LOGINภาพร่างเล็กที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ มีสายระโยงระยางทั้งเลือดและน้ำเกลือทำให้รู้สึกใจหาย หมอบอกว่าจิรวรรณพ้นขีดอันตรายแล้ว เพียงแต่ยังไม่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเท่านั้น
“ลูกวรรณแม่มาแล้ว ตื่นสิลูก นอนขี้เซาอีกแล้วนะ ต้องให้แม่มาปลุกทุกทีเลย ตื่นได้แล้วจ้ะลูกรัก”
อัญชลีลูบไล้ใบหน้าบุตรสาวด้วยความรักใคร่ ใบหน้าของนางปรากฏรอยยิ้ม ทว่าน้ำตากลับไหลออกมาอาบแก้มสองข้างไม่หยุด
“โอ้ย” จิรวรรณลุกขึ้นนั่งอย่างลำบากยากเย็น รู้สึกมึนงงทั้งยังเจ็บไปทั้งตัว ดวงตากะพริบตาปริบๆ แล้วหันมองซ้ายขวา “คราวนี้อะไรอีกละ” เอ่ยเสียงดังเมื่อพบว่าตนนั่งอยู่กลางป่าอีกแล้ว
“ไป๋อวี้หลัน” มองหาเด็กสาวที่จูงมือตนเดินมาเมื่อครู่ ทว่ารอบกายกลับไม่มีใครสักคน
เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือของผู้หญิงดังแว่วมา จิรวรรณพยายามเงี่ยหูฟัง ทั้งยังเดินเข้าไปยังทิศทางของเสียง ยิ่งเดินไปเสียงก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ทั้งยังมีเสียงของผู้ชายแว่วมา ดังนั้นจึงยิ่งเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
ไม่นานก็พบร่างสูงใหญ่ของบุรุษคร่อมอยู่บนร่างของหญิงสาวเจ้าของเสียง หญิงสาวไม่รอช้าคว้าท่อนไม้อันใหญ่ที่วางระเกะระกะอยู่ไม่ไกลจากเท้า แล้วค่อยๆ ย่องเข้าไปด้านหลังไม่ให้เขารู้ตัว ก่อนจะฟาดลงไปเต็มแรง
เขาชะงักก่อนที่ร่างทั้งร่างที่แน่นิ่งไปจะทับลงบนตัวหญิงสาวอีกคน ซึ่งบัดนี้กำลังอ้าปากค้างมองมายังคนที่ถือท่อนไม้อยู่
“อวี้เอ๋อ” ไป๋ซู่ซินรีบลุกขึ้นมาอย่างเสียขวัญ ก่อนจะพุ่งเข้ามากอดร่างเล็กกว่าเอาไว้ จิรวรรณขมวดคิ้วเมื่อพบว่าหญิงสาวนางนั้นสูงกว่าตนเกือบช่วงศีรษะ
“เจ้าไม่เป็นอะไร ข้าขอโทษด้วย ข้าไม่คิดว่าเขาจะหลอกเราออกมา เขาเพียงบอกว่าอยากพบข้าเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ข้าจะเดินทางไปเมืองหลวง ข้านึกว่าเจ้าจะตายไปเสียแล้ว เขา เขาบีบคอเจ้า”
หญิงสาวนางนั้นยังพูดไม่หยุด ทั้งยังมองสำรวจจิรวรรณตั้งแต่หัวจรดเท้า
“คุณเป็นใคร”
“อวี้เอ๋อ เจ้าเป็นอะไรไปน่ะ” เมื่อเห็นท่าทีของเด็กสาวตรงหน้า ไป๋ซู่ซินก็ชะงัก
ใบหน้างงงวยและดวงตาสับสนของอีกฝ่าย คล้ายมองมายังคนไม่รู้จัก ยิ่งทำให้ไป๋ซู่ซินใจเสีย “อวี้เอ๋อนี่ข้าไง พี่ซินเอ๋อของเจ้า” ไป๋ซู่ซินมองใบหน้าน้อยๆ ที่ขมวดคิ้วนั้นแล้วใจหาย แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรต่อ เสียงร้องออกมาเบาๆ ด้วยความเจ็บก็ทำให้ทั้งสองสะดุ้ง
“ขะ เขาฟื้นแล้ว เราต้องรีบหนี หาไม่แล้วเขาอาจจะทำร้ายเราอีก” ไป๋ซู่ซินกลัวลนลาน
หญิงสาวกลอกตาก่อนจะคว้าท่อนไม้ท่อนเดิมขึ้นมา …ฟาดซ้ำลงไปอีกรอบ ไม่ได้ใจร้ายนะแต่เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่แล้วมั่นใจว่าเขาต้องเป็นคนไม่ดีแน่ ดังนั้นครั้งนี้จึงลงแรงหนักกว่าเดิม
“จะ…เจ้า” ไป๋ซู่ซินอ้าปากค้าง
“เขาไม่ตายหรอกน่า” เอ่ยจบก็ทิ้งไม้ท่อนนั้นไป ตอนนั้นเองจึงสังเกตว่ามือของตัวเองออกจะเล็กกว่าปกติ เสื้อผ้าก็ไม่ใช่ชุดที่เคยใส่
เมื่อพลิกฝ่ามือขึ้น ไฝสีแดงเม็ดใหญ่ตรงข้างนิ้วก้อยก็ยังคงเด่นชัด แต่กลับไม่มีแผลเป็นที่ข้อมือให้เห็น แผลเป็นที่ได้มาจากการเล่นซนตอนอายุสิบห้า “อะไรกัน”
“อวี้เอ๋อเราไปจากตรงนี้กันก่อนเถิดนะ หากเขาฟื้นขึ้นมาอีกคงแย่”
“อ้อ ได้”
“นั่นเจ้าจะไปไหน”
“อ้าว ก็เธอบอกว่าจะไปจากตรงนี้ไงละ”
“พี่หมายถึงกลับบ้านน่ะ บ้านเราอยู่ทางนี้” ไป๋ซู่ซินชี้ไปยังทิศทางตรงข้าม
“บ้านหรือ” จิรวรรณเอ่ยถามงงๆ ‘แล้วนี่เธอมามีบ้านที่นี่เมื่อไหร่กันละ’
ไป๋ซู่ซินมองท่าทีที่เปลี่ยนไปของญาติผู้น้องแล้วตกอกตกใจ โดยปกติแล้วไป๋อวี้หลันจะเป็นคนอ่อนหวานน่ารัก ทั้งยังว่านอนสอนง่าย ถามคำตอบคำ ทว่าไป๋ซู่ซินไม่คุ้นเคยกับไป๋อวี้หลันที่อยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
“หรือว่าจะเป็นเพราะโดนทำร้ายเมื่อครู่ พี่ขอโทษนะอวี้เอ๋อ” ไป๋ซู่ซินได้แต่โทษตัวเอง และคิดว่าไป๋อวี้หลันนั้นเป็นเช่นนี้อาจจะเพราะยังคงตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ตระกูลไป๋เป็นตระกูลคหบดีที่ใหญ่ที่สุด และร่ำรวยที่สุดในเมืองเลี่ยอู่ ไป๋ซู่ซินคือคุณหนูใหญ่ของตระกูล นางอายุเพียงสิบเจ็ด ทว่ากลับแตกฉานทั้งศาสตร์และศิลป์แขนงต่างๆ อีกทั้งใบหน้าที่งดงามของนาง ทำให้นางเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มทั้งหลายในเมืองเลี่ยอู่
เมื่อเดือนก่อนไป๋จินเป่าซึ่งมีศักดิ์เป็นท่านลุงใหญ่ของนาง ส่งข่าวมาจากเมืองหลวงว่าจ้าวเหวินจิ้ง องค์ชายห้าแคว้นจ้าวพึงพอใจในตัวนาง ทั้งยังส่งแม่สื่อมาตกลงการหมั้นหมายระหว่างนางกับเขา
แม้ว่าจะได้เป็นเพียงชายารอง ทว่าตำแหน่งชายาของท่านอ๋องแคว้นจ้าวกลับดึงดูดคนตระกูลไป๋ยิ่งนัก
เพราะเหตุนี้ไป๋ซู่ซินจึงต้องตัดสัมพันธ์กับหยางไห่ บัณฑิตคนรักของนางที่แอบคบหากันมาถึงสามปี เขานัดแนะนางออกมา ทั้งยังบอกว่าอยากพบเป็นครั้งสุดท้าย
ทว่าไป๋ซู่ซินกลับไม่คิดว่าเขาตั้งใจจะขืนใจนาง ทั้งยังบังคับให้นางหนีไปกับเขา ไม่เช่นนั้นเขาจะฆ่าไป๋อวี้หลันเสีย ตอนแรกนางคิดว่าเขาเพียงขู่จึงปฏิเสธ นางตกใจมากเพราะไม่คาดหยางไห่ถึงกับเข้าไปบีบคอไป๋อวี้หลันจริงๆ
นางพยายามห้ามแล้ว ทว่าสู้แรงของหยางไห่ไม่ได้
เมื่อเห็นว่าไป๋อวี้หลันนิ่งงันไป หยางไห่จึงหันมาหานางแทน เขาลากนางออกห่างมาจากร่างแน่นิ่งของไป๋อวี้หลัน ก่อนที่จะพยายามที่จะขืนใจนาง
กระนั้นไป๋อวี้หลันที่ฟื้นตื่นขึ้นมา ไป๋ซู่ซินกลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายนั้นไม่เหมือนเดิม ไม่เพียงแต่แววตาท่าทางเท่านั้น แม้แต่การพูดจาของไป๋อวี้หลันก็ยังแปลกไปด้วย
“อะไรกัน!” จิรวรรณร้องลั่นเมื่อมองเห็นเงาตัวเองในกระจกเงา หลังจากตามไป๋ซู่ซินมาจากชายป่า ก็พบว่าสถานที่แห่งนั้นคือศาลเจ้าบนเขา
เขาไม่ได้บอกจิรวรรณว่าทั้งสองใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกันและสุนิสาก็พูดคล่องปร๋อ งานนี้ทั้งพี่สาวของเขากับน้องสาวของจิรวรรณชนะใสๆ เลยทีเดียว“วรรณครับผมมารับ กลับไปกับผมนะ ผมจะมาตกลงขอหมั้นคุณกับคุณน้า ผมไม่ได้เร่งรัดนะครับ แต่ผมคิดว่าผมไม่ได้ชอบคุณอย่างเดียวซะแล้ว ผมคิดว่าผมรักคุณ และผมเองก็คิดว่าคุณน่าจะชอบผมบ้าง…หรือเปล่า”“มะ หมั้นหรือคะ” หญิงสาวมองเขาคล้ายไม่อยากจะเชื่อ“คือ ผมข้ามขั้นตอนไปหรือเปล่า ผมหมายถึง เอ่อ...” เพราะรู้ว่าตนเองทำอะไรรวบรัด จางหย่วนหมิงจึงพูดไม่ถูก“หมิง” จิรวรรณเรียกชื่อเขาเบาๆ “คุณกำลังตื่นเต้นอยู่หรือคะ” จิรวรรณมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อของเขาแล้วยิ้มออกมา แม้จะเขินอาย ทว่าเมื่อมองเห็นความลนลานของเขา หญิงสาวกลับคิดว่าเขาน่ารักจริงๆ“ผม...” เขามองใบหน้ายิ้มแย้มของจิรวรรณแล้วนิ่งไปเล็กน้อย รอยยิ้มอ่อนโยนเผยออกมา หลังจากที่เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “วรรณ ผมรักคุณ แต่งงานกับผมนะครับ” ครั้งนี้เขาเอ่ยออกมาชัดถ้อยชัดคำ“ค่ะ” หลังจากมองหน้าเขาแล้วเงียบไปครู่ใหญ่ จิรวรรณก็ยิ้มสดใสให้เขาจางหย่วนหมิงรีบก้มลงไปค้นกระเป๋าเสื้อโค้ทอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะล้วงแหวนเพชร
“ผมไม่มีความลับ”บรรยากาศการฟาดฟันกันด้วยถ้อยคำระหว่างเขากับพี่สาว ทำให้จิรวรรณเห็นอีกด้านของเขา เพราะแม้ว่าทั้งสองดูจะประชดกันไปมาด้วยคำพูด ทว่ามันก็แสดงออกมาชัดเจนว่าทั้งสองคนรักและสนิทสนมกันมากแค่ไหนตลอดมื้ออาหารจิรวรรณรู้สึกเพลิดเพลินมาก เพราะจางเยวี่ยหลิงเอาแต่ชวนพูดโน่นคุยนี่อยู่ตลอดเวลา ผิดกับจางหย่วนหมิงที่ดูอารมณ์ไม่ดีกระทั่งจบมื้ออาหารลง“ต้องขอโทษด้วยนะครับที่พี่สาวของผมเสียมารยาท ถึงจะดูเขาเป็นคนพูดมากและไม่ค่อยสนใจในมารยาทเท่าไร แต่เขาก็ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายนะครับ” จางหย่วนหมิงเอ่ยขึ้น ในตอนที่ทั้งสองกำลังเดินมายังที่จอดรถที่อยู่ด้านหน้าโรงแรม“ฉันรู้ค่ะ ที่จริงคุณไม่ต้องขอโทษก็ได้ ฉันสนุกมากเลยที่ได้พบพี่เยวี่ยหลิงวันนี้” จิรวรรณตอบด้วยรอยยิ้ม ทั้งยังก้าวเข้าไปนั่งบนรถเมื่อเขาเปิดประตูให้ ทั้งสองเข้าไปนั่งในรถทว่าจางหย่วนหมิงกลับนึกขึ้นมาได้ว่าหญิงสาวมีเรื่องอยากจะถามเขา“วรรณมีเรื่องจะถามผมไม่ใช่เหรอครับ”“เอ๋ อ้อ ตอนนี้ไม่ต้องแล้วละค่ะ ไม่สงสัยแล้ว”หญิงสาวยิ้มสดใสเมื่อคิดถึงเรื่องที่เธอเข้าใจผิดจางเยวี่ยหลิง รอยยิ้มนั้นทำให้จางหย่วนหมิงนิ่งไป เขายื่นมือออกมาแตะแก้มของห
“คุณแม่ให้ป้าจิ้งไปตามวรรณหรือคะ”“จ้ะ แม่มีเรื่องจะถามหน่อย”“เรื่องอะไรหรือคะ” “เรื่องลูกกับหมอจาง” “เอ๋” “ลูกชอบเขาหรือเปล่า” “เอ่อ” “เขาโทรมาหาแม่วันนี้ ทั้งยังขออนุญาตพาลูกออกไปกินข้าวนอกบ้าน ลูกจะว่ายังไง” “เขาว่าอย่างนั้นหรือคะ” จิรวรรณขมวดคิ้ว เพราะเมื่อเช้าเขาเองก็โทรหาตน แต่ไม่เห็นจะบอกเลยว่าจะพาไปข้างนอก“เขาบอกแม่ว่าเขาชอบลูกทั้งยังจริงใจกับลูก ดังนั้นจึงขออนุญาตไปมาหาสู่ ทั้งยังอยากจะพาลูกออกไปข้างนอกบ้าง ลูกเองก็โตจนป่านนี้แล้วเขายังจะขออนุญาตแม่อีก แม่ก็ว่าเขาเป็นคนดี เห็นเขาโทรหาลูกแม่บ่อยๆ แม่ก็รู้ว่าเขาชอบพอในตัวลูก แต่ยังไงแม่ก็อยากจะให้ลูกตัดสินใจเอง”“ค่ะ” ใบหน้ายุ่งยากของจิรวรรณทำให้อัญชลียิ้มออกมา “มีอะไรก็ถามเขาไปตรงๆ สิลูก” “เอ๋” จิรวรรณสะดุ้งคล้ายเด็กถูกจับได้ว่าทำความผิด “ลูกสงสัยไม่ใช่เหรอว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร เย็นนี้ออกไปพบเขาก็ถามเขาเสียสิจะได้รู้ความจริง” อัญชลียิ้มอย่างอ่อนโยน นางหรือจะไม่รู้ว่าจิรวรรณยังติดใจภาพที่เห็
“ขอโทษค่ะ” จิรวรรณหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ก่อนที่จะดันตัวเองออกไปจากเขา หญิงสาวพบว่าเขาใช้เพียงแขนข้างเดียวก็โอบรัดร่างของตนเอาไว้ได้แล้ว“นี่ครับ” เขายื่นช่อดอกทิวลิบให้หญิงสาว“ขอบคุณค่ะ”ในขณะที่คนทั้งสองกำลังยืนสนทนากันอยู่นั้น ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่ามีสายตาสองคู่กำลังแอบสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ อัญชลีกับหยูจิ้งที่ยืนแอบอยู่มุมห้องก็ส่ายหน้าช้าๆ อย่างขัดใจ“โธ่ลูกสาวฉัน เขามาหาถึงบ้าน แทนที่จะไว้ตัวกลับพุ่งเข้าหาเขาซะนี่” อัญชลีกระซิบเสียงเบา“คุณหมอจางดูท่าจะชอบคุณหนูมากนะเจ้าคะ” หยูจิ้งกระซิบเสียงเบาเพราะเกรงว่าจางหย่วนหมิงและจิรวรรณจะได้ยิน“ยังไม่รู้หรอกต้องดูกันไปก่อน แต่การที่เขารับปากทันทีที่เอ่ยชวนนี่ก็มีความเป็นไปได้อยู่” อัญชลีเอ่ยสองวันก่อนนางได้พบจางหย่วนหมิงโดยบังเอิญในตอนที่กำลังเดินซื้อของกับหยูจิ้ง นางขอโทษขอโพยเขาที่บุตรสาวเสียมารยาทในวันที่ออกมาจากโรงพยาบาลในตอนที่จะแยกจากกัน เขาคล้ายจะเอ่ยถามอะไร แต่ก็ยับยั้งเอาไว้ อัญชลีจึงคิดที่จะเปิดโอกาสให้เขาเสียหน่อย จึงลองชวนเขามาทานอาหารที่คฤหาสน์ตระกูลไป๋ไม่คาดว่าเขาจะรับปากทันที คล้ายกับกลัวว่านางจะเปลี่ยนใจ จนกระทั่งวันนี
“อ้อ เหรอคะ” อัญชลีครุ่นคิดว่า ‘เขาว่างขนาดนั้นเลยหรือ’ ก่อนมองใบหน้าแดงก่ำของบุตรสาว แล้วหันกลับมามองใบหน้ายิ้มแย้มของหมอหนุ่มนี่ตนพลาดอะไรไปหรือเปล่า ทำไมบรรยากาศภายในห้องของบุตรสาวจึงแปลกพิกล“ถ้าคุณน้ากลับมาแล้วผมต้องขอตัวก่อนนะครับ” จางหย่วนหมิงเอ่ยอย่างสุภาพแล้วก้าวเดินออกไปจากห้องนับจากวันนั้นจิรวรรณก็พบว่าเขาบังเอิญเดินผ่านเข้ามาทักทายด้วยบ่อยๆ เขาเข้ากับอัญชลีได้เป็นอย่างดี ท่าทางใจดีของเขา ทำให้พยาบาลหลายคนตกหลุมรักเขาได้อย่างง่ายดายและนั่นยิ่งทำให้จิรวรรณระมัดระวัง ไม่ให้ตัวเองพาตัวพาใจไปใกล้เขาเกินความจำเป็น เพราะไม่อยากจะเข้าใจผิดว่าความใจดีที่เขามีให้ตนนั้น แตกต่างจากคนอื่นๆ“กำไลหยกนั่นสวยดีนะครับ”“ค่ะ ฉันได้มาโดยบังเอิญที่พิพิธภัณฑ์ แต่พอสวมแล้วถอดไม่ออกเลยได้แต่ปล่อยเอาไว้อย่างนี้” หญิงสาวเล่าเฉพาะสิ่งที่เล่าได้“ตระกูลของผมก็มีกำไลแบบนี้นะครับ แต่หายไปนานมากแล้ว”“เอ๋ อย่างนั้นกำไลนี้อาจจะเป็นของคุณหรือเปล่าคะ” จิรวรรณยกมือทั้งสองข้างขึ้นและยื่นไปหาเขา กำไลหยกสีเขียวแวววาวที่อยู่บนข้อมือของหญิงสาวส่องประกายวาววับ“มันจะเป็นของผมไปได้อย่างไรครับ ในเมื่อมันอยู่ที่ข
ในขณะเดียวกันนั้นจางหย่วนหมิง แพทย์หนุ่มผู้หล่อเหลาที่เพิ่งจะเดินออกมาจากห้องของคนไข้ก็สูดหายใจเข้าลึก เขาหันหลังพิงกำแพงด้วยใบหน้าแตกตื่น เหงื่อเย็นๆ ผุดออกมาบนหน้าผาก หัวใจที่เต้นรัวแรงทำให้เขาต้องหยุดก้าวเดินไปชั่วครู่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเป็นแบบนี้ ครั้งแรกมันเกิดขึ้นตอนที่เขาพบหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ แต่ครั้งนี้คล้ายรุนแรงกว่า เพราะใบหน้าของหญิงสาวที่จ้องเขม็งมา ทำให้เขาแทบจะระงับอาการตื่นเต้นไม่อยู่เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ไม่ว่าจะกับหญิงสาวคนไหน แต่กับเธอคนนี้เขาถึงกับทำตัวไม่ถูก ไม่กล้าสบตา เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมายังเขาเป็นอย่างที่คิดเขาแทบจะยื่นมือออกไป อยากลูบไล้สัมผัสแก้มเนียนใสนั้นอย่างอดใจไม่อยู่ทันทีที่สบตาของเธอก่อนหน้านี้เขาเป็นแพทย์ประจำอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่อเมริกา แต่เมื่อทราบข่าวจากคนของตระกูลจางว่าหากำไลหยกประจำตระกูลที่สูญหายไปพบแล้ว เขาก็รีบบินมาที่จีนทันทีก่อนตายบิดาของเขาสั่งเสียเอาไว้ว่าต้องหากำไลหยกของย่าทวดที่สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยให้พบ แต่เขาไม่เคยเห็นกำไลนั้นมาก่อน แม้ว่าจะมีภาพถ่ายของย่าทวดที่สวมกำไลนั้นแต่ก็เป็นเรื่องยากอย
บรรยากาศงานภายในห้องโถงวังเมฆาอัคคียังคงคึกคัก ภายในงานเลี้ยงเปิดตัวฮูหยินจ้าววังแน่นอนว่าฮูหยินจ้าววังคือสตรีที่โดดเด่นที่สุดในงานไป๋อวี้หลันถูกคนของพรรคมารล้อมหน้าล้อมหลัง โดยมีถังหานเยวี่ยและอินอินอยู่ข้างกายนางไม่ห่าง ตั้งแต่รับหยกจากเสวียนหมิง ไป๋อวี้หลันก็ถูกคนโน้นดึงไปทางนั้น คนนั้นดึงมาทาง
“ออกมาข้างนอกทำไม ดึกแล้วอากาศเย็นเจ้าอาจจับไข้ได้”“ท่านไม่อยู่บนเตียงมาทำอะไรข้างนอก” ไป๋อวี้หลันเอ่ยถามเขาเสียงเบา “ท่านกำลังคิดอะไรอยู่”“ข้ากำลังคิดว่าที่ผ่านมาเป็นเพราะข้าเจ้าจึงตกอยู่ในอันตราย”“แล้วอย่างไร” ไป๋อวี้หลันเงยหน้าขึ้นถามเขาอย่างรอคอยคำตอบ ดวงตาของนางแฝงเอาไว้ด้วยแววข่มขู่ นางกลั
ประตูห้องเปิดออกมาช้าๆ ร่างสูงที่ก้าวออกมาจากห้องทำให้อินอินเงยหน้าขึ้นทันควัน เด็กสาวมองใบหน้าหล่อเหลาที่แฝงเอาไว้ด้วยรังสีของความโกรธเกรี้ยวแล้วได้แต่ขนลุกเสวียนหมิงกำลังโกรธ เขากำลังโกรธมากด้วย“ทะ...ท่านจ้าววัง” อินอินเรียกเขาเสียงแผ่ว“เข้าไปอยู่เป็นเพื่อนนาง ข้าจะออกไปสักครู่ หากนางตื่นรีบให
ไป๋อวี้หลันทำได้เพียงแค่หลับตาลงอย่างหวาดกลัว นางใช้สองมือที่ถูกมัดอยู่ด้านหน้ากุมหน้าท้องตัวเอง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเขาจะสามารถช่วยนางได้ทันท่วงที นางยังอยากจะมีชีวิตอยู่ นางอยากจะให้ลูกน้อยในครรภ์มีชีวิตอยู่เสียงคำรามด้วยความโกรธของเสวียนหมิงดังลั่น เสียงนั้นคล้ายกับเสียงของอสุรกายจากขุมนรกที่กำ







