เข้าสู่ระบบอีกฟากของแผ่นดินต้าเซี่ยอย่างเมืองเจียงหนาน
“ไม่ว่าพี่จะอยู่ที่ไหนบนโลกนี้ ฉันจะหาพี่ให้เจอ” หลินอวี้ ซินได้ของสำคัญมาอยู่ในมือ…มารดาของเจ้าของร่างเก็บไว้จริง ๆ
หญิงสาวล้วงมือไปจับป้ายหยกอีกครั้งก่อนเร่งฝีเท้าด้วยสีหน้าเบิกบานกว่าครั้งไหน ๆ
ทั้งเรื่องเบาะแสของเขา และสิ่งที่แบกอยู่บนหลัง... มันคืออนาคตที่สว่างไสวของเธอ
ยิ่งเข้าใกล้บริเวณบ้าน และได้ยินเสียงหัวเราะของลูกชายเธอยิ่งรู้สึกว่าโลกนี้ช่างใจดีกับเธอเหลือเกิน
“โอ้ ไม่นะ เสือร้าย ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย”
“ง่าววว ย้าววว”
“โธ่ น่ากลัวเหลือเกินเจ้าเสือน้อยของยาย ท่านพี่ระวังนะเจ้าคะ เสือตัวนี้ร้ายกาจเหลือเกิน” เสียนเฟยแกล้งร้องตกใจเกินจริง พลางเตือนสามีที่กำลังเตรียมตัวเพื่อเดินทางเข้าป่าไปล่าสัตว์พร้อมกับลูกชาย
“ท่านแม่ต้องวิ่งหนีด้วยเจ้าค่ะ เด็กแสบจะหัวเราะชอบใจนัก” หลินอวี้ซินที่กลับมาจากการกู้ ‘ลอบดักปลา’ บอกมารดาพลางยิ้มกว้างจนตาหยี ก่อนวางข้องลงบนแคร่
เด็กแสบของเธอเดินเตาะแตะ พลางไล่ขู่ทุกคนด้วยเสียงน่ารักเหมือนลูกแมว ที่ตนเองคิดว่าน่ากลัวเหลือเกิน
‘ลูกเสือน้อยที่มีแค่ฟันน้ำนมสี่ซี่แสนน่ารักของแม่’
“เอิ๊ก ๆ เอิ๊ก ๆ มะ จ๋า ยุ้งงง” ทันทีที่เห็นมารดา เสียงน้อย ๆ ดังขึ้นพลางชูมือร่าพร้อมซอยเท้าสั้น ๆ ไปหาอย่างออดอ้อน พรึบ
หลินอวี้ซินอ้าแขนรับลูกรัก ก่อนระดมหอมแก้มจนเจ้าตัวแสบหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี
“หึ เดี๋ยวนี้เดินได้หลายก้าวแล้วนะหลานตา” หลินตงเจี๋ยที่นั่งอยู่บนแคร่ใต้ต้นไม้ ยิ้มพลางมองหลานชายตัวน้อยที่หลายวันมานี้ไม่เคยห่างหายจากรอยยิ้ม
สองสามีภรรยามองบุตรสาวที่วางสิ่งที่นางเรียกว่า ‘ข้อง’ ลงบนแคร่...ไม่วางตา สิ่งแปลกประหลาดที่พวกเขาไม่เคยเห็น นางลงมือตัดไม้ไผ่มาตัดและทำเองทุกขั้นตอน
ความทรงจำเมื่อวานพลันแล่นเข้ามาในหัว
ฮูหยินของเขากับบุตรสาวไปอาบน้ำและซักผ้าที่ริมธารตามปกติ และไม่แคล้วต้องถูกลมปากชาวบ้านถากถางในเรื่องเดิม ๆ
“โน่น ๆ สตรีที่ทำให้หมู่บ้านเรามัวหมองมาแล้ว”
“เพราะนางนั่นแหละ ไม่มีใครอยากแต่งกับสาวหมู่บ้านเรา”
เสียงหัวเราะเยาะของเด็กสาวในหมู่บ้านสามคน ดังขึ้นเป็นระลอก
เสียนเฟยกำลังจะดึงแขนบุตรสาวให้เดินหนี แต่หลินอวี้ ซินกลับยืนนิ่ง กอดอก มองอีกฝ่ายด้วยแววตาเยือกเย็น
“ข้าก็สงสัยอยู่เหมือนกัน...” เสียงของเธอดังขึ้นอย่างสงบ แต่ทุกคำชัดเจนจนคนทั้งลำธารเงียบกริบ “ที่พวกเจ้าหาผัวไม่ได้สักที เป็นเพราะชื่อเสียงของข้า หรือเพราะสันดานของพวกเจ้ากันแน่?”
หญิงสาวเลยวัยแต่งงานที่พูดจาแรงที่สุดสะอึก
หลินอวี้ซินยิ้มบาง ๆ ก่อนกวาดตามองพวกนางทีละคน “เอาแต่ยืนพูดเรื่องชาวบ้านจนปากเปียกปากแฉะ บ้านไหนจะอยากได้สะใภ้ที่เอาแต่นินทาคนอื่น งานการไม่ทำ?”
“นังนี่!! เจ้ากล้ามาก วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้เข็ด!” หญิงคนหนึ่งตะโกนเสียงสั่นพลางยกมือขึ้น ใจนั้นมาดมั่นว่าต้องได้ตบอีกฝ่ายเต็มฝ่ามือ
ทว่าต้องถอยกรูด
“เข้ามาสิ คิดว่ามีมือคนเดียวหรือไร...” หลินอวี้ซินเดินไปคว้าท่อนไม้แห้งข้างริมธารมาถือไว้ ก่อนท้าทายพวกนางด้วยสายตาแข็งกร้าว
“นะ นาง บ้าไปแล้ว ข้าจะฟ้องผู้นำหมู่บ้าน” เด็กสาวคนหนึ่งขู่ ก่อนรีบสาวเท้าเดินไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ล้อเล่นแต่อย่างใด
คล้อยหลังเด็กสาวพวกนั้น
“ทำไมต้องหาเรื่องใส่ตัวด้วย หากพวกนางรวมตัวกันมาตบตีเจ้าอีกจะทำเช่นไร” เสียนเฟยเตือนด้วยความเป็นห่วง
บุตรสาวของนางถูกสตรีในหมู่บ้านทำร้ายนับครั้งไม่ถ้วน นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่เด็กคนนี้กลายเป็นคนละคน การตั้งครรภ์โดยที่ยังไม่ได้แต่งงาน... เหมือนกับฆ่านางทั้งเป็น
“ท่านแม่อย่าห่วงไป ข้าไม่รอให้ใครมาทำร้ายข้ากับลูก และคนในครอบครัวอีก... ท่านรอดูได้เลย” หลินอวี้ซินยิ้มกว้างพลางตบหลังมือมารดาเบา ๆ ก่อนเดินลงไปในลำธาร
และทันใดนั้นเธอร้องเสียงหลง
“ท่านแม่!!!!...”
“เป็นอะไรไปซินซิน รีบขึ้นมาจากน้ำเร็วเข้า” เสียนเฟยรีบดึงมือบุตรสาวให้ขึ้นมาอย่างรวดเร็วเพราะคิดว่ามีสัตว์อะไรกัดนางเข้าให้
แต่สิ่งที่ได้ยินทำให้นางอยากจะตีบุตรสาวสักทีสองที
“ปลา...เต็มไปหมดเลย” สิ้นประโยคนี้บุตรสาวของนางก็วิ่งกลับมาบ้านอย่างรวดเร็ว
“เจ้าจะทำอะไรนะซินซิน” เสียนเฟยที่เพิ่งหายตกใจตะโกนถามบุตรสาว
“ข้าจะสร้างความร่ำรวยให้เรา” หลินอวี้ซินไม่ได้หยุดเท้ายามตอบมารดา
...
“เด็กคนนั้นจะทำอะไรอีก” หลินตงเจี๋ยที่ได้ยินเสียงสองคนแม่ลูกตอบโต้กันดังลั่นเดินออกมาดู ถามฮูหยินพลางเกาหัวแกรก ๆ
เสียนเฟยยิ้มกว้างยามบอกสามี “นางว่าจะจับปลาน่ะ ปล่อยให้นางทำไปเถอะ ... นี่เป็นหนังกระต่ายที่ลอกไว้ ฟอกให้นางหน่อยก็แล้วกันนางจะทำตุ๊กตาให้ถิงถิง”
นางส่งหนังกระต่ายให้เขาพลางมองไล่หลังบุตรสาวที่เดินลิ่ว ๆ ไปยังกอไผ่ข้างบ้าน
ตอนนี้นางเชื่อสนิทใจว่าบุตรสาวเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ คนเราจะดีกับเด็กที่เกลียดเข้าไส้ได้อย่างไรกัน ยามนี้ถิงถิงถูกมารดาประคบประหงมราวกับไข่ในหินก็ไม่ปาน
จากนั้นครึ่งวันให้หลัง
บุตรสาวของเขาก็กลับมาพร้อมกับสิ่งที่นางเรียกว่า....ลอบดักปลา และ ข้อง
หลินหมิงเสียที่เป็นเพียงคนเดียวที่ยังไม่ปักใจเชื่อน้องสาวตัวเองนัก แต่ใจอ่อนลงมากโข เขาจับมันขึ้นมาก่อนพินิจพิเคราะห์พลางส่ายหน้ายิก ๆ
“ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองจนพานทำให้ตัวเองและคนอื่นเดือดร้อน อยู่บ้านดูแลถิงถิง ช่วยท่านแม่ทำไร่ก็พอ ตอนนี้เราไม่มีหนี้สิน ข้าเลี้ยงทุกคนในบ้านได้” เขาเตือนนาง
“ชิ ท่านแค่รอดูก็พอเจ้าค่ะ” หลินอวี้ซินเชิดหน้าใส่พี่ชาย พลางมองเครื่องมือจับปลาที่เธอทำด้วยความภูมิใจ
เธอไม่อยากจะเชื่อนักว่าที่นี่ผู้คนรู้จักเพียงการตกเบ็ด การก่อไฟล่อปลา ใช้ฉมวก แต่กลับไม่มีใครรู้จักลอบดักปลาเสียอย่างนั้น แม้แต่ ‘ข้อง’ พวกเขาก็พากันงงเป็นไก่ตาแตก
คงเป็นเพราะภูมิปัญญาของแต่ละท้องที่ไม่เหมือนกัน
แต่ช่างเรื่องนั่นปะไร มันไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องใส่ใจ ตราบใดที่มันช่วยให้ทุกชีวิตรอดตาย เธอยินดีนำความรู้ทั้งหมดออกมาใช้ สายตาของเธอมองไปยังลูกชายที่เดินเตาะแตะเล่นกับท่านตาอย่างร่าเริง พลางไพล่คิดถึงสามีในชีวิตก่อนหน้า
‘ความรู้ทุกอย่างที่พี่เคยทำเพื่อให้พวกเราอยู่รอดในโลกอันแร้นแค้น... ฉันจำมันได้ดีทุกอย่างนะคะพี่ ตอนนี้ฉันใช้มันเพื่อลูกของเรา’
ความทรงจำระหว่างเขากับเธอในชาติที่แล้วพรั่งพรูไม่หยุดอีกครั้ง... ยิ่งคิดเธอยิ่งอยากไปตามหาเขาโดยเร็ว
กลับมายังปัจจุบัน
“ไม่จริงน่า!!...ปลากับกุ้งเต็มไปข้องไปหมด”
ทุกคนที่อยู่ตรงลานบ้านต้องสะดุ้ง เพราะเสียงอุทานของหลินหมิงที่ชะเง้อคอไปดูข้องไม้ไผ่ที่น้องสาววางลงเมื่อครู่
“เจ้าหิวจนตาฝาดแล้วเจ้าใหญ่” แม้แต่หลินตงเจี๋ยเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าเครื่องมือแปลก ๆ จะจับปลาได้สักตัว
พรึบ ซ่า... ครืดดด
หลินอวี้ซินยกยิ้มยามจับข้องใส่ปลา ก่อนเทมันลงตรงหน้าทุกคน “หึ ยังคิดว่าตาฝาดอยู่อีกไหมเจ้าคะ นี่คือปลากับกุ้งที่ข้าดักมันได้จากลอบ”
“สวรรค์ดูสิ...ลอบที่ซินซินทำ ดักปลาได้มากกว่าการตกเบ็ดหรือล่อด้วยไฟอย่างเทียบไม่ได้เลย” เสียนเฟยระบายยิ้มเต็มหน้า
หลินอวี้ซินยิ้มกว้างยิ่งกว่า“ต่อไปนี้พวกเราจะไม่อดอยากอีกแล้ว ไม่ต้องพึ่งการล่าสัตว์ที่ได้บ้างไม่ได้บ้างอีกแล้ว” เธอลูบมือหยาบกร้านของมารดาเบา ๆ
แค่เห็นรอยยิ้มของพวกเขา โดยเฉพาะรอยยิ้มไร้เดียงสาของลูกชาย มันทำให้เธอรู้สึกว่ามือที่เจ็บปวดจนเลือดออกซิบ ๆ ทั้งสองข้างจากการตัดและเหลาไม้ไผ่เมื่อวาน...ช่างคุ้มค่าเหลือเกิน
ท่ามกลางเสียงหัวเราะของถิงถิงน้อย และหมอกในใจของคนในครอบครัวที่เริ่มบางเบา...
ใต้เงาไม้ใหญ่ข้างลำธารมีเงาของลางร้ายอยู่ไม่ไกล
ซ่งซื่อเหนียงผู้สวมหมวกเขียวให้สามี นางยกยิ้มชั่วร้ายพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเห็นแก่ตัว
“เหล่ากงคนดีของข้า รีบเอามันไปใช้ที่บ้านของท่านเถิด”
เสียงไก่ป่าเพิ่งร้องขันบอกเวลา แต่คนบ้านหลินนั้นตื่นนานแล้วเพราะหลินอวี้ซินกับหลินหมิงเสียต้องเดินทางตั้งแต่ยามโฉ่[1] “เฮ้อ เหนื่อยชะมัด...” หลินอวี้ซินบ่นกระปอดกระแปดเมื่อมาถึงตลาด “จ๊อกกกก...” เสียงท้องของเธอร้องระงม หลินหมิงเสียเหลือบมองน้องสาวด้วยรอยยิ้ม “พวกเรากินซาลาเปารองท้องกันก่อนแล้วกัน” ว่าแล้วเขาก็ล้วงห่อซาลาเปาที่น้องสาวทำติดมาจากบ้าน ซาลาเปาแป้งข้าวสาลี... ข้าวก้นไหทุกเม็ดถูกนางนำมาทำซาลาเปาเพื่อให้ทุกคนได้ทานกันในวันนี้ และเพราะข้าวสาลีที่มีอยู่น้อยนิด แต่นางกลับใส่เผือกบดลงไปด้วย...ทำให้เพียงพอกับทุกคน ตอนนั้นมารดาของเขาถึงกับเอามือทาบอกเพราะกลัวว่านางจะทำเสียของ...แต่ที่ไหนได้ซาลาเปาทั้งเหนียวและนุ่มชวนน่ากิน ตั้งแต่นางตกน้ำในวันนั้น เหมือนความสามารถในการประยุกต์และคิดค้นของน้องสาวจะปรากฏ ทันทีที่หลินอวี้ซินฉีกซาลาเปาออกเป็นสองซีก กลิ่นหอมหวานจากแป้งนุ่มและไส้กุ้งผสมน้ำผึ้งก็ลอยคลุ้ง คนที่เดินผ่านถึงกับชะงัก น้ำลายสอโดยไม่รู้ตัว เธอกัดเข้
คล้อยหลังชายหนุ่มกลับไปบ้านหลินจึงได้เริ่มต้นงานใหญ่ของวันเสียที กลิ่นควันไฟลอยอ้อยอิ่งผสมกับกลิ่นอาหารที่ทุกคนช่วยกันเตรียม เสียงหัวเราะของเจ้าก้อนแป้งที่เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นมาเพราะได้มารดาดูแลอย่างดีดังแทรกอยู่เป็นระยะ “ตี เยย เอิ๊ก ๆ เอิ๊ก ๆ” “เจ้าตัวเล็กนี่เอาใหญ่แล้วนะ กล้าตีลุงเชียว?” หลินหมิงเสียที่กำลังช่วยน้องสาวขูดเนื้อปลาเงยหน้ามองหลานชาย ก่อนจะหัวเราะเมื่อเห็นเจ้าก้อนแป้งวิ่งไปเกาะขาท่านตาพลางยิ้มเยาะเย้ยมายังเขา “ยะ ยะ” เสียงของหนูน้อยดังขึ้นอีกครา “หึ หนูบอกรักท่านลุงใช่ไหม” หลินอวี้ซินที่เพิ่งยกโถน้ำผึ้งออกมาจากเรือนถามขึ้น เจ้าตัวน้อยรีบพยักหน้าหงึก ๆ ทำเอาทุกคนหัวเราะกันครืน…เจ้าแสบอยู่เป็นนักจะไม่ให้รักให้หลงได้อย่างไรกัน “ซินซิน นี่น้ำมันหมู ผงห้ารสและเกลือที่แม่เอาปลากับกุ้งไปแลกมา” เสียนเฟยส่งสิ่งที่บุตรสาวต้องการพลางหัวเราะกับหลานชาย “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่ ข้ากังวลอยู่ว่าท่านจะถูกชาวบ้านที่โกรธเมื่อครู่รังแกหรือไม่” หลินอวี้ซินรับของมาแล้วพูดเบา ๆ
เช้าวันนั้น ทั้งหมู่บ้านจะวุ่นวายเพราะเรื่องหูเจียงอย่างไม่ต้องสงสัย ชาวบ้านแห่กันมาบ้านหลินจนแน่นขนัดลานกว้าง “เป็นพวกเจ้าที่ทำร้ายบุตรชายข้า” พ่อของหูเจียงชี้หน้าคนตระกูลหลิน “ฮืออ พวกเจ้าต้องจ่ายเงินค่าทำขวัญให้พวกเรา หาไม่พวกเราจะแจ้งทางการ” ผู้เป็นแม่เองก็ลงมือบ้าง บ้านอื่นอาจจะไม่มีใครรังแกได้ แต่กับคนบ้านหลินพวกมันราวกับคนไม่มีปากก็ไม่ปาน อย่างที่ผู้นำหมู่บ้านบอกไว้ไม่มีผิด เสียงชาวบ้านอีกหลายคนเสริมอย่างสนุกปาก “นั่นสิเฒ่าหลิน ขวากที่หูเจียงตกลงไปอยู่ใกล้กับบ้านเจ้าที่สุด” หลินหมิงเสียยืนกำกระบี่ในมือแน่น หลินอวี้ซินสบตาเขาพลางส่ายหน้าห้าม เธอมองกราดใส่ทุกคนด้วยแววตาสมเพช “หึ แต่ละคนมีสมองไว้คั่นหูจริง” “ถ้าข้าพูดว่าเจ้า เจ้า และ เจ้า ขโมยอาหารบ้านข้าจนหมดเพราะบ้านอยู่ใกล้กัก็ได้นะสิ” เธอชี้หน้าถามสตรีสามคนที่ใกล้บ้านหลิน “เจ้าจะบ้าเหรอ พูดพล่อย ๆ แบบนี้ได้เหรอ” คนพวกนั้นอ้าปากพะงาบ ๆ ก่อนชี้หน้าว่าหลินอวี้ซิน “หึ พอพวกข้าพูดก็บอกว่าปากพล่อย แล้วพวกเจ้าล่ะ?
แสงตะเกียงรำไรในกระท่อมดินหลังน้อยดูจะสว่างกว่าทุกคืนที่ผ่านมา ไม่ใช่เพราะเปลวไฟตะเกียง...แต่เพราะหัวใจของผู้ใหญ่ทั้งห้าชีวิตและเจ้าตัวน้อยที่อิ่มเอมเปี่ยมสุข ถึงแม้วันนี้ทั้งสองคนจะกลับจากป่าด้วยมือเปล่า แต่ก็ไม่มีใครรู้สึกหดหู่แม้แต่น้อย “ไม่ได้สัตว์กลับมาก็ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ลอบดักปลาที่ข้าวางไว้ คงได้ไม่น้อยเหมือนเดิม” หลินอวี้ซินยกถาดอาหารวางลงบนโต๊ะตรงหน้าบุรุษที่เพิ่งกลับมาจากล่าสัตว์ เธอหันไปหาบุตรชายตัวน้อยที่กำลังปีนขึ้นตักของท่านตา “ถิงถิงจ้ะ อย่าเพิ่งกวนท่านตานะ ท่านเพิ่งกลับมาเหนื่อย ๆ” “แอร้ยยย...” เสียงขู่เล็ก ๆ ดังขึ้นทันทีพลางหันไปมองมารดาตาแป๋ว “อ้าว เดี๋ยวนี้กล้าขู่แม่แล้วเหรอ เจ้าตัวแสบ” หลินอวี้ ซินอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปย้วยแก้มเด็กดื้ออย่างเอ็นดู “ร้ายจริง ๆ เจ้าตัวน้อยนี่” หลินตงเจี๋ยนั่งนิ่งมาตลอด ยกแขนโอบหลานชายบนตักอย่างอ่อนโยน เขาเหลือบตามองบุตรสาวที่กำลังจับแก้มหลานชายด้วยรอยยิ้มบาง ๆ “หลานกินอะไรเข้าไปจนปากมันแผล็บ ...” เขาเช็ดปาก
อีกฟากของแผ่นดินต้าเซี่ยอย่างเมืองเจียงหนาน “ไม่ว่าพี่จะอยู่ที่ไหนบนโลกนี้ ฉันจะหาพี่ให้เจอ” หลินอวี้ ซินได้ของสำคัญมาอยู่ในมือ…มารดาของเจ้าของร่างเก็บไว้จริง ๆ หญิงสาวล้วงมือไปจับป้ายหยกอีกครั้งก่อนเร่งฝีเท้าด้วยสีหน้าเบิกบานกว่าครั้งไหน ๆ ทั้งเรื่องเบาะแสของเขา และสิ่งที่แบกอยู่บนหลัง... มันคืออนาคตที่สว่างไสวของเธอ ยิ่งเข้าใกล้บริเวณบ้าน และได้ยินเสียงหัวเราะของลูกชายเธอยิ่งรู้สึกว่าโลกนี้ช่างใจดีกับเธอเหลือเกิน “โอ้ ไม่นะ เสือร้าย ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย” “ง่าววว ย้าววว” “โธ่ น่ากลัวเหลือเกินเจ้าเสือน้อยของยาย ท่านพี่ระวังนะเจ้าคะ เสือตัวนี้ร้ายกาจเหลือเกิน” เสียนเฟยแกล้งร้องตกใจเกินจริง พลางเตือนสามีที่กำลังเตรียมตัวเพื่อเดินทางเข้าป่าไปล่าสัตว์พร้อมกับลูกชาย “ท่านแม่ต้องวิ่งหนีด้วยเจ้าค่ะ เด็กแสบจะหัวเราะชอบใจนัก” หลินอวี้ซินที่กลับมาจากการกู้ ‘ลอบดักปลา’ บอกมารดาพลางยิ้มกว้างจนตาหยี ก่อนวางข้องลงบนแคร่ เด็กแสบของเธอเดินเตาะแตะ พลางไล่ขู่ทุกคนด้วยเสียงน่ารักเ
ลมหนาวที่มาเยือนเริ่มแรงเย็นขึ้นทุกวัน หาใช่แค่ที่เมืองเจียงหนานไม่ ...เมืองหลวงแห่งต้าเซี่ยเองก็ไม่เว้น ชายหนุ่มรูปงามยืนมือไพล่หลังพลางมองท้องฟ้าด้วยแววตาครุ่นคิดพลางฟังคนสนิทข้างกายที่ทักท้วง “เมืองเจียงหนานไม่ปลอดภัยเลยนะขอรับใต้เท้า คราวก่อนพวกมันทำให้ท่านตกที่นั่งลำบาก ตราบใดที่เรายังเข้าถึงตัวหัวหน้าเผ่าหู่ฮั่นไม่ได้ก็เท่ากับไปให้พวกมันจัดการถึงที่อีกครั้งก็เท่านั้น” เผิงอี้หานเตือนเจ้านายอีกครั้ง ต่อให้สองปีผ่านไป เจ้านายของเขา มีตำแหน่งเป็นถึงเจ้าเมืองเจียงหนาน แต่อำนาจยังไม่มากพอจะถอดรากถอนโคนคนชั่วอยู่ดี “หากทุกคนกลัวตายกันหมด บ้านเมืองนี้คงมีแต่คนชั่วครองเมือง แล้วชาวบ้านตาดำ ๆ จะทำเช่นไร และอีกอย่างเรื่องทุกอย่างในชีวิตข้าเกิดขึ้นที่นั่น... มันก็ต้องจบที่นั่น” มู่หรงชิงพูดกับคนสนิทด้วยสีหน้าโหดเหี้ยม เรื่องในวันนั้นเมื่อสองปีก่อนหวนเข้ามาในหัวอีกครั้ง ห้องพักของหอนางโลมคลุ้งไปด้วยกลิ่นกำยานอ่อน ๆ และเสียงพิณจากชั้นล่างที่ดังแผ่วเบา มู่หรงชิงเดินพลางยันมือกับผนังห้องไว้ไม่ให้ร่างล้มลง
ทั้งที่แสงตะวันยังไม่มีทีท่าว่าจะโผล่ให้เห็น แต่หลินอวี้ซินที่ไม่ได้นอนเลยทั้งคืน อุ้มลูกชายให้ไปนอนชิดผนังพลางห่มผ้าห่มให้เขาอีกผืน ย่ำรุ่งเช่นนี้อากาศหนาวกว่าที่คิด จากนั้นเธอย่องออกจากห้องแผ่วเบา ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่พี่ชายของเจ้าของร่างกลับมาจากการล่าสัตว์พอดี...
ท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงจันทร์นำทาง สองคนแม่ลูกเร่งสาวเท้าเดินกลับบ้านด้วยความสุขเต็มหน้า และทันทีที่เข้ามาในบ้านเรื่องราวก็ถูกแบ่งปันให้คนที่บ้านฟัง “ข้าไม่คิดเลยเจ้าค่ะว่าวันนี้จะมาถึง ข้าเป็นคนเผาสัญญานั้นกับมือ มีพยานนับสิบอยู่ตรงนั้น” เสียนเฟยเช็ดน้ำตาป้อย ๆ ยามเล่า
เจ้าหนี้อย่างซ่งซื่อเหนียงถือวิสาสะเข้ามาในบ้านหลินโดยไม่รอคำเชิญ ก่อนพ่นคำพูดไม่น่าฟังออกมา นางชี้หน้ากราดใส่ทุกคน “หน้าด้านกันเกินไปแล้ว เป็นหนี้ผู้อื่นแล้วยังจะมานั่งกินกันอย่างเป็นสุขอีก” น้ำเสียงกดขี่และสมเพชโดยไม่ปกปิด สายตาของนางหยุดลงที่หลินอวี้ซิน สตรีที
กระท่อมดินข้างริมธารชายป่าของตระกูลหลิน เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ของหนูน้อยที่เสมือนคมมีดปักลงไปกลางใจผู้อาวุโส “แง้ ๆ… มะ… ฮึก… แง้ ๆ…” เสียนเฟยผู้เป็นยาย น้ำตาร่วงไม่ขาดสาย “ไม่รู้บาปกรรมอะไรของพวกเรานัก...” นางพึมพำกับสามีที่อุ้มหลานไว้แน่น หลินหมิงเส







