LOGINรุ่งเช้าหลังจากรับเงินค่าจ้างมาแล้ว บ้านเก่าทรุดโทรมเงียบสงัดไร้เงาของผู้คน
หลี่ซืออวี้ออกเดินทางแล้ว เสี่ยวไป๋อยู่ในเสื้อคลุมตัวหนา มัดไว้แน่นกับหลังของนางอย่างอบอุ่น เด็กชายยังหลับอยู่ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เสียงเกวียนไม้เคลื่อนตัวบนเส้นทางฝุ่นดิน มุ่งหน้าออกจากเมืองชายแดนอย่างเงียบเชียบในยามที่ผู้คนยังไม่ตื่นดี หลี่ซืออวี้นั่งนิ่งในมุมใต้ผ้าคลุมสีซีด ไม่มีใครสังเกต ไม่มีใครรู้ว่าผู้หญิงที่ฆ่าคนอย่างเงียบเชียบเมื่อไม่นานมานี้ กำลังจากไปต่อหน้าต่อตาพวกเขาแล้ว สามวันถัดมาที่เมืองชายแดน เสียงตวาดลั่นของคุณชายซุนสะเทือนไปทั้งห้อง "หา! เจ้าว่าอย่างไรนะ นางย้ายบ้านแล้วเช่นนั้นรึ แล้วทำไมเพิ่งมาบอกข้า!" ลูกน้องคนสนิทหน้าซีดตอบคำถามเสียงสั่นเล็กน้อย "ขออภัยขอรับคุณชาย พวกเราตามรอยไปที่บ้านเก่า มันรกร้าง เหลือแต่เสื่อขาด ๆ กับฝุ่นหนาเตอะ นางไม่มีแม้แต่ร่องรอยให้ตามได้" คุณชายซุนสีหน้าเคร่งเครียด ริมฝีปากขบแน่น "ไม่มีคนในเมืองนี้สามารถหายตัวได้แบบนี้ นางต้องมีแผนตั้งแต่ต้น" เขาออกคำสั่งให้ตรวจตราทุกทางเข้าออกอย่างเข้มงวด ทว่าแม้จะสืบจนถึงประตูเมือง หรือแม้แต่ตามโรงเตี๊ยม ร้านเกวียน หรือคนเดินทาง ก็ไม่มีใครเคยเห็นหญิงสาวพร้อมเด็กชายที่ตรงกับคำบรรยายเลยสักคน นางหายไปราวกับกลืนหายเข้าไปในความมืดมิดของโลกนี้ บนถนนสายใหญ่สู่เมืองหลวงในอีกเจ็ดวันต่อมา เกวียนขนาดกลางแล่นช้า ๆ ตามเส้นทางสายนอกที่ผู้คนไม่พลุกพล่าน หลี่ซืออวี้ถอดผ้าคลุมเปื้อนฝุ่น หวีผมให้เสี่ยวไป๋ที่ตื่นขึ้นมาพอดี "ท่านแม่ เรากำลังไปไหนหรือขอรับ" "ไปที่แห่งใหม่" เสียงของนางนุ่มนวลแววตาอ่อนโยนเมื่อพูดกับบุตรชาย "เราจะไปเมืองหลวง ที่ที่เจ้าจะได้เรียนหนังสือ มีของกินอร่อย และไม่มีคนรังแกเราได้อีก" เสี่ยวไป๋พยักหน้าช้า ๆ ซุกหน้าเข้ากับอกมารดาอย่างอบอุ่น หลี่ซืออวี้ก้มลงจุมพิตหน้าผากลูกเบา ๆ ดวงตาแน่วแน่ดั่งเหล็กกล้า นางจะไม่ยอมให้ลูกชายเติบโตในสิ่งแวดล้อมเช่นนั้นอีก ที่เมืองหลวงมีโอกาสดี ๆ รออยู่ และหลี่ซืออวี้จะไม่ใช่แค่แม่ลูกอ่อนที่ไร้หนทางอีกต่อไป ทันทีที่เกวียนล้อไม้ลั่นเข้าประตูเมืองหลวง หลี่ซืออวี้ก็สัมผัสได้ถึงอากาศที่ต่างออกไป เมืองนี้กว้างใหญ่ ผู้คนพลุกพล่าน ร้านรวงแน่นขนัดตั้งแต่เช้ายันค่ำ ทั้งขุนนาง พ่อค้า หมอ นักเลง นักแสดง ต่างเบียดเสียดอยู่ในที่เดียวกัน แต่ละคนล้วนมีเรื่องราวและความลับมากมายซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่แสดงออกมา เสียงแตรประจำวังหลวงดังขึ้นจากหอสูง เสียงคนข้างถนนกระซิบกันว่าได้ยินว่าวันนี้พระชายาเอกขององค์ชายสามจะถูกเรียกเข้าเฝ้าเป็นพิเศษ เพราะนางตั้งครรภ์แล้ว ที่นี่ข่าวสารมีรอบด้าน ราษฎรสามารถรับรู้ข่าวจากวังหลวงได้ง่าย ๆ เพราะอยู่ใกล้ชิดกัน เสี่ยวไป๋เบิกตากว้างเมื่อเห็นนักแสดงหุ่นเชิดริมถนน หญิงสาวชนเผ่าทางเหนือขายสมุนไพรหายาก หนุ่มขายขนมปังย่างยิ้มหวานใส่แม่ของเขาจนเกือบถูกหลี่ซืออวี้เข่นฆ่าด้วยสายตา นางเลือกบ้านเช่าหลังเล็กแถบชานเมืองใกล้โรงหมอเก่า ที่นี่มีโรงหมอมากมาย หมอยาเฒ่า หมอหลวงตกอับ นักสมุนไพรเร่ร่อน และทุกคนต่างมาหาลูกค้า นางกลมกลืนกับที่นี่ได้ไม่ยาก นางมั่นใจว่าเริ่มต้นใหม่ได้ โชคดีที่นางไม่ได้ออกนอกวังหลวงมาก่อนจึงไม่มีคนรู้จักหน้าตาและชื่อของนาง ไม่ไกลจากโรงหมอ มีเรือนขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านบนเนินเขา มีธงประจำตระกูลของขุนนางชั้นสูงปลิวไสว คนผู้นี้เป็นคนที่ชาวเมืองต่างหวาดหวั่น เพราะเขาเพิ่งกลับจากสนามรบพร้อมความลับจากชายแดน บางคนว่าท่านอ๋องกำลังคัดเลือกมือสังหารคนใหม่ บางคนลือว่าเขาป่วยหนักต้องการหมอเก่งมารักษา และบางคนกระซิบว่าเขาเพิ่งสูญเสียคนรัก และกำลังตามหาสตรีที่หน้าตาเหมือนกับนาง ทั้งหมดนี้เป็นข่าวทั่วไปที่นางได้ยินผ่านหู หลี่ซืออวี้เพียงก้าวเข้ามาเมืองนี้ไม่กี่วัน แต่เส้นด้ายแห่งโชคชะตากลับเริ่มขึงตึงบางเส้นพาไปสู่โอกาส บางเส้นพาไปสู่ภัยอันตราย ทว่านางยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น "ไม่ว่าเส้นทางไหน ข้าจะเลือกมันด้วยตัวเอง" ถนนเล็ก ๆ หลังตลาดยาเก่ามีกระท่อมไม้เก่าคร่ำคร่าหลังหนึ่ง ผนังปูนปะด้วยแผ่นไม้ หลังคามุงกระเบื้องที่ล่อนหลุดเป็นบางจุด นั่นคือที่พักใหม่ของหลี่ซืออวี้กับเสี่ยวไป๋ บ้านหลังเล็กเรียบง่ายแต่เงียบสงบ และไม่สะดุดตาผู้คนคือสถานที่ที่นางต้องการ อีกเหตุผลหนึ่งมันไม่มากเกินกำลังที่นางจ่ายไหว เพราะนางยังต้องประหยัดเพื่อลูก "อยู่แบบคนธรรมดา มันก็มีข้อดีของมัน" นางเอ่ยขณะจุดตะเกียงน้ำมันกลางห้อง เสี่ยวไป๋นั่งแกว่งขาอยู่บนฟูกเก่า เสื้อผ้าของนางเปลี่ยนไป กลายเป็นผ้าฝ้ายสีซีด ผ้าคลุมเก่า ผมรวบเรียบง่าย นางเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยอาชีพถนัด นั่นคือเป็นหมอยาเร่ร่อน นามว่าหมอหญิงซู รักษาคนเดินผ่านไปมา วันแรกที่ไปนั่งที่แผงหน้าตลาดยา ไม่มีใครสนใจหมอหน้าใหม่เช่นนาง แต่วันที่สองนางรักษาแผลมีดบาดให้พ่อค้าจากการถูกทำร้ายของลูกหนี้ยาจกคนหนึ่ง เพียงใช้น้ำยาสมุนไพรขวดเดียว วันที่สาม เด็กชายแขนเคล็ดจากการปีนต้นไม้หายเป็นปลิดทิ้งภายในช่วงบ่าย เริ่มมีคนกระซิบต่อ ๆ กันว่า หมอหญิงซู ไม่พูดมากแต่รักษาได้จริง ตกกลางคืน หลี่ซืออวี้นั่งผสมน้ำสมุนไพรขณะเหลือบมองเสี่ยวไป๋ "วันนี้ทะเลาะกับเด็กแถวลานศิลามาหรือไม่" เด็กชายสะดุ้งตัวคาดไม่ถึงในสิ่งที่ได้ยิน "ท่านแม่รู้หรือขอรับ" "รองเท้าเจ้ามีคราบดินเฉพาะที่นั่น ผมเจ้ามีเส้นขนแมวฟู ๆ ของเจ้าขาวจากร้านขนมเจ้าอ้วน แล้วมือมีรอยแดงเหมือนโดนฟาดมา" เสี่ยวไป๋ยิ้มแห้ง ๆ หลี่ซืออวี้ยื่นกระดาษเปล่ากับพู่กันให้ "บทลงโทษของเด็กที่ชอบใช้กำลัง คัดตำราให้แม่หนึ่งจบทั้งเล่มนี้" เสี่ยวไป๋มองตำราเล่หนาที่มารดาซื้อมาแล้วแอบกลืนน้ำลาย "แต่ว่า..." "ขืนพูดอีกคำเดียว ข้าจะให้เจ้ากินยาระบายสูตรที่เจ้าแอบคิดเองนั่นล่ะ" ท่านแม่ของเขารู้ความเคลื่อนไหวทุกอย่าง เสี่ยวไป๋รีบก้มหน้าลงเขียนทันที ในตลาดยา หลี่ซืออวี้เริ่มสังเกตความเคลื่อนไหวทีละอย่าง เช่น แม่หม้ายร้านสมุนไพรใหญ่ขายยาดีเกินราคา แต่มีลูกค้าขุนนาง มีชายลึกลับสวมหน้ากากเงินมาซื้อยาถอนพิษทุกสิบห้าวัน หรือ มีคนของตระกูลอ๋องมาไล่ซื้อที่ดินแถบนี้โดยไม่บอกเหตุผล นางตามเก็บข่าวทุกวันผ่านบทสนทนา กับพ่อค้า คนเร่ หมอยา เสี่ยวเอ้อ และแม้กระทั่งเด็กส่งน้ำ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าหมอหญิงคนนี้ เคยฆ่าคนในเมืองชายแดนอย่างไร้ร่องรอย และตอนนี้นางกำลังมีแผนการใหม่ในเมืองหลวงแห่งนี้ ค่ำคืนหนึ่งหลังกลับจากรักษาผู้ป่วย ในกระท่อมไม้หลังเล็ก เสียงฝนพรำเบา ๆ กระทบหลังคา หลี่ซืออวี้กำลังต้มยาใส่หม้อดิน กลิ่นสมุนไพรลอยคลุ้งไปทั่วเรือน เสี่ยวไป๋นั่งกอดหมอนบนเสื่อไม้ไผ่ พึมพำเสียงเบา "ท่านแม่ ข้ามีเรื่องจะรายงาน" หลี่ซืออวี้พูดโดยไม่เงยหน้า "ว่ามา" "วันนี้ข้าแอบได้ยินพ่อค้าชุดม่วงพูดกับชายแปลกหน้าข้างร้านป้าอู๋ ว่าจะมี ของมาส่งที่ด้านตะวันตกในอีกสองวัน" "ของ?" "เขาไม่ได้พูดว่าอะไร แต่ข้าเห็นเขาล้วงถุงผ้าหนัก ๆ สีดำออกมาจากแขนเสื้อ แล้วชายแปลกหน้าก็รีบก้มหน้าลง ทำท่ากลัวมาก" หลี่ซืออวี้ยิ้มบาง ๆ ดวงตาเป็นประกาย "เจ้าแอบฟังสิ่งที่ไม่ควรฟังได้อย่างแนบเนียน ถือว่าผ่าน" เสี่ยวไป๋ยืดอกทันที "ข้าใช้ไม้ไผ่ยาวแทงกระดาษเข้าไปตรงร่องกำแพง แล้วเอาหูแนบ ข้าคิดเองนะ" นางหยุดมือที่คนยาเบา ๆ "แล้วเจ้าแกล้งทำเป็นเล่นหรือแอบ" "แน่นอนว่าข้าทำเป็นหกล้มใส่แมวป้าอู๋ วิ่งตะกายเหมือนจะช่วยมัน แล้วก็ฟังไปด้วย" หลี่ซืออวี้ยิ้มเย็นขึ้นมาอย่างพึงพอใจ กับเรื่องเล่าที่ลูกชายพบเจอมา นานแค่ไหนแล้วที่นางไม่รู้สึกสนุกอย่างนี้จากใครบางคน นางเอื้อมมือลูบศีรษะลูกชาย "ลูกแม่ ถ้าเจ้าโตไปไม่เป็นนักฆ่าก็ต้องเป็นสายลับ" เสี่ยวไป๋ยิ้มหน้าบาน "แล้วถ้าอยากเป็นนักเลงหล่อ ๆ ล่ะ" "เช่นนั้นแม่จะสอนเจ้า เอาให้หล่อจนสตรีทั้งเมืองหลวงร้องไห้" ทั้งสองหัวเราะพร้อมกันอย่างเงียบ ๆ ในห้องเล็กนั้น เสียงฝนยังคงโปรยปราย แต่หัวใจของทั้งคู่กลับอบอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด สองแม่ลูกไม่ได้มีชีวิตเหมือนคนอื่น ไม่ได้มีครอบครัวธรรมดาแต่สิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกันคือหัวใจที่เด็ดเดี่ยวและวิญญาณของนักล่าหลังพิธีเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ผ่านไปสามเดือน ฮ่องเต้องค์ใหม่ฟื้นฟูกฎหมายให้เข้มแข็งขึ้น ฮองเฮาก่อตั้งโรงหมอหลายแห่งในราคาย่อมเยาและก่อตั้งสำนักศึกษาด้านการแพทย์แก่สามัญชน เมื่อเรัยนจบสามารถสอบเข้าทำงานในวังหลวงและโรงหมอภายใต้การอุปถัมภ์ของฮองเฮา มีโครงการสร้างอาชีพและกระจายรายได้ไปทั่วเมืองและจะขยับขยายออกไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ในอีกไม่ช้า เช้าวันพักผ่อน ท้องฟ้ายามเย็นทอแสงสีทองอ่อน ๆ ทาบลงบนสระหยกด้านหลังตำหนักด้านใน เสียงสายลมพัดใบไม้ไหวบางเบาคล้ายจะกระซิบเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น หลงจิ่นเซวียนในชุดธรรมดาไร้เครื่องทรง เดินเข้ามาช้า ๆ บนศาลาริมน้ำ หลี่ซืออวี้ นั่งทอดสายตามองสายน้ำที่ไหลนิ่ง ราวกับกำลังทบทวนเรื่องราวในใจ เมื่อเขามาถึง นางไม่ได้หันไปมอง แต่พูดขึ้นเรียบ ๆ อย่างเป็นทางการ "ฝ่าบาทยังไม่เหนื่อยอีกหรือ เหนื่อยจากการไล่ตามคนที่ทำร้ายพระทัยท่านถึงเพียงนี้" เขาหยุดยืนเงียบ หัวเราะแผ่วเบา ก่อนนั่งลงข้าง ๆ โดยไม่รอให้นางอนุญาต "เหนื่อยแต่ก็ยังอยากเดินต่อ เพราะปลายทางคือเจ้า" "ยามนี้มีเพียงเราสองคน ยังมีพิธีรีตองอีกหรือ" นางเบือนหน้ามองเขา ดวงตานิ่งเรียบแต่ลึกในนั้นมีบางอย่างไหวว
ณ ตำหนักด้านใน หลี่ซืออวี้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกบางอย่างในอก ทั้งเบา สบายและอุ่นใจ แม้ยังไม่ได้เอ่ยวาจามากไปกว่านี้ แต่หัวใจก็ไม่ได้ต่อต้านอีกต่อไป ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างมั่นคง "ท่านแม่ แต่งตัวสวย ๆ ไว้นะ" "วันนี้มีอะไรกันอีก" เมื่อประตูเปิดออก เหล่านางกำนัลนับสิบคนกรูกันเข้ามาแต่งองค์ทรงเครื่องให้นางอย่างอ่อนโยน พร้อมยื่นชุดผ้าไหมสีขาวประดับลายมังกรเมฆทองไม่ใช่ชุดสามัญ แต่เป็นชุดเจ้าสาวของวังหลวง "เป็นพระราชบัญชาเพคะ วันนี้คือวันอภิเษกของพระองค์อย่างเป็นทางการ" หลี่ซืออวี้เบิกตาขึ้นเล็กน้อยเอ่ยคัดค้านอย่างงุนงง "อภิเษกอะไรกัน ข้าไม่รู้เรื่องมาก่อน พวกเจ้าจะทำอย่างนี้กับข้าไม่ได้นะ" นางกำนัลจึงอธิบายว่า "เหล่ากงกงแจ้งมาว่าเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ฮ่องเต้จึงจะประกาศราชโองการเพคะ" เสี่ยวไป๋ยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างพึงพอใจ ขฯะที่หลี่ซืออวี้หน้าตึงเพราะขัดพระบัญชาฮ่องเต้ไม่ได้ "มัดมือชกข้าชัด ๆ " "เรื่องมงคลเช่นนี้ท่านแม่ไม่ควรปฏิเสธนะขอรับ" ลานพระราชพิธี ท่ามกลางสายตาคนทั้งราชสำนัก ขุนนาง ข้าราชบริพาร นางกำนัลเหล่าทหารล้อมรอบลานพิธีที่ประดับด้วยผ้าไหมสีแด
ภายในท้องพระโรงหลังพิธีเฉลิมฉลองฟื้นฟูราชสำนักอีกหกเดือนต่อมา หลายเดือนมานี้หลี่ซืออวี้ยังรู้สึกว่านางไม่เป็นที่ชอบใจของขุนนางครึ่งวังหลวง เมื่อวันนี้มีโอกาสนางจึงทูลฮ่องเต้ถึงเรื่องนี้ เหล่าขุนนางมากหน้าหลายตานั่งอยู่ในตำแหน่งตามลำดับ บางคนยังมีสีหน้าขุ่นเคือง บางคนกระซิบกระซาบต่อกันถึง สตรีผู้อวดดี ที่กล้าท้าทายอำนาจวังหลวง หลงจิ่นเซวียนนั่งบนบัลลังก์ ท่าทางสงบนิ่ง แต่สายตาจับจ้องไปยังร่างของหญิงสาวในชุดเรียบง่ายสีอ่อนที่ยืนอยู่กลางท้องพระโรง นางคือหลี่ซืออวี้ นางเงยหน้าขึ้นพูดเสียงชัดกังวาน "ฝ่าบาท วันนี้หม่อมฉันมิได้มาในฐานะสตรีของท่านแต่มาในฐานะผู้ที่ไม่ได้ภักดีต่อใครนอกจากความจริง" เสียงกระซิบในหมู่ขุนนางเริ่มดังขึ้นทันที ขุุนนางคนหนึ่งฮึดฮัดเอ่ยขึ้น "สตรีผู้นี้บังอาจนัก! กล้าขึ้นเสียงกับฮ่องเต้เชียวหรือ!" หลี่ซืออวี้ปรายตามองอย่างไม่หวั่นไหว "ข้ารู้ว่าท่านทั้งหลายไม่ชอบข้า แต่หากไม่ใช่เพราะข้า ขุนนางกว่าครึ่งในที่นี้คงไม่มีโอกาสนั่งบนตำแหน่งเดิมอย่างสงบสุข" คำพูดนั้นทำให้บางคนชะงัก บางคนแสร้งไม่สบตา นางหันกลับมาหาฮ่องเต้ ที่นั่งนิ่งไม่พูด "ฝ่าบาท หม่อมฉันขอบททดสอบห
พระราชพิธีราชาภิเษกในท้องพระโรง ท้องพระโรงเต็มไปด้วยขุนนางผู้มาเฝ้ารับเสด็จฮ่องเต้ผู้ครองบัลลังก์องค์ใหม่ ท่ามกลางเสียงพิธีกรรมอันสง่างาม หลงจิ่นเซวียนได้กล่าวในพิธีอันเป็นมลคล "ข้าสาบานต่อหน้าสวรรค์และราษฎร ว่าจะปกครองบ้านเมืองด้วยความยุติธรรม สันติสุข และภักดีต่อราษฎรทุกคน" เสียงแซ่ซ้องและคำถวายพระพรดังสนั่น ทว่าดวงตาของฮ่องเต้แฝงความหนักแน่นและความคิดลึกซึ้ง ฮ่องเต้นั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปยังสวนพระราชวัง ด้านหลี่ซืออวี้ที่เตรียมตัวออกเดินทางนางหันไปมองลูกชายที่กำลังยิ้มสดใส "ข้าจะโตขึ้นด้วยตัวเอง แม้จะไม่อยู่ในวังหลวง" หลี่ซืออวี้และเสี่ยวไป๋สวมเสื้อผ้าธรรมดา เดินผ่านประตูใหญ่ของพระราชวังโดยไร้เงาของฮ่องเต้ ทั้งสองแม่ลูกก้าวออกไปสู่โลกภายนอก ท่ามกลางแสงแดดและลมพัดเบา ๆ เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวังและความฝัน ยามสายแสงแดดอ่อนอุ่นทอแสงบาง ๆ ขบวนม้ารถเล็ก ๆ เคลื่อนไปอย่างเงียบเชียบ หัวหน้าขบวนคือหลี่ซืออวี้กับเสี่ยวไป๋ในชุดสามัญ ทั้งคู่ไม่มีราชโองการ ไม่มีการอำลาอย่างเป็นทางการ ทันใดนั้น เสียงเกือกม้าดังขึ้นราวกับพายุ สายลมแรงกรูเข้ามาพร้อมร่างหนึ่
กลางดึก เสียงเพรียกหวาดกลัวของสาวใช้ดังลั่นขณะที่เสี่ยวไป๋ถูกแบกเข้ามา เลือดซึมจากบาดแผลยาวบนสีข้าง หายใจรวยริน หลี่ซืออวี้ใบหน้าแข็งราวกับน้ำแข็ง "ออกไปให้หมด! เอายาห้ามเลือดมา แล้วปิดประตูให้แน่น" หลงจิ่นเซวียนยืนตัวแข็งอยู่ข้างประตู สายตาเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ขณะที่นางโน้มตัวเย็บแผลให้ลูกอย่างใจเย็นแต่มือสั่นเทา ริมฝีปากเม้มแน่น เงียบอยู่นาน ก่อนที่หลี่ซืออวี้จะพูดทั้งที่สายตายังจับจ้องที่แผล "ทำได้แม้กระทั่งเด็ก" หลงจิ่นเซวียนยืนยันหนักแน่นต่อหน้านาง "ข้าจะไม่ปล่อยให้นางลอบทำร้ายได้อีก ข้าจะส่งทหาร…" นางแทรกขึ้นทันที “เจ้ามันขี้ขลาด!” นางผุดลุกขึ้น หมุนตัวเผชิญหน้าเขา ดวงตากร้าวราวกับน้ำแข็งแตกกระจาย "ข้าไม่ใช่คนที่ต้องให้เจ้าปกป้อง แต่ลูกของข้าควรปลอดภัยในเขตของตัวเอง นี่น่ะหรือคือ อยู่ข้างข้าอย่างที่เจ้าพูด" "ข้าก็เจ็บไม่ต่างไปจากเจ้า นางเป็นแม่ของข้า ข้าพยายามเลือกทางที่ไม่ทำร้ายใคร" "แต่ข้าจะทำร้ายแล้ว! ฟังนะหลงจิ่นเซวียน ข้าไม่ใช่แม่พระ ข้าเคยเป็นนักฆ่า เคยเรียนวิชาพิษ เคยส่งคนตายโดยไม่ต้องเปื้อนมือ ข้าอดกลั้นเพื่อให้เจ้ามีศักดิ์ศรี แต่ครั้งนี้…" เสียงเงียบ
ห้องลับภายในตำหนักไทเฮายามค่ำ แสงเทียนส่องสลัวสะท้อนใบหน้าแก่ชราของไทเฮาที่ซีดเผือดเพราะโรครุมเร้า แต่ดวงตายังเต็มไปด้วยไฟแห่งความแค้นนางเอ่ยเสียงแหบพร่าแต่เด็ดขาด "ฆ่านางไม่ได้ ก็จงหั่นหัวลูกของนางเสีย" เสียงกึกของถ้วยชาตกลงพื้นเมื่อขันทีคนสนิทหน้าซีดเผือด พยายามทัดทาน "แต่เด็กคนนั้นคือ..." "ข้ารู้ว่ามันคือหลานข้า! แต่ข้าไม่เคยรับมัน! เด็กคนนั้นคือจุดอ่อนของนางหากทำให้มันเจ็บชีวิตนางก็จะต้องย่อยยับไปด้วย!" ภายในห้องเงียบงันไปชั่วครู่ ก่อนนางพูดเสียงแผ่วเย็นเฉียบ "ส่งคนในคราบนักเลงข้างนอกตำหนัก ทำให้ดูเหมือนอุบัติเหตุ อย่าให้สาวมาถึงข้าได้ เข้าใจหรือไม่" ขันทีกัดฟันพยักหน้า น้ำตาคลอเล็กน้อยอย่างจำยอม ลานหน้าตำหนักรองในเช้าวันถัดมา เสี่ยวไป๋วิ่งเล่นกับข้ารับใช้คนสนิท มือน้อยถือกังหันกระดาษหมุนตามลม เด็กชายหัวเราะเอิกเกริก ไร้เดียงสาต่ออันตรายที่ใกล้เข้ามา ในเงาของมุมกำแพง ชายชุดดำสามคนลอบเข้ามาเงียบเชียบ ดาบสั้นในมือแวววับอย่างน่ากลัว ก่อนที่พวกมันจะทันก้าวถึงร่างเล็ก เสียงคำรามหนึ่งดังขึ้นพร้อมเงาร่างสูงทะยานออกจากซุ้มไม้ไผ่ หลงจิ่นเซวียนส่งเสียงกร้าว "อย่าแตะต้องลูกข้า!
ภายในโรงน้ำชาชั้นสองของตลาดเมืองหลวง โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ล้อมด้วยผ้าแพรลายมังกร บุรุษในชุดหรูร่างอ้วนพุงพลุ้ยคือ พ่อค้าเซิ่งเหวิน พ่อค้าค้าข้าวเจ้าของโรงฉางใหญ่ที่สุดในเขตเมืองหลวง เขายิ้มอย่างเอ็นดู ขณะจ้องเด็กชายตัวเล็กในชุดขาด ๆ ที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงข้าม วันนี้เขาได้เชิญตัวเสี่ยวไป๋มาตกลงบางสิ่งบาง
ตลาดใต้สะพานหินในเมืองหลวงคึกคักไปด้วยเสียงตะโกนขายของ เสียงหม้อเหล็กกระทบกันในโรงต้มโจ๊ก และเสียงฝีเท้าเร่งร้อนของผู้คนหลากชนชั้น แต่ในซอกแคบถัดจากทางระบายน้ำ มีเงาร่างเล็กคนหนึ่งกำลังยืนมองด้วยสายตาเฉียบคมเกินวัย เสี่ยวไป๋ ลูกชายของหลี่ซืออวี้ที่ไม่เหมือนเด็กทั่วไป เป็นเพราะเขาอยู่กับมารดาเพียงส
ยามหัวค่ำ ในตัวเมืองหลวงเจิดจ้าไปด้วยแสงตะเกียง ในทางเดินที่เต็มไปด้วยหอนางโลมชื่อดัง เสียงพิณและเสียงหัวเราะกรุ้มกริ่มดังระงม แต่ไม่มีใครสังเกตหญิงงามคนหนึ่งที่เพิ่งมาถึง นางชื่อ ซือซู หญิงคณิกาหน้าใหม่ของหอนางโลมอันดับหนึ่งในเมืองหลวงแห่งนี้ ในห้องรับรองชั้นบนสุดม่านผ้าสีชมพูอ่อนพัดพลิ้วไปในสาย
ยามดึกสงัดเมื่อส่งเสี่ยวไป๋เข้านอนในคืนหนึ่ง หลี่ซืออวี้ได้กลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง ช่วงกลางวันนางได้เข้าไปในเมืองเพื่อทำบางอย่างและเตรียมตัวพร้อมสำหรับบางสิ่ง ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามจนมั่นใจว่าบุตรชายหลับสนิทแล้ว นางลุกขึ้นจากที่นอนสวมชุดดำพรางใบหน้ามิดชิด มุ่งหน้าสู่ตรอกแคบในย่านตะวันตกของเม







