ANMELDENเสียงไม้แตกกระจายและเสียงร้องโหยหวนดังแทรกเข้ามาในม่านควันหนาทึบ ร่างสูงในชุดเกราะสีเงินทะลวงผ่านเปลวเพลิงเข้ามาดุจพยัคฆ์ร้าย เสี้ยววินาทีที่สบตากัน หลินเฟยหรงแทบจะลืมวิธีหายใจ จ้าวหยางเจี้ยนไม่กล่าววาจาใด ดวงตาคมกริบของเขาสะท้อนเงาอัคคีที่ลุกโชน เต็มไปด้วยความเดือดดาลและตื่นตระหนกที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน
เขากระชากกระสอบข้าวสารที่ทับขานางอยู่โยนทิ้งไปราวกับมันเป็นเพียงเศษฟางเบาหวิว จากนั้นจึงช้อนร่างหญิงสาวขึ้นอุ้มไว้ในอ้อมแขนที่แข็งแกร่ง กลิ่นไหม้และกลิ่นเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เขาก้าวฝ่ากองไฟที่ยังลุกไหม้ออกมาจากซากรถม้าอย่างไม่แยแสสะเก็ดไฟที่กระเด็นมาโดนชุดเกราะของตน
เมื่อพ้นจากอันตราย เขาวางนางลงบนพื้นดินที่ปลอดภัยอย่างระมัดระวัง แต่ไม่ได้อ่อนโยนนัก มือใหญ่ของเขายังคงจับต้นแขนของนางไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก บีบจนนางต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ
“ท่าน......”
“หุบปาก” เขาตัดบทเสียงเย็นเฉียบ น้ำเสียงนั้นปราศจากความอบอุ่นที่คุ้นเคย มีเพียงความเกรี้ยวกราดที่ถูกสะกดกลั้นไว้อย่างถึงที่สุด เขาหันไปตะโกนสั่งทหารที่กำลังต่อสู้กับกลุ่มโจรที่เหลืออยู่ “จัดการให้สิ้นซาก! อย่าให้เหลือรอดไปแม้แต่คนเดียว!”
คำสั่งนั้นเด็ดขาดและอำมหิตจนน่าขนลุก ทหารองครักษ์ขานรับคำสั่งและเข้าประจันบานด้วยความฮึกเหิมเป็นเท่าทวีคูณ
จ้าวหยางเจี้ยนไม่แม้แต่จะชายตามองการต่อสู้ สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของคู่หมั้นพระราชทาน ใบหน้าที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าควัน
บรรยากาศระหว่างการเดินทางที่เหลือสู่ค่ายทหารชายแดนทิศเหนือเต็มไปด้วยความเงียบงันจนน่าอึดอัด หลินเฟยหรงถูกย้ายมาอยู่ในรถม้าคันเดียวกับเสี่ยวถิงและหมอเฒ่าอู๋ โดยมีทหารองครักษ์สี่นายขี่ม้าขนาบข้างไม่ห่าง ข้อเท้าของนางที่ถูกกระสอบทับบวมเป่งและมีรอยช้ำสีม่วงเข้ม แต่ความเจ็บปวดทางกายยังไม่เท่าความหนักอึ้งในใจที่เกิดจากความโกรธของเขา
จ้าวหยางเจี้ยนไม่ได้เข้ามาในรถม้าอีกเลยตลอดสองวันที่เหลือ เขาขี่ม้าอยู่ด้านหน้าขบวน คอยบัญชาการและระแวดระวังภัยด้วยตนเอง แผ่นหลังกว้างภายใต้ชุดเกราะนั้นดูห่างเหินและเย็นชา ราวกับกำแพงเมืองที่นางไม่มีวันข้ามผ่านไปได้
เมื่อขบวนรถเดินทางมาถึงค่ายทหารชายแดน กลิ่นอายของสงครามก็โชยมาปะทะจมูกทันที เสียงตีเหล็กจากโรงซ่อมอาวุธ เสียงร้องโอดโอยของทหารบาดเจ็บ และกลิ่นยาต้มสมุนไพรผสมกับกลิ่นคาวเลือดลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ธงพยัคฆ์คำรามผืนใหญ่โบกสะบัดอยู่เหนือค่าย บ่งบอกถึงอำนาจสูงสุดของผู้บัญชาการ
ทหารนายหนึ่งเปิดม่านรถม้าออก
“ท่านอ๋องมีบัญชาให้คุณหนูหลินพักผ่อนอยู่ในรถม้าก่อนขอรับ”
หลินเฟยหรงขมวดคิ้ว นางมองออกไปนอกรถม้า เห็นทหารบาดเจ็บจำนวนมากถูกหามเข้ามาในกระโจมพยาบาลขนาดใหญ่ สภาพของแต่ละคนน่าเวทนา บางคนแขนขาด บางคนขาหัก เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่ว แพทย์ทหารวิ่งวุ่นกันจนหัวหมุน แต่ก็ยังดูเหมือนจะไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้บาดเจ็บ
หัวใจของนางกระตุกวูบ ความตั้งใจเดิมที่แอบติดตามเขามาปรากฏชัดเจนขึ้นอีกครั้ง นางไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นภาระ แต่นางมาเพื่อช่วยเหลือ
ทันใดนั้น จ้าวหยางเจี้ยนก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้ารถม้า เขาอยู่ในชุดลำลองสีเข้ม เนื้อตัวสะอาดสะอ้านแล้ว แต่แววตายังคงเย็นชาเช่นเดิม เขาไม่มองหน้านาง แต่หันไปสั่งทหารที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
“เตรียมทหารม้าเร็วหนึ่งกอง พร้อมเสบียงและน้ำ จัดขบวนอารักขาคุณหนูหลินกลับเมืองหลวงทันที”
คำสั่งนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจ หลินเฟยหรงผลักม่านรถม้าออกแล้วก้าวลงไปเผชิญหน้ากับเขาทันที นางเมินความเจ็บแปลบที่ข้อเท้า ยืนหยัดจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างไม่ยอมแพ้
“หม่อมฉันไม่กลับ” นางประกาศกร้าว เสียงดังชัดเจนท่ามกลางความวุ่นวาย
จ้าวหยางเจี้ยนหันขวับมามองนาง คิ้วกระบี่ของเขาขมวดเข้าหากันจนเป็นปม
“เฟยหรง อย่าดื้อรั้น ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าควรอยู่ เจ้าเกือบจะตายไปแล้วครั้งหนึ่ง! เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ!”
เสียงของเขาดังขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดเรื่อง มันเต็มไปด้วยความโกรธระคนหวาดหวั่น
“หม่อมฉันเข้าใจเพคะ” นางตอบกลับอย่างใจเย็น “หม่อมฉันเข้าใจว่าท่านอ๋องเป็นห่วง แต่พระองค์มองไปรอบๆ สิ ทหารของพระองค์กำลังจะตาย แพทย์ทหารมีไม่พอ หม่อมฉันเป็นหมอ หน้าที่ของข้าคือการรักษาคนป่วย ท่านอ๋องจะให้หม่อมฉันนั่งมองดูพวกเขาตายไปต่อหน้าต่อตา โดยที่ไม่ทำอะไรเลยอย่างนั้นหรือ”
“ข้าจะให้แพทย์หลวงจากเมืองหลวงเดินทางตามมาสมทบ!”
“แล้วระหว่างที่รอ พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานไปอีกเท่าไหร่! บางคนอาจจะทนรอไม่ไหวด้วยซ้ำ!” นางชี้ไปยังกระโจมพยาบาล “ท่านอ๋องเป็นแม่ทัพ ชีวิตของทหารทุกนายอยู่ในความรับผิดชอบของพระองค์มิใช่หรือ การมีหม่อมฉันอยู่ที่นี่ คือการเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้พวกเขา พระองค์จะปฏิเสธโอกาสนั้นเพียงเพราะความกลัวส่วนตัวของท่านอย่างนั้นหรือ”
คำพูดของนางเหมือนกริชที่แทงเข้าไปกลางใจเขา โซ่วอ๋อง จ้าวหยางเจี้ยนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขาจ้องหน้านางเขม็ง ในดวงตาฉายแววสับสนระหว่างความโกรธ ความกลัว และการยอมรับในเหตุผลของนาง เขามองเลยไปที่กระโจมพยาบาล ได้ยินเสียงร้องครวญครางอย่างชัดเจน ทหารเหล่านั้นคือพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายของเขา
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านยอดธงและเสียงครวญครางของผู้บาดเจ็บ ในที่สุด เขาก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างพ่ายแพ้ ความแข็งกร้าวบนใบหน้าอ่อนลง กลายเป็นความเหนื่อยใจ
“หลี่เฟิง!” เขาตวาดเรียกชื่อรองแม่ทัพ
รองแม่ทัพร่างกำยำรีบวิ่งเข้ามาทำความเคารพ “พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง!”
“ตั้งกระโจมพยาบาลเพิ่มอีกหนึ่งหลัง แยกออกมาต่างหากสำหรับคุณหนูหลินโดยเฉพาะ จัดหาเครื่องมือและสมุนไพรทุกอย่างที่นางต้องการ” เขาสั่งเสียงเรียบ แล้วหันกลับมามองนางด้วยสายตาที่ซับซ้อน “และจัดทหารองครักษ์ฝีมือดีที่สุดแปดนายเฝ้าหน้ากระโจมตลอดเวลา ห้ามให้ใครเข้าใกล้นอกจากคนที่คุณหนูอนุญาต และห้ามคุณหนูหลินก้าวเท้าออกจากกระโจมแม้แต่ก้าวเดียวโดยไม่มีข้าอยู่ด้วย”
มันคือการประนีประนอม เขายอมให้นางรักษาคน แต่ก็กักขังนางไว้ในพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่เขาจะสร้างขึ้นได้
หลินเฟยหรงพยักหน้ารับ นางรู้ดีว่านี่คือสิ่งที่นางจะได้รับจากเขาในตอนนี้แล้ว
ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม กระโจมพยาบาลของหลินเฟยหรงก็ถูกตั้งขึ้นอย่างรวดเร็ว มันสะอาดและมีอุปกรณ์ครบครันกว่ากระโจมรวมเสียอีก นางไม่รอช้า เริ่มต้นทำงานทันที โดยมีเสี่ยวถิงและหมอเฒ่าอู๋เป็นผู้ช่วย ทหารที่บาดเจ็บสาหัสจากการซุ่มโจมตีขบวนรถเสบียงคือกลุ่มแรกที่ถูกส่งตัวมารักษา
นางทำงานอย่างคล่องแคล่ว ล้างแผล เย็บบาดแผล เข้าเฝือก จัดกระดูก และสั่งจ่ายยาด้วยความแม่นยำ ทหารและแพทย์คนอื่นๆ ที่ได้เห็นต่างก็ทึ่งในฝีมือของนาง ชื่อเสียง ‘หมอหญิงเทวดา’ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยจริงๆ
ขณะที่นางกำลังทำแผลให้ทหารนายหนึ่งที่ถูกฟันเข้าที่ต้นแขน นางสังเกตเห็นว่าเขามีอาการแปลกๆ ดวงตาของเขาเหม่อลอย เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ทั้งที่อากาศในค่ายค่อนข้างเย็น
“เจ้าเป็นอะไรไป รู้สึกไม่สบายตรงไหนอีกหรือไม่” นางถามพลางวัดชีพจรของเขา
“ขะ.....ข้ารู้สึก.....กระหายน้ำเหลือเกิน....ท่านหมอ” เขาพูดเสียงแหบพร่า “และ.....ร้อน.....ร้อนไปทั้งตัว”
ชีพจรของเขาเต้นเร็วและแรงผิดปกติ นางขมวดคิ้ว ยังไม่ทันที่นางจะได้วินิจฉัยอะไรเพิ่มเติม ทหารอีกคนที่นอนอยู่บนเตียงถัดไปก็เริ่มชักกระตุกอย่างรุนแรง
“อ๊ากกกกก!”
เสียงร้องนั้นไม่เหมือนเสียงของมนุษย์ มันแหลมสูงและโหยหวนราวกับเสียงสัตว์ป่า ดวงตาของเขาเบิกโพลงจนเห็นแต่ตาขาว น้ำลายฟูมปาก ร่างกายบิดเกร็ง ก่อนจะกระโจนพรวดออกจากเตียง ตรงเข้ากัดแขนของทหารอีกคนที่กำลังเดินผ่านไปพอดี!
“เฮ้ย! อาฟง! แกเป็นบ้าอะไร!” ทหารที่ถูกกัดร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดและตกใจ
เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมากจนทุกคนในกระโจมพากันแตกตื่น ทหารที่คลุ้มคลั่งนั้นมีพละกำลังมหาศาล เขาคำรามในลำคอ ดวงตาแดงก่ำราวกับเลือด จ้องมองทุกคนด้วยความกระหายอย่างบ้าคลั่ง
ทหารยามสองนายที่เฝ้าอยู่ด้านนอกรีบพุ่งเข้ามาเพื่อจะจับตัวเขาไว้ แต่ก็ถูกเขาฟาดจนกระเด็นไปคนละทิศละทาง
จ้าวหยางเจี้ยนซึ่งเพิ่งเดินมาตรวจการณ์ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็รีบพรวดพราดเข้ามาในกระโจมทันที เขาชักดาบคู่ใจออกมา เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝัน ภาพที่เห็นคือความโกลาหล ทหารนายหนึ่งกำลังอาละวาดราวกับสัตว์ร้าย และหลินเฟยหรงยืนอยู่ไม่ไกลจากมันนัก
“เฟยหรง ถอยออกมา!” เขาตะโกนลั่น
แต่นางไม่ได้ถอย นางกลับก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว สายตาจับจ้องอาการของทหารคนนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ ในมือของนางคว้าเข็มเงินจากกล่องยาออกมาหลายเล่ม
“จับเขาไว้นิ่งๆ!” นางสั่งทหารยามที่กำลังจะเข้ามาอีกครั้ง “อย่าให้เขาทำร้ายใครได้อีก และระวังอย่าให้ถูกกัดเด็ดขาด!”
เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนที่ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย จ้าวหยางเจี้ยนขยับตัวเปลือกตาไหวระริกก่อนจะลืมขึ้นช้าๆ แสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านผ้าใบกระโจมเข้ามาทำให้เขาต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย สิ่งแรกที่เขารู้สึกคือความอบอุ่นที่ปลายนิ้ว เมื่อก้มลงมองก็พบว่ามือน้อยๆ ของหลินเฟยหรงกำลังกอบกุมมือของเขาอยู่เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคู่สวยที่มองอยู่ก่อนแล้ว นางไม่ได้หลับ แต่ตื่นอยู่นานแค่ไหนแล้วเขาก็มิอาจรู้ได้ ในดวงตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความอ่อนเพลียหลงเหลืออยู่ มีเพียงความสงบนิ่งและประกายบางอย่างที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ“ตื่นแล้วหรือ” นางเอ่ยถามเสียงแผ่วเบาเขาไม่ได้ตอบเป็นคำพูด เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ สายตาของเขาทอดมองไปยังแหวนหยกบนนิ้วนางข้างซ้ายของนาง ซึ่งบัดนี้ถูกมือของเขาและนางกุมทับไว้อีกชั้นหนึ่ง“ข้า……” เขาเริ่มพูด แต่ก็ไม่รู้จะกล่าวอะไรต่อดีหลินเฟยหรงยิ้ม นางขยับนิ้วโป้งลูบไล้หลังมือหยาบกร้านของเขา “ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น”ความเงียบที่โรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งสองไม่ได้น่าอึดอัด แต่กลับอบอวลไปด้วยความเข้าใจที่ไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ อีก แหวนหยกวงนั้นเป็นดั่งคำมั่นสัญญาที่หนักแน่
บรรยากาศในค่ายทหารเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความหวาดระแวงและกระแสต่อต้านที่เคยคุกรุ่นอยู่ใต้ผิวน้ำได้สลายไปสิ้น ดุจหมอกที่ถูกแสงอาทิตย์ยามเช้าขับไล่ การกระทำของจ้าวหยางเจี้ยนในวันนั้นได้ซื้อใจเหล่าทหารอย่างหมดจด บัดนี้ทุกสายตาที่มองมายังหลินเฟยหรงเต็มไปด้วยความยำเกรงและเชื่อมั่น ทหารทุกนายปฏิบัติตามคำสั่งของนางอย่างเคร่งครัด การกักกันโรคและการแจกจ่ายยาเป็นไปอย่างราบรื่นแต่ความราบรื่นนั้นต้องแลกมาด้วยการทำงานอย่างไม่หยุดพักของหลินเฟยหรง กระโจมพยาบาลกลายเป็นโลกทั้งใบของนาง กลางวันวุ่นวายอยู่กับการตรวจอาการผู้ป่วยใหม่ บัญชาการต้มยา และวิเคราะห์ตัวปรสิตจากน้ำตัวอย่าง กลางคืนก็ยังคงนั่งขีดเขียนอยู่ใต้แสงตะเกียง ศึกษาตำราแพทย์โบราณเพื่อหาวิธีถอนรากถอนโคนเชื้อโรคให้สิ้นซาก“คุณหนูเจ้าคะ พักทานอะไรสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ นี่ก็เลยยามโหย่ว (17.00-18.59 น.) มานานแล้วนะเจ้าคะ”เสี่ยวถิงยกถ้วยซุปร้อนๆ เข้ามาวางบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยม้วนกระดาษและสมุนไพรแห้ง กลิ่นหอมของไก่ตุ๋นโสมลอยฟุ้ง แต่คนทำงานกลับไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา“วางไว้ตรงนั้นก่อน เดี๋ยวข้าจัดการเอง”หลินเฟยหรงตอบเสียงแหบพร่า ดวงตาของนางยังคงจับ
สองวันผ่านไป กลิ่นสมุนไพรฉุนเข้มข้นและควันจากเตาต้มยาก็เข้าแทนที่กลิ่นคาวเลือดและดินปืนในค่ายทหาร กระโจมพยาบาลเดิมถูกขยายพื้นที่ออกไปสามเท่า มีการขึงเชือกป่านเส้นหนากั้นเป็นอาณาเขตหวงห้ามโดยเด็ดขาด ทหารยามในชุดเกราะเบาแต่พกอาวุธครบมือยืนเฝ้าทุกทางเข้าออกอย่างแน่นหนา สีหน้าของทุกคนเคร่งเครียดและระแวดระวังนี่คือศูนย์บัญชาการแพทย์เฉพาะกิจที่หลินเฟยหรงจัดตั้งขึ้นด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จที่จ้าวหยางเจี้ยนมอบให้ ทหารที่มีอาการป่วย ไม่ว่าจะน้อยหรือมาก จะถูกนำตัวมาคัดกรองและกักกันโรคที่นี่ทันที“คุณหนูเจ้าขา ยาหม้อที่สิบแปดได้ที่แล้วเจ้าค่ะ”เสี่ยวถิงวิ่งกระหืดกระหอบมารายงาน ใบหน้าของเด็กสาวมีเหงื่อซึมแต่แววตากลับมุ่งมั่น นางวางถาดไม้ลงบนโต๊ะทำงานชั่วคราวที่เต็มไปด้วยม้วนตำราและตัวอย่างสมุนไพรหลินเฟยหรงซึ่งกำลังบดสมุนไพรในรางหินอ่อนไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง นางเพียงพยักหน้ารับ“เอาไปให้คนไข้ที่เตียงสิบสองดื่ม เขาเริ่มมีไข้ต่ำๆ ตั้งแต่เมื่อเช้า จับตาดูอาการเขาให้ดี”“เจ้าค่ะ”“เสี่ยวถิง” เฟยหรงเรียกไว้ก่อนที่เด็กสาวจะทันหมุนตัวกลับ “ทหารที่ชื่ออาฟงเป็นอย่างไรบ้าง”สีหน้าของเสี่ยวถิงสลดลงทันที“อาการทร
เสียงไม้แตกกระจายและเสียงร้องโหยหวนดังแทรกเข้ามาในม่านควันหนาทึบ ร่างสูงในชุดเกราะสีเงินทะลวงผ่านเปลวเพลิงเข้ามาดุจพยัคฆ์ร้าย เสี้ยววินาทีที่สบตากัน หลินเฟยหรงแทบจะลืมวิธีหายใจ จ้าวหยางเจี้ยนไม่กล่าววาจาใด ดวงตาคมกริบของเขาสะท้อนเงาอัคคีที่ลุกโชน เต็มไปด้วยความเดือดดาลและตื่นตระหนกที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนเขากระชากกระสอบข้าวสารที่ทับขานางอยู่โยนทิ้งไปราวกับมันเป็นเพียงเศษฟางเบาหวิว จากนั้นจึงช้อนร่างหญิงสาวขึ้นอุ้มไว้ในอ้อมแขนที่แข็งแกร่ง กลิ่นไหม้และกลิ่นเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เขาก้าวฝ่ากองไฟที่ยังลุกไหม้ออกมาจากซากรถม้าอย่างไม่แยแสสะเก็ดไฟที่กระเด็นมาโดนชุดเกราะของตนเมื่อพ้นจากอันตราย เขาวางนางลงบนพื้นดินที่ปลอดภัยอย่างระมัดระวัง แต่ไม่ได้อ่อนโยนนัก มือใหญ่ของเขายังคงจับต้นแขนของนางไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก บีบจนนางต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ“ท่าน......”“หุบปาก” เขาตัดบทเสียงเย็นเฉียบ น้ำเสียงนั้นปราศจากความอบอุ่นที่คุ้นเคย มีเพียงความเกรี้ยวกราดที่ถูกสะกดกลั้นไว้อย่างถึงที่สุด เขาหันไปตะโกนสั่งทหารที่กำลังต่อสู้กับกลุ่มโจรที่เหลืออยู่ “จัดการให้สิ้นซาก! อย่าให้เหลือรอดไปแม้แต่คนเดียว!
เสียงเกราะกระทบกันดังกราวเกรียวอยู่ด้านนอก ลานกว้างของจวนแม่ทัพบัดนี้อัดแน่นไปด้วยทหารม้าในชุดเกราะเต็มยศและม้าศึกที่ส่งเสียงร้องอย่างคึกคะนอง ธงใหญ่ลายพยัคฆ์คำรามโบกสะบัดรุนแรงตามแรงลม สะท้อนความเร่งรีบและตึงเครียดของสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี จ้าวหยางเจี้ยนในชุดเกราะสีเงินขัดมันวาววับ กำลังยืนสั่งการอยู่กลางลานด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ทุกคำสั่งของเขาเด็ดขาดและชัดเจน ทหารทุกนายเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงราวกับเป็นอวัยวะส่วนเดียวกันหลินเฟยหรงยืนมองภาพนั้นจากระเบียงทางเดิน นางกำมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ชุดผ้าไหมเนื้อดีที่สวมอยู่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเครื่องพันธนาการ คำสั่งของเขาเมื่อคืนยังคงก้องอยู่ในหู ‘ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด จนกว่าข้าจะกลับมา’ เป็นคำสั่งที่เต็มไปด้วยความห่วงใย แต่สำหรับนาง มันคือโซ่ตรวนที่ไร้เหตุผลนางสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นดินปืนจางๆ และกลิ่นเหงื่อของม้าลอยมาตามลม นางตัดสินใจแล้ว นางเดินลงจากเรือน ตรงไปยังใจกลางของความวุ่นวายนั้น ทหารยามพยายามจะขวางทาง แต่นางไม่สนใจ พวกเขาไม่กล้าใช้กำลังกับว่าที่พระชายาของโซ่วอ๋อง ทำได้เพียงหลีกทางให้อย่างนอบน้อม“โซ่วอ๋องเพคะ”เสียงเรียกของ
เสียงจอแจอึกทึกดังลอดบานประตูไม้หนาทึบของจวนแม่ทัพเข้ามาไม่ขาดสาย ราวกับคลื่นมหาชนที่โหมกระหน่ำซัดสาดเข้าใส่กำแพงหินอย่างบ้าคลั่ง เป็นเช่นนี้มาหลายรุ่งสางแล้วนับตั้งแต่งานเลี้ยงในวังหลวงครั้งนั้นข่าวลือเดินทางเร็วกว่าสายลม มันเล่าขานถึงสตรีงดงามนามหลินเฟยหรง ว่าที่พระชายาของโซ่วอ๋อง ผู้มีหัตถ์เทวะ สามารถชุบชีวิตแม่ทัพใหญ่จากเงื้อมมือพญายม และสยบพิษร้ายที่แม้แต่หมอหลวงยังส่ายหน้า จากปากต่อปาก เรื่องราวถูกแต่งเติมสีสันจนเกินจริง กลายเป็นว่านางคือเทพธิดาจำแลงมาโปรดสัตว์โลกผลลัพธ์คือภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า…. ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศแห่แหนกันมายังหน้าจวนแม่ทัพ บ้างป่วยหนัก บ้างเจ็บเรื้อรัง บ้างก็เพียงแค่อยากยลโฉมหมอหญิงเทวดาในตำนาน พวกเขานั่งๆ นอนๆ ปักหลักกันจนถนนหน้าจวนที่เคยสง่างาม บัดนี้ไม่ต่างอะไรกับตลาดนัดคนป่วยขนาดย่อมจ้าวหยางเจี้ยนยืนกอดอก มองภาพนั้นจากบนเชิงเทินกำแพง คิ้วหนาขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความไม่พอใจ ลมยามเช้าพัดปอยผมของเขาให้ปลิวไสว แต่แววตาคมกริบยังคงจับจ้องไปยังฝูงชนเบื้องล่างไม่วางตา“ข้าไม่เห็นด้วย” เขากล่าวเสียงเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจเด็ดขาด “มันอันตรายเกินไป เจ้าไม่รู







