Share

คลื่นมหาชน

Penulis: PEACH_SHERBET
last update Tanggal publikasi: 2026-09-16 14:21:05

เสียงจอแจอึกทึกดังลอดบานประตูไม้หนาทึบของจวนแม่ทัพเข้ามาไม่ขาดสาย ราวกับคลื่นมหาชนที่โหมกระหน่ำซัดสาดเข้าใส่กำแพงหินอย่างบ้าคลั่ง เป็นเช่นนี้มาหลายรุ่งสางแล้วนับตั้งแต่งานเลี้ยงในวังหลวงครั้งนั้น

ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าสายลม มันเล่าขานถึงสตรีงดงามนามหลินเฟยหรง ว่าที่พระชายาของโซ่วอ๋อง ผู้มีหัตถ์เทวะ สามารถชุบชีวิตแม่ทัพใหญ่จากเงื้อมมือพญายม และสยบพิษร้ายที่แม้แต่หมอหลวงยังส่ายหน้า จากปากต่อปาก เรื่องราวถูกแต่งเติมสีสันจนเกินจริง กลายเป็นว่านางคือเทพธิดาจำแลงมาโปรดสัตว์โลก

ผลลัพธ์คือภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า…. ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศแห่แหนกันมายังหน้าจวนแม่ทัพ บ้างป่วยหนัก บ้างเจ็บเรื้อรัง บ้างก็เพียงแค่อยากยลโฉมหมอหญิงเทวดาในตำนาน พวกเขานั่งๆ นอนๆ ปักหลักกันจนถนนหน้าจวนที่เคยสง่างาม บัดนี้ไม่ต่างอะไรกับตลาดนัดคนป่วยขนาดย่อม

จ้าวหยางเจี้ยนยืนกอดอก มองภาพนั้นจากบนเชิงเทินกำแพง คิ้วหนาขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความไม่พอใจ ลมยามเช้าพัดปอยผมของเขาให้ปลิวไสว แต่แววตาคมกริบยังคงจับจ้องไปยังฝูงชนเบื้องล่างไม่วางตา

“ข้าไม่เห็นด้วย” เขากล่าวเสียงเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจเด็ดขาด “มันอันตรายเกินไป เจ้าไม่รู้ว่าในฝูงชนนั่นมีใครแฝงตัวมาบ้าง”

หลินเฟยหรงซึ่งยืนอยู่ข้างกายเขา สวมเพียงอาภรณ์ผ้าฝ้ายสีเรียบเพื่อความคล่องตัว มองลงไปยังกลุ่มคนที่สิ้นหวังด้วยแววตาสงสารจับใจ “พวกเขาเดินทางมาไกล บ้างก็แทบจะสิ้นลมหายใจอยู่รอมร่อ ในเมื่อข้าพอจะช่วยได้ จะให้ข้าเพิกเฉยได้อย่างไร”

“เจ้าช่วยคนทั้งใต้หล้าไม่ได้หรอกนะ เฟยหรง”

“แต่หม่อมฉันช่วยคนที่อยู่ตรงหน้าหม่อมฉันได้” นางหันมาสบตาเขาอย่างแน่วแน่ “ในฐานะหมอ หม่อมฉันทอดทิ้งคนไข้ไม่ได้”

จ้าวหยางเจี้ยนถอนหายใจยาว เขารู้ดีว่าไม่อาจเปลี่ยนใจนางได้ สตรีผู้นี้ดื้อรั้นและมีเมตตาธรรมในหัวใจสูงส่งเกินกว่าที่ใครจะต้านทานไหว

“เช่นนั้นข้ามีเงื่อนไข” เขายื่นคำขาด “ข้าจะให้คนตั้งโต๊ะตรวจไว้ที่ลานหน้าประตู องครักษ์ของข้าจะล้อมวงคุ้มกันเจ้าทุกฝีก้าว และข้าจะเป็นคนช่วยงานเจ้าด้วยตัวเอง”

หลินเฟยหรงเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ

“พระองค์เนี่ยนะเพคะ.... โซ่วอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ จะลดตัวลงมาเป็นผู้ช่วยหมอข้างถนน?”

“ถ้ามันหมายถึงการที่ข้าจะได้จับตาดูความปลอดภัยของเจ้าอย่างใกล้ชิดที่สุด ข้าก็ยินดี” เขากล่าว พลางยื่นมือไปปัดเศษใบไม้ที่ติดอยู่บนเรือนผมของนางออกอย่างแผ่วเบา “ข้าจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องเช่นวันนั้นขึ้นอีกเป็นอันขาด”

สายตาของเขากวาดไปยังรอยช้ำจางๆ ที่ลำคอของนางซึ่งแม้จะถูกคอเสื้อบดบังไว้ แต่เขาก็ยังจดจำมันได้ดี เฟยหรงสัมผัสได้ถึงความห่วงใยอันลึกซึ้งในแววตาของเขา นางจึงพยักหน้ารับเงื่อนไขนั้นแต่โดยดี

ไม่นานนัก ลานกว้างหน้าประตูจวนก็ถูกจัดระเบียบขึ้นใหม่ โต๊ะยาวสองตัวถูกตั้งขึ้น ตัวหนึ่งสำหรับให้หลินเฟยหรงใช้ตรวจวินิจฉัย อีกตัวสำหรับหมอเฒ่าอู๋และเสี่ยวถิงที่ช่วยกันจัดยาตามเทียบ เหล่าองครักษ์ในชุดเกราะสีดำทะมึนยืนเรียงรายเป็นกำแพงมนุษย์ แยกพื้นที่ระหว่างโต๊ะตรวจกับฝูงชนที่กำลังเบียดเสียดกันเข้ามาอย่างชัดเจน

โซ่วอ๋อง จ้าวหยางเจี้ยนในอาภรณ์รัดกุมสีเข้มยืนอยู่ข้างกายนางไม่ห่าง กิริยาท่าทางของเขาไม่ได้ดูเหมือนอ๋องผู้สูงศักดิ์แม้แต่น้อย แต่กลับเหมือนผู้ช่วยที่คล่องแคล่วว่องไว เขาเป็นคนจัดลำดับคิว คอยส่งผ้าสะอาดให้นางเช็ดมือ และรินน้ำชาสมุนไพรให้ผู้ป่วยที่รอคอยด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ภาพของแม่ทัพใหญ่ผู้พิชิตแดนเหนือ กำลังก้มหัวรินน้ำให้หญิงชราซอมซ่อ กลายเป็นภาพที่น่าตกตะลึงสำหรับทุกคนที่ได้เห็น แต่สำหรับหลินเฟยหรง มันคือการกระทำที่ส่งความอบอุ่นมาถึงหัวใจยิ่งกว่าคำพูดหวานหูใดๆ

นางลงมือตรวจรักษาคนไข้ทีละคนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่กับการวินิจฉัยโรคภัยตรงหน้า เสียงชีพจรที่ปลายนิ้วสัมผัส สีของลิ้น ลักษณะของดวงตา ทุกอย่างคือข้อมูลล้ำค่าที่นางนำมาประมวลผลด้วยความรู้ทางการแพทย์จากอีกโลกหนึ่ง สมุนไพรธรรมดาๆ เมื่อผ่านการจัดเทียบตำรับของนางก็กลายเป็นยาขนานวิเศษ

เวลาผ่านไปจนตะวันคล้อยบ่ายคล้อย ผู้คนเริ่มบางตาลงมากแล้ว หลินเฟยหรงซับเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผาก นางรู้สึกอ่อนล้าแต่หัวใจกลับเปี่ยมด้วยความอิ่มเอม

“พักก่อนเถิด” จ้าวหยางเจี้ยนยื่นถ้วยน้ำเย็นส่งให้นาง “เจ้าทำงานมาตั้งแต่เช้าแล้ว”

“เหลืออีกไม่กี่คนเท่านั้น”

นางกล่าวพลางรับถ้วยน้ำมาดื่ม ก่อนจะหันไปมองชายชราท่าทางซอมซ่อคนหนึ่งที่กำลังเดินโขยกเขยกเข้ามาเป็นรายต่อไป เขาไอโขลกๆ ตลอดเวลา ร่างกายผ่ายผอมราวกับกิ่งไม้แห้ง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งและมีกลิ่นอับชื้นติดตัว

“เรียนท่านหมอหญิงเทวดา.... ได้โปรดช่วยข้าด้วย” ชายชรากล่าวเสียงแหบพร่า “ข้าป่วยเป็นโรคปอดมาหลายปีแล้ว.....แค่กๆ......หมอที่ไหนก็รักษาไม่หาย”

หลินเฟยหรงพยักหน้าให้เขาเข้ามานั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม นางยื่นมือออกไปเพื่อจะจับชีพจรตามปกติ ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสกับข้อมือที่หยาบกร้านของเขา นางก็ชะงักไปเล็กน้อย

ชีพจรของเขาไม่ได้อ่อนแรงอย่างที่คนป่วยโรคปอดเรื้อรังควรจะเป็น ตรงกันข้าม มันเต้นแรงและสม่ำเสมอราวกับคนแข็งแรงที่ฝึกปรือวรยุทธ์มาอย่างดี.... ที่สำคัญ ผิวหนังใต้ฝ่ามือของเขามีรอยด้านหนาจากการจับอาวุธเป็นประจำ ไม่ใช่รอยด้านของชาวนาที่จับจอบเสียม

นางเหลือบสายตาขึ้นมองจ้าวหยางเจี้ยนชั่ววูบหนึ่ง ทั้งสองสบตากันเพียงเสี้ยววินาทีก็เข้าใจความผิดปกตินั้นได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำพูด

จ้าวหยางเจี้ยนขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อย ทำทีเป็นจัดกระดาษบนโต๊ะ แต่หูของเขาตั้งใจฟังอย่างเต็มที่

หลินเฟยหรงแสร้งทำเป็นตรวจต่อไปตามปกติ นางใช้ปลายนิ้วกดลงบนจุดชีพจรหลายจุดบนแขนของเขา

“อาการของท่านดูภายนอกน่าเป็นห่วง แต่ภายในกลับไม่เป็นเช่นนั้นแปลกจริง” นางเปรยขึ้นลอยๆ

ชายชราไอออกมาอีกสองสามครั้ง ดวงตาที่ดูเหมือนจะโรยราของเขากลับมีประกายคมกล้าฉายวาบออกมา

“ร่างกายภายนอกเป็นเพียงสิ่งลวงตา.... สิ่งสำคัญอยู่ที่ข่าวสารภายในต่างหาก” เขากระซิบเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน

มือของจ้าวหยางเจี้ยนที่กำลังจัดกระดาษหยุดชะงัก

“มีคนฝากสาส์นมาถึงโซ่วอ๋อง” ชายชรากล่าวต่อโดยไม่มองหน้าใคร “จากท่านเสนาบดีกรมกลาโหม.... ที่ชายแดนทิศเหนือ กองทัพของแม่ทัพหลี่ก่อกบฏแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ประโยคสั้นๆ นั้นหนักหน่วงราวกับค้อนที่ทุบลงมากลางกระหม่อม บรรยากาศรอบโต๊ะตรวจพลันเยียบเย็นลงในทันที แม้แดดยามบ่ายจะยังคงร้อนระอุ

หลินเฟยหรงยังคงรักษามาดหมอผู้สงบนิ่งไว้ได้อย่างแนบเนียน นางหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มหมึก แล้วเขียนเทียบยาลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว “โรคของท่านต้องใช้เวลาในการรักษา เอายานี้ไปต้มดื่มสามวัน หากไม่ดีขึ้นให้กลับมาหาข้าใหม่” นางยื่นเทียบยาให้เขา

ชายชราไออีกครั้ง รับกระดาษแผ่นนั้นมาแล้วซ่อนมันไว้ในแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว เขาก้มศีรษะให้เล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไป ปะปนกับชาวบ้านคนอื่นๆ จนหายลับไปจากสายตา

เมื่อแผ่นหลังของชายผู้นั้นลับหายไปแล้ว เฟยหรงจึงหันมามองจ้าวหยางเจี้ยน สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวล

“เรื่องจริงหรือ”

จ้าวหยางเจี้ยนไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขากลับหันไปสั่งองครักษ์ด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและเยียบเย็นผิดไปจากเดิม

“วันนี้พอแค่นี้ เก็บของทั้งหมด ประกาศให้ทุกคนทราบว่าพรุ่งนี้คุณหนูหลินจะไม่ออกมาตรวจ”

องครักษ์รับคำสั่งแล้วรีบปฏิบัติตามทันที ความโกลาหลเล็กๆ เกิดขึ้นเมื่อชาวบ้านที่ยังรอคิวอยู่โวยวาย แต่เมื่อเห็นสายตาคมปลาบดุจเหยี่ยวของโซ่วอ๋อง ทุกคนก็เงียบเสียงลงและยอมสลายตัวไปแต่โดยดี

จ้าวหยางเจี้ยนจับข้อมือของหลินเฟยหรงแล้วดึงนางให้ลุกขึ้นเดินตามเข้าไปในจวนทันที พ่อบ้านจาง หมอเฒ่าอู๋ และเสี่ยวถิงมองตามด้วยความงุนงง แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถาม

ทันทีที่เข้ามาถึงห้องหนังสือซึ่งเป็นที่ส่วนตัวของเขา จ้าวหยางเจี้ยนก็ปล่อยมือนางแล้วเดินตรงไปที่แผนที่ขนาดใหญ่ที่ขึงอยู่บนผนัง สายตาของเขากวาดไปยังจุดที่เป็นที่ตั้งของชายแดนทิศเหนือ กำปั้นของเขาเผลอกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน

“แม่ทัพหลี่เป็นคนของเว่ยอ๋อง” เขากล่าวเสียงลอดไรฟัน “ข้าควรจะรู้ว่ามันต้องหาเรื่องสักวัน”

“แล้วท่านจะทำอย่างไรต่อไป” หลินเฟยหรงถามด้วยความเป็นห่วง

จ้าวหยางเจี้ยนหันกลับมาเผชิญหน้ากับนาง ในดวงตาของเขาปราศจากความลังเล มีเพียงประกายแห่งการตัดสินใจอันแน่วแน่

“เรื่องนี้ใหญ่หลวงนัก ข้าต้องเข้าวังหลวงเพื่อทูลรายงานฝ่าบาทโดยด่วนที่สุด

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเดินเข้ามาหานางแล้วจับไหล่ทั้งสองข้างของนางไว้มั่น

“เฟยหรง.... ฟังข้าให้ดี ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เจ้าต้องอยู่ในจวน ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด จนกว่าข้าจะกลับมา”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   สายลับและยาพิษที่ถูกช่วงชิง

    เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนที่ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย จ้าวหยางเจี้ยนขยับตัวเปลือกตาไหวระริกก่อนจะลืมขึ้นช้าๆ แสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านผ้าใบกระโจมเข้ามาทำให้เขาต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย สิ่งแรกที่เขารู้สึกคือความอบอุ่นที่ปลายนิ้ว เมื่อก้มลงมองก็พบว่ามือน้อยๆ ของหลินเฟยหรงกำลังกอบกุมมือของเขาอยู่เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคู่สวยที่มองอยู่ก่อนแล้ว นางไม่ได้หลับ แต่ตื่นอยู่นานแค่ไหนแล้วเขาก็มิอาจรู้ได้ ในดวงตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความอ่อนเพลียหลงเหลืออยู่ มีเพียงความสงบนิ่งและประกายบางอย่างที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ“ตื่นแล้วหรือ” นางเอ่ยถามเสียงแผ่วเบาเขาไม่ได้ตอบเป็นคำพูด เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ สายตาของเขาทอดมองไปยังแหวนหยกบนนิ้วนางข้างซ้ายของนาง ซึ่งบัดนี้ถูกมือของเขาและนางกุมทับไว้อีกชั้นหนึ่ง“ข้า……” เขาเริ่มพูด แต่ก็ไม่รู้จะกล่าวอะไรต่อดีหลินเฟยหรงยิ้ม นางขยับนิ้วโป้งลูบไล้หลังมือหยาบกร้านของเขา “ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น”ความเงียบที่โรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งสองไม่ได้น่าอึดอัด แต่กลับอบอวลไปด้วยความเข้าใจที่ไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ อีก แหวนหยกวงนั้นเป็นดั่งคำมั่นสัญญาที่หนักแน่

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   แหวนหยกแทนใจ

    บรรยากาศในค่ายทหารเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความหวาดระแวงและกระแสต่อต้านที่เคยคุกรุ่นอยู่ใต้ผิวน้ำได้สลายไปสิ้น ดุจหมอกที่ถูกแสงอาทิตย์ยามเช้าขับไล่ การกระทำของจ้าวหยางเจี้ยนในวันนั้นได้ซื้อใจเหล่าทหารอย่างหมดจด บัดนี้ทุกสายตาที่มองมายังหลินเฟยหรงเต็มไปด้วยความยำเกรงและเชื่อมั่น ทหารทุกนายปฏิบัติตามคำสั่งของนางอย่างเคร่งครัด การกักกันโรคและการแจกจ่ายยาเป็นไปอย่างราบรื่นแต่ความราบรื่นนั้นต้องแลกมาด้วยการทำงานอย่างไม่หยุดพักของหลินเฟยหรง กระโจมพยาบาลกลายเป็นโลกทั้งใบของนาง กลางวันวุ่นวายอยู่กับการตรวจอาการผู้ป่วยใหม่ บัญชาการต้มยา และวิเคราะห์ตัวปรสิตจากน้ำตัวอย่าง กลางคืนก็ยังคงนั่งขีดเขียนอยู่ใต้แสงตะเกียง ศึกษาตำราแพทย์โบราณเพื่อหาวิธีถอนรากถอนโคนเชื้อโรคให้สิ้นซาก“คุณหนูเจ้าคะ พักทานอะไรสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ นี่ก็เลยยามโหย่ว (17.00-18.59 น.) มานานแล้วนะเจ้าคะ”เสี่ยวถิงยกถ้วยซุปร้อนๆ เข้ามาวางบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยม้วนกระดาษและสมุนไพรแห้ง กลิ่นหอมของไก่ตุ๋นโสมลอยฟุ้ง แต่คนทำงานกลับไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา“วางไว้ตรงนั้นก่อน เดี๋ยวข้าจัดการเอง”หลินเฟยหรงตอบเสียงแหบพร่า ดวงตาของนางยังคงจับ

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   ปรสิตลี้ลับ

    สองวันผ่านไป กลิ่นสมุนไพรฉุนเข้มข้นและควันจากเตาต้มยาก็เข้าแทนที่กลิ่นคาวเลือดและดินปืนในค่ายทหาร กระโจมพยาบาลเดิมถูกขยายพื้นที่ออกไปสามเท่า มีการขึงเชือกป่านเส้นหนากั้นเป็นอาณาเขตหวงห้ามโดยเด็ดขาด ทหารยามในชุดเกราะเบาแต่พกอาวุธครบมือยืนเฝ้าทุกทางเข้าออกอย่างแน่นหนา สีหน้าของทุกคนเคร่งเครียดและระแวดระวังนี่คือศูนย์บัญชาการแพทย์เฉพาะกิจที่หลินเฟยหรงจัดตั้งขึ้นด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จที่จ้าวหยางเจี้ยนมอบให้ ทหารที่มีอาการป่วย ไม่ว่าจะน้อยหรือมาก จะถูกนำตัวมาคัดกรองและกักกันโรคที่นี่ทันที“คุณหนูเจ้าขา ยาหม้อที่สิบแปดได้ที่แล้วเจ้าค่ะ”เสี่ยวถิงวิ่งกระหืดกระหอบมารายงาน ใบหน้าของเด็กสาวมีเหงื่อซึมแต่แววตากลับมุ่งมั่น นางวางถาดไม้ลงบนโต๊ะทำงานชั่วคราวที่เต็มไปด้วยม้วนตำราและตัวอย่างสมุนไพรหลินเฟยหรงซึ่งกำลังบดสมุนไพรในรางหินอ่อนไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง นางเพียงพยักหน้ารับ“เอาไปให้คนไข้ที่เตียงสิบสองดื่ม เขาเริ่มมีไข้ต่ำๆ ตั้งแต่เมื่อเช้า จับตาดูอาการเขาให้ดี”“เจ้าค่ะ”“เสี่ยวถิง” เฟยหรงเรียกไว้ก่อนที่เด็กสาวจะทันหมุนตัวกลับ “ทหารที่ชื่ออาฟงเป็นอย่างไรบ้าง”สีหน้าของเสี่ยวถิงสลดลงทันที“อาการทร

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   สมรภูมิแรก

    เสียงไม้แตกกระจายและเสียงร้องโหยหวนดังแทรกเข้ามาในม่านควันหนาทึบ ร่างสูงในชุดเกราะสีเงินทะลวงผ่านเปลวเพลิงเข้ามาดุจพยัคฆ์ร้าย เสี้ยววินาทีที่สบตากัน หลินเฟยหรงแทบจะลืมวิธีหายใจ จ้าวหยางเจี้ยนไม่กล่าววาจาใด ดวงตาคมกริบของเขาสะท้อนเงาอัคคีที่ลุกโชน เต็มไปด้วยความเดือดดาลและตื่นตระหนกที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนเขากระชากกระสอบข้าวสารที่ทับขานางอยู่โยนทิ้งไปราวกับมันเป็นเพียงเศษฟางเบาหวิว จากนั้นจึงช้อนร่างหญิงสาวขึ้นอุ้มไว้ในอ้อมแขนที่แข็งแกร่ง กลิ่นไหม้และกลิ่นเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เขาก้าวฝ่ากองไฟที่ยังลุกไหม้ออกมาจากซากรถม้าอย่างไม่แยแสสะเก็ดไฟที่กระเด็นมาโดนชุดเกราะของตนเมื่อพ้นจากอันตราย เขาวางนางลงบนพื้นดินที่ปลอดภัยอย่างระมัดระวัง แต่ไม่ได้อ่อนโยนนัก มือใหญ่ของเขายังคงจับต้นแขนของนางไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก บีบจนนางต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ“ท่าน......”“หุบปาก” เขาตัดบทเสียงเย็นเฉียบ น้ำเสียงนั้นปราศจากความอบอุ่นที่คุ้นเคย มีเพียงความเกรี้ยวกราดที่ถูกสะกดกลั้นไว้อย่างถึงที่สุด เขาหันไปตะโกนสั่งทหารที่กำลังต่อสู้กับกลุ่มโจรที่เหลืออยู่ “จัดการให้สิ้นซาก! อย่าให้เหลือรอดไปแม้แต่คนเดียว!

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   ขบวนรถเสบียง

    เสียงเกราะกระทบกันดังกราวเกรียวอยู่ด้านนอก ลานกว้างของจวนแม่ทัพบัดนี้อัดแน่นไปด้วยทหารม้าในชุดเกราะเต็มยศและม้าศึกที่ส่งเสียงร้องอย่างคึกคะนอง ธงใหญ่ลายพยัคฆ์คำรามโบกสะบัดรุนแรงตามแรงลม สะท้อนความเร่งรีบและตึงเครียดของสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี จ้าวหยางเจี้ยนในชุดเกราะสีเงินขัดมันวาววับ กำลังยืนสั่งการอยู่กลางลานด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ทุกคำสั่งของเขาเด็ดขาดและชัดเจน ทหารทุกนายเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงราวกับเป็นอวัยวะส่วนเดียวกันหลินเฟยหรงยืนมองภาพนั้นจากระเบียงทางเดิน นางกำมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ชุดผ้าไหมเนื้อดีที่สวมอยู่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเครื่องพันธนาการ คำสั่งของเขาเมื่อคืนยังคงก้องอยู่ในหู ‘ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด จนกว่าข้าจะกลับมา’ เป็นคำสั่งที่เต็มไปด้วยความห่วงใย แต่สำหรับนาง มันคือโซ่ตรวนที่ไร้เหตุผลนางสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นดินปืนจางๆ และกลิ่นเหงื่อของม้าลอยมาตามลม นางตัดสินใจแล้ว นางเดินลงจากเรือน ตรงไปยังใจกลางของความวุ่นวายนั้น ทหารยามพยายามจะขวางทาง แต่นางไม่สนใจ พวกเขาไม่กล้าใช้กำลังกับว่าที่พระชายาของโซ่วอ๋อง ทำได้เพียงหลีกทางให้อย่างนอบน้อม“โซ่วอ๋องเพคะ”เสียงเรียกของ

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   คลื่นมหาชน

    เสียงจอแจอึกทึกดังลอดบานประตูไม้หนาทึบของจวนแม่ทัพเข้ามาไม่ขาดสาย ราวกับคลื่นมหาชนที่โหมกระหน่ำซัดสาดเข้าใส่กำแพงหินอย่างบ้าคลั่ง เป็นเช่นนี้มาหลายรุ่งสางแล้วนับตั้งแต่งานเลี้ยงในวังหลวงครั้งนั้นข่าวลือเดินทางเร็วกว่าสายลม มันเล่าขานถึงสตรีงดงามนามหลินเฟยหรง ว่าที่พระชายาของโซ่วอ๋อง ผู้มีหัตถ์เทวะ สามารถชุบชีวิตแม่ทัพใหญ่จากเงื้อมมือพญายม และสยบพิษร้ายที่แม้แต่หมอหลวงยังส่ายหน้า จากปากต่อปาก เรื่องราวถูกแต่งเติมสีสันจนเกินจริง กลายเป็นว่านางคือเทพธิดาจำแลงมาโปรดสัตว์โลกผลลัพธ์คือภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า…. ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศแห่แหนกันมายังหน้าจวนแม่ทัพ บ้างป่วยหนัก บ้างเจ็บเรื้อรัง บ้างก็เพียงแค่อยากยลโฉมหมอหญิงเทวดาในตำนาน พวกเขานั่งๆ นอนๆ ปักหลักกันจนถนนหน้าจวนที่เคยสง่างาม บัดนี้ไม่ต่างอะไรกับตลาดนัดคนป่วยขนาดย่อมจ้าวหยางเจี้ยนยืนกอดอก มองภาพนั้นจากบนเชิงเทินกำแพง คิ้วหนาขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความไม่พอใจ ลมยามเช้าพัดปอยผมของเขาให้ปลิวไสว แต่แววตาคมกริบยังคงจับจ้องไปยังฝูงชนเบื้องล่างไม่วางตา“ข้าไม่เห็นด้วย” เขากล่าวเสียงเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจเด็ดขาด “มันอันตรายเกินไป เจ้าไม่รู

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status