เข้าสู่ระบบยามดึกสงัดเมื่อส่งเสี่ยวไป๋เข้านอนในคืนหนึ่ง หลี่ซืออวี้ได้กลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง ช่วงกลางวันนางได้เข้าไปในเมืองเพื่อทำบางอย่างและเตรียมตัวพร้อมสำหรับบางสิ่ง
ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามจนมั่นใจว่าบุตรชายหลับสนิทแล้ว นางลุกขึ้นจากที่นอนสวมชุดดำพรางใบหน้ามิดชิด มุ่งหน้าสู่ตรอกแคบในย่านตะวันตกของเมือง นางไม่ได้เป็นหญิงอ่อนแอผู้อาศัยความสงสารอีกต่อไป แต่นางคือลู่ชิงเยียน อดีตมือสังหารผู้ไม่เคยปล่อยให้เป้าหมายหลุดรอด เป้าหมายของนางคืนนี้คือ อู๋เหยียนเจ้าของโรงบ่อนใหญ่ผู้โหดเหี้ยมที่ผู้คนต่างหวาดกลัว ไม่ใช่เพียงเพราะเขามีอิทธิพลในเมืองนี้ แต่เพราะเขาไม่มีใครแตะต้องได้ ทว่าคืนนี้จะไม่เป็นเช่นนั้น หลี่ซืออวี้ปีนข้ามกำแพงหลังเรือนหรู โดยไร้สุ้มเสียง มียามสองคนเดินตรวจอยู่ห่างออกไป นางปล่อยเข็มยาสลบออกจากปลอกแขน กระทบคอทั้งคู่พอดี ชายสองคนทรุดร่างลงโดยไร้แม้แต่เสียงร้อง นางสังเกตตำแหน่งห้องชั้นบน แสงไฟเรืองรองผ่านหน้าต่างกระจกสี อู๋เหยียนอยู่ในนั้น กำลังดื่มเหล้าสุราพร้อมหัวเราะอย่างชอบใจกับหญิงงามในอ้อมแขน สายตานางเย็นเยียบ นางโยนเม็ดควันพิษผ่านช่องหน้าต่างเข้าห้อง ก่อนถีบตัวทะยานเข้าไปโดยไร้เสียง หญิงงามผงะล้มลงหมดสติ ส่วนอู๋เหยียนคว้าดาบใต้โต๊ะออกมา "ใคร!" เขาคำราม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธ "คนที่เจ้าลืมไปแล้วว่าเคยฆ่าพ่อเขา" นางตอบคำถามแทนลูกค้าของนาง ในน้ำเสียงปนแววเย็นชา "หรือจะบอกว่า เจ้าไม่เคยนับจำนวนศพที่เหยียบหัวมาเลยสินะ" ยังไม่ทันที่อู๋เหยียนจะสบถ นางก็พุ่งเข้าใส่ การต่อสู้สั้นแต่รุนแรง อู๋เหยียนแข็งแกร่ง ทว่าเชื่องช้าและประมาท นางแทงมีดเข้าสะบักหลังเขา หลบหมัดและบิดแขนจนอีกฝ่ายทรุดลง สุดท้าย มีดของนางปักทะลุหน้าอกเขา ขณะดวงตาของอู๋เหยียนเบิกโพลง สะท้อนเงาของร่างบางในชุดดำที่เขาไม่มีโอกาสได้รู้ชื่อ "เจ้า..." เขากระซิบคำสุดท้าย "คิดเสียว่าข้ากำลังส่งเจ้าไปสบายก็แล้วกัน" หลี่ซืออวี้ตอบเสียงเรียบ ก่อนลบทุกอย่างออกจากห้อง ทั้งคราบเลือด รอยเท้า ทิ้งไว้เพียงศพเย็นชืดและห้องที่เหมือนไม่เคยมีใครเข้ามา เมื่อรุ่งสาง ข่าวการตายของอู๋เหยียนสะเทือนไปทั้งเมือง แต่ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนลงมือ ไม่มีแม้แต่เงา ไม่มีพยาน มีเพียงข่าวลือว่า "นักฆ่าผู้ไร้ร่องรอย" รุ่งเช้าของวันถัดมา เมืองทั้งเมืองปั่นป่วน "หัวหน้าอู๋ตายแล้ว!" "ศพยังอยู่ในห้อง แต่ประตูหน้าต่างปิดสนิท ไม่มีใครเห็นคนเข้าออกเลยสักคน!" ข่าวลือแพร่สะพัดราวเพลิงลามทุ่ง ไม่มีผู้ใดเชื่อว่าคนอย่างอู๋เหยียนจะตายได้ง่าย ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีแม้แต่เงาของผู้ลงมือ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีกลิ่นเลือด เหล่าลูกน้องของอู๋เหยียนจำนวนสิบกว่าคนพากันระดมกำลังออกตามหาผู้ต้องสงสัยทั่วเมือง หัวหน้าพวกเขา เถาไห่ เป็นชายร่างใหญ่ที่มีรอยแผลยาวจากคางจรดคอกระแทกโต๊ะเสียงดังในโรงน้ำชา "ใครมันกล้าทำเรื่องนี้! เมืองนี้ไม่เคยมีใครฆ่าคนของเราแล้วลอยนวล!" เขาหันไปทางชาวบ้านที่นั่งตัวสั่นอยู่ในโรงน้ำชา ดวงตาแข็งกร้าว "เมื่อคืนใครเห็นอะไร ใครได้ยินเสียงผิดปกติ ถ้าโกหก ข้าจะควักลิ้นออกมาสับให้เละ" แต่ชาวเมืองเพียงก้มหน้าเงียบ ไม่มีผู้ใดกล้าสบตา บางคนกลืนน้ำลาย บางคนแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน หญิงชราที่ขายขนมแถวหน้าบ่อนอดไม่ได้ที่จะกระซิบกับเพื่อนบ้าน "ข้าว่า ต้องเป็นพวกมือสังหารในตำนานแน่ ๆ" "หรือว่า ปีศาจ ข้ายังได้ยินเสียงหมาหอนตอนเที่ยงคืนเลย" เด็กเล็ก ๆ หลายคนถูกแม่ลากกลับบ้านไม่ให้เดินเพ่นพ่าน ทุกคนหวาดกลัว บ้างกลัวเถาไห่ บ้างกลัวนักฆ่าลึกลับ บ้างก็ยินดีในใจที่อู๋เหยียนซึ่งเคยบีบบังคับพวกเขาไปสู่ปรโลกแล้ว เถาไห่สบถเสียงต่ำ "ไม่ว่ามันจะเป็นใคร ข้าจะลากมันมาแล่เนื้อเองกับมือ!" ขบวนของลูกน้องอู๋เหยียนออกตระเวนทั้งวัน ตั้งแต่ตลาดเช้าจนถึงถนนทางแคบที่มืดมิดในช่วงกลางคืน พวกเขาถามทุกคน ดูทุกย่างก้าวของผู้คน ทว่าไร้เบาะแส และหลี่ซืออวี้กลับนั่งสงบในเรือนผุพังกับถ้วยน้ำอุ่นในมือ เสี่ยวไป๋วิ่งมากอดเอวนาง "ท่านแม่ เมื่อคืนข้าฝันว่าท่านเป็นนางพญา" หลี่ซืออวี้ยิ้มบาง ๆ ดวงตาสะท้อนความเย็นชาที่เก็บซ่อนไว้หลังหน้ากากของความอ่อนโยน "ความฝันบางอย่างก็ใกล้ความจริงกว่าที่เจ้าคิด" สามวันหลังการตายของอู๋เหยียน ในเมืองยังคงตึงเครียด แต่เถาไห่เริ่มมั่นใจว่า ฆาตกรไม่ได้หนีออกนอกเมืองมันต้องยังซ่อนตัวอยู่ที่นี่ วันนั้นขบวนลูกน้องของอู๋เหยียนในชุดดำสิบกว่านาย ถืออาวุธครบมือ มุ่งหน้าไปยังนอกเมืองตะวันออกที่ขึ้นชื่อว่าเป็นย่านชนบทยากจนที่สุด พวกเขาหยุดหน้าบ้านไม้เก่าหลังหนึ่ง เสียงเด็กหัวเราะแว่วมาจากข้างใน "ที่นี่น่าสงสัยเกินไป" เถาไห่คำราม ดวงตาเย็นเฉียบ "สืบมาแล้วว่ามีแม่หม้ายชื่อหลี่ซืออวี้อยู่กับลูกชายวัยห้าขวบเพียงลำพัง" พวกเขาเตะประตูเข้าไป เสียงไม้กระแทกพื้นดังสนั่น หลี่ซืออวี้ยืนอยู่กลางห้อง เสื้อผ้าธรรมดา มัดผมหางม้าหลวม ๆ และมีเสี่ยวไป๋ยืนเกาะชายเสื้ออย่างตกใจ "ท่านแม่" "หลบหลังแม่ไว้" เสียงของนางนิ่งสงบ แต่แฝงความเยือกเย็นที่ทำให้เถาไห่ชะงักวูบหนึ่ง "ข้ามาหาเจ้าดี ๆ อย่าคิดหนี หลี่ซืออวี้ ข้ารู้ว่าเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของหัวหน้าเรา!" หลี่ซืออวี้ยิ้มบาง ดวงตาเฉียบคม "หากข้ามีส่วนจริง เจ้าคิดว่าเจ้าจะมายืนสบตาข้าได้อยู่หรือ" เถาไห่กราดเกรี้ยว พุ่งเข้าใส่ ทว่าในพริบตาเดียว หลี่ซืออวี้คว้าช้อนเหล็กจากโต๊ะ กวาดสั้น ๆ เข้าข้อมือเขาจนดาบร่วง จากนั้นกระแทกเข่าเข้าชายโครงอย่างแม่นยำ เสียง ครึ่ก ดังขึ้นจากซี่โครง เถาไห่ทรุดลง แต่ลูกน้องอีกสองคนบุกเข้ามา นางเหวี่ยงร่างหลบ พริบตาเดียวก็เตะเสาไม้ให้ร่วงลงมาขวางประตูด้านหลัง พร้อมใช้หม้อดินฟาดศีรษะคนที่พุ่งตามมา "โอ๊ย!" หนึ่งในพวกมันร้องเสียงหลง ก่อนถลาออกไปชนผนังไม้เก่าพังลงไม่เป็นท่า หลี่ซืออวี้คว้าเสี่ยวไป๋ขึ้นอุ้มไว้ แขนข้างหนึ่งจับเชือกที่ผูกไว้กับคานหลังบ้านนางปีนขึ้นหลังคาได้ในไม่กี่อึดใจ แล้วหายวับไปท่ามกลางสายตาเหลือเชื่อของผู้ไล่ล่า "นางหายไปได้อย่างไร" "มันปีนขึ้นหลังคาทั้งที่อุ้มเด็กได้อย่างไรกัน" เถาไห่กัดฟันลุกขึ้นอย่างยากลำบาก หน้าแดงก่ำเพราะความอับอาย คนในละแวกนั้นเริ่มออกมามุงดู พูดคุยกันเบา ๆ ด้วยสีหน้าสมเพช "พวกมันน่ากลัวนัก แต่ยังแพ้ผู้หญิงแม่ลูกอ่อน" "ข้าไม่กล้าหัวเราะเสียงดัง แต่ข้างในขำจนท้องแข็งแล้วล่ะ" เถาไห่คำรามลั่น "หุบปากให้หมด!" พวกมันจำต้องล่าถอย ทิ้งความเสียหน้าและแววตาเกลียดชังไว้เบื้องหลัง และในค่ำคืนนั้นเอง เสียงหัวเราะเบา ๆ ของหลี่ซืออวี้ดังขึ้นในความมืดของตรอกเล็กหลังบ้าน "เจ้าพวกโง่ อย่าเล่นกับคนที่เคยฝึกฆ่าคนด้วยมือเปล่าเลย" โรงเตี๊ยมชั้นในของเมืองในช่วงกลางคืน ภายในห้องมีเพียงแสงตะเกียงสลัว และชายวัยกลางคนในชุดผ้าไหมนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาคือ คุณชายซุน พ่อค้าใหญ่ผู้ว่าจ้างให้อู๋เหยียนตายแต่ไม่คิดว่าเรื่องจะสำเร็จรวดเร็วและเงียบเชียบขนาดนี้ หลี่ซืออวี้ในชุดคลุมสีดำเข้ามาเงียบ ๆ ผ่านประตูลับราวภูตผี "เรียบร้อยแล้ว" เสียงของนางสั้นกระชับ คุณชายซุนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ แล้วเลื่อนถุงเงินหนักอึ้งไปให้ "เจ้าทำได้จริง ๆ ข้าไม่คิดว่าจะมีใครลอบฆ่าหมอนั่นได้ง่ายขนาดนี้" หลี่ซืออวี้แตะถุงเงินนั้นเพียงแวบ ก่อนหันสายตาเย็นชาไปยังเขา "แต่ข้าคิดว่าราคานี้...ต่ำเกินไป" "หา?" เขาขมวดคิ้ว "เราตกลงกันแล้ว" "แต่ข้าไม่ได้ตกลงกับใครว่าจะไม่บอกว่าผู้ว่าจ้างคือใคร หากเกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง" น้ำเสียงนางเรียบนิ่ง แต่แฝงแรงกดดันมหาศาล คุณชายซุนเหงื่อแตกพลั่ก ดวงตาสั่นระริก "เจ้า ขู่ข้ารึ" "เปล่า" หลี่ซืออวี้ยิ้มบาง ๆ "ข้าแค่เตือน ว่าสิ่งที่มีมูลค่าไม่ใช่แค่ฝีมือของข้า แต่คือความเงียบของข้าด้วย" เขากัดฟันแน่น ก่อนโบกมือให้คนสนิทด้านหลังนำเงินเพิ่มออกมาอีกถุง "ทั้งหมดอยู่ในนี้ ถือว่าเราจบกัน" หลี่ซืออวี้หยิบถุงเงินขึ้นมา น้ำหนักน่าพอใจ จากนั้นนางหมุนตัวจะจากไป แต่ก่อนถึงประตู เสียงของคุณชายซุนดังขึ้นอีกครั้ง "หากวันหน้าข้าต้องการคนมีฝีมือ" "ข้าไม่รับงานจากคนที่ลังเลจะจ่ายตั้งแต่แรก" นางตัดบทโดยไม่หันกลับ ทันใดนั้น ลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่าน ตะเกียงในห้องกะพริบ และเมื่อทุกคนหันไปมอง ประตูไม้กลับเปิดอยู่เพียงแง้มเดียวแต่ไร้เงาของหลี่ซืออวี้ "หายไปแล้ว" คนสนิทของคุณชายซุนรีบวิ่งออกไปนอกห้อง มองซ้ายขวาในตรอกแคบ แต่ไม่เห็นแม้แต่ชายผ้า คุณชายซุนลูบเครา ด้วยสีหน้าซับซ้อน "คนผู้นั้น ไม่ธรรมดาจริง ๆ"ยามเช้าของวันใหม่ หลี่ซืออวี้สวมชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย ข้างกายมีเสี่ยวไป๋เดินตามติดพร้อมถือถุงผ้าใส่ติดตัวอย่างสมุนไพร สองแม่ลูกเดินลัดเลาะไปยังทางตะวันออกของหมู่บ้าน ซึ่งเงียบสงบแต่ผู้คนสัญจรไม่ขาดสาย"ตรงนั้นหรือขอรับท่านแม่" เสี่ยวไป๋ชี้ไปยังเรือนไม้เก่าหลังหนึ่ง อยู่ริมทางที่มองเห็นลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่านเสี่ยวเหยายืนรออยู่หน้าประตู นางเป็นแม่หม้ายเจ้าของเรือนหลังนั้น ใจดี และชื่นชมในฝีมือการรักษาของหลี่ซืออวี้มานาน ครั้นเห็นนางเดินมาก็ยิ้มต้อนรับ"เรือนนี้แม้จะเล็กไปหน่อย แต่แสงส่องถึงดี ลมโกรก น้ำใสสะอาด เจ้าอยากใช้ก็ยินดีให้เช่าในราคายุติธรรม"หลี่ซืออวี้พยักหน้า พลันก้าวเข้าไปสำรวจภายใน มีห้องเล็กสองห้อง กับพื้นที่โล่งสำหรับต้อนรับคนไข้ได้ราวสามสี่คน กลิ่นไม้แห้งโชยอ่อน ๆ ลอยมาแตะจมูก"พอเหมาะนักเจ้าค่ะ" นางเอ่ยขึ้นในใจเกิดภาพขึ้นว่าโต๊ะไม้เรียบจะวางอยู่ตรงไหน ผ้าม่านบางควรห้อยไว้ตรงใด และมุมที่แสงแดดตกลงมาควรใช้จัดตำรับยาหลังทำสัญญาเช่าเรียบร้อย นางก็กลับไปจัดเตรียมทุกอย่างที่เรือนเดิม ห่อสมุนไพร แยกขวดน้ำยา เขียนป้ายชื่อขนาดพอเหมาะด้วยหมึกดำบนแผ่นไม้'โรงหมอเซียนลู่ รักษาด้วยโอ
เรือนหลังเล็กฝั่งตะวันออก สองแม่ลูกอยู่ด้วยกัน นางไม่ได้ออกไปรักษาคนป่วยจึงเตรียมยาเอาไว้สำหรับรักษาหลาย ๆ โรคกลิ่นสมุนไพรลอยอบอวลไปทั่วเรือนเล็ก ๆ หลังนั้น หลี่ซืออวี้กำลังตำรากสมุนไพรในครกหินอย่างตั้งใจ ข้างกายของนางมีเสี่ยวไป๋ที่สวมชุดผ้าฝ้ายเก่า ๆ กำลังนั่งชันเข่า เอียงคอเฝ้ามองมือเรียวขาวที่บดใบไม้แห้งกับเปลือกไม้จนละเอียด"ท่านแม่ สมุนไพรพวกนี้ช่วยแก้ปวดอย่างไรหรือขอรับ" เสียงใส ๆ เอ่ยถามอย่างใคร่รู้หลี่ซืออวี้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ยิ้มบาง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงใจเย็น"เจ้าจำสมุนไพรชนิดหนึ่งได้หรือไม่ ที่มีใบเรียวยาว กลิ่นแรงหน่อย แต่มักขึ้นตามโขดหินริมลำธาร"เสี่ยวไป๋พยักหน้ารัว ๆ"ข้าเก็บใบและรากของมันมาตากแห้ง แล้วตำรวมกับเปลือกไม้ จะช่วยลดอาการปวดและไข้ได้ดีนัก ยิ่งหากเติมผงของเถาไม้เลื้อยลงไปอีกเล็กน้อย จะช่วยต้านการอักเสบได้มากขึ้น"นางค่อย ๆ ตักผงสมุนไพรที่ตำละเอียดแล้วออกจากครก หยิบใส่ถุงผ้าเล็ก ๆ ที่เตรียมไว้ก่อนจะมัดปากถุงด้วยเชือกปอ เสี่ยวไป๋ขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อยดวงตาเด็กน้อยเปล่งประกายใคร่รู้"แล้วแบบนี้ต้องกินอย่างไรหรือขอรับ""ต้มกับน้ำสะอาดหนึ่งถ้วยเคี่ยว
หลี่ซืออวี้ปลูกพืชสมุนไพรไว้หลากหลายชนิด ถึงเมืองหลวงฝั่งตะวันออกจะเงียบสงบคล้ายเขตชนบท ทว่ายารักษาโรคก็มีราคาแพงและยังขาดแคลน นางเปลี่ยนวิธีการโดยการออกรักษาคนป่วยตามบ้านโดยการเคาะประตูเสนอการรักษาในราคาไม่แพง หลี่ซืออวี้ยืนอยู่หน้าประตูไม้เก่าเคลือบฝุ่นของบ้านหลังหนึ่ง เสียงไอแหบแห้งลอดออกมาจากภายใน "ไม่ต้องการยาอะไรทั้งนั้น!" ชายวัยกลางคนในบ้านตะโกนไล่ ทั้งที่เสียงยังเต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อน "ข้าผ่านมาพอดี เห็นว่าในบ้านมีคนป่วย ข้ารักษาฟรีก็ได้ หากยังหวาดระแวง" "เจ้าเป็นใครมาจากไหนถึงจะให้ข้ากล้าเชื่อใจเจ้า" ผู้เป็นภรรยาเดินมาถามอย่างลังเล ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความระแวงระคนคาดหวัง หลี่ซืออวี้ยกห่อยาสมุนไพรขึ้นให้ดู "ข้ามาจากเมืองชายแดน แต่ตอนนี้ปลูกสมุนไพรอยู่ท้ายตลาดตะวันออก ข้าไม่ใช่หมอใหญ่ แค่มีใจอยากช่วย" เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ประตูไม้จะค่อย ๆ เปิดออก สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือชายหนุ่มในวัยยี่สิบกว่า ซูบซีดและตัวร้อนจัดจนน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว ผู้เป็นมารดาทุกข์ใจเป็นอันมากถึงกับกลั้นน้ำตาไม่ไหว "ลูกข้า เขาไอเป็นเลือดมาหลายวันแล้ว หมอที่ไหนก็ไม่รับเพราะกลัวจะติดโรค"
ข่าวต่าง ๆ แพร่ไปถึงวังหลวง "ทูลองค์รัชทายาท ขณะนี้ในเมืองหลวงมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นพะย่ะค่ะ" หลงจิ่นเซวียนหรี่ตาลง รอฟังการรายงานของราชองครักษ์ "ว่ามา" "ระยะนี้มีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ขุนนางผู้มากอิทธิพลตายในหอนางโลมซึ่งหาตัวคนร้ายไม่พบ และกลุ่มเด็กขอทานมีขนาดใหญ่ขึ้นพะย่ะค่ะ" ในเมืองหลวงไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้มาก่อน หน้าที่ในการดูแลเมืองหลวงเป็นขององค์รัชทายาทเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวขึ้นครองบัลลังก์ ทุกอย่างสงบสุขมาตลอดทว่าตอนนี้กลับมีแต่เรื่องน่าสงสัย "สืบมาให้กระจ่าง ว่าเพราะเหตุใดหรือมีใครกล้าท้าทายอำนาจของข้า" "รับพระบัญชา!" ฝั่งตะวันออกของเมืองหลวง เสี่ยวไป๋แอบหนีมารดาออกจากบ้านมาพบปะกลุ่มขอทาน ในขณะที่หลี่ซืออวี้นั่งบดยาอยู่ด้านหลัง สัญชาตญาณนักฆ่าของนางไวยิ่งกว่าดมกลิ่น สายตาคมจับจ้องไปยังบุตรชายที่แอบมีเรื่องปิดบังมารดา นางรู้เท่าทันเขาทุกเรื่อง เพียงแต่อยากรู้ว่าลูกชายตัวแสบจะไปทำเรื่องใดหลังจากนี้ "พี่ไป๋มาแล้ว วันนี้จะพาพวกเราไปหาเงินที่ไหน" เด็กหญิงคนหนึ่งในกลุ่มถามเสียงใส เสี่ยวไป๋ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แต่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "วันนี้เราจะขายผงด
ภายในโรงน้ำชาชั้นสองของตลาดเมืองหลวง โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ล้อมด้วยผ้าแพรลายมังกร บุรุษในชุดหรูร่างอ้วนพุงพลุ้ยคือ พ่อค้าเซิ่งเหวิน พ่อค้าค้าข้าวเจ้าของโรงฉางใหญ่ที่สุดในเขตเมืองหลวง เขายิ้มอย่างเอ็นดู ขณะจ้องเด็กชายตัวเล็กในชุดขาด ๆ ที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงข้าม วันนี้เขาได้เชิญตัวเสี่ยวไป๋มาตกลงบางสิ่งบางอย่างหลังจากเห็นผลงานที่น่าสนใจ "ข้าได้ยินว่า เจ้าคือเจ้าคนที่ทำให้ร้านขนมหน้าโรงเตี๊ยมขายดีจนของหมดทุกวัน" เสี่ยวไป๋ยักไหล่ "ข้าแค่บอกให้คนแถวนั้นสนใจไม่ใช่เรื่องยาก" เซิ่งเหวินหัวเราะลั่นก่อนโน้มตัวลงกระซิบ "เช่นนั้นมาอยู่กับข้าเถอะ ข้าให้เจ้าเดือนละสิบตำลึง แค่ช่วยวางแผนให้ข้าขายข้าวให้หมดคลัง เจ้าว่าอย่างไร" เสี่ยวไป๋นิ่ง แต่ดวงตากลับแวววาวขึ้นเล็กน้อย "แล้วถ้าข้าวเจ้าขึ้นรา หรือวัดน้ำหนักขาด เจ้าให้ข้าตอบลูกค้าด้วยหรือไม่" เซิ่งเหวินชะงัก ยิ้มฝืน ๆ "เจ้าแค่เด็กขอทาน อย่าอวดดีไปหน่อยเลย เดี๋ยวข้าจะให้ข้ารับใช้สั่งสอนเจ้าสักหน่อย" ยังพูดไม่ทันจบดี เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นจากบันได "ข้าก็สังหรณ์ใจว่าลูกชายข้าจะก่อเรื่อง" น้ำเสียงเรียบเย็นปนหอบหายใจเล็กน้อยดังขึ้นจากทางเข้า ห
ตลาดใต้สะพานหินในเมืองหลวงคึกคักไปด้วยเสียงตะโกนขายของ เสียงหม้อเหล็กกระทบกันในโรงต้มโจ๊ก และเสียงฝีเท้าเร่งร้อนของผู้คนหลากชนชั้น แต่ในซอกแคบถัดจากทางระบายน้ำ มีเงาร่างเล็กคนหนึ่งกำลังยืนมองด้วยสายตาเฉียบคมเกินวัย เสี่ยวไป๋ ลูกชายของหลี่ซืออวี้ที่ไม่เหมือนเด็กทั่วไป เป็นเพราะเขาอยู่กับมารดาเพียงสองคนเขาจึงเป็นคนกล้าหาญและแข็งแกร่งเกินกว่าเด็กคนอื่น วันนี้เขาสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ แสร้งทำเป็นเด็กยาจก เดินป้วนเปี้ยนอยู่แถบหลังตลาดอย่างจงใจ "นั่นใคร เด็กใหม่รึ" เสียงห้วนของเด็กชายร่างผอมที่มีแผลเป็นเฉียงบนใบหน้าเอ่ยขึ้น เด็กกลุ่มหนึ่งลุกพรวดจากถังไม้และลังเก่า ๆ มองผู้มาใหม่ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร เสี่ยวไป๋หรี่ตามอง ก่อนยกยิ้มเอาเรื่อง "ได้ข่าวว่ากลุ่มขอทานในตลาดนี้มีแต่คนอ่อนหัด ข้าเลยอยากมาดูว่าจริงหรือไม่" เสียงเฮดังขึ้นทันที ราวกับกองเพลิงถูกสาดด้วยน้ำมัน "ปากดีเช่นนี้ อยากโดนตีเรอะ" เด็กแผลเป็นปรี่เข้าใส่พร้อมไม้ด้ามหนึ่ง แต่เสี่ยวไป๋กลับหมุนตัวหลบอย่างรวดเร็ว มือซ้ายจับข้อมืออีกฝ่ายบิดอย่างแรง ก่อนใช้ไหล่ชนอกจนอีกฝ่ายล้มตึง เด็กคนอื่นกรูเข้ามา แต่ไม่ถึงอึดใจ เสี่ยวไป๋กลับใช้







