรือขอรับ""ต้มกับน้ำสะอาดหนึ่งถ้วยเคี่ยว

  • หมอสาวนักฆ่ากลายเป็นมารดาเจ้าตัวแสบ   หมอพเนจร

    หลี่ซืออวี้ปลูกพืชสมุนไพรไว้หลากหลายชนิด ถึงเมืองหลวงฝั่งตะวันออกจะเงียบสงบคล้ายเขตชนบท ทว่ายารักษาโรคก็มีราคาแพงและยังขาดแคลน นางเปลี่ยนวิธีการโดยการออกรักษาคนป่วยตามบ้านโดยการเคาะประตูเสนอการรักษาในราคาไม่แพง หลี่ซืออวี้ยืนอยู่หน้าประตูไม้เก่าเคลือบฝุ่นของบ้านหลังหนึ่ง เสียงไอแหบแห้งลอดออกมาจากภายใน "ไม่ต้องการยาอะไรทั้งนั้น!" ชายวัยกลางคนในบ้านตะโกนไล่ ทั้งที่เสียงยังเต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อน "ข้าผ่านมาพอดี เห็นว่าในบ้านมีคนป่วย ข้ารักษาฟรีก็ได้ หากยังหวาดระแวง" "เจ้าเป็นใครมาจากไหนถึงจะให้ข้ากล้าเชื่อใจเจ้า" ผู้เป็นภรรยาเดินมาถามอย่างลังเล ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความระแวงระคนคาดหวัง หลี่ซืออวี้ยกห่อยาสมุนไพรขึ้นให้ดู "ข้ามาจากเมืองชายแดน แต่ตอนนี้ปลูกสมุนไพรอยู่ท้ายตลาดตะวันออก ข้าไม่ใช่หมอใหญ่ แค่มีใจอยากช่วย" เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ประตูไม้จะค่อย ๆ เปิดออก สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือชายหนุ่มในวัยยี่สิบกว่า ซูบซีดและตัวร้อนจัดจนน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว ผู้เป็นมารดาทุกข์ใจเป็นอันมากถึงกับกลั้นน้ำตาไม่ไหว "ลูกข้า เขาไอเป็นเลือดมาหลายวันแล้ว หมอที่ไหนก็ไม่รับเพราะกลัวจะติดโรค"

  • หมอสาวนักฆ่ากลายเป็นมารดาเจ้าตัวแสบ   ความเจ็บปวดของหลงจิ่นเซวียน

    ข่าวต่าง ๆ แพร่ไปถึงวังหลวง "ทูลองค์รัชทายาท ขณะนี้ในเมืองหลวงมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นพะย่ะค่ะ" หลงจิ่นเซวียนหรี่ตาลง รอฟังการรายงานของราชองครักษ์ "ว่ามา" "ระยะนี้มีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ขุนนางผู้มากอิทธิพลตายในหอนางโลมซึ่งหาตัวคนร้ายไม่พบ และกลุ่มเด็กขอทานมีขนาดใหญ่ขึ้นพะย่ะค่ะ" ในเมืองหลวงไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้มาก่อน หน้าที่ในการดูแลเมืองหลวงเป็นขององค์รัชทายาทเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวขึ้นครองบัลลังก์ ทุกอย่างสงบสุขมาตลอดทว่าตอนนี้กลับมีแต่เรื่องน่าสงสัย "สืบมาให้กระจ่าง ว่าเพราะเหตุใดหรือมีใครกล้าท้าทายอำนาจของข้า" "รับพระบัญชา!" ฝั่งตะวันออกของเมืองหลวง เสี่ยวไป๋แอบหนีมารดาออกจากบ้านมาพบปะกลุ่มขอทาน ในขณะที่หลี่ซืออวี้นั่งบดยาอยู่ด้านหลัง สัญชาตญาณนักฆ่าของนางไวยิ่งกว่าดมกลิ่น สายตาคมจับจ้องไปยังบุตรชายที่แอบมีเรื่องปิดบังมารดา นางรู้เท่าทันเขาทุกเรื่อง เพียงแต่อยากรู้ว่าลูกชายตัวแสบจะไปทำเรื่องใดหลังจากนี้ "พี่ไป๋มาแล้ว วันนี้จะพาพวกเราไปหาเงินที่ไหน" เด็กหญิงคนหนึ่งในกลุ่มถามเสียงใส เสี่ยวไป๋ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แต่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "วันนี้เราจะขายผงด

  • หมอสาวนักฆ่ากลายเป็นมารดาเจ้าตัวแสบ   แม่เสือกับลูกเสือ

    ภายในโรงน้ำชาชั้นสองของตลาดเมืองหลวง โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ล้อมด้วยผ้าแพรลายมังกร บุรุษในชุดหรูร่างอ้วนพุงพลุ้ยคือ พ่อค้าเซิ่งเหวิน พ่อค้าค้าข้าวเจ้าของโรงฉางใหญ่ที่สุดในเขตเมืองหลวง เขายิ้มอย่างเอ็นดู ขณะจ้องเด็กชายตัวเล็กในชุดขาด ๆ ที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงข้าม วันนี้เขาได้เชิญตัวเสี่ยวไป๋มาตกลงบางสิ่งบางอย่างหลังจากเห็นผลงานที่น่าสนใจ "ข้าได้ยินว่า เจ้าคือเจ้าคนที่ทำให้ร้านขนมหน้าโรงเตี๊ยมขายดีจนของหมดทุกวัน" เสี่ยวไป๋ยักไหล่ "ข้าแค่บอกให้คนแถวนั้นสนใจไม่ใช่เรื่องยาก" เซิ่งเหวินหัวเราะลั่นก่อนโน้มตัวลงกระซิบ "เช่นนั้นมาอยู่กับข้าเถอะ ข้าให้เจ้าเดือนละสิบตำลึง แค่ช่วยวางแผนให้ข้าขายข้าวให้หมดคลัง เจ้าว่าอย่างไร" เสี่ยวไป๋นิ่ง แต่ดวงตากลับแวววาวขึ้นเล็กน้อย "แล้วถ้าข้าวเจ้าขึ้นรา หรือวัดน้ำหนักขาด เจ้าให้ข้าตอบลูกค้าด้วยหรือไม่" เซิ่งเหวินชะงัก ยิ้มฝืน ๆ "เจ้าแค่เด็กขอทาน อย่าอวดดีไปหน่อยเลย เดี๋ยวข้าจะให้ข้ารับใช้สั่งสอนเจ้าสักหน่อย" ยังพูดไม่ทันจบดี เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นจากบันได "ข้าก็สังหรณ์ใจว่าลูกชายข้าจะก่อเรื่อง" น้ำเสียงเรียบเย็นปนหอบหายใจเล็กน้อยดังขึ้นจากทางเข้า ห

  • หมอสาวนักฆ่ากลายเป็นมารดาเจ้าตัวแสบ   เสี่ยวไป๋ออกหาเงิน

    ตลาดใต้สะพานหินในเมืองหลวงคึกคักไปด้วยเสียงตะโกนขายของ เสียงหม้อเหล็กกระทบกันในโรงต้มโจ๊ก และเสียงฝีเท้าเร่งร้อนของผู้คนหลากชนชั้น แต่ในซอกแคบถัดจากทางระบายน้ำ มีเงาร่างเล็กคนหนึ่งกำลังยืนมองด้วยสายตาเฉียบคมเกินวัย เสี่ยวไป๋ ลูกชายของหลี่ซืออวี้ที่ไม่เหมือนเด็กทั่วไป เป็นเพราะเขาอยู่กับมารดาเพียงสองคนเขาจึงเป็นคนกล้าหาญและแข็งแกร่งเกินกว่าเด็กคนอื่น วันนี้เขาสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ แสร้งทำเป็นเด็กยาจก เดินป้วนเปี้ยนอยู่แถบหลังตลาดอย่างจงใจ "นั่นใคร เด็กใหม่รึ" เสียงห้วนของเด็กชายร่างผอมที่มีแผลเป็นเฉียงบนใบหน้าเอ่ยขึ้น เด็กกลุ่มหนึ่งลุกพรวดจากถังไม้และลังเก่า ๆ มองผู้มาใหม่ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร เสี่ยวไป๋หรี่ตามอง ก่อนยกยิ้มเอาเรื่อง "ได้ข่าวว่ากลุ่มขอทานในตลาดนี้มีแต่คนอ่อนหัด ข้าเลยอยากมาดูว่าจริงหรือไม่" เสียงเฮดังขึ้นทันที ราวกับกองเพลิงถูกสาดด้วยน้ำมัน "ปากดีเช่นนี้ อยากโดนตีเรอะ" เด็กแผลเป็นปรี่เข้าใส่พร้อมไม้ด้ามหนึ่ง แต่เสี่ยวไป๋กลับหมุนตัวหลบอย่างรวดเร็ว มือซ้ายจับข้อมืออีกฝ่ายบิดอย่างแรง ก่อนใช้ไหล่ชนอกจนอีกฝ่ายล้มตึง เด็กคนอื่นกรูเข้ามา แต่ไม่ถึงอึดใจ เสี่ยวไป๋กลับใช้

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status