INICIAR SESIÓNรุ่งเช้าหลังจากรับเงินค่าจ้างมาแล้ว บ้านเก่าทรุดโทรมเงียบสงัดไร้เงาของผู้คน
หลี่ซืออวี้ออกเดินทางแล้ว เสี่ยวไป๋อยู่ในเสื้อคลุมตัวหนา มัดไว้แน่นกับหลังของนางอย่างอบอุ่น เด็กชายยังหลับอยู่ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เสียงเกวียนไม้เคลื่อนตัวบนเส้นทางฝุ่นดิน มุ่งหน้าออกจากเมืองชายแดนอย่างเงียบเชียบในยามที่ผู้คนยังไม่ตื่นดี หลี่ซืออวี้นั่งนิ่งในมุมใต้ผ้าคลุมสีซีด ไม่มีใครสังเกต ไม่มีใครรู้ว่าผู้หญิงที่ฆ่าคนอย่างเงียบเชียบเมื่อไม่นานมานี้ กำลังจากไปต่อหน้าต่อตาพวกเขาแล้ว สามวันถัดมาที่เมืองชายแดน เสียงตวาดลั่นของคุณชายซุนสะเทือนไปทั้งห้อง "หา! เจ้าว่าอย่างไรนะ นางย้ายบ้านแล้วเช่นนั้นรึ แล้วทำไมเพิ่งมาบอกข้า!" ลูกน้องคนสนิทหน้าซีดตอบคำถามเสียงสั่นเล็กน้อย "ขออภัยขอรับคุณชาย พวกเราตามรอยไปที่บ้านเก่า มันรกร้าง เหลือแต่เสื่อขาด ๆ กับฝุ่นหนาเตอะ นางไม่มีแม้แต่ร่องรอยให้ตามได้" คุณชายซุนสีหน้าเคร่งเครียด ริมฝีปากขบแน่น "ไม่มีคนในเมืองนี้สามารถหายตัวได้แบบนี้ นางต้องมีแผนตั้งแต่ต้น" เขาออกคำสั่งให้ตรวจตราทุกทางเข้าออกอย่างเข้มงวด ทว่าแม้จะสืบจนถึงประตูเมือง หรือแม้แต่ตามโรงเตี๊ยม ร้านเกวียน หรือคนเดินทาง ก็ไม่มีใครเคยเห็นหญิงสาวพร้อมเด็กชายที่ตรงกับคำบรรยายเลยสักคน นางหายไปราวกับกลืนหายเข้าไปในความมืดมิดของโลกนี้ บนถนนสายใหญ่สู่เมืองหลวงในอีกเจ็ดวันต่อมา เกวียนขนาดกลางแล่นช้า ๆ ตามเส้นทางสายนอกที่ผู้คนไม่พลุกพล่าน หลี่ซืออวี้ถอดผ้าคลุมเปื้อนฝุ่น หวีผมให้เสี่ยวไป๋ที่ตื่นขึ้นมาพอดี "ท่านแม่ เรากำลังไปไหนหรือขอรับ" "ไปที่แห่งใหม่" เสียงของนางนุ่มนวลแววตาอ่อนโยนเมื่อพูดกับบุตรชาย "เราจะไปเมืองหลวง ที่ที่เจ้าจะได้เรียนหนังสือ มีของกินอร่อย และไม่มีคนรังแกเราได้อีก" เสี่ยวไป๋พยักหน้าช้า ๆ ซุกหน้าเข้ากับอกมารดาอย่างอบอุ่น หลี่ซืออวี้ก้มลงจุมพิตหน้าผากลูกเบา ๆ ดวงตาแน่วแน่ดั่งเหล็กกล้า นางจะไม่ยอมให้ลูกชายเติบโตในสิ่งแวดล้อมเช่นนั้นอีก ที่เมืองหลวงมีโอกาสดี ๆ รออยู่ และหลี่ซืออวี้จะไม่ใช่แค่แม่ลูกอ่อนที่ไร้หนทางอีกต่อไป ทันทีที่เกวียนล้อไม้ลั่นเข้าประตูเมืองหลวง หลี่ซืออวี้ก็สัมผัสได้ถึงอากาศที่ต่างออกไป เมืองนี้กว้างใหญ่ ผู้คนพลุกพล่าน ร้านรวงแน่นขนัดตั้งแต่เช้ายันค่ำ ทั้งขุนนาง พ่อค้า หมอ นักเลง นักแสดง ต่างเบียดเสียดอยู่ในที่เดียวกัน แต่ละคนล้วนมีเรื่องราวและความลับมากมายซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่แสดงออกมา เสียงแตรประจำวังหลวงดังขึ้นจากหอสูง เสียงคนข้างถนนกระซิบกันว่าได้ยินว่าวันนี้พระชายาเอกขององค์ชายสามจะถูกเรียกเข้าเฝ้าเป็นพิเศษ เพราะนางตั้งครรภ์แล้ว ที่นี่ข่าวสารมีรอบด้าน ราษฎรสามารถรับรู้ข่าวจากวังหลวงได้ง่าย ๆ เพราะอยู่ใกล้ชิดกัน เสี่ยวไป๋เบิกตากว้างเมื่อเห็นนักแสดงหุ่นเชิดริมถนน หญิงสาวชนเผ่าทางเหนือขายสมุนไพรหายาก หนุ่มขายขนมปังย่างยิ้มหวานใส่แม่ของเขาจนเกือบถูกหลี่ซืออวี้เข่นฆ่าด้วยสายตา นางเลือกบ้านเช่าหลังเล็กแถบชานเมืองใกล้โรงหมอเก่า ที่นี่มีโรงหมอมากมาย หมอยาเฒ่า หมอหลวงตกอับ นักสมุนไพรเร่ร่อน และทุกคนต่างมาหาลูกค้า นางกลมกลืนกับที่นี่ได้ไม่ยาก นางมั่นใจว่าเริ่มต้นใหม่ได้ โชคดีที่นางไม่ได้ออกนอกวังหลวงมาก่อนจึงไม่มีคนรู้จักหน้าตาและชื่อของนาง ไม่ไกลจากโรงหมอ มีเรือนขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านบนเนินเขา มีธงประจำตระกูลของขุนนางชั้นสูงปลิวไสว คนผู้นี้เป็นคนที่ชาวเมืองต่างหวาดหวั่น เพราะเขาเพิ่งกลับจากสนามรบพร้อมความลับจากชายแดน บางคนว่าท่านอ๋องกำลังคัดเลือกมือสังหารคนใหม่ บางคนลือว่าเขาป่วยหนักต้องการหมอเก่งมารักษา และบางคนกระซิบว่าเขาเพิ่งสูญเสียคนรัก และกำลังตามหาสตรีที่หน้าตาเหมือนกับนาง ทั้งหมดนี้เป็นข่าวทั่วไปที่นางได้ยินผ่านหู หลี่ซืออวี้เพียงก้าวเข้ามาเมืองนี้ไม่กี่วัน แต่เส้นด้ายแห่งโชคชะตากลับเริ่มขึงตึงบางเส้นพาไปสู่โอกาส บางเส้นพาไปสู่ภัยอันตราย ทว่านางยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น "ไม่ว่าเส้นทางไหน ข้าจะเลือกมันด้วยตัวเอง" ถนนเล็ก ๆ หลังตลาดยาเก่ามีกระท่อมไม้เก่าคร่ำคร่าหลังหนึ่ง ผนังปูนปะด้วยแผ่นไม้ หลังคามุงกระเบื้องที่ล่อนหลุดเป็นบางจุด นั่นคือที่พักใหม่ของหลี่ซืออวี้กับเสี่ยวไป๋ บ้านหลังเล็กเรียบง่ายแต่เงียบสงบ และไม่สะดุดตาผู้คนคือสถานที่ที่นางต้องการ อีกเหตุผลหนึ่งมันไม่มากเกินกำลังที่นางจ่ายไหว เพราะนางยังต้องประหยัดเพื่อลูก "อยู่แบบคนธรรมดา มันก็มีข้อดีของมัน" นางเอ่ยขณะจุดตะเกียงน้ำมันกลางห้อง เสี่ยวไป๋นั่งแกว่งขาอยู่บนฟูกเก่า เสื้อผ้าของนางเปลี่ยนไป กลายเป็นผ้าฝ้ายสีซีด ผ้าคลุมเก่า ผมรวบเรียบง่าย นางเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยอาชีพถนัด นั่นคือเป็นหมอยาเร่ร่อน นามว่าหมอหญิงซู รักษาคนเดินผ่านไปมา วันแรกที่ไปนั่งที่แผงหน้าตลาดยา ไม่มีใครสนใจหมอหน้าใหม่เช่นนาง แต่วันที่สองนางรักษาแผลมีดบาดให้พ่อค้าจากการถูกทำร้ายของลูกหนี้ยาจกคนหนึ่ง เพียงใช้น้ำยาสมุนไพรขวดเดียว วันที่สาม เด็กชายแขนเคล็ดจากการปีนต้นไม้หายเป็นปลิดทิ้งภายในช่วงบ่าย เริ่มมีคนกระซิบต่อ ๆ กันว่า หมอหญิงซู ไม่พูดมากแต่รักษาได้จริง ตกกลางคืน หลี่ซืออวี้นั่งผสมน้ำสมุนไพรขณะเหลือบมองเสี่ยวไป๋ "วันนี้ทะเลาะกับเด็กแถวลานศิลามาหรือไม่" เด็กชายสะดุ้งตัวคาดไม่ถึงในสิ่งที่ได้ยิน "ท่านแม่รู้หรือขอรับ" "รองเท้าเจ้ามีคราบดินเฉพาะที่นั่น ผมเจ้ามีเส้นขนแมวฟู ๆ ของเจ้าขาวจากร้านขนมเจ้าอ้วน แล้วมือมีรอยแดงเหมือนโดนฟาดมา" เสี่ยวไป๋ยิ้มแห้ง ๆ หลี่ซืออวี้ยื่นกระดาษเปล่ากับพู่กันให้ "บทลงโทษของเด็กที่ชอบใช้กำลัง คัดตำราให้แม่หนึ่งจบทั้งเล่มนี้" เสี่ยวไป๋มองตำราเล่หนาที่มารดาซื้อมาแล้วแอบกลืนน้ำลาย "แต่ว่า..." "ขืนพูดอีกคำเดียว ข้าจะให้เจ้ากินยาระบายสูตรที่เจ้าแอบคิดเองนั่นล่ะ" ท่านแม่ของเขารู้ความเคลื่อนไหวทุกอย่าง เสี่ยวไป๋รีบก้มหน้าลงเขียนทันที ในตลาดยา หลี่ซืออวี้เริ่มสังเกตความเคลื่อนไหวทีละอย่าง เช่น แม่หม้ายร้านสมุนไพรใหญ่ขายยาดีเกินราคา แต่มีลูกค้าขุนนาง มีชายลึกลับสวมหน้ากากเงินมาซื้อยาถอนพิษทุกสิบห้าวัน หรือ มีคนของตระกูลอ๋องมาไล่ซื้อที่ดินแถบนี้โดยไม่บอกเหตุผล นางตามเก็บข่าวทุกวันผ่านบทสนทนา กับพ่อค้า คนเร่ หมอยา เสี่ยวเอ้อ และแม้กระทั่งเด็กส่งน้ำ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าหมอหญิงคนนี้ เคยฆ่าคนในเมืองชายแดนอย่างไร้ร่องรอย และตอนนี้นางกำลังมีแผนการใหม่ในเมืองหลวงแห่งนี้ ค่ำคืนหนึ่งหลังกลับจากรักษาผู้ป่วย ในกระท่อมไม้หลังเล็ก เสียงฝนพรำเบา ๆ กระทบหลังคา หลี่ซืออวี้กำลังต้มยาใส่หม้อดิน กลิ่นสมุนไพรลอยคลุ้งไปทั่วเรือน เสี่ยวไป๋นั่งกอดหมอนบนเสื่อไม้ไผ่ พึมพำเสียงเบา "ท่านแม่ ข้ามีเรื่องจะรายงาน" หลี่ซืออวี้พูดโดยไม่เงยหน้า "ว่ามา" "วันนี้ข้าแอบได้ยินพ่อค้าชุดม่วงพูดกับชายแปลกหน้าข้างร้านป้าอู๋ ว่าจะมี ของมาส่งที่ด้านตะวันตกในอีกสองวัน" "ของ?" "เขาไม่ได้พูดว่าอะไร แต่ข้าเห็นเขาล้วงถุงผ้าหนัก ๆ สีดำออกมาจากแขนเสื้อ แล้วชายแปลกหน้าก็รีบก้มหน้าลง ทำท่ากลัวมาก" หลี่ซืออวี้ยิ้มบาง ๆ ดวงตาเป็นประกาย "เจ้าแอบฟังสิ่งที่ไม่ควรฟังได้อย่างแนบเนียน ถือว่าผ่าน" เสี่ยวไป๋ยืดอกทันที "ข้าใช้ไม้ไผ่ยาวแทงกระดาษเข้าไปตรงร่องกำแพง แล้วเอาหูแนบ ข้าคิดเองนะ" นางหยุดมือที่คนยาเบา ๆ "แล้วเจ้าแกล้งทำเป็นเล่นหรือแอบ" "แน่นอนว่าข้าทำเป็นหกล้มใส่แมวป้าอู๋ วิ่งตะกายเหมือนจะช่วยมัน แล้วก็ฟังไปด้วย" หลี่ซืออวี้ยิ้มเย็นขึ้นมาอย่างพึงพอใจ กับเรื่องเล่าที่ลูกชายพบเจอมา นานแค่ไหนแล้วที่นางไม่รู้สึกสนุกอย่างนี้จากใครบางคน นางเอื้อมมือลูบศีรษะลูกชาย "ลูกแม่ ถ้าเจ้าโตไปไม่เป็นนักฆ่าก็ต้องเป็นสายลับ" เสี่ยวไป๋ยิ้มหน้าบาน "แล้วถ้าอยากเป็นนักเลงหล่อ ๆ ล่ะ" "เช่นนั้นแม่จะสอนเจ้า เอาให้หล่อจนสตรีทั้งเมืองหลวงร้องไห้" ทั้งสองหัวเราะพร้อมกันอย่างเงียบ ๆ ในห้องเล็กนั้น เสียงฝนยังคงโปรยปราย แต่หัวใจของทั้งคู่กลับอบอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด สองแม่ลูกไม่ได้มีชีวิตเหมือนคนอื่น ไม่ได้มีครอบครัวธรรมดาแต่สิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกันคือหัวใจที่เด็ดเดี่ยวและวิญญาณของนักล่ายามเช้าของวันใหม่ หลี่ซืออวี้สวมชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย ข้างกายมีเสี่ยวไป๋เดินตามติดพร้อมถือถุงผ้าใส่ติดตัวอย่างสมุนไพร สองแม่ลูกเดินลัดเลาะไปยังทางตะวันออกของหมู่บ้าน ซึ่งเงียบสงบแต่ผู้คนสัญจรไม่ขาดสาย"ตรงนั้นหรือขอรับท่านแม่" เสี่ยวไป๋ชี้ไปยังเรือนไม้เก่าหลังหนึ่ง อยู่ริมทางที่มองเห็นลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่านเสี่ยวเหยายืนรออยู่หน้าประตู นางเป็นแม่หม้ายเจ้าของเรือนหลังนั้น ใจดี และชื่นชมในฝีมือการรักษาของหลี่ซืออวี้มานาน ครั้นเห็นนางเดินมาก็ยิ้มต้อนรับ"เรือนนี้แม้จะเล็กไปหน่อย แต่แสงส่องถึงดี ลมโกรก น้ำใสสะอาด เจ้าอยากใช้ก็ยินดีให้เช่าในราคายุติธรรม"หลี่ซืออวี้พยักหน้า พลันก้าวเข้าไปสำรวจภายใน มีห้องเล็กสองห้อง กับพื้นที่โล่งสำหรับต้อนรับคนไข้ได้ราวสามสี่คน กลิ่นไม้แห้งโชยอ่อน ๆ ลอยมาแตะจมูก"พอเหมาะนักเจ้าค่ะ" นางเอ่ยขึ้นในใจเกิดภาพขึ้นว่าโต๊ะไม้เรียบจะวางอยู่ตรงไหน ผ้าม่านบางควรห้อยไว้ตรงใด และมุมที่แสงแดดตกลงมาควรใช้จัดตำรับยาหลังทำสัญญาเช่าเรียบร้อย นางก็กลับไปจัดเตรียมทุกอย่างที่เรือนเดิม ห่อสมุนไพร แยกขวดน้ำยา เขียนป้ายชื่อขนาดพอเหมาะด้วยหมึกดำบนแผ่นไม้'โรงหมอเซียนลู่ รักษาด้วยโอ
เรือนหลังเล็กฝั่งตะวันออก สองแม่ลูกอยู่ด้วยกัน นางไม่ได้ออกไปรักษาคนป่วยจึงเตรียมยาเอาไว้สำหรับรักษาหลาย ๆ โรคกลิ่นสมุนไพรลอยอบอวลไปทั่วเรือนเล็ก ๆ หลังนั้น หลี่ซืออวี้กำลังตำรากสมุนไพรในครกหินอย่างตั้งใจ ข้างกายของนางมีเสี่ยวไป๋ที่สวมชุดผ้าฝ้ายเก่า ๆ กำลังนั่งชันเข่า เอียงคอเฝ้ามองมือเรียวขาวที่บดใบไม้แห้งกับเปลือกไม้จนละเอียด"ท่านแม่ สมุนไพรพวกนี้ช่วยแก้ปวดอย่างไรหรือขอรับ" เสียงใส ๆ เอ่ยถามอย่างใคร่รู้หลี่ซืออวี้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ยิ้มบาง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงใจเย็น"เจ้าจำสมุนไพรชนิดหนึ่งได้หรือไม่ ที่มีใบเรียวยาว กลิ่นแรงหน่อย แต่มักขึ้นตามโขดหินริมลำธาร"เสี่ยวไป๋พยักหน้ารัว ๆ"ข้าเก็บใบและรากของมันมาตากแห้ง แล้วตำรวมกับเปลือกไม้ จะช่วยลดอาการปวดและไข้ได้ดีนัก ยิ่งหากเติมผงของเถาไม้เลื้อยลงไปอีกเล็กน้อย จะช่วยต้านการอักเสบได้มากขึ้น"นางค่อย ๆ ตักผงสมุนไพรที่ตำละเอียดแล้วออกจากครก หยิบใส่ถุงผ้าเล็ก ๆ ที่เตรียมไว้ก่อนจะมัดปากถุงด้วยเชือกปอ เสี่ยวไป๋ขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อยดวงตาเด็กน้อยเปล่งประกายใคร่รู้"แล้วแบบนี้ต้องกินอย่างไรหรือขอรับ""ต้มกับน้ำสะอาดหนึ่งถ้วยเคี่ยว
หลี่ซืออวี้ปลูกพืชสมุนไพรไว้หลากหลายชนิด ถึงเมืองหลวงฝั่งตะวันออกจะเงียบสงบคล้ายเขตชนบท ทว่ายารักษาโรคก็มีราคาแพงและยังขาดแคลน นางเปลี่ยนวิธีการโดยการออกรักษาคนป่วยตามบ้านโดยการเคาะประตูเสนอการรักษาในราคาไม่แพง หลี่ซืออวี้ยืนอยู่หน้าประตูไม้เก่าเคลือบฝุ่นของบ้านหลังหนึ่ง เสียงไอแหบแห้งลอดออกมาจากภายใน "ไม่ต้องการยาอะไรทั้งนั้น!" ชายวัยกลางคนในบ้านตะโกนไล่ ทั้งที่เสียงยังเต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อน "ข้าผ่านมาพอดี เห็นว่าในบ้านมีคนป่วย ข้ารักษาฟรีก็ได้ หากยังหวาดระแวง" "เจ้าเป็นใครมาจากไหนถึงจะให้ข้ากล้าเชื่อใจเจ้า" ผู้เป็นภรรยาเดินมาถามอย่างลังเล ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความระแวงระคนคาดหวัง หลี่ซืออวี้ยกห่อยาสมุนไพรขึ้นให้ดู "ข้ามาจากเมืองชายแดน แต่ตอนนี้ปลูกสมุนไพรอยู่ท้ายตลาดตะวันออก ข้าไม่ใช่หมอใหญ่ แค่มีใจอยากช่วย" เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ประตูไม้จะค่อย ๆ เปิดออก สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือชายหนุ่มในวัยยี่สิบกว่า ซูบซีดและตัวร้อนจัดจนน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว ผู้เป็นมารดาทุกข์ใจเป็นอันมากถึงกับกลั้นน้ำตาไม่ไหว "ลูกข้า เขาไอเป็นเลือดมาหลายวันแล้ว หมอที่ไหนก็ไม่รับเพราะกลัวจะติดโรค"
ข่าวต่าง ๆ แพร่ไปถึงวังหลวง "ทูลองค์รัชทายาท ขณะนี้ในเมืองหลวงมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นพะย่ะค่ะ" หลงจิ่นเซวียนหรี่ตาลง รอฟังการรายงานของราชองครักษ์ "ว่ามา" "ระยะนี้มีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ขุนนางผู้มากอิทธิพลตายในหอนางโลมซึ่งหาตัวคนร้ายไม่พบ และกลุ่มเด็กขอทานมีขนาดใหญ่ขึ้นพะย่ะค่ะ" ในเมืองหลวงไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้มาก่อน หน้าที่ในการดูแลเมืองหลวงเป็นขององค์รัชทายาทเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวขึ้นครองบัลลังก์ ทุกอย่างสงบสุขมาตลอดทว่าตอนนี้กลับมีแต่เรื่องน่าสงสัย "สืบมาให้กระจ่าง ว่าเพราะเหตุใดหรือมีใครกล้าท้าทายอำนาจของข้า" "รับพระบัญชา!" ฝั่งตะวันออกของเมืองหลวง เสี่ยวไป๋แอบหนีมารดาออกจากบ้านมาพบปะกลุ่มขอทาน ในขณะที่หลี่ซืออวี้นั่งบดยาอยู่ด้านหลัง สัญชาตญาณนักฆ่าของนางไวยิ่งกว่าดมกลิ่น สายตาคมจับจ้องไปยังบุตรชายที่แอบมีเรื่องปิดบังมารดา นางรู้เท่าทันเขาทุกเรื่อง เพียงแต่อยากรู้ว่าลูกชายตัวแสบจะไปทำเรื่องใดหลังจากนี้ "พี่ไป๋มาแล้ว วันนี้จะพาพวกเราไปหาเงินที่ไหน" เด็กหญิงคนหนึ่งในกลุ่มถามเสียงใส เสี่ยวไป๋ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แต่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "วันนี้เราจะขายผงด
ภายในโรงน้ำชาชั้นสองของตลาดเมืองหลวง โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ล้อมด้วยผ้าแพรลายมังกร บุรุษในชุดหรูร่างอ้วนพุงพลุ้ยคือ พ่อค้าเซิ่งเหวิน พ่อค้าค้าข้าวเจ้าของโรงฉางใหญ่ที่สุดในเขตเมืองหลวง เขายิ้มอย่างเอ็นดู ขณะจ้องเด็กชายตัวเล็กในชุดขาด ๆ ที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงข้าม วันนี้เขาได้เชิญตัวเสี่ยวไป๋มาตกลงบางสิ่งบางอย่างหลังจากเห็นผลงานที่น่าสนใจ "ข้าได้ยินว่า เจ้าคือเจ้าคนที่ทำให้ร้านขนมหน้าโรงเตี๊ยมขายดีจนของหมดทุกวัน" เสี่ยวไป๋ยักไหล่ "ข้าแค่บอกให้คนแถวนั้นสนใจไม่ใช่เรื่องยาก" เซิ่งเหวินหัวเราะลั่นก่อนโน้มตัวลงกระซิบ "เช่นนั้นมาอยู่กับข้าเถอะ ข้าให้เจ้าเดือนละสิบตำลึง แค่ช่วยวางแผนให้ข้าขายข้าวให้หมดคลัง เจ้าว่าอย่างไร" เสี่ยวไป๋นิ่ง แต่ดวงตากลับแวววาวขึ้นเล็กน้อย "แล้วถ้าข้าวเจ้าขึ้นรา หรือวัดน้ำหนักขาด เจ้าให้ข้าตอบลูกค้าด้วยหรือไม่" เซิ่งเหวินชะงัก ยิ้มฝืน ๆ "เจ้าแค่เด็กขอทาน อย่าอวดดีไปหน่อยเลย เดี๋ยวข้าจะให้ข้ารับใช้สั่งสอนเจ้าสักหน่อย" ยังพูดไม่ทันจบดี เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นจากบันได "ข้าก็สังหรณ์ใจว่าลูกชายข้าจะก่อเรื่อง" น้ำเสียงเรียบเย็นปนหอบหายใจเล็กน้อยดังขึ้นจากทางเข้า ห
ตลาดใต้สะพานหินในเมืองหลวงคึกคักไปด้วยเสียงตะโกนขายของ เสียงหม้อเหล็กกระทบกันในโรงต้มโจ๊ก และเสียงฝีเท้าเร่งร้อนของผู้คนหลากชนชั้น แต่ในซอกแคบถัดจากทางระบายน้ำ มีเงาร่างเล็กคนหนึ่งกำลังยืนมองด้วยสายตาเฉียบคมเกินวัย เสี่ยวไป๋ ลูกชายของหลี่ซืออวี้ที่ไม่เหมือนเด็กทั่วไป เป็นเพราะเขาอยู่กับมารดาเพียงสองคนเขาจึงเป็นคนกล้าหาญและแข็งแกร่งเกินกว่าเด็กคนอื่น วันนี้เขาสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ แสร้งทำเป็นเด็กยาจก เดินป้วนเปี้ยนอยู่แถบหลังตลาดอย่างจงใจ "นั่นใคร เด็กใหม่รึ" เสียงห้วนของเด็กชายร่างผอมที่มีแผลเป็นเฉียงบนใบหน้าเอ่ยขึ้น เด็กกลุ่มหนึ่งลุกพรวดจากถังไม้และลังเก่า ๆ มองผู้มาใหม่ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร เสี่ยวไป๋หรี่ตามอง ก่อนยกยิ้มเอาเรื่อง "ได้ข่าวว่ากลุ่มขอทานในตลาดนี้มีแต่คนอ่อนหัด ข้าเลยอยากมาดูว่าจริงหรือไม่" เสียงเฮดังขึ้นทันที ราวกับกองเพลิงถูกสาดด้วยน้ำมัน "ปากดีเช่นนี้ อยากโดนตีเรอะ" เด็กแผลเป็นปรี่เข้าใส่พร้อมไม้ด้ามหนึ่ง แต่เสี่ยวไป๋กลับหมุนตัวหลบอย่างรวดเร็ว มือซ้ายจับข้อมืออีกฝ่ายบิดอย่างแรง ก่อนใช้ไหล่ชนอกจนอีกฝ่ายล้มตึง เด็กคนอื่นกรูเข้ามา แต่ไม่ถึงอึดใจ เสี่ยวไป๋กลับใช้







