LOGIN๖
จุมพิตข้าแล้วจะผิดคำพูดหรือ
ณ โรงน้ำชาที่มีนักเล่านิทานชื่อดังสังกัดอยู่
หรงซินเยวี่ยนนั่งอยู่โต๊ะประจำที่มุมร้านฟังนักเล่านิทานเล่าเรื่อง ‘จอมนางเคียงบัลลังก์’ ที่นางย่อเนื้อเรื่องเอาไว้ให้เขา เนื้อเรื่องที่แม้นางจะฟังครั้งที่สองก็อดที่จะหลั่งน้ำตาไม่ได้
“...ฮองเฮาและฮ่องเต้เป็นคู่ชิงเหมยจู๋หม่า [1] ทั้งสองนับว่าเป็นรักแรกของกันและกัน ความรักของทั้งคู่แม้จะหวานชื่น แต่วังหลังคือสถานที่รวมดอกไม้งาม อี้ฮองเฮาแม้จะงดงาม แต่ก็เป็นดอกไม้ที่โรยราขึ้นทุกวัน ไม่เหมือนนางสนมที่ยังสดใหม่ ไร้ผู้ใดแตะต้อง
ฮองเฮาไร้ทายาท ไทเฮาที่หวังว่าโอรสองค์เล็กจะได้ครองราชย์ต่อจากโอรสองค์โตหลอกใช้อี้ฮองเฮาให้นำยาบำรุงที่แสลงต่อครรภ์ให้สนมใหม่ ทำให้สนมใหม่ที่เพิ่งตั้งครรภ์สูญเสียก้อนเนื้อในท้องไป ฮ่องเต้พิโรธ สั่งปลดฮองเฮาแล้วขังเอาไว้ในตำหนักเย็น
แต่ความลับไม่มีในโลก มาถึงวันที่ความจริงเปิดเผย ฮ่องเต้เสด็จไปรับอี้ฮองเฮาที่ตำหนักเย็นด้วยองค์เอง แต่ก็สายไปแล้วเมื่ออี้ฮองเฮาร่างกายต้องความเย็นจนทำให้พิษในร่างกายที่ถูกลอบวางเอาไว้กำเริบจนกระทั่งถึงแก่ชีวิต
นี่เป็นเพียงเรื่องย่อจากนิยายเรื่องจอมนางเคียงบัลลังก์ หากท่านใดสนใจนิยายเรื่องนี้สามารถหาซื้อได้ที่ร้านเยวี่ยนวั่ง นามปากกานี้จะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวังอย่างแน่นอน”
นักเล่านิทานตัดจบเพียงเท่านี้ย่อมทำให้ใครหลายคนค้าง หลายคนยกมือขึ้นเพื่อตั้งคำถาม นักเล่านิทานจึงสุ่ม ผายมือไปทางสตรีที่นั่งอยู่โต๊ะหน้าสุด
“อี้ฮองเฮาถูกวางยา เพราะเช่นนี้หรือไม่นางถึงไม่อาจให้กำเนิดทายาทได้”
นักเล่านิทานยิ้มปริศนา
“ต้องติดตามในหนังสือฉบับเต็ม”
มีคนยกมือขอตั้งคำถามอีกครั้ง นักเล่านิทานยังคงอนุญาตให้สตรีถามเช่นเดิม
“หากข้าถามว่าใครเป็นคนลอบวางยาอี้ฮองเฮาท่านก็คงไม่บอก เช่นนั้นข้าขอถามท่านในฐานะที่ท่านเป็นตัวแทนของบุรุษ ฮ่องเต้เคยรักอี้ฮองเฮาหรือไม่”
คำถามนี้ทำให้ใครหลายคนนิ่งไป แม้แต่นักเล่านิทานเองก็ให้คำตอบไม่ได้
หรงซินเยวี่ยนเห็นเช่นนั้นจึงยกมือขึ้น นักเล่านิทานที่ต้องการตัวช่วยพอดีจึงผายมือให้นางพูดได้
“ข้าอ่านเรื่องนี้จบแล้วเมื่อคืน นอกจากเรื่องความรักของฮ่องเต้กับฮองเฮาแล้วข้ายังสนใจเรื่องความสัมพันธ์ของฮ่องเต้กับไทเฮา
ไทเฮาทำทุกอย่างเพื่อให้อำนาจฝั่งบิดาล้นฟ้าจนสามารถควบคุมราชสำนักได้ ฮ่องเต้ก็ทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้สกุลของไทเฮากลืนสกุลของพระบิดา ในเมื่อทั้งสองต่างก็ทำเพื่อสกุลบิดา ท่านว่าตัวละครใดในเรื่องนี้ผิดที่สุด”
คำถามของหรงซินเยวี่ยนเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างเช่น นิยายเรื่องนี้ไม่ได้เน้นเพียงเรื่องความรักเท่านั้นแต่ยังเป็นเรื่องของการชิงอำนาจ คานอำนาจของผู้สูงศักดิ์แห่งแคว้น ความรักความแค้นเป็นของคู่กัน
ยิ่งเป็นเรื่องม่านมุ้งของคนในวัง คนนอกวังยิ่งวิจารณ์กันสนั่นไม่เกรงว่าคำพูดของตนจะไปถึงพระเนตรพระกรรณ
คำว่า ‘น่าสนใจ’ ที่ดังมาจากหลาย ๆ ปากทำให้หรงซินเยวี่ยนหัวใจเต้นระส่ำ
“หากเปรียบระหว่างฮ่องเต้กับไทเฮาในเรื่องจอมนางเคียงบัลลังก์แล้วไม่มีถูกผิด อยู่ที่ว่าใครชนะใครแพ้เท่านั้น เรื่องนี้ต้องติดตามในเนื้อหาฉบับเต็ม”
ยิ่งนักเล่านิทานไม่อาจตัดสินถูกผิดได้ เนื้อเรื่องของนิทานในวันนี้ยิ่งเป็นการปลูกเมล็ดพันธ์ุแห่งความสงสัยให้กับใจผู้คน กอปรกับอีกไม่กี่วันจะมีสนมจากตระกูลขุนนางถวายตัวเพิ่ม เรื่องที่อยู่ในกระแสเช่นนี้ย่อมสะเทือนหัวใจของผู้คนได้ไม่มากก็น้อย
ดูท่านิยายเรื่องนี้จะหาเงินได้อีกระยะหนึ่งเลย ถ้าเรื่องนี้ทำสถิติขายหนึ่งเดือนหนึ่งหมื่นเล่มได้ ฟันกำไรกันงาม
“คุณหนู สรุปแล้วใครเป็นคนฆ่าอี้ฮองเฮา”
หรงซินเยวี่ยนตวัดสายตาไปมองสตรีที่นั่งอยู่โต๊ะด้านข้าง พบว่าดวงตาของหญิงสาวแดงก่ำราวกับเพิ่งผ่านการร้องไห้มา
“เรื่องนี้ข้าบอกไม่ได้ หากพูดไปนักเขียนก็ขายงานได้น้อยลงพอดี”
คนถามที่ร้อนใจอยากรู้พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนี้ ลุกขึ้นเต็มสูงชวนสาวใช้ไปซื้อหนังสือฉบับเต็ม
“คุณหนู วิธีนี้ยังคงได้ผลเจ้าค่ะ บ่าวที่อ่านไปได้ครึ่งเรื่องแล้วยังอยากกลับไปอ่านโดยเร็ว”
หรงซินเยวี่ยนยิ้มเศร้า แค่นึกถึงคำพูดและฉากในเรื่องนางก็เริ่มเบะปากทำหน้าเศร้าแล้ว อีกทั้งนางยังสะท้อนใจตัวเอง ฮองเฮาถูกวางยาทำให้มีบุตรยาก นอกจากจะประคองตำแหน่งตัวเองเอาไว้ได้ยากแล้ว สวามียังเอาใจออกห่างเพราะคิดว่านางอิจฉาริษยาสนม
นางเริ่มคิดว่าหากในอนาคตสามีที่นางรักเอาใจออกห่างนางเพราะนางไม่สามารถมีทายาทให้จะทำอย่างไร
หากภรรยาหรืออนุของสามีตั้งครรภ์ได้แล้ววันหนึ่งเกิดแท้งขึ้นมา ทุกอย่างจะถูกโยนให้เป็นความผิดของนางหรือไม่
“คุณหนูน้ำตาไหลอีกแล้วเจ้าค่ะ”
เสี่ยวรุ่ยรีบยื่นผ้าเช็ดหน้าไปซับน้ำตาให้นายสาว
นางเริ่มเบะปากตามเจ้านายเพราะเดาความคิดของหรงซินเยวี่ยนออก
คุณหนูของข้า เศร้าใจเรื่องที่มีบุตรไม่ได้อีกแล้ว
“ข้าไม่เป็นไร เรากลับจวนกันเถอะ วันนี้ร้องไห้จนเหนื่อยไม่อยากทำอะไรแล้ว”
หรงซินเยวี่ยนลุกขึ้นยืน ให้เสี่ยวรุ่ยทำหน้าที่จ่ายเงินส่วนนางไปรออยู่ด้านนอก
ไม่รู้ตัวเลยว่าจังหวะที่นางหันหลังเดินจากไปนั้น เจ้าของดวงตาที่จับจ้องมาที่นางบ่อยครั้งได้มองตามนางจนกระทั่งนางเดินลับไป
“ขอโทษด้วยนะที่เรื่องของข้าทำให้เจ้าเสียน้ำตาได้ขนาดนี้ แต่เจ้าจะร้องไห้ก็ไม่แปลก ในเมื่ออี้ฮองเฮาและเจ้ามีจุดอ่อนไหวเดียวกัน”
ทางด้านหรงซินเยวี่ยน…
“เมื่อก่อนไม่ได้เห็นจะอะไรกับเรื่องมีบุตร แต่พอได้อ่านเรื่องของอี้ฮองเฮาเท่านั้นกลับรู้สึกสงสารตัวเอง”
หรงซินเยวี่ยนเอ่ยกับตัวเองเบา ๆ แล้วถอนหายใจ
นางหันไปมองด้านหลังดูว่าเสี่ยวรุ่ยออกมาแล้วหรือไม่ มิคิดว่าในจังหวะที่นางไม่ทันได้ระวังตัวนั้นจะมีมือคู่หนึ่งจับข้อมือนางแล้วพาเดินไปยังทิศทางหนึ่ง
“ท่านรองแม่ทัพ!”
เมื่อหันไปมองก็เห็นว่าคนที่ถือวิสาสะแตะเนื้อต้องตัวนางคือเมิ่งกวังฮุย เขาอยู่ในสุดสีดำสนิททั้งตัว รวบผมขึ้นสูงครอบด้วยกวานสีดำลายพยัคฆ์
“อย่าเพิ่งพูดอะไร มากับข้าก่อน”
หรงซินเยวี่ยนเลิกยื้อเพราะคนเริ่มมองมาแล้ว นางไม่อยากให้ตัวเองเป็นจุดเด่นจึงได้เดินตามเขาไปอย่างว่าง่าย จนกระทั่งเขาพานางเข้ามาในโรงเตี๊ยมแล้วพาไปที่ห้องพิเศษ นางถึงได้สะบัดมือเขาออก
ท่าทางไม่เหมือนคนเมื่อวานที่รั้งต้นคอเขามาจุมพิตเลยสักนิด ซึ่งการกระทำนี้ทำเมิ่งกวังฮุยขมวดคิ้ว
“เยวี่ยนเอ๋อร์ ท่าทางเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”
“เรียกข้าว่าคุณหนูรองเช่นเดิมเถิดเจ้าค่ะ”
เมิ่งกวังฮุยสัมผัสได้ถึงกำแพงบางอย่างที่หรงซินเยวี่ยนสร้างขึ้น มือหนาเอื้อมไปจับข้อมือนางเอาไว้เมื่อคิดว่านางจะเปลี่ยนใจไม่แต่งงานกับเขาแล้ว
“เยวี่ยนเอ๋อร์ เราจะแต่งงานกันแล้วมิใช่หรือ ข้าจะเรียกเจ้าเช่นนี้ก็ไม่แปลก”
“แปลกเจ้าค่ะ เพราะเรายังไม่ได้แต่งงานกัน ที่สำคัญเลยก็คือข้ากับพี่หญิงใหญ่ยังไม่ได้ทำสัญญา และก่อนที่จะถึงตอนนั้นข้าอาจจะเปลี่ยนใจไม่ทำแล้วก็ได้”
ท่าทางต่อต้านของนางเรียกสีหน้าทะมึนจากชายหนุ่ม เขายื่นมือไปรั้งต้นคอนางแล้วดึงมาจุมพิต บดขยี้ริมฝีปากนางอย่างไม่ปรานี
“อื้อ~”
ครั้งนี้หรงซินเยวี่ยนไม่ยินยอมพร้อมใจ นางรวบรวมแรงทั้งหมดผลักอกเมิ่งกวังฮุยออก แต่แรงมดของนางหรือจะสู้แรงเขาได้ นอกจากจะไม่อาจผลักเอาออกไปได้แล้ว ตอนที่นางหลุดเสียงร้องออกมายังเป็นการเปิดโอกาสให้เขาสอดลิ้นเข้ามาชิมความหวานในโพรงปาก
ไล่ขบเม้มริมฝีปากของนางจนร้อนผ่าว คล้ายมีมดร้อยตัวกัดอยู่รอบริมฝีปาก จนกระทั่งนางเริ่มหายใจไม่ทันแล้วขาอ่อน เขาถึงได้ผละริมฝีปากออกแล้วโอบเอวบางของนางให้แนบเข้ากับร่างกายแข็งแกร่งของเขา
“เยวี่ยนเอ๋อร์ เราจุมพิตกันแล้ว เจ้ายังหวังจะแต่งให้ใครอีก ริมฝีปากคู่นี้เป็นของข้าแล้ว อย่าหวังว่าข้าจะปล่อยให้ผู้ใดได้แตะต้อง”
หรงซินเยวี่ยนเงยหน้ามองเมิ่งกวังฮุย สายตาเริ่มแข็งกร้าวขึ้นเรื่อย ๆ
“อย่าได้แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของข้า เพราะเราไม่ได้เป็นอันใดกัน อีกอย่างท่านยังเป็นคนรักของพี่หญิงใหญ่ ตอนนี้พี่หญิงใหญ่ยังไม่ได้เข้าวังเลยด้วยซ้ำ ใจต้องระดับไหนถึงทำกับข้าแบบนี้ ที่ผ่านมาข้ายังมองท่านเป็นคนดีอยู่บ้าง แต่ตอนนี้คงต้องมองท่านใหม่แล้ว”
ว่าแล้วหรงซินเยวี่ยนก็ผลักเมิ่งกวังฮุยออก อาศัยจังหวะที่เขายังนิ่งไปกับคำพูดของนางรีบวิ่งไปจากที่นี่ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าทันทีที่นางหันหลังให้เขา ดวงตาคมกริบจะปรากฏความเจ้าเล่ห์ขึ้น
“แล้วต่อไปเจ้าจะปฏิเสธข้าไม่ได้!”
[1] ชิงเหมยจู๋หม่า (青梅竹马) หมายถึง คู่รักที่มีใจให้กันตั้งแต่เด็ก ๆ คบกันจนแก่เฒ่า
๕๗หากปาฏิหารย์ไม่มีจริงคงไม่มีคำนี้เกิดขึ้นหลายเดือนผ่านมานี้หรงซินเยวี่ยนพยายามดื่มยาและตรวจร่างกายกับหมอซุนเป็นประจำ ยาที่มีรสขมพอดื่มบ่อย ๆ ลิ้นก็เริ่มชินแต่นางก็ไร้วี่แววว่าจะตั้งครรภ์!หมอซุนกล่าวว่านางกดดันตัวเองมากเกินไป ยิ่งเครียดขึ้นไปอีกเพราะการตรวจวัดชีพจรที่บ่อยขึ้นแล้วมีผลว่านางยังไม่ตั้งครรภ์ดังนั้นนางจึงเลิกให้หมอซุนตรวจวัดชีพจรปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ“คุณหนูเจ้าคะ ขบวนนายท่านผู้เฒ่ามานั่นแล้วเจ้าค่ะ ดูจากสัมภาระแล้วต้องขนของมาให้คุณหนูแน่”“ท่านตาบอกว่าจะเอาของมาฝากด้วย ถ้าทั้งสิบเกวียนนี้คือของฝาก จวนแม่ทัพของเราคงไม่มีที่เก็บแล้ว…ไปเถอะ!”หรงซินเยวี่ยนทำหน้ากลุ้มใจก่อนที่จะเดินนำเสี่ยวรุ่ยลงไปยังด้านหน้าประตูเมืองหอคอยเพื่อต้อนรับท่านตาที่มีโอกาสเดินทางมาเยี่ยมนางเสียทีเมื่อลงมาด้านล่างหอคอยก็เห็นว่าสามียืนเอามือกอดดาบเอาไว้ท่าทางสงบนิ่ง สวนทางกับหัวใจที่สั่นระรัวเพราะความตื่นเต้น“หยุด~”คนบังคับรถม้ารั้งบังเหียนม้าเอาไว้ เกวียนบรรทุกของทั้งสิบคันค่อย ๆ หยุดการเคลื่อนไหวหลานเขยที่เห็นเช่นนั้นก็รีบเดินเข้าไปต้อนรับท่านตาของภรรยาที่เพียงเปิดหน้าต่างรถม
๕๖ด้วยคำอธิษฐานนี้เมิ่งกวังฮุยลาดตระเวนแบบมีจุดมุ่งหมายมาที่ร้านเยวี่ยนวั่งสาขาสอง ด้วยชุดเกราะเต็มตัวของแม่ทัพทำให้เขาคิดอยู่ว่าจะหาเรื่องเข้าไปในร้านนางอย่างไรไม่ให้ดูสะดุดตาคนในร้าน จนกระทั่งเด็กในร้านคนหนึ่งเห็นเขาเข้าพอดีนางรีบเดินเข้ามาหาเขาแล้วทำการคารวะ“ท่านแม่ทัพมาหาฮูหยินหรือเจ้าคะ”“ฮูหยินเล่า”เขาไม่โกหกว่าตั้งใจมาลาดตระเวนแล้วผ่านมา แต่ก็ไม่ได้บอกเด็กในร้านว่าตั้งใจมาหาฮูหยินตอนเขาตั้งคำถามสายตาก็มองเข้าไปด้านในร้าน เผลอชะเง้อคอมอง เหล่าพลทหารที่ติดตามมาด้วยมองหน้ากันแล้วยิ้มให้กับท่าทางนี้รู้ในทันทีว่าการเดินลาดตระเวนก็แค่ข้ออ้าง!“ฮูหยินไปลอยโคมกับเสี่ยวรุ่ยเจ้าค่ะ ไปได้สักพักหนึ่งแล้ว เดี๋ยวก็คงกลับมากันแล้วกระมัง”“อ้อ”เมิ่งกวังฮุยรับคำสั้น ๆ แล้วเดินนำพลทหารไป ท่าทางเขายังเหมือนทหารที่ลาดตระเวนเช่นเคย ทว่าหากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าชายหนุ่มกวาดสายตามองโดยรอบเผื่อจะเห็นฮูหยินของตนหรือจะอยู่ที่ทะเลสาบ“พวกเจ้าไปลาดตระเวนตามเส้นทางที่วางแผนไว้”“ขอรับ”ทหารรับคำสั่งจากเสียงเข้มเสียงผสานที่ชายหนุ่มรีบสั่งเช่นนี้เพราะไม่อยากให้เหล่าทหารได้เห็นท่าทางของเขายามที่อยู่กั
๕๕ใครเดินเล่นเดินไปข้าจะขายของเทศกาลโคมลอยสำหรับคนอื่นคือจุดนัดพบระหว่างกันที่ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบคู่รักหรือนักขายหรงซินเยวี่ยนในฐานะที่เป็นแม่ค้า เตรียมสินค้าเอาไว้ขายให้ชาวเมืองลุ้นยิ่งนักว่าสินค้าจะขายได้หรือไม่เหนือสิ่งอื่นใด นางหวังว่าร้านค้าจะมีชื่อเสียงขึ้นจากเทศกาลโคมลอยในครั้งนี้ อย่างน้อยก็เป็นการประชาสัมพันธ์ร้านค้าความสัมพันธ์ในด้านคู่รักของนางไม่สร้างภาระทางใจให้กัน เพราะเมิ่งกวังฮุยก็ยุ่งอยู่กับการพิสูจน์ตัวเองงานนี้นอกจากจะเป็นการพิสูจน์ตัวเองว่าเขาจัดการดูแลความเรียบร้อยปลอดภัยให้แก่เมืองได้ดี ชาวเมืองก็จะยอมรับเขาในฐานะแม่ทัพคนใหม่ได้มากขึ้น…จะได้ไม่ดูถูกว่าเป็นแม่ทัพหน้าอ่อนอีก!“…ฟูจวิน ชุดนี้เหมาะกับข้าหรือไม่เจ้าคะ”สาวงามเอ่ยถามสามีด้วยความเอียงอาย ในใจหมายมาดว่าสามีจะยอมจ่ายเงินซื้อชุดที่ครบเครื่องทั้งศีรษะจรดเท้าให้…แล้วเขาก็ไม่ทำให้นางผิดหวัง!“หากเจ้าอยากได้ ฟูจวินจะซื้อให้เจ้า”ภรรยาสาวฉีกยิ้มหวานเมื่อได้ยินคำพูดนี้จนกระทั่งถามราคาที่มากถึงสามสิบตำลึงเงิน ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มก็เปลี่ยนเป็นจืดเจื่อน หันไปส่งสัญญาณให้สามีแล้วส่ายหน้าเบา ๆหรงซินเ
๕๔ร้านเยวี่ยนวั่งสาขาสองหรงซินเยวี่ยนกับเสี่ยวรุ่ยเงยหน้าขึ้นมองร้านค้าเบ็ดเตล็ดที่ขายทั้งผ้า เครื่องประดับ เครื่องเขียนรวมถึงหนังสือ สองสาวจะไม่ตะลึงเลยหากไม่เห็นป้ายหน้าร้านตัวอักษรโต ๆ“ร้านเยวี่ยนวั่งสาขาสอง”หรงซินเยวี่ยนยกมือปิดปากด้วยไม่คิดว่าท่านตาจะเตรียมการทุกอย่างให้หมดแล้วแผนธุรกิจที่นางสู้อุตส่าห์คิดมาสามวันสามคืน สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้“คุณหนู นายท่านผู้เฒ่ารักคุณหนูมากเลยเจ้าค่ะ”“ข้ารู้สึกว่าตัวเองถูกรักก็ตอนนี้ เขียนว่าสาขาสองเช่นนี้ หากคนสงสัยถามว่าสาขาหนึ่งอยู่ที่ใดแล้วทราบว่าอยู่เมืองหลวง ใครจะไม่อยากใช้ของที่มาจากเมืองหลวงกัน นับเป็นการตลาดอย่างหนึ่ง”หลงจู๊เห็นสตรีอายุน้อยสองคนอยู่นอกร้าน ไม่เข้ามาด้านในเสียที เมื่อพิศดูลักษณะท่าทางแล้วคุ้นตาจึงเดินเข้ามาหาทั้งสอง“ขอถามแม่นาง ใช่คุณหนูรองหรงซินเยวี่ยน ฮูหยินแม่ทัพเมิ่งหรือไม่”หรงซินเยวี่ยนส่งยิ้มเป็นมิตรให้หลงจู๊“ข้าหรงซินเยวี่ยน ท่านคงเป็นเจี่ยหลงจู๊กระมัง ผู้ดูแลร้านเยวี่ยนวั่งสาขาสอง”“คารวะคุณหนู ข้าน้อยเจี่ยจี้รับหน้าที่ดูแลร้านมาหนึ่งเดือนแล้วขอรับ”เป็นอีกครั้งที่หรงซินเยวี่ยนยกมือขึ้นปิดริมฝีปากคงมิใช่
๕๓ท่านตาผู้แผ่กิ่งก้านสาขาณ ค่ายทหารทัพประจิม“…ค่ายประจิมงานเหมือนกับค่ายทั่วไป ที่ข้าอยากจะส่งมอบให้ก็คือแผนที่เหล่านี้ จุดที่ควรเน้นการคุ้มกันเป็นพิเศษ รายละเอียดปลีกย่อยหูหลี่จะเป็นคนช่วยเจ้าเอง ส่วนนี่…” หยิบกล่องไม้ขึ้นมาแล้วยื่นให้เมิ่งกวังฮุยชายหนุ่มรับมาเปิดดูก็เห็นว่าเป็นตราประทับเคลื่อนพลของค่ายประจิมสองมือยกขึ้นคารวะแม่ทัพผู้เฒ่าทันทีที่อีกฝ่ายไม่ยึดติดในอำนาจ ส่งมอบกำลังทหารให้โดยไม่ยึดติดเรื่องเล่าการเปลี่ยนผ่านส่งมอบกำลังทหาร เมิ่งกวังฮุยย่อมได้ยินมาบ้างว่าต่อให้จะได้รับพระราชโองการจากฝ่าบาทก็ยังมีการเล่นลิ้น เดิมทีเขาคิดว่าการมารับตำแหน่งครั้งนี้จะยากตั้งแต่วันแรกเสียแล้ว“ฮูหยินน้อยเป็นอย่างไรบ้าง”เมิ่งกวังฮุยเผลอเลิกคิ้ว แม่ทัพเซียวจึงเผยความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนาง“ที่จริงข้ากับนางไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว กับตาเฒ่าเผิงต่างหากนับว่าเป็นสหายที่เคยดื่มสุราพูดคุยกันอย่างถูกคอ เมื่อทราบว่าหลานสาวจะย้ายตามสามีมาที่นี่ก็ฝากให้ข้าดูแล เดือนหน้าข้าถึงจะย้ายกลับรั่วหยาง ระหว่างนี้ข้าจะดูแลเจ้าสองสามีภรรยาให้เต็มที่”ที่แท้ท่านตาของนางก็มากรุยทางเอาไว้ให้แล้ว คืนนี
๕๒เมืองที่จัดว่าเจริญก็ไม่ใช่กันดารก็ไม่เชิงสามวันผ่านไปในที่สุดขบวนเดินทางของแม่ทัพประจิมคนใหม่ก็เคลื่อนเข้าสู่เมืองหน้าด่านที่ไม่จัดว่าเจริญเท่าเมืองหลวงแต่ก็ไม่ได้กันดารถึงขนาดใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ไม่ได้เมืองนี้มีชาวเมืองอาศัยราวหนึ่งหมื่นบ้าน เป็นทั้งของครอบครัวทหารและชาวบ้านทั่วไป มีเส้นทางน้ำ ที่นาหลายพันไร่ ชาวเมืองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากกว่าการค้าขาย ทหารของค่ายนี้จึงไม่อดอยาก เสบียงพร้อมสำหรับทหารทุกคนความเสี่ยงสองอย่างที่ค่ายประจิมเผชิญ หนึ่งเมืองนี้เป็นที่รับน้ำ สองชายแดนติดกับแคว้นที่การเมืองไม่มีเสถียรภาพ เกิดการกบฏเปลี่ยนผู้นำแคว้นเป็นว่าเล่น เคราะห์กรรมจึงมาตกอยู่ที่ประชาชนทหารเฝ้าเมืองต้องเข้มงวดตรวจคนเข้าเมืองเพื่อไม่ให้คนลักลอบเข้ามาทำเรื่องผิดกฎหมายเมื่อมาถึงหน้าเมือง เมิ่งกวัยฮุยก็ยื่นป้ายประจำตัวให้แก่ทหารที่เฝ้าอยู่หน้าประตูเมือง ทันทีที่ทหารทราบว่าเป็นแม่ทัพคนใหม่ก็ทำการคารวะ เรียกความสนใจจากชาวเมืองที่กำลังต่อแถวเข้าเมืองให้หันมามองเขาเป็นตาเดียว“นี่นะหรือแม่ทัพคนใหม่ ไยดูอ่อนเยาว์เช่นนี้”“นั่นสิ เหมือนคุณชายมากกว่าเหมือนแม่ทัพ หน้าขาวแบบนี้จะมีฝีม







