تسجيل الدخولกลับมาที่หมู่บ้านป่าหมอกแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย หยางจื้อซีหลังจากได้รับเงินแล้วก็เข้าไปในเมืองเพื่อนำเงินไปฝากที่โรงรับฝากเงิน หลังจากนำเงินทั้งหมดไปฝากเอาไว้ในที่ปลอดภัยแล้ว ในมือนางยังมีเงินตำลึงอีกมาก หยางจื้อซีซื้อข้าวของเอาไว้มากมาย ทั้งข้าวสาร เครื่องปรุง เครื่องเทศ นอกจากนี้ยังมีผ้า ชุดกันหนาว ผ้าห่มของทุกคนในบ้าน ไม่เว้นแม้แต่ของท่านพ่อที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน นางเพียงอาศัยความทรงจำของร่างเดิมจึงได้รู้สัดส่วนของคนในครอบครัว หลังจากซื้อข้าวของเอาไว้มากมาย หยางจื้อซีจึงไปที่ตลาดค้าสัตว์เพื่อซื้อเกวียนลา เพื่อที่จะได้ขนข้าวของกลับหมู่บ้านไปเสียทีเดียวไม่ต้องนั่งเกวียนรับจ้างกลับหมู่บ้าน ถึงอย่างไรในอนาคตเกวียนลาก็เป็นสิ่งจำเป็นในการเดินทางเข้าเมืองเพื่อขายสัตว์ป่าที่ล่ามาได้
หยางจื้อซีขับเกวียนลาบรรทุกข้าวเต็มเกวียน มุ่งหน้ากลับไปที่หมู่บ้านป่าหมอก ท่ามกลางสายตาอิจฉาของชาวบ้าน บางคนรู้สึกดีใจไปกับครอบครัวของหยางซานหลาง ในที่สุดลูกสาวของเขาก็กลายเป็นคนมีความสามารถถึงแม้ว่านางจะความจำเสื่อมก็ตามที แต่ก็มีชาวบ้านอีกหลายคนที่รู้สึกอิจฉาริษยา แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับไม่กล้าพูดจาไม่ดีต่อหน้าหยางจื้อซีแม้แต่ครึ่งคำ
เช้าวันรุ่งขึ้นในขณะที่หยางจื้อซีขึ้นไปบนภูเขา อยู่ ๆ นางก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี พอเดินขึ้นไปถึงเนินเขาเล็ก ๆ หยางจื้อซีก็รู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่างกาย ความเจ็บปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เจ็บจนทนไม่ไหว นางล้มลงและกลิ้งไปมาจนเวลาผ่านไปสองเค่อ อยู่ ๆ ก็รู้สึกว่าร่างกายเบามาก ความรู้สึกเจ็บปวดก่อนหน้านั้นหายเป็นปลิดทิ้ง หยางจื้อซีเกาหัวด้วยความงุนงง
นางหันซ้ายแลขวารู้สึกว่าร่างกายตัวเองเบาเหมือนลอยได้ ทันใดนั้นมองลงไปด้านล่างก็พบว่ามีร่างของเด็กหญิงนอนอยู่ที่พื้น หยางจื้อซีคิดว่าเหตุใดเสื้อผ้าของเด็กผู้หญิงคนนี้เหมือนกับตนเอง แต่เมื่อมองดูหน้าของเด็กคนนั้นแล้วนางก็ต้องตกใจ นั่นมันไม่ใช่ร่างของเด็กผู้หญิงที่นางเดินทางข้ามเวลามาอาศัยอยู่หรอกหรือ เหตุใดตอนนี้นางถึงได้วิญญาณหลุดลอยออกมาแล้ว หรือว่านางจะตายไปแล้วจริง ๆ ยังไม่ทันที่หยางจื้อซีจะคิดหาเหตุผล ก็รู้สึกถึงแรงดึงดูดที่ไม่สามารถต้านทานได้ หยางจื้อซีที่วิญญาณล่องลอยออกจากร่างนางได้แต่สบถด่าด้วยความโมโห
“สวรรค์ นี่มันเรื่องบ้าอันใดกัน ข้าตายแล้วเกิดใหม่ได้หกวัน ข้าก็ต้องมาตายอีกครั้ง สวรรค์กลั่นแกล้งกันเกินไปแล้ว หากจะให้ข้ามาเกิดใหม่และมีอายุสั้นเพียงนี้ก็อย่าให้ข้าเกิดมาเสียดีกว่า อายุของข้าสั้นกว่ายุงเสียอีก”
หยางจื้อซีหลับตาลงด้วยความปวดใจ นางเสียใจที่ไม่ได้เอาป้ายฝากถอนเงินทิ้งไว้ให้หยางอัน ถึงแม้ว่านางจะเป็นพี่สาวได้เพียงหกวัน แต่นับว่ามีความผูกพันกันนิดหน่อย อย่างน้อย ๆ ก็ให้โอกาสนางได้มอบเงินให้กับครอบครัวบ้าง ทันใดนั้นหยางจื้อซีรู้สึกว่าวิญญาณของนางเหมือนมีใครมาฉุดกระชาก จากนั้นนางก็ไม่รับรู้อะไรอีก
กลับไปที่เนินเขา หยางจื้อซีที่ได้กลับมาเข้าร่างเดิมของตัวเองแทนที่จะเป็นหยางจื้อซีที่ป่วยติดเตียงร้องไห้โฮด้วยความดีใจ ในที่สุดก็ได้กลับมา ในที่สุดก็ได้กลับมาหาครอบครัวแล้ว หลังจากร้องไห้จนพอใจแล้วจู่ ๆ หยางจื้อซีก็รู้สึกปวดหัว จากนั้นความทรงจำบางอย่างก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวของนาง ทำให้หยางจื้อซีรู้ว่าหลังจากที่ตัวเองวิญญาณออกจากร่างไปหกวัน ก็มีหญิงสาวจากที่ไหนสักที่ที่เหมือนไม่ใช่คนของโลกนี้มาอาศัยอยู่ในร่างของนาง และช่วยนางระบายความแค้นจากบ้านใหญ่ หลังจากนั้นยังหาเงินเอาไว้มากมาย แต่ด้วยเหตุผลอันใดหยางจื้อซีก็ไม่อาจรู้ได้ ว่าเหตุใดนางจึงได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง พร้อมกับได้รับความสามารถของหญิงสาวที่มาอยู่ในร่างของนางอีกด้วย
“ขอบคุณสวรรค์ นอกจากจะมีเงินนับหมื่นตำลึงแล้ว ข้ายังได้รับสืบทอดพละกำลังมาด้วย จากนี้ไปคนบ้านใหญ่อย่าหวังจะได้รังแกพวกข้าอีก” หยางจื้อซีออกล่าสัตว์พร้อมทั้งหัวเราะประหนึ่งคนบ้า
ส่วนหยางจื้อซีจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด หลังจากวิญญาณถูกดึงออกจากร่าง วิญญาณได้ล่องลอยมาอยู่ในร่างของหยางจื้อซีในอีกมิติหนึ่ง ใช่แล้ว หยางจื้อซีเดินทางข้ามเวลาอีกครั้ง ครั้งนี้มาอยู่ในร่างของหยางจื้อซีที่ป่วยติดเตียงมาหลายปี แต่ทว่าความสามารถของนางได้หายไปบางส่วน พละกำลังมหาศาลได้หายไป เหลือเพียงน้ำพุวิญญาณเท่านั้น
หยางจื้อซีลืมตาขึ้นมาในเช้าวันหนึ่ง นางอยากให้มันเป็นเพียงแค่ความฝัน จึงได้หลับตาลงและนอนต่อไป เป็นเช่นนี้อยู่หลายวัน นางไม่อาจยอมรับว่านางได้เดินทางข้ามเวลาอีกครั้ง และครั้งนี้สถานการณ์เลวร้ายมาก ครั้งที่แล้วนางมีอายุเพียงหกวันก็ต้องตายอย่างไร้สาเหตุ ครั้งนี้นางจะมีอายุขัยได้กี่วัน
นางไม่อยากจะลุกขึ้นไปดิ้นรนหาอาหารและทำเพื่อครอบครัวอีกแล้ว นอกจากนอนและมีคนนำอาหารมาป้อน หยางจื้อซีไม่เอ่ยปากคุยกับใคร เพราะนางคิดว่าตัวเองคงจะตายอีกครั้งในเวลาไม่นาน เพราะร่างที่วิญญาณของนางมาอาศัยอยู่ในครั้งนี้ป่วยติดเตียงนอนเป็นผักมาหลายปีแล้ว คิดว่าอีกไม่นานคงจะตายไป ไหน ๆ ก็จะตายแล้วไม่สู้นอนอยู่นิ่ง ๆ เสียดีกว่า
หลังจากนอนอยู่สิบกว่าวัน หยางจื้อซีลืมตาขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้ ในที่สุดหยางจื้อซีก็คิดว่านี่คงจะเป็นร่างสุดท้ายแล้ว และอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เกิดใหม่ เมื่อมองดูไปรอบ ๆ บ้านหลังนี้กลับไม่พบเจออะไรเลย บ้านที่สามารถพูดได้คำเดียวว่า โทรม โทรม โทรม และโทรมมาก ด้วยสภาพบ้านเช่นนี้จะสามารถผ่านร้อนผ่านหนาวไปได้เช่นไร หลังคามีรูรั่วขนาดใหญ่ ดีที่ไม่ใช่หน้าฝน เกิดใหม่ทั้งทีเป็นคนป่วยติดเตียงก็นับว่าแย่แล้ว แต่สภาพครอบครัวแย่กว่าครั้งที่แล้วอีก หยางจื้อซีได้แต่ถอนหายใจและยอมรับชะตากรรมของตนเอง
“สิ่งแรกที่ข้าต้องทำคือ ต้องรักษาตัวเองให้หายก่อนสินะ” หยางจื้อซีเรียกน้ำพุวิญญาณออกมาและรีบดื่มลงไปก่อนที่จะมีใครเข้ามาเห็น ในตอนที่หยางจื้อซีที่กำลังจะหลับตาลงนอนอีกครั้งก็มีหญิงวัยกลางคนเปิดประตูเข้ามา
หญิงวัยกลางคน สวมเสื้อคลุมสีฟ้าเก่า ๆ คลุมด้วยผ้าท่อนล่าง มีกระโปรงสีเดียวกัน มีเข็มขัดสีดำผูกอยู่รอบเอว มีปิ่นปักผมที่ทำจากไม้ปักอยู่บนมวยผม เอ่อ... เห็นได้ชัดว่าเป็นชุดของผู้หญิงโบราณ
หญิงวัยกลางคนเดินไปที่เตียงและนั่งลง ใบหน้าที่แห้งผากและคล้ำเล็กน้อยยังคงมีน้ำตา เมื่อมองดูเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่นอนอยู่บนเตียง อาการเจ็บจมูกและน้ำตาของนางก็อดไม่ได้ที่จะไหลอีกครั้ง จากนั้นนางก็พูดว่า
“จื้อซี แม่ขอโทษ แม่เป็นแม่ที่ไร้ประโยชน์ ทำให้เจ้าต้องทุกข์ทรมาน” หญิงวัยกลางคนกุมมือเล็ก ๆ ของเด็กหญิงเอาไว้ และร้องไห้เงียบ ๆ หยางจื้อซีไม่รู้ว่าจะปลอบใจหญิงวัยกลางคนคนนี้อย่างไรดี ดูเหมือนว่านางจะเป็นแม่ที่รักลูกสาวมาก
“ท่านแม่”
“จื้อซีเจ้าตื่นแล้ว แม่ทำให้ลูกตื่นใช่หรือไม่” หญิงวัยกลางคนพูดด้วยความประหลาดใจ ขณะเดียวกันนางก็หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดออกจากอกเสื้อ และเช็ดเหงื่อบนหน้าผากของเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ เบา ๆ
“จื้อซี นอนลง ทำตัวดี ๆ ว่าง่าย ๆ ประเดี๋ยวแม่จะไปทำอาหารอร่อย ๆ ให้เจ้าได้กิน” ทันทีที่พูดจบ หญิงวัยกลางคนก็จากไปราวกับลมกระโชกแรง
หญิงวัยกลางคนที่เพิ่งจากไปในขณะนี้ไม่รู้ว่าเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่นอนอยู่บนเตียงไม่ใช่หยางจื้อซีลูกสาวของนางอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นวิญญาณที่มาจากโลกอนาคตในอีกหนึ่งพันปีข้างหน้า เป็นหญิงสาวที่มีชื่อแซ่เดียวกันกับลูกสาวของนาง หยางจื้อซี
“ว่าแล้วเชียว วันนี้ถึงไม่เห็นลูก ๆ มาเรียกข้า นี่ท่านกางเขตแดนกั้นลูกชายของท่านหรือ ระวังว่าพวกเขาจะเกลียดท่านพ่ออย่างท่านเข้าสักวัน”“ใครจะเกลียดข้าก็ช่าง ข้าไม่สน ขอเพียงแค่เจ้าไม่เกลียดข้าก็พอ ข้าจะพาเจ้าไปอาบน้ำ”“ข้าอาบเองได้ ท่านออกไปก่อนเจ้าค่ะ”“ไม่เอา ข้ากลัวเจ้าลื่นล้ม ให้ข้าอาบให้นะ”และแล้วมังกรเฒ่าก็จัดการอาบน้ำให้ภรรยาทั้งภายนอกและภายใน จากนั้นก็แวะไปทักทายลูกสาว หยางจื้อซีรู้สึกว่าการอาบน้ำของนางนั้นไม่ง่ายเลย กว่าจะได้อาบน้ำจริง ๆ ก็ถูกมังกรเฒ่าจับกินอยู่หลายรอบ ถึงแม้ว่าปากนางจะบ่น แต่นางกลับพอใจที่สามีรักใคร่ในตัวนาง หนิงเทียนหลงปรนเปรอนางจนรู้สึกอิ่มเอมและนางพอใจมาก“ท่านพี่ อ๊ะ อ๊าา เบา ๆ เจ้าค่ะ ประเดี๋ยวจะกระทบไปถึงลูก”“ข้าจะระวัง ขอโทษ ข้าอดใจเอาไว้ไม่ได้อีกแล้ว ข้าจะอ่อนโยนให้มากขึ้น”หลังจากนั้นหนิงเทียนหลงก็ลงมือกลืนกินภรรยาคนงามไปทั่วทั้งห้อง เขาปรนนิบัติภรรยาทุกกระบวนท่า เมื่อเห็นว่าภรรยาเข้าสู่ประตูสวรรค์แล้วก็เป็นทีของเขาที่ต้องปลดปล่อย การได้ร่วมรักกับภรรยาทำให้เขารู้สึกอิ่มเอมที่สุด ในชีวิตนี้เขาไม่สามารถแตะต้องหญิงอื่นได้อีกแล้ว“ท่านน้า วิธีนี้จะได
“ใช่แล้ว ไปกัน ไปหาท่านน้า ท่านน้าจะต้องช่วยพวกเราคิดแผนดี ๆ ได้แน่นอน” หนิงเฟิงหลงเองก็เห็นด้วยกับน้องชาย“ได้ ไปก็ไป ข้าเองก็ไม่ขัด” หนิงชิงหลงเองก็ไม่ขัดข้อง เขาชอบบ้านท่านยายที่สุด ท่านทวดใจดีมีขนมอร่อย ๆ ให้เขากินมากมาย“นายน้อย พวกท่านจะไปที่ใดขอรับ แต่เช้าเช่นนี้” ห่าวเทียนที่กลับมาจากจัดการงานข้างนอกพอดีเห็นทั้งสามคนจูงมือกันกำลังเดินลงจากเนินเขา“ฮึ้ย ก็ไปบ้านท่านตาน่ะสิ พวกเราจะไปหาท่านน้า ท่านพ่อแย่งท่านแม่ไปแถมยังไม่ให้พวกเราเข้าห้องอีก” หนิงชิงหลงทำปากมุ่ยกระทืบเท้า“อ้อ เป็นเช่นนี้นี่เอง เช่นนั้นเดินระวัง ๆ ด้วยนะขอรับ ระวังอย่าให้หกล้มเสียเล่า”“พวกเรารู้แล้วน่า ลุงห่าวเทียนบ่นเป็นตาแก่ไปได้ หรือว่าติดเชื้อแก่มาจากท่านพ่อกัน” หนิงหยางหลงเป็นตัวป่วน ตัวแสบที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งสาม“นายน้อยรอง เหตุใดถึงพูดเยี่ยงนั้นเล่าขอรับ คำว่าแก่ พูดเบา ๆ ก็เจ็บ”“พวกเราไม่คุยกับลุงห่าวเทียนแล้ว ไปกันเถอะ” หยางต้าจู้ที่กลับมาจากโรงงานแปรรูปอาหารยังไม่ทันจะได้เข้าบ้านก็เห็นหลานน้อยทั้งสามคนเดินจูงมือกันมา ดูจากสีหน้าของทั้งสามคนแล้วคงจะโกรธลูกเขยตัวดีของเขาเป็นแน่ ยิ่งตอนนี้ลูกสาวขอ
หยางจื้อซีร้องห้ามปรามเสียงแผ่วแหบพร่าในทันทีที่หนิงเทียนหลงปลดปล่อยเรียวปากบางเลื่อนลงกดแนบชิดกับลำคอระหงขาวเนียน เพียงแต่นางร้องห้ามทว่าร่างกายกลับตื่นตัวตอบสนอง ยามที่ชายหนุ่มขยับมือลงสอดผ่านกางเกงตัวบางสัมผัสเนินเนื้อสาว สองขาของหยางจื้อซีก็พลันขยับเข้าหากันในทันที“ซีเอ๋อร์ ให้ข้าสัมผัสเจ้า ให้ข้าได้กลืนกินทุกส่วนของเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างของเจ้าล้วนเป็นของข้า ข้าสัญญาข้าจะอ่อนโยน ข้ารักเจ้าที่สุด ข้ารักเจ้าคนเดียว”เสียงออดอ้อนกระซิบอยู่บนอกอวบอิ่มที่ยามนี้ไร้เอี๊ยมบดบัง ทำให้หยางจื้อซีอ่อนระทวยราวขี้ผึ้งถูกไฟลน ขยับแยกเรียวขาให้เขาสอดแทรกมือเข้าสัมผัสลึกซึ้งโดยไม่รู้ตัว“อ่ะ! ท่านพี่ ข้าเจ็บ!...” “อย่างนั้นก็อ้าขาให้กว้างอีกหน่อย”ร่างสูงใหญ่ไม่เพียงไม่ถอนมือออกจากกลางกายสาว แต่ยังใช้สองขาของเขาขยับแทรกแยกเรียวขาเล็กให้กว้างมากขึ้น หยางจื้อซีแหงนหน้าเม้มริมฝีปากบาง ความรู้สึกเจ็บปวดแปรเปลี่ยนเป็นความเสียวซ่าน ความปรารถนามากมายก่อเกิดจนเผลอขยับเอวบางตอบรับนิ้วยาวของหนิงเทียนหลง “ท่านพี่ข้า... ท่านเร่งมือเร็วอีกได้หรือไม่”ได้ยินหญิงอันเป็นที่รักร้องขอถึงเพียงนี้แน่นอนว่าหนิงเทียน
หลังจากวันที่หยางจื้อซีแต่งงาน ตอนนี้เวลาก็ผ่านมานับสองเดือนแล้ว ชีวิตประจำวันของนางก็คือต้องคอยปรนเปรอสามีเฒ่า ในแต่ละวันก็แทบไม่มีเวลาออกจากห้อง อย่าว่าแต่ออกจากห้องเลย แค่จะลงจากเตียงยังนับว่าหาได้ยาก ไม่รู้ว่าหนิงเทียนหลงตาเฒ่าน่าตายคนนี้ไปอดอยากปากแห้งที่ไหนมา วันนี้ทั้งสองคนไปกินมื้อเที่ยงที่บ้านใหญ่หยางตามปกติ ขากลับหยางจื้อซีไปเดินเล่นที่แม่น้ำอวิ๋น นางหวนนึกถึงวันแรกที่มายังโลกแห่งนี้และชีวิตในแต่ละวัน ในที่สุดนางก็ผ่านพ้นความยากลำบากมาได้ นางเป็นลูกสาวที่พ่อแม่รักมากที่สุด เป็นน้องสาวที่พี่ชายทั้งสองตามใจ เป็นหลานสาวคนสำคัญของท่านปู่ท่านย่า ตอนนี้นางยังเป็นพี่สาวคนสวยของน้องชายฝาแฝดทั้งสอง สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้นางยังเป็นภรรยาที่สามีรักและตามใจมาก หยางจื้อซีไม่คิดว่าเรื่องราวสุดมหัศจรรย์เช่นนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเอง นางตายไปแล้วถึงสองครั้ง การเกิดใหม่ของนางนับว่าไม่เลวร้ายเลย ในทางกลับกัน การเกิดใหม่ครั้งนี้ทำให้นางได้พบกับผู้ชายที่อดทนรอนางมาถึงแสนปี หากเป็นยุคปัจจุบันที่นางจากมา คงจะเป็นหนึ่งในผู้ชายล้านคนที่จะยึดมั่นในรักแท้ นางเห็นมานักต่อนักการทรยศหักหลังระหว่างสามีภรรย
“หากเจ้ากินข้าวไม่อิ่มกินข้าก็ได้นะ”“หนิง เทียน หลง หุบปาก”“ขอรับ ภรรยา”หยางจื้อซีไม่เคยรู้เลยว่าตาเฒ่าแสนปีจะมีนิสัยแบบนี้ ปกติเห็นทำหน้านิ่งเย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็งพันปี แต่พอมาอยู่กับนางสองคนแล้วเหตุใดถึงได้กลายเป็นเช่นนี้ หรือว่าที่ผ่านมาเขาเสแสร้งแกล้งทำเป็นเย็นชาเพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหวาดกลัวกัน นางมองยังไงหนิงเทียนหลงก็เป็นตาเฒ่าเจ้าเล่ห์เท่านั้น หากนางเผลอพลาดท่าเสียทีเกรงว่าวันนี้คงลุกขึ้นจากเตียงไม่ได้เป็นแน่ หยางจื้อซีกินอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยความรวดเร็ว นางหิวมาก ตั้งแต่เช้ามืดลุกขึ้นมาแต่งตัว จนถึงเวลาส่งตัวนางไม่มีข้าวตกถึงท้องเลยนอกจากซาลาเปาก้อนเล็ก ๆ เพียงก้อนเดียว หลังจากกินอาหารบนโต๊ะจนหมด หยางจื้อซีนั่งพักผ่อนเพื่อรอให้อาหารที่กินลงไปย่อย หนิงเทียนหลงลุกขึ้นเก็บถ้วยชามออกไปไว้ในห้องครัวและต้มน้ำหม้อใหญ่ ความจริงแล้วเขาไม่จำเป็นที่จะต้องก่อไฟเองด้วยซ้ำ เพียงแค่ใช้เวทย์ไฟจุดเตาก็ได้แล้ว แต่เขาไม่ทำอย่างนั้นยังคงใช้ตะบันไฟจุดไฟเช่นชาวบ้านทำกัน หนิงเทียนหลงล้างจานเสร็จน้ำที่ต้มไว้ก็เดือดได้ที่พอดี จากนั้นก็ยกน้ำร้อนไปเทในถังอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เขาสั่งทำมาเป็นพิเศ
หากวันนี้นางไม่บังเอิญพบเขาตอนออกมาซื้อของและแอบติดตามเขามา นางคงไม่รู้ว่าเขามีภรรยาอยู่แล้ว เซี่ยหยวนหลินรู้สึกเสียใจที่นางหน้ามืดตามัว ดวงตามืดบอด เห็นโคลนตมเป็นของมีค่า ไม่ว่านางจะเสียใจมากแค่ไหนก็ไม่สามารถทำอันใดได้ ในเมื่อเรื่องมันกลายมาเป็นเช่นนี้ไปแล้ว แต่สำหรับกู้เยี่ยน นางไม่มีทางยอมให้เขาทำเช่นนั้นเป็นแน่ ในเวลาต่อมา เซี่ยหยวนหลินได้รู้ว่าหยางจื้อหมิงสามารถสอบผ่านถงเซิงและได้อันดับหนึ่ง นางรู้สึกเสียใจจนไส้เขียว เพราะนางหลงใหลในชื่อเสียงเงินทองจนหน้ามืดตามัว ท่านแม่ของนางเห็นแก่เงินสินสอด แต่ตอนนี้เสียใจก็ไม่ทันแล้ว นางไม่มีวาสนากับหยางจื้อหมิงแล้ว แต่พอมาคิดดูอีกที ใครจะไปคิดว่าบ้านหยางที่ครอบครัวยากจนในตอนนั้นจะกลายมาเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยมากเสียกว่าบ้านสกุลกู้ในตอนนี้อีก ทางด้านหยางจื้อซีไม่ได้สนใจว่าเซี่ยหยวนหลินจะมีความคิดเห็นเช่นไร แต่ตอนนี้นางรู้สึกสาแก่ใจมาก สำหรับคนที่ดูถูกดูแคลนพี่ชายและครอบครัวของนาง ตอนนี้นางถือได้ว่าเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองฝูจิงก็เป็นได้ เช้าวันต่อมาก็เป็นวันประกาศผลสอบ และผลที่ออกมาก็เป็นไปตามที่หยางจื้อซีคิดเอาไว้ พี่ใหญ่ของนางเป็นอันดับ







