เข้าสู่ระบบยามหัวค่ำ ในตัวเมืองหลวงเจิดจ้าไปด้วยแสงตะเกียง ในทางเดินที่เต็มไปด้วยหอนางโลมชื่อดัง เสียงพิณและเสียงหัวเราะกรุ้มกริ่มดังระงม แต่ไม่มีใครสังเกตหญิงงามคนหนึ่งที่เพิ่งมาถึง นางชื่อ ซือซู หญิงคณิกาหน้าใหม่ของหอนางโลมอันดับหนึ่งในเมืองหลวงแห่งนี้
ในห้องรับรองชั้นบนสุดม่านผ้าสีชมพูอ่อนพัดพลิ้วไปในสายลมยามค่ำ โคมไฟกระจกสะท้อนแสงนวลเรื่อให้ผิวของหญิงงามตรงหน้าดูยิ่งงดงามราวกับธิดาแห่งสวรรค์ นางงามราวกับภาพวาด รอยยิ้มอ่อนโยนแต่แฝงเร้นความเยือกเย็น ไม่มีใครรู้ว่านางคือหลี่ซืออวี้ในคราบใหม่ คืนนี้ นางจะล่อเหยื่อรายใหม่ เหอฉีหยาง ขุนนางผู้มากอิทธิพล คุมตลาดมืดและทาสครึ่งค่อนเมืองหลวง โหดเหี้ยม ข่มเหงหญิงสาว และฆ่าคนราวใบไม้ร่วง และคืนนี้เขาก็ตกหลุมพราง เหอฉีหยางเอนตัวบนเบาะหรูหรา จ้องหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาเต็มไปด้วยความกระหาย "เจ้าชื่อซือซูหรือ หน้าใหม่งามยิ่งนัก" เขาเอ่ยยิ้มอย่างหื่นกระหาย มือจะคว้าข้อมือนาง แต่หลี่ซืออวี้ยิ้มบาง ละมือออกอย่างนุ่มนวล แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนหวานที่ฝึกมานับพันครั้งเพื่อใช้เป็นกลลวงในการฆ่า "วันนี้วันเกิดท่าน ข้าเตรียมสุราพิเศษมามอบแด่ท่านเจ้าค่ะ" นางยกจอกทองคำเล็กที่ซ่อนพิษบางเฉียบเคลือบไว้ตรงขอบขึ้นช้า ๆ จิบให้เขาดูอย่างเชื่องช้า ริมฝีปากแดงเล็กแตะจอกเบา ๆ ก่อนยื่นให้เหอฉีหยาง เขาหัวเราะ ยื่นมือรับอย่างไม่ลังเล "น่ารักเสียจริง เจ้าไม่กลัวข้ารังแกหรือ" "กับคนมีอำนาจอย่างท่าน ใครกล้าเจ้าคะ" นางยิ้มพลางเทสุราอีกจอก เสียงคลื่นเหล้าไหลช้า ๆ กลบเสียงลมหายใจเงียบของเขา เหอฉีหยางยกจอกขึ้นดื่มรวดเดียว ทันทีที่วางจอกลง เขาเริ่มขมับชาเล็กน้อย "อา...ทำไมจู่ ๆ รู้สึกตัวเบาแปลก ๆ" "อากาศคืนนี้เย็นนะเจ้าคะ" เสียงนางอ่อนหวาน แต่ร่างของเหอฉีหยางกลับเริ่มแข็งชา มือที่เคยแกร่งเริ่มสั่นเล็กน้อย ราวกับเส้นประสาทถูกตัดขาดจากภายใน "เจ้า เจ้าใส่อะไรลงไป" หลี่ซืออวี้ลุกขึ้นยืนเงียบ ๆ แววตาไร้รอยยิ้มแล้วในยามนี้ เข็มเงินในมือสะท้อนแสงไฟวูบวาบ "เจ้าเคยสังหารหญิงสาวในตลาดตะวันตกเมื่อห้าปีก่อน จำได้หรือไม่" นางเอ่ยด้วยเสียงเย็นเยียบ เหอฉีหยางเบิกตากว้าง สีหน้าเปลี่ยนจากกำเริบเป็นตระหนก "ไม่... ข้า... นางแค่นังทาสคนหนึ่ง" เข็มเงินเล่มแรกเสียบเข้าจุดชีพจรตรงคอ เข็มที่สองจมกลางอก เข็มสุดท้าย ปิดชีพจรสะบั้นเส้นลมปราณ เสียงสุดท้ายในห้องคือเสียงลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเขา และเสียงฝีเท้าแผ่วเบาของสตรีนางหนึ่งที่หายลับไปในผ้าม่านและแสงเงาแห่งรัตติกาล ทิ้งไว้เพียงร่างไร้วิญญาณและหอนางโลมที่กำลังบรรเลงเพลงรักอย่างไม่เคยรู้ว่าความตายเคยแวะมาเยี่ยมเยียน รุ่งเช้า ข่าวการตายปริศนาของเหอฉีหยางสะพัดไปทั่วเมือง ไร้ร่องรอย ไร้พยาน เหมือนผีมาเก็บวิญญาณ และเจ้าของเสียงหัวเราะเย็นเมื่อค่ำวาน กลับมานั่งรินน้ำร้อนในร้านน้ำชาเล็ก ๆ กับลูกชายคนหนึ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นในคืนที่ผ่านมา ในห้องลับของตึกเก่าแห่งหนึ่งในถนนเส้นเล็ก หลี่ซืออวี้นั่งอย่างสงบนิ่ง ร่างในชุดดำเรียบง่ายแต่ดูมั่นคง ตรงหน้าโต๊ะวางถุงเงินหนัก ๆ กองหนึ่ง สะท้อนแสงไฟตะเกียงวูบวาบ เสียงเปิดประตูเบา ๆ ชายหนุ่มผู้ว่าจ้างเดินเข้ามา พร้อมท่าทางค่อนข้างตึงเครียดแต่ปนความเคารพ "นี่คือค่าจ้างทั้งหมด มากกว่าที่เคยตกลงไว้" ชายคนนั้นวางถุงเงินไว้ตรงหน้าหลี่ซืออวี้ "เจ้าไม่ต้องทำอีกแล้ว การจากไปของเหอฉีหยางนั้น เป็นสัญญาณที่ชัดเจนสำหรับทุกคน" หลี่ซืออวี้พยักหน้าเบา ๆ "ข้าตั้งใจจะหยุดอาชีพนี้แล้ว ใช้เงินก้อนนี้สร้างชีวิตใหม่ในวันข้างหน้า" เสียงนุ่มแน่วแน่แต่เต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยที่ผสมกับความหวัง ชายหนุ่มถอนใจและพูดต่อ "เจ้าฉลาดมาก การเลือกที่จะหยุดในตอนนี้คือทางรอดที่แท้จริง" หลี่ซืออวี้ลุกขึ้น "ข้าจะย้ายไปอยู่ที่อื่นที่เงียบสงบและมีโอกาสมากกว่า" ชายหนุ่มส่งยิ้มบาง "ขอให้เจ้าประสบความสำเร็จในเส้นทางใหม่" หลี่ซืออวี้รับถุงเงินไว้แน่น ความหนักของมันเปรียบเสมือนน้ำหนักของอดีตที่นางจะปล่อยลงแล้วก้าวสู่ชีวิตใหม่ที่สดใสกว่า ไม่กี่วันถัดมา ในเขตฝั่งตะวันออกของเมืองหลวง บ้านหลังเล็กแต่ดูอบอุ่นตั้งอยู่ในเขตเงียบสงบ หลี่ซืออวี้ในคราบหมอหญิงเปิดประตูต้อนรับลูกชาย ทั้งคู่เริ่มต้นวันใหม่ด้วยรอยยิ้มและความหวังที่ไม่เคยมีมาก่อน นางยืนอยู่หน้าบ้านไม้หลังเล็ก แต่ดูมั่นคงและอบอุ่น บ้านที่นางใช้เงินก้อนโตซื้อมาในย่านฝั่งตะวันออกของเมืองหลวง ที่ซึ่งถนนกว้างขึ้น ผู้คนเดินผ่านไปมาอย่างไม่รีบร้อน มีเสียงนกร้องและสายลมพัดผ่านกิ่งไม้ใหญ่ริมทางเดิน บ้านหลังนี้ไม่หรูหรา แต่ครบครันด้วยความเรียบง่าย หน้าต่างไม้กรอบบานเล็กเปิดออกสู่สวนเล็ก ๆ ที่ปลูกดอกโบตั๋นและต้นไผ่ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสมุนไพรและดอกไม้ลอยเข้ามาผสมกับอากาศเย็นสบาย ภายในบ้านพื้นไม้เก่าที่ได้รับการดูแลอย่างดี ขัดจนเงางาม โต๊ะไม้สีเข้มตั้งอยู่กลางห้องรับแขก มุมหนึ่งมีโต๊ะทำงานเล็ก ๆ สำหรับนางเอาไว้เตรียมยาและสมุนไพร โคมไฟกระดาษสีเหลืองนวลส่องแสงอบอุ่นในยามค่ำคืน เสี่ยวไป๋เดินเล่นรอบบ้านด้วยรอยยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับอย่างสดใส "ท่านแม่ ที่นี่ดีจังเลยขอรับ ข้าอยากเล่นตรงสวนบ่อย ๆ นะ" หลี่ซืออวี้มองลูกชายด้วยสายตาอบอุ่น "แม่ก็หวังแบบนั้นนะลูก ที่นี่จะเป็นบ้านที่ปลอดภัยและเต็มไปด้วยความสุขของเรา" ทุกเช้า นางจะเปิดหน้าบ้านรับรักษาคนไข้ในชุมชนด้วยทักษะหมอหญิงที่ติดตัวมาจากโลกเดิม เสียงขับกล่อมของนางกับการดูแลลูกชายสร้างความอบอุ่นให้ทุกคนที่มาเยือน แม้ในใจนางยังมีร่องรอยของอดีตนักฆ่าปรากฏบ้างเป็นครั้งคราว แต่วันนี้หลี่ซืออวี้รู้ดีว่าเส้นทางที่เลือกคือทางสว่าง ชีวิตใหม่ที่สดใส รอให้นางและเสี่ยวไป๋ก้าวไปด้วยกันอย่างมั่นคง บรรยากาศย่านฝั่งตะวันออกของเมืองนี้เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของซาลาเปาและเกี๊ยวทอดจากร้านค้าเล็ก ๆ คนขายยิ้มแย้ม ทักทายผู้คนที่เดินผ่านอย่างเป็นมิตร เสียงเด็กหัวเราะ วิ่งเล่นไปตามตรอกซอกซอย แม่ค้าร้องเรียกขายผักสดกับสมุนไพรหายาก ถนนสะอาดเรียบ ต้นไม้สองข้างทางปลูกเรียงรายออกดอกบานสะพรั่งให้ความรู้สึกสงบและเป็นกันเองแม้จะอยู่ในเมืองใหญ่ ผู้คนที่นี่แม้ไม่ร่ำรวยนัก แต่มีน้ำใจและมองชีวิตเรียบง่ายด้วยรอยยิ้ม ในบ้านหลังเล็กใจกลางย่านสงบเงียบ หลี่ซืออวี้กำลังจัดโต๊ะยาอย่างคล่องมือขณะที่เสี่ยวไป๋วิ่งปรู๊ดออกมา ถือขนมเปี๊ยะในมือแล้วพูดเสียงดัง "ท่านแม่ ข้าไปแอบซื้อขนมที่แผงลุงหูมา เขาลดราคาให้ข้าด้วยล่ะ ข้าบอกว่าท่านเป็นหมอที่ช่วยรักษาภรรยาเขา" หลี่ซืออวี้หันมาช้า ๆ ยกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง "แหม เสี่ยวไป๋ ข้าเริ่มคิดแล้วว่าควรให้เจ้ารับหน้าที่เจรจากับพ่อค้าจริง ๆ เสียตั้งแต่ตอนนี้" เสี่ยวไป๋แลบลิ้น แล้วยื่นขนมให้แม่หนึ่งชิ้น "แบ่งกันคนละชิ้น ข้าไม่งกนะ แค่ข้ากินไปก่อนสองคำ" "หืม เช่นนั้นเรียกว่าคนละชิ้นหรือแบ่งกันดีล่ะ เจ้าเด็กเจ้าเล่ห์" "เหมือนท่านแม่ไม่มีผิด" เสี่ยวไป๋แกล้งทำเสียงคนแก่แล้วเลียนแบบคำพูดของนางว่า "เอาเงินมาก่อนข้าถึงจะให้ยา จะให้ฟรีหรือ ฝันเถอะ" หลี่ซืออวี้หัวเราะเสียงดัง ยื่นมือบิดแก้มนุ่ม ๆ ของลูกชาย "โอ้ เจ้าหนู เจ้าได้สายเลือดข้ามาอย่างแท้จริงทีเดียว" สองแม่ลูกหัวเราะกันคิกคัก เสียงของทั้งคู่ดังลอดออกไปนอกหน้าต่าง กลายเป็นภาพหนึ่งในชีวิตประจำวันอันอบอุ่นของย่านนี้ ใครเลยจะรู้ว่าเบื้องหลังแม่หมอหญิงผู้ใจดีนั้นเคยเป็นนักฆ่าไร้ใจ และเจ้าหนูขี้เล่นก็เป็นผลผลิตของความแข็งแกร่งที่ห่อหุ้มด้วยเสียงหัวเราะหลังพิธีเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ผ่านไปสามเดือน ฮ่องเต้องค์ใหม่ฟื้นฟูกฎหมายให้เข้มแข็งขึ้น ฮองเฮาก่อตั้งโรงหมอหลายแห่งในราคาย่อมเยาและก่อตั้งสำนักศึกษาด้านการแพทย์แก่สามัญชน เมื่อเรัยนจบสามารถสอบเข้าทำงานในวังหลวงและโรงหมอภายใต้การอุปถัมภ์ของฮองเฮา มีโครงการสร้างอาชีพและกระจายรายได้ไปทั่วเมืองและจะขยับขยายออกไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ในอีกไม่ช้า เช้าวันพักผ่อน ท้องฟ้ายามเย็นทอแสงสีทองอ่อน ๆ ทาบลงบนสระหยกด้านหลังตำหนักด้านใน เสียงสายลมพัดใบไม้ไหวบางเบาคล้ายจะกระซิบเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น หลงจิ่นเซวียนในชุดธรรมดาไร้เครื่องทรง เดินเข้ามาช้า ๆ บนศาลาริมน้ำ หลี่ซืออวี้ นั่งทอดสายตามองสายน้ำที่ไหลนิ่ง ราวกับกำลังทบทวนเรื่องราวในใจ เมื่อเขามาถึง นางไม่ได้หันไปมอง แต่พูดขึ้นเรียบ ๆ อย่างเป็นทางการ "ฝ่าบาทยังไม่เหนื่อยอีกหรือ เหนื่อยจากการไล่ตามคนที่ทำร้ายพระทัยท่านถึงเพียงนี้" เขาหยุดยืนเงียบ หัวเราะแผ่วเบา ก่อนนั่งลงข้าง ๆ โดยไม่รอให้นางอนุญาต "เหนื่อยแต่ก็ยังอยากเดินต่อ เพราะปลายทางคือเจ้า" "ยามนี้มีเพียงเราสองคน ยังมีพิธีรีตองอีกหรือ" นางเบือนหน้ามองเขา ดวงตานิ่งเรียบแต่ลึกในนั้นมีบางอย่างไหวว
ณ ตำหนักด้านใน หลี่ซืออวี้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกบางอย่างในอก ทั้งเบา สบายและอุ่นใจ แม้ยังไม่ได้เอ่ยวาจามากไปกว่านี้ แต่หัวใจก็ไม่ได้ต่อต้านอีกต่อไป ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างมั่นคง "ท่านแม่ แต่งตัวสวย ๆ ไว้นะ" "วันนี้มีอะไรกันอีก" เมื่อประตูเปิดออก เหล่านางกำนัลนับสิบคนกรูกันเข้ามาแต่งองค์ทรงเครื่องให้นางอย่างอ่อนโยน พร้อมยื่นชุดผ้าไหมสีขาวประดับลายมังกรเมฆทองไม่ใช่ชุดสามัญ แต่เป็นชุดเจ้าสาวของวังหลวง "เป็นพระราชบัญชาเพคะ วันนี้คือวันอภิเษกของพระองค์อย่างเป็นทางการ" หลี่ซืออวี้เบิกตาขึ้นเล็กน้อยเอ่ยคัดค้านอย่างงุนงง "อภิเษกอะไรกัน ข้าไม่รู้เรื่องมาก่อน พวกเจ้าจะทำอย่างนี้กับข้าไม่ได้นะ" นางกำนัลจึงอธิบายว่า "เหล่ากงกงแจ้งมาว่าเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ฮ่องเต้จึงจะประกาศราชโองการเพคะ" เสี่ยวไป๋ยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างพึงพอใจ ขฯะที่หลี่ซืออวี้หน้าตึงเพราะขัดพระบัญชาฮ่องเต้ไม่ได้ "มัดมือชกข้าชัด ๆ " "เรื่องมงคลเช่นนี้ท่านแม่ไม่ควรปฏิเสธนะขอรับ" ลานพระราชพิธี ท่ามกลางสายตาคนทั้งราชสำนัก ขุนนาง ข้าราชบริพาร นางกำนัลเหล่าทหารล้อมรอบลานพิธีที่ประดับด้วยผ้าไหมสีแด
ภายในท้องพระโรงหลังพิธีเฉลิมฉลองฟื้นฟูราชสำนักอีกหกเดือนต่อมา หลายเดือนมานี้หลี่ซืออวี้ยังรู้สึกว่านางไม่เป็นที่ชอบใจของขุนนางครึ่งวังหลวง เมื่อวันนี้มีโอกาสนางจึงทูลฮ่องเต้ถึงเรื่องนี้ เหล่าขุนนางมากหน้าหลายตานั่งอยู่ในตำแหน่งตามลำดับ บางคนยังมีสีหน้าขุ่นเคือง บางคนกระซิบกระซาบต่อกันถึง สตรีผู้อวดดี ที่กล้าท้าทายอำนาจวังหลวง หลงจิ่นเซวียนนั่งบนบัลลังก์ ท่าทางสงบนิ่ง แต่สายตาจับจ้องไปยังร่างของหญิงสาวในชุดเรียบง่ายสีอ่อนที่ยืนอยู่กลางท้องพระโรง นางคือหลี่ซืออวี้ นางเงยหน้าขึ้นพูดเสียงชัดกังวาน "ฝ่าบาท วันนี้หม่อมฉันมิได้มาในฐานะสตรีของท่านแต่มาในฐานะผู้ที่ไม่ได้ภักดีต่อใครนอกจากความจริง" เสียงกระซิบในหมู่ขุนนางเริ่มดังขึ้นทันที ขุุนนางคนหนึ่งฮึดฮัดเอ่ยขึ้น "สตรีผู้นี้บังอาจนัก! กล้าขึ้นเสียงกับฮ่องเต้เชียวหรือ!" หลี่ซืออวี้ปรายตามองอย่างไม่หวั่นไหว "ข้ารู้ว่าท่านทั้งหลายไม่ชอบข้า แต่หากไม่ใช่เพราะข้า ขุนนางกว่าครึ่งในที่นี้คงไม่มีโอกาสนั่งบนตำแหน่งเดิมอย่างสงบสุข" คำพูดนั้นทำให้บางคนชะงัก บางคนแสร้งไม่สบตา นางหันกลับมาหาฮ่องเต้ ที่นั่งนิ่งไม่พูด "ฝ่าบาท หม่อมฉันขอบททดสอบห
พระราชพิธีราชาภิเษกในท้องพระโรง ท้องพระโรงเต็มไปด้วยขุนนางผู้มาเฝ้ารับเสด็จฮ่องเต้ผู้ครองบัลลังก์องค์ใหม่ ท่ามกลางเสียงพิธีกรรมอันสง่างาม หลงจิ่นเซวียนได้กล่าวในพิธีอันเป็นมลคล "ข้าสาบานต่อหน้าสวรรค์และราษฎร ว่าจะปกครองบ้านเมืองด้วยความยุติธรรม สันติสุข และภักดีต่อราษฎรทุกคน" เสียงแซ่ซ้องและคำถวายพระพรดังสนั่น ทว่าดวงตาของฮ่องเต้แฝงความหนักแน่นและความคิดลึกซึ้ง ฮ่องเต้นั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปยังสวนพระราชวัง ด้านหลี่ซืออวี้ที่เตรียมตัวออกเดินทางนางหันไปมองลูกชายที่กำลังยิ้มสดใส "ข้าจะโตขึ้นด้วยตัวเอง แม้จะไม่อยู่ในวังหลวง" หลี่ซืออวี้และเสี่ยวไป๋สวมเสื้อผ้าธรรมดา เดินผ่านประตูใหญ่ของพระราชวังโดยไร้เงาของฮ่องเต้ ทั้งสองแม่ลูกก้าวออกไปสู่โลกภายนอก ท่ามกลางแสงแดดและลมพัดเบา ๆ เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวังและความฝัน ยามสายแสงแดดอ่อนอุ่นทอแสงบาง ๆ ขบวนม้ารถเล็ก ๆ เคลื่อนไปอย่างเงียบเชียบ หัวหน้าขบวนคือหลี่ซืออวี้กับเสี่ยวไป๋ในชุดสามัญ ทั้งคู่ไม่มีราชโองการ ไม่มีการอำลาอย่างเป็นทางการ ทันใดนั้น เสียงเกือกม้าดังขึ้นราวกับพายุ สายลมแรงกรูเข้ามาพร้อมร่างหนึ่
กลางดึก เสียงเพรียกหวาดกลัวของสาวใช้ดังลั่นขณะที่เสี่ยวไป๋ถูกแบกเข้ามา เลือดซึมจากบาดแผลยาวบนสีข้าง หายใจรวยริน หลี่ซืออวี้ใบหน้าแข็งราวกับน้ำแข็ง "ออกไปให้หมด! เอายาห้ามเลือดมา แล้วปิดประตูให้แน่น" หลงจิ่นเซวียนยืนตัวแข็งอยู่ข้างประตู สายตาเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ขณะที่นางโน้มตัวเย็บแผลให้ลูกอย่างใจเย็นแต่มือสั่นเทา ริมฝีปากเม้มแน่น เงียบอยู่นาน ก่อนที่หลี่ซืออวี้จะพูดทั้งที่สายตายังจับจ้องที่แผล "ทำได้แม้กระทั่งเด็ก" หลงจิ่นเซวียนยืนยันหนักแน่นต่อหน้านาง "ข้าจะไม่ปล่อยให้นางลอบทำร้ายได้อีก ข้าจะส่งทหาร…" นางแทรกขึ้นทันที “เจ้ามันขี้ขลาด!” นางผุดลุกขึ้น หมุนตัวเผชิญหน้าเขา ดวงตากร้าวราวกับน้ำแข็งแตกกระจาย "ข้าไม่ใช่คนที่ต้องให้เจ้าปกป้อง แต่ลูกของข้าควรปลอดภัยในเขตของตัวเอง นี่น่ะหรือคือ อยู่ข้างข้าอย่างที่เจ้าพูด" "ข้าก็เจ็บไม่ต่างไปจากเจ้า นางเป็นแม่ของข้า ข้าพยายามเลือกทางที่ไม่ทำร้ายใคร" "แต่ข้าจะทำร้ายแล้ว! ฟังนะหลงจิ่นเซวียน ข้าไม่ใช่แม่พระ ข้าเคยเป็นนักฆ่า เคยเรียนวิชาพิษ เคยส่งคนตายโดยไม่ต้องเปื้อนมือ ข้าอดกลั้นเพื่อให้เจ้ามีศักดิ์ศรี แต่ครั้งนี้…" เสียงเงียบ
ห้องลับภายในตำหนักไทเฮายามค่ำ แสงเทียนส่องสลัวสะท้อนใบหน้าแก่ชราของไทเฮาที่ซีดเผือดเพราะโรครุมเร้า แต่ดวงตายังเต็มไปด้วยไฟแห่งความแค้นนางเอ่ยเสียงแหบพร่าแต่เด็ดขาด "ฆ่านางไม่ได้ ก็จงหั่นหัวลูกของนางเสีย" เสียงกึกของถ้วยชาตกลงพื้นเมื่อขันทีคนสนิทหน้าซีดเผือด พยายามทัดทาน "แต่เด็กคนนั้นคือ..." "ข้ารู้ว่ามันคือหลานข้า! แต่ข้าไม่เคยรับมัน! เด็กคนนั้นคือจุดอ่อนของนางหากทำให้มันเจ็บชีวิตนางก็จะต้องย่อยยับไปด้วย!" ภายในห้องเงียบงันไปชั่วครู่ ก่อนนางพูดเสียงแผ่วเย็นเฉียบ "ส่งคนในคราบนักเลงข้างนอกตำหนัก ทำให้ดูเหมือนอุบัติเหตุ อย่าให้สาวมาถึงข้าได้ เข้าใจหรือไม่" ขันทีกัดฟันพยักหน้า น้ำตาคลอเล็กน้อยอย่างจำยอม ลานหน้าตำหนักรองในเช้าวันถัดมา เสี่ยวไป๋วิ่งเล่นกับข้ารับใช้คนสนิท มือน้อยถือกังหันกระดาษหมุนตามลม เด็กชายหัวเราะเอิกเกริก ไร้เดียงสาต่ออันตรายที่ใกล้เข้ามา ในเงาของมุมกำแพง ชายชุดดำสามคนลอบเข้ามาเงียบเชียบ ดาบสั้นในมือแวววับอย่างน่ากลัว ก่อนที่พวกมันจะทันก้าวถึงร่างเล็ก เสียงคำรามหนึ่งดังขึ้นพร้อมเงาร่างสูงทะยานออกจากซุ้มไม้ไผ่ หลงจิ่นเซวียนส่งเสียงกร้าว "อย่าแตะต้องลูกข้า!
ภายในโรงน้ำชาชั้นสองของตลาดเมืองหลวง โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ล้อมด้วยผ้าแพรลายมังกร บุรุษในชุดหรูร่างอ้วนพุงพลุ้ยคือ พ่อค้าเซิ่งเหวิน พ่อค้าค้าข้าวเจ้าของโรงฉางใหญ่ที่สุดในเขตเมืองหลวง เขายิ้มอย่างเอ็นดู ขณะจ้องเด็กชายตัวเล็กในชุดขาด ๆ ที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงข้าม วันนี้เขาได้เชิญตัวเสี่ยวไป๋มาตกลงบางสิ่งบาง
ตลาดใต้สะพานหินในเมืองหลวงคึกคักไปด้วยเสียงตะโกนขายของ เสียงหม้อเหล็กกระทบกันในโรงต้มโจ๊ก และเสียงฝีเท้าเร่งร้อนของผู้คนหลากชนชั้น แต่ในซอกแคบถัดจากทางระบายน้ำ มีเงาร่างเล็กคนหนึ่งกำลังยืนมองด้วยสายตาเฉียบคมเกินวัย เสี่ยวไป๋ ลูกชายของหลี่ซืออวี้ที่ไม่เหมือนเด็กทั่วไป เป็นเพราะเขาอยู่กับมารดาเพียงส
รุ่งเช้าหลังจากรับเงินค่าจ้างมาแล้ว บ้านเก่าทรุดโทรมเงียบสงัดไร้เงาของผู้คนหลี่ซืออวี้ออกเดินทางแล้วเสี่ยวไป๋อยู่ในเสื้อคลุมตัวหนา มัดไว้แน่นกับหลังของนางอย่างอบอุ่น เด็กชายยังหลับอยู่ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเสียงเกวียนไม้เคลื่อนตัวบนเส้นทางฝุ่นดิน มุ่งหน้าออกจากเมืองชายแดนอย่างเงียบเชียบในยามที่ผู้
ยามดึกสงัดเมื่อส่งเสี่ยวไป๋เข้านอนในคืนหนึ่ง หลี่ซืออวี้ได้กลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง ช่วงกลางวันนางได้เข้าไปในเมืองเพื่อทำบางอย่างและเตรียมตัวพร้อมสำหรับบางสิ่ง ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามจนมั่นใจว่าบุตรชายหลับสนิทแล้ว นางลุกขึ้นจากที่นอนสวมชุดดำพรางใบหน้ามิดชิด มุ่งหน้าสู่ตรอกแคบในย่านตะวันตกของเม







