Share

ปะทะวิชาแพทย์

Author: PEACH_SHERBET
last update publish date: 2026-09-02 10:21:43

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปนับตั้งแต่วันที่หลินเฟยหรงถูกกักบริเวณอยู่ในกรงทองของจ้าวหยางเจี้ยน ความตึงเครียดในวันแรกค่อยๆ คลายตัวลงสู่สภาวะสงบศึกชั่วคราว กิจวัตรประจำวันของนางวนเวียนอยู่กับการปรุงยาถอนพิษและล้างแผลให้เขาในห้องนอนที่เชื่อมถึงกันทุกเช้า

ภายในห้องนอนอันโอ่อ่าของแม่ทัพเชื้อพระวงศ์หนุ่ม กลิ่นยาและสมุนไพรเจือจางอยู่ในอากาศ หลินเฟยหรงกำลังใช้คีมคีบสำลีชุบน้ำเกลืออุ่นเช็ดรอบปากแผลที่ทรวงอกของเขาอย่างเบามือ บาดแผลที่เคยน่าสยดสยองบัดนี้ขอบแผลเริ่มสมานตัว เนื้อตายสีดำถูกกำจัดออกไปจนเกือบหมดสิ้น เหลือเพียงรอยแผลเป็นสีแดงคล้ำที่ยังดูน่ากลัวอยู่บ้าง

จ้าวหยางเจี้ยนนั่งพิงหัวเตียง เปลือยท่อนบน รับการรักษาโดยไม่เอ่ยปากวิพากษ์แม้แต่ถ้อยคำเดียว สายตาคมกริบของเขาไม่ได้จับจ้องที่บาดแผล แต่กลับมองดวงหน้าหมดจดของสตรีตรงหน้าไม่วางตา ปลายนิ้วของนางเคลื่อนไหวอย่างมั่นคงและนุ่มนวล ความใส่ใจในทุกรายละเอียดของนางทำให้เขารู้สึก.... วางใจอย่างน่าประหลาด

“แผลของพระองค์ดีขึ้นมากแล้ว อีกไม่นานก็จะปิดสนิท”  นางเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ขณะใช้ผ้าพันแผลผืนใหม่พันรอบอกของเขา  “แต่พิษยังคงอยู่ในกระแสเลือด หม่อมฉันยังต้องการเวลาอีกสักหน่อยเพื่อปรุงยาถอนพิษที่สมบูรณ์”

“ข้ารอได้”

เขาตอบเสียงเรียบ แววตาอ่อนลงเล็กน้อย

ขณะที่หลินเฟยหรงกำลังเก็บปมผ้าพันแผลนั่นเอง เสียงฝีเท้าตื่นตระหนกก็ดังขึ้นจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูอย่างร้อนรน

“ท่านอ๋อง เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วพะยะค่ะ!”

เสียงองครักษ์หน้าประตูฟังดูแตกตื่น

จ้าวหยางเจี้ยนขมวดคิ้ว  “มีอะไร”

“มี.... มีหมอหลวงมาขอพบคุณหนูหลินที่หน้าจวน! เขา.....เขาบอกว่ามาเพื่อท้าประลองวิชาแพทย์กับคุณหนูพะยะค่ะ!”

หลินเฟยหรงชะงักมือ นางนึกย้อนไปถึงหมอหลวงเสิ่นผู้ชราที่เคยรักษาอาการป่วยให้นางหลังถูกพิษในวันแรก ท่าทางเขาจะเป็นคนปากสว่างไม่น้อย นำเรื่องของนางไปป่าวประกาศจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต

จ้าวหยางเจี้ยนสวมเสื้อคลุมชั้นนอกทับอย่างรวดเร็ว ใบหน้าหล่อเหลากลับมาเรียบเฉยเย็นชาดังเดิม

“ไปดูกัน”

ณ โถงใหญ่ของจวนแม่ทัพ บรรยากาศคุกรุ่นไปด้วยความตึงเครียดระคนงุนงง ชายชราผมขาวโพลนในชุดหมอหลวงยืนกอดอกเชิดหน้าอยู่กลางโถง ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความดื้อรั้นและหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตนเอง เหล่าองครักษ์และบ่าวไพร่ยืนล้อมอยู่ห่างๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นผสมเกรงกลัว

ทันทีที่เห็นร่างสูงสง่าของโซ่วอ๋อง จ้าวหยางเจี้ยนและหลินเฟยหรงเดินเคียงกันเข้ามา หมอเฒ่าอู๋ก็แค่นเสียงหยันหยามออกมาทันที

“นึกว่าจะเป็นเต่าในกระดอง ไม่กล้าออกมาพบหน้าผู้คนเสียแล้ว!” เขากล่าวเสียงดัง กวาดตามองหลินเฟยหรงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “แม่หนู ข้าได้ยินกิตติศัพท์อันเลื่องลือของเจ้ามานักต่อนัก ว่าเจ้ารักษาพิษร้ายที่แม้แต่ข้ายังจนปัญญาได้ ทั้งยังมีความรู้ทางการแพทย์ล้ำเลิศจนถูกขนานนามว่าเป็นหมอเทวดาคนใหม่ วันนี้ข้าจึงอยากจะมาขอพิสูจน์ให้เห็นกับตา ว่าเจ้ามีความสามารถจริง หรือเป็นเพียงนักต้มตุ๋นที่อาศัยโชคช่วย!”

หลินเฟยหรงมองชายชราตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง นางไม่รู้สึกโกรธเคืองแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน นางกลับรู้สึกท้าทายเสียมากกว่า

“ท่านหมอหลวงต้องการจะพิสูจน์อย่างไรหรือ”

“ง่ายมาก!” หมอเฒ่าอู๋ชี้ไปยังองครักษ์นายหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆ  “องครักษ์ลิ่วเฟิง เจ้ารู้สึกปวดไหล่เรื้อรังมาหลายเดือนแล้วใช่หรือไม่ ข้ารู้ว่าเจ้าเทียวเข้าเทียวออกโรงหมอในเมืองอยู่หลายครา ลองให้แม่หนูผู้นี้รักษาดู หากนางสามารถบรรเทาอาการของเจ้าได้ในหนึ่งเค่อ ข้าจะยอมรับว่านางมีความสามารถจริง!”

องครักษ์หนุ่มนามลิ่วเฟิงมีสีหน้าลำบากใจ เขาเหลือบมองจ้าวหยางเจี้ยนเพื่อขออนุญาต เมื่อเห็นผู้เป็นนายพยักหน้าเล็กน้อย เขาจึงเดินออกมาข้างหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้

“รบกวนคุณหนูหลินแล้วขอรับ”

หลินเฟยหรงพยักหน้ารับ นางหันไปสั่งเสี่ยวถิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล

“เสี่ยวถิง ไปนำ ‘หุ่นศึกษา’ และกล่องเข็มเงินของข้ามา”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   บทส่งท้าย

    เพียงไม่ถึงสองชั่วยาม โรงหมอหัตถ์เทวะที่เคยอบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรและเสียงอื้ออึงของผู้ป่วย ก็แปรสภาพเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงฉลองอย่างยิ่งใหญ่ โคมไฟสีแดงถูกแขวนประดับประดาจนสว่างไสวไปทั่วบริเวณ โต๊ะยาวถูกตั้งขึ้นกลางลานกว้าง อาหารเลิศรสส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายถูกลำเลียงออกมาไม่ขาดสาย เหล่าลูกศิษย์และผู้ช่วยในโรงหมอต่างพากันเฉลิมฉลองด้วยความยินดี แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมดว่าฉลองด้วยเหตุใด แต่การได้เห็นรอยยิ้มอย่างมีความสุขของผู้เป็นนายทั้งสองก็เพียงพอแล้วจ้าวหยางเจี้ยนประคองหลินเฟยหรงลงมานั่งที่โต๊ะประธานด้วยความทะนุถนอมราวกับนางเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในปฐพี เขาคอยรินน้ำชาอุ่นให้ คีบอาหารที่นางชอบใส่ถ้วยให้ไม่หยุด จนหลินเฟยหรงต้องปราม“ข้าไม่ได้ง่อยเปลี้ยเสียขา ท่านทำเหมือนข้าเป็นเด็กสามขวบไปได้”เขายิ้มรับ “สำหรับข้า ต่อให้เจ้าอายุหนึ่งร้อยปี ในสายตาข้าเจ้าก็ยังคงต้องให้ข้าดูแลอยู่ดี”ขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างชื่นมื่น พลันปรากฏร่างของชายชราผู้หนึ่งเดินอาดๆ เข้ามาในงาน ทุกสายตาหันไปมองเป็นทางเดียว หมอเฒ่าอู๋นั่นเอง แต่ทว่าวันนี้เขาไม่ได้อยู่ในชุดผ้าฝ้ายสีมอซอเช่นเคย กลับสวมอาภรณ์ที่ท

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   ไข่มุกล้ำค่าในครรภ์

    ชีพจรของนางเต้นผิดปกติปลายนิ้วหยาบกร้านของจ้าวหยางเจี้ยนยังคงวางนิ่งอยู่บนข้อมือเล็กๆ ของหลินเฟยหรง ความรู้ทางการแพทย์ที่เขาเพียรศึกษาจากนางในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาร้องเตือนว่านี่ไม่ใช่ลักษณะของคนป่วยหรือคนอ่อนเพลีย มันไม่ใช่ชีพจรที่แผ่วเบาหรือขาดห้วง แต่กลับเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ ทว่าซ้อนทับกันอย่างน่าประหลาด คล่องแคล่ว มีพลัง ราวกับมีกระแสธารเล็กๆ อีกสายหนึ่งไหลเวียนอยู่ใต้ผิวเนื้อเนียนละเอียดนั้นเหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นบนหน้าผากคมคายของเขา ความกลัวที่เคยเกาะกุมหัวใจเมื่อครู่เริ่มคลายลง แต่กลับถูกแทนที่ด้วยความสับสนงุนงงอย่างที่สุด เขาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของนางที่ยังคงซีดขาว ริมฝีปากที่เคยแดงระเรื่อบัดนี้กลับแห้งผาก ดวงตาของนางยังคงปิดสนิทเปลือกตาของหลินเฟยหรงขยับไหวน้อยๆ ก่อนจะค่อยๆ ปรือขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของสามีที่อยู่ห่างไปไม่ถึงคืบ แววตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองนางเขม็ง เต็มไปด้วยคำถามและความกังวลที่อัดแน่นจนแทบล้นทะลักออกมา“ท่านพี่......” เสียงของนางแหบพร่า “ข้า.....แค่เหนื่อยไปหน่อย”“เหนื่อย?” เขาทวนคำเสียงเข้ม มือข้างที่ว่างอยู่ยกขึ้นเช็ดเหงื่อบนขมับของนางอย่างแผ่วเบา

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   โรงหมอหัตถ์เทวะ

    เสียงจอแจของผู้คนดังขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ที่หน้าตึกสามชั้นซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นโรงรับจำนำที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง บัดนี้เหนือประตูทางเข้ามีป้ายไม้แผ่นใหม่สลักอักษรสีทองอร่ามว่า “โรงหมอหัตถ์เทวะ” กลิ่นสมุนไพรสดและยาต้มหอมกรุ่นลอยปะปนมากับอากาศยามเช้า ขับไล่กลิ่นอายแห่งความขัดสนและความทุกข์ยากที่เคยจับเจ่าอยู่ ณ ที่แห่งนี้ให้เลือนหายไปจนหมดสิ้นชาวบ้านทั้งที่สวมอาภรณ์หรูหราและเสื้อผ้าซอมซ่อต่างยืนต่อแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดังหรือลัดคิว เพราะที่หน้าประตูมีบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าฝ้ายสีเข้มยืนกอดอกคุมเชิงอยู่ แม้เขาจะไม่ได้สวมเกราะหรือพกดาบ แต่รัศมีแห่งความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นก็ทรงพลังยิ่งกว่าทหารยามนับสิบคน รอยแผลเป็นบนใบหน้าคมคายยิ่งขับเน้นให้ดวงตาคมปลาบคู่นั้นดูดุดันน่าหวั่นเกรง ทว่าเมื่อใดก็ตามที่สายตาของเขาเหลือบมองเข้าไปด้านใน แววตานั้นจะอ่อนแสงลงอย่างน่าอัศจรรย์จ้าวหยางเจี้ยนกำลังมองหลินเฟยหรงที่ง่วนอยู่กับการตรวจคนไข้อยู่ในโถงกว้าง นางอยู่ในชุดสีขาวเรียบง่าย มวยผมขึ้นสูงเผยให้เห็นต้นคอระหง มีเพียงปิ่นหยกธรรมดาปักอยู่หนึ่งอัน นางกำลังใช้เข็มเงินฝังลง

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   ทวงคืนความเป็นธรรม

    ฝุ่นดินจากการเดินทางไกลยังคงจับตัวหนาบนชุดเกราะและเสื้อผ้า กลิ่นเหล็ก กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นอายแห่งการสังหารยังคงลอยอวลอยู่รอบกาย ทว่าบรรยากาศที่แผ่ออกมาจากกองทัพของจ้าวหยางเจี้ยนขณะเคลื่อนพลผ่านประตูเมืองหลวงกลับหนักหน่วงและเยียบเย็นยิ่งกว่าพายุหิมะในฤดูเหมันต์ ไม่มีเสียงโห่ร้องยินดีในชัยชนะ มีเพียงเสียงฝีเท้านับหมื่นที่ย่ำลงบนพื้นศิลาอย่างพร้อมเพรียงและหนักแน่น เป็นจังหวะที่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของผู้ที่ได้ยินจ้าวหยางเจี้ยนและหลินเฟยหรงควบม้าเคียงข้างกันอยู่หน้าสุดของขบวนทัพ แผ่นหลังของเขายืดตรงดุจกำแพงเหล็กกล้า แววตาคมปลาบจับจ้องไปเบื้องหน้าอย่างไม่สั่นคลอน ส่วนนาง แม้ใบหน้าจะซีดเซียวและซ่อนความเหนื่อยล้าไว้ไม่มิด แต่ดวงตาคู่งามกลับทอประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มือของนางวางอยู่บนด้ามมีดสั้นที่เหน็บไว้ข้างเอวตลอดเวลาพวกเขาไม่ได้มุ่งหน้าไปยังจวนโซ่วอ๋อง แต่กลับตรงไปยังพระราชวังหลวง ขบวนทหารหยุดลงหน้าประตูเฟิ่งเทียน ทิ้งระยะห่างอย่างน่าเกรงขาม องครักษ์วังหลวงที่พยายามจะเข้ามาสกัดกั้นกลับต้องชะงักและถอยกรูด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าทหารผ่านศึกที่แววตาเต็มไปด้ว

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   คมมีดพิทักษ์รัก

    เสียงคำรามก้องฟ้าของจ้าวหยางเจี้ยนยังคงสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของหลินเฟยหรง“เฟยหรง! หนีไป!”แต่ขาทั้งสองข้างของนางราวกับถูกตรึงไว้กับพื้นดินที่สั่นสะเทือน นางจ้องมองแผ่นหลังกว้างที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า โดมพลังปราณสีทองอร่ามที่แผ่ออกมาจากร่างเขาสั่นระริกราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ มันคือปราการเดียวที่กั้นระหว่างนางกับความตายที่กำลังคืบคลานมาจากใต้พิภพหนีไป? แล้วปล่อยให้เขาอยู่ที่นี่คนเดียวเพื่อต้านรับพลังทำลายล้างที่แม้แต่แผ่นดินยังปริแยกงั้นหรือ?ความคิดนั้นวาบผ่านสมองของนางรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด นางไม่มีวันทำเช่นนั้นเด็ดขาดสายตาอันเฉียบคมกวาดมองผ่านม่านพลังสีทองไปยังใจกลางของหายนะ ร่างของจ้าวเทียนอวี้ที่ถูกตรึงอยู่กับพื้นด้วยดาบของจ้าวหยางเจี้ยนกำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง มือขวาของเขากำแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน ที่ข้อมือมีกำไลโลหะประหลาดสลักลวดลายอักขระโบราณ มันกำลังส่องแสงสีแดงวูบวาบตามจังหวะการสั่นสะเทือนของแผ่นดินกลไก! มันคือกลไกที่เชื่อมต่อกับชีพจรหรือพลังชีวิตของจ้าวเทียนอวี้ชั่วขณะนั้น หลินเฟยหรงเข้าใจทุกอย่าง การระเบิดนี้ไม่ใช่ค่ายกลที่ทำงานด้วยตัวเอง แต่มันถูกผูกติดอยู่กับตัวต้

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   การประจันหน้า

    อ้อมกอดนั้นอบอุ่นและมั่นคงราวกับขุนเขาที่โอบอุ้มสรรพสิ่ง จังหวะหัวใจที่เต้นเป็นปกติและทรงพลังอยู่ใต้ฝ่ามือของหลินเฟยหรงเป็นดั่งเสียงสวรรค์ที่ปลอบประโลมจิตใจซึ่งแตกสลายให้กลับมาประสานกันอีกครั้ง นางซึมซับความอบอุ่นจากแผ่นอกกว้างนั้นอย่างโหยหา เนิ่นนานจนเกือบจะลืมเลือนโลกภายนอกที่โหดร้ายไปสิ้นหากแต่เสียงกัมปนาทจากการปะทะของเหล็กและเสียงกรีดร้องโหยหวนที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกของหินเข้ามาในถ้ำ ก็เป็นเครื่องย้ำเตือนว่าวิกฤตยังไม่ผ่านพ้นไป ทหารของเขายังคงต่อสู้อย่างถวายชีวิตอยู่ด้านนอกจ้าวหยางเจี้ยนคลายอ้อมแขนออกอย่างแช่มช้าและนุ่มนวล มือใหญ่ประคองใบหน้าเล็กที่เปรอะเปื้อนของหมอหญิงเทวดาไว้ ดวงตาคมปลาบคู่นั้นทอประกายสีทองจางๆ ยามจับจ้องมาที่นาง มันเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจที่น่าเกรงขามจนแทบหยุดลมหายใจ แต่ขณะเดียวกันก็อ่อนโยนจนสุดหัวใจเมื่อสะท้อนภาพของนางเพียงผู้เดียว“รอข้าอยู่ที่นี่” เขากล่าวเสียงทุ้ม ฝ่ามืออุ่นลูบไล้คราบฝุ่นและรอยน้ำตาบนแก้มของนางอย่างทะนุถนอมราวกับสัมผัสสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลก “ข้าจะไปสะสางบัญชีแค้น แล้วจะกลับมารับเจ้า”หลินเฟยหรงพยักหน้าช้าๆ ความเชื่อมั่นในตัวเขามีเต็มเปี่ยม แต

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status