Se connecterครู่ต่อมา เสี่ยวถิงก็กลับมาพร้อมกับหุ่นผ้าขนาดเท่าตัวคนที่หลินเฟยหรงทำขึ้นเอง บนตัวหุ่นมีเส้นสายลายจุดที่ขีดเขียนไว้ด้วยหมึกสีแดงและดำอย่างละเอียดซับซ้อน มันคือแผนภาพจำลองระบบกล้ามเนื้อและเส้นประสาทที่นางวาดขึ้นจากความทรงจำเมื่อครั้งเรียนวิชากายวิภาคศาสตร์ในชาติก่อน สร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกคนที่ได้เห็นเป็นอย่างยิ่ง
“นี่มัน.... ของวิเศษอันใดกัน”
หมอเฒ่าอู๋พึมพำ จ้องมองลายเส้นประหลาดบนหุ่นตาไม่กะพริบ
หลินเฟยหรงไม่ตอบ นางหันไปหาองครักษ์ลิ่วเฟิง
“ท่านลองยกแขนขวาขึ้นช้าๆ”
องครักษ์หนุ่มทำตาม แต่เมื่อยกแขนขึ้นได้เพียงครึ่งทาง สีหน้าของเขาก็บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
“เจ็บบริเวณใดมากที่สุด” นางถามเสียงเรียบ
“หัวไหล่ด้านหลังขอรับคุณหนู ราวกับมีของแหลมทิ่มแทงอยู่ตลอดเวลา”
หลินเฟยหรงพยักหน้า นางเดินไปที่หุ่นผ้าแล้วใช้นิ้วชี้ไปที่จุดๆ หนึ่งบริเวณสะบักหลัง
“อาการปวดของท่านไม่ได้เกิดจากเส้นลมปราณติดขัดดังที่ตำราแพทย์โบราณว่าไว้ แต่มันเกิดจากการที่กล้ามเนื้อมัดนี้” นางใช้นิ้วลากไปตามเส้นสีแดงบนหุ่น “อักเสบและกดทับ ‘เส้นสัญญาณ’ ที่เชื่อมต่อไปยังแขนของท่าน”
คำว่า ‘กล้ามเนื้อ’ และ ‘เส้นสัญญาณ’ เป็นศัพท์ใหม่ที่ไม่มีใครในที่นั้นเคยได้ยินมาก่อน หมอเฒ่าอู๋ขมวดคิ้วมุ่น
“เจ้าพูดเรื่องอันใดกัน เส้นสัญญาณอะไรของเจ้า ข้ารู้จักแต่เพียงเส้นลมปราณ!”
“เส้นลมปราณเป็นเพียงทฤษฎี แต่สิ่งที่ข้ากำลังจะแสดงให้ท่านเห็นคือความจริงทางกายภาพ” หลินเฟยหรงหยิบเข็มเงินที่ยาวที่สุดและบางที่สุดขึ้นมาจากกล่อง นางหันไปหาลิ่วเฟิง “ข้าจะฝังเข็มเพียงเล่มเดียว หากข้าพูดถูก อาการปวดของท่านองครักษ์จะหายไปทันที แต่แขนของท่านจะรู้สึกชาและยกไม่ขึ้นชั่วขณะ ท่านกล้าพอจะให้ข้าลองหรือไม่”
ลิ่วเฟิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่แน่วแน่และเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของนาง เขาก็ตัดสินใจพยักหน้า
“ข้าเชื่อคุณหนูขอรับ”
หลินเฟยหรงไม่รอช้า นางเดินไปด้านหลังขององครักษ์หนุ่ม ใช้นิ้วคลำหาตำแหน่งที่แม่นยำบริเวณสะบักของเขาเพียงครู่เดียว ก่อนจะปักเข็มเงินเล่มยาวลงไปอย่างรวดเร็วและมั่นคง เข็มจมหายเข้าไปเกือบครึ่งเล่มโดยที่ลิ่วเฟิงแทบไม่รู้สึกเจ็บ
“เอาล่ะ ลองยกแขนอีกครั้ง”
ลิ่วเฟิงสูดหายใจลึก ลองยกแขนขวาขึ้นช้าๆ.... และแล้วความตกตะลึงก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขารวมถึงทุกคนที่เฝ้ามองอยู่ แขนของเขาสามารถยกขึ้นได้จนสุดแขนโดยไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ เลยแม้แต่น้อย!
“หาย.... หายปวดแล้ว! ไม่เจ็บแล้วจริงๆ ด้วย!”
เขาร้องออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ทว่า ไม่ถึงครึ่งอึดใจต่อมา เขาก็พบกับความประหลาดใจอีกครั้ง
“แต่.....แต่ข้ายกแขนไม่ขึ้น มัน.....มันเหมือนไม่มีแรงเลยขอรับ!”
แขนของเขาตกลงข้างลำตัวอย่างอ่อนแรงตามที่หลินเฟยหรงบอกไว้ไม่มีผิดเพี้ยน
หมอเฒ่าอู๋เบิกตากว้าง อ้าปากค้างกับภาพที่เห็น เขารีบวิ่งเข้าไปตรวจชีพจรของลิ่วเฟิง แต่ก็พบว่าลมปราณขององครักษ์หนุ่มยังคงไหลเวียนเป็นปกติทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดผิดปกติเลยตามหลักการแพทย์ที่เขาร่ำเรียนมาทั้งชีวิต
“เป็น.....เป็นไปได้อย่างไรกัน??”
เขายืนตัวแข็งทื่อ พึมพำกับตัวเองอย่างสับสนงุนงง
หลินเฟยหรงดึงเข็มเงินออกจากแผ่นหลังของลิ่วเฟิงอย่างนุ่มนวล
“อีกประมาณครึ่งชั่วยาม แขนของท่านก็จะกลับมาใช้งานได้ตามปกติ ส่วนอาการปวดจะทุเลาลงไปอีกหลายวัน หากต้องการรักษาให้หายขาด ท่านต้องมาให้ข้าฝังเข็มอีกสองสามครั้ง ร่วมกับการประคบร้อนและยืดกล้ามเนื้อตามที่ข้าจะสอนให้”
นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับหมอเฒ่าอู๋ที่ยังคงยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหิน
“ที่ข้าทำไปเมื่อครู่ คือการใช้เข็มสกัดกั้นเส้นสัญญาณที่ส่งความเจ็บปวดไปยังสมองชั่วคราว พร้อมกับคลายการหดเกร็งของกล้ามเนื้อที่อักเสบไปพร้อมกัน นี่คือหลักการทำงานของร่างกายมนุษย์ ท่านหมอหลวงพอจะเข้าใจแล้วหรือยังคะ”
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งโถง ทุกสายตาจับจ้องไปที่หมอหลวงผู้สูงวัย รอคอยปฏิกิริยาของเขา จ้าวหยางเจี้ยนซึ่งยืนดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆ ตลอดเวลานั้น มุมปากได้ปรากฏรอยยิ้มบางเบาขึ้นอย่างที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
หมอเฒ่าอู๋ยืนนิ่งอยู่นาน ใบหน้าของเขาเปลี่ยนจากสีขาวซีดเป็นแดงก่ำสลับไปมาหลายครั้งราวกับกำลังต่อสู้กับความคิดภายในใจอย่างหนักหน่วง เขากำหมัดแน่น จ้องมองหลินเฟยหรงราวกับจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงจิตวิญญาณ
แล้วในวินาทีต่อมา เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น
ตุ้บ!
หมอเฒ่าอู๋ทิ้งตัวคุกเข่าลงกับพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบเสียงดังสนั่น เขาก้มศีรษะลงจนหน้าผากจรดพื้น โขกศีรษะคำนับนางอย่างนอบน้อมที่สุดสามครั้งติดต่อกัน ท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด
องครักษ์และบ่าวไพร่ต่างอ้าปากค้าง นี่คือท่านหมอหลวงอู๋ผู้หยิ่งทะนงและเป็นที่เคารพนับถือไปทั่วทั้งเมืองหลวง กำลังคุกเข่าคำนับสตรีอายุน้อยนางหนึ่งอย่างนั้นหรือ!
“โปรดอภัยในความโง่เขลาเบาปัญญาของข้าด้วย!” หมอเฒ่าอู๋เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่เต็มไปด้วยความละอายและเลื่อมใสอย่างสุดซึ้ง “วันนี้ข้าได้ประจักษ์แล้วว่า ยังมีวิชาแพทย์ที่ล้ำลึกเกินกว่าความเข้าใจของข้าอยู่บนโลกใบนี้ สวรรค์ได้เปิดตาให้ข้าแล้ว!”
เขาเงยหน้าขึ้นมองหลินเฟยหรงด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากความดูแคลนกลายเป็นความศรัทธาอันแรงกล้า
“คุณหนูหลิน.... ไม่สิ ท่านอาจารย์หลิน! โปรดรับเฒ่าอู๋ผู้โง่เขลาคนนี้เป็นศิษย์ด้วยเถิด!”
เพียงไม่ถึงสองชั่วยาม โรงหมอหัตถ์เทวะที่เคยอบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรและเสียงอื้ออึงของผู้ป่วย ก็แปรสภาพเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงฉลองอย่างยิ่งใหญ่ โคมไฟสีแดงถูกแขวนประดับประดาจนสว่างไสวไปทั่วบริเวณ โต๊ะยาวถูกตั้งขึ้นกลางลานกว้าง อาหารเลิศรสส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายถูกลำเลียงออกมาไม่ขาดสาย เหล่าลูกศิษย์และผู้ช่วยในโรงหมอต่างพากันเฉลิมฉลองด้วยความยินดี แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมดว่าฉลองด้วยเหตุใด แต่การได้เห็นรอยยิ้มอย่างมีความสุขของผู้เป็นนายทั้งสองก็เพียงพอแล้วจ้าวหยางเจี้ยนประคองหลินเฟยหรงลงมานั่งที่โต๊ะประธานด้วยความทะนุถนอมราวกับนางเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในปฐพี เขาคอยรินน้ำชาอุ่นให้ คีบอาหารที่นางชอบใส่ถ้วยให้ไม่หยุด จนหลินเฟยหรงต้องปราม“ข้าไม่ได้ง่อยเปลี้ยเสียขา ท่านทำเหมือนข้าเป็นเด็กสามขวบไปได้”เขายิ้มรับ “สำหรับข้า ต่อให้เจ้าอายุหนึ่งร้อยปี ในสายตาข้าเจ้าก็ยังคงต้องให้ข้าดูแลอยู่ดี”ขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างชื่นมื่น พลันปรากฏร่างของชายชราผู้หนึ่งเดินอาดๆ เข้ามาในงาน ทุกสายตาหันไปมองเป็นทางเดียว หมอเฒ่าอู๋นั่นเอง แต่ทว่าวันนี้เขาไม่ได้อยู่ในชุดผ้าฝ้ายสีมอซอเช่นเคย กลับสวมอาภรณ์ที่ท
ชีพจรของนางเต้นผิดปกติปลายนิ้วหยาบกร้านของจ้าวหยางเจี้ยนยังคงวางนิ่งอยู่บนข้อมือเล็กๆ ของหลินเฟยหรง ความรู้ทางการแพทย์ที่เขาเพียรศึกษาจากนางในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาร้องเตือนว่านี่ไม่ใช่ลักษณะของคนป่วยหรือคนอ่อนเพลีย มันไม่ใช่ชีพจรที่แผ่วเบาหรือขาดห้วง แต่กลับเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ ทว่าซ้อนทับกันอย่างน่าประหลาด คล่องแคล่ว มีพลัง ราวกับมีกระแสธารเล็กๆ อีกสายหนึ่งไหลเวียนอยู่ใต้ผิวเนื้อเนียนละเอียดนั้นเหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นบนหน้าผากคมคายของเขา ความกลัวที่เคยเกาะกุมหัวใจเมื่อครู่เริ่มคลายลง แต่กลับถูกแทนที่ด้วยความสับสนงุนงงอย่างที่สุด เขาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของนางที่ยังคงซีดขาว ริมฝีปากที่เคยแดงระเรื่อบัดนี้กลับแห้งผาก ดวงตาของนางยังคงปิดสนิทเปลือกตาของหลินเฟยหรงขยับไหวน้อยๆ ก่อนจะค่อยๆ ปรือขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของสามีที่อยู่ห่างไปไม่ถึงคืบ แววตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองนางเขม็ง เต็มไปด้วยคำถามและความกังวลที่อัดแน่นจนแทบล้นทะลักออกมา“ท่านพี่......” เสียงของนางแหบพร่า “ข้า.....แค่เหนื่อยไปหน่อย”“เหนื่อย?” เขาทวนคำเสียงเข้ม มือข้างที่ว่างอยู่ยกขึ้นเช็ดเหงื่อบนขมับของนางอย่างแผ่วเบา
เสียงจอแจของผู้คนดังขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ที่หน้าตึกสามชั้นซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นโรงรับจำนำที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง บัดนี้เหนือประตูทางเข้ามีป้ายไม้แผ่นใหม่สลักอักษรสีทองอร่ามว่า “โรงหมอหัตถ์เทวะ” กลิ่นสมุนไพรสดและยาต้มหอมกรุ่นลอยปะปนมากับอากาศยามเช้า ขับไล่กลิ่นอายแห่งความขัดสนและความทุกข์ยากที่เคยจับเจ่าอยู่ ณ ที่แห่งนี้ให้เลือนหายไปจนหมดสิ้นชาวบ้านทั้งที่สวมอาภรณ์หรูหราและเสื้อผ้าซอมซ่อต่างยืนต่อแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดังหรือลัดคิว เพราะที่หน้าประตูมีบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าฝ้ายสีเข้มยืนกอดอกคุมเชิงอยู่ แม้เขาจะไม่ได้สวมเกราะหรือพกดาบ แต่รัศมีแห่งความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นก็ทรงพลังยิ่งกว่าทหารยามนับสิบคน รอยแผลเป็นบนใบหน้าคมคายยิ่งขับเน้นให้ดวงตาคมปลาบคู่นั้นดูดุดันน่าหวั่นเกรง ทว่าเมื่อใดก็ตามที่สายตาของเขาเหลือบมองเข้าไปด้านใน แววตานั้นจะอ่อนแสงลงอย่างน่าอัศจรรย์จ้าวหยางเจี้ยนกำลังมองหลินเฟยหรงที่ง่วนอยู่กับการตรวจคนไข้อยู่ในโถงกว้าง นางอยู่ในชุดสีขาวเรียบง่าย มวยผมขึ้นสูงเผยให้เห็นต้นคอระหง มีเพียงปิ่นหยกธรรมดาปักอยู่หนึ่งอัน นางกำลังใช้เข็มเงินฝังลง
ฝุ่นดินจากการเดินทางไกลยังคงจับตัวหนาบนชุดเกราะและเสื้อผ้า กลิ่นเหล็ก กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นอายแห่งการสังหารยังคงลอยอวลอยู่รอบกาย ทว่าบรรยากาศที่แผ่ออกมาจากกองทัพของจ้าวหยางเจี้ยนขณะเคลื่อนพลผ่านประตูเมืองหลวงกลับหนักหน่วงและเยียบเย็นยิ่งกว่าพายุหิมะในฤดูเหมันต์ ไม่มีเสียงโห่ร้องยินดีในชัยชนะ มีเพียงเสียงฝีเท้านับหมื่นที่ย่ำลงบนพื้นศิลาอย่างพร้อมเพรียงและหนักแน่น เป็นจังหวะที่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของผู้ที่ได้ยินจ้าวหยางเจี้ยนและหลินเฟยหรงควบม้าเคียงข้างกันอยู่หน้าสุดของขบวนทัพ แผ่นหลังของเขายืดตรงดุจกำแพงเหล็กกล้า แววตาคมปลาบจับจ้องไปเบื้องหน้าอย่างไม่สั่นคลอน ส่วนนาง แม้ใบหน้าจะซีดเซียวและซ่อนความเหนื่อยล้าไว้ไม่มิด แต่ดวงตาคู่งามกลับทอประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มือของนางวางอยู่บนด้ามมีดสั้นที่เหน็บไว้ข้างเอวตลอดเวลาพวกเขาไม่ได้มุ่งหน้าไปยังจวนโซ่วอ๋อง แต่กลับตรงไปยังพระราชวังหลวง ขบวนทหารหยุดลงหน้าประตูเฟิ่งเทียน ทิ้งระยะห่างอย่างน่าเกรงขาม องครักษ์วังหลวงที่พยายามจะเข้ามาสกัดกั้นกลับต้องชะงักและถอยกรูด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าทหารผ่านศึกที่แววตาเต็มไปด้ว
เสียงคำรามก้องฟ้าของจ้าวหยางเจี้ยนยังคงสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของหลินเฟยหรง“เฟยหรง! หนีไป!”แต่ขาทั้งสองข้างของนางราวกับถูกตรึงไว้กับพื้นดินที่สั่นสะเทือน นางจ้องมองแผ่นหลังกว้างที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า โดมพลังปราณสีทองอร่ามที่แผ่ออกมาจากร่างเขาสั่นระริกราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ มันคือปราการเดียวที่กั้นระหว่างนางกับความตายที่กำลังคืบคลานมาจากใต้พิภพหนีไป? แล้วปล่อยให้เขาอยู่ที่นี่คนเดียวเพื่อต้านรับพลังทำลายล้างที่แม้แต่แผ่นดินยังปริแยกงั้นหรือ?ความคิดนั้นวาบผ่านสมองของนางรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด นางไม่มีวันทำเช่นนั้นเด็ดขาดสายตาอันเฉียบคมกวาดมองผ่านม่านพลังสีทองไปยังใจกลางของหายนะ ร่างของจ้าวเทียนอวี้ที่ถูกตรึงอยู่กับพื้นด้วยดาบของจ้าวหยางเจี้ยนกำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง มือขวาของเขากำแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน ที่ข้อมือมีกำไลโลหะประหลาดสลักลวดลายอักขระโบราณ มันกำลังส่องแสงสีแดงวูบวาบตามจังหวะการสั่นสะเทือนของแผ่นดินกลไก! มันคือกลไกที่เชื่อมต่อกับชีพจรหรือพลังชีวิตของจ้าวเทียนอวี้ชั่วขณะนั้น หลินเฟยหรงเข้าใจทุกอย่าง การระเบิดนี้ไม่ใช่ค่ายกลที่ทำงานด้วยตัวเอง แต่มันถูกผูกติดอยู่กับตัวต้
อ้อมกอดนั้นอบอุ่นและมั่นคงราวกับขุนเขาที่โอบอุ้มสรรพสิ่ง จังหวะหัวใจที่เต้นเป็นปกติและทรงพลังอยู่ใต้ฝ่ามือของหลินเฟยหรงเป็นดั่งเสียงสวรรค์ที่ปลอบประโลมจิตใจซึ่งแตกสลายให้กลับมาประสานกันอีกครั้ง นางซึมซับความอบอุ่นจากแผ่นอกกว้างนั้นอย่างโหยหา เนิ่นนานจนเกือบจะลืมเลือนโลกภายนอกที่โหดร้ายไปสิ้นหากแต่เสียงกัมปนาทจากการปะทะของเหล็กและเสียงกรีดร้องโหยหวนที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกของหินเข้ามาในถ้ำ ก็เป็นเครื่องย้ำเตือนว่าวิกฤตยังไม่ผ่านพ้นไป ทหารของเขายังคงต่อสู้อย่างถวายชีวิตอยู่ด้านนอกจ้าวหยางเจี้ยนคลายอ้อมแขนออกอย่างแช่มช้าและนุ่มนวล มือใหญ่ประคองใบหน้าเล็กที่เปรอะเปื้อนของหมอหญิงเทวดาไว้ ดวงตาคมปลาบคู่นั้นทอประกายสีทองจางๆ ยามจับจ้องมาที่นาง มันเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจที่น่าเกรงขามจนแทบหยุดลมหายใจ แต่ขณะเดียวกันก็อ่อนโยนจนสุดหัวใจเมื่อสะท้อนภาพของนางเพียงผู้เดียว“รอข้าอยู่ที่นี่” เขากล่าวเสียงทุ้ม ฝ่ามืออุ่นลูบไล้คราบฝุ่นและรอยน้ำตาบนแก้มของนางอย่างทะนุถนอมราวกับสัมผัสสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลก “ข้าจะไปสะสางบัญชีแค้น แล้วจะกลับมารับเจ้า”หลินเฟยหรงพยักหน้าช้าๆ ความเชื่อมั่นในตัวเขามีเต็มเปี่ยม แต







