LOGIN“สุรา... ข้าเข้ามาในหอสุรา ไยข้าจะไม่ทราบว่าในจอกนั้นคือสิ่งใด ท่านคิดว่าข้าเลอะเลือนถึงขั้นไหนกัน”
“เจ้า! รู้แล้วไยเจ้ายังคิดดื่มมันอีก” หยางจื่อถงเอ่ยเสียงดัง หากนางรู้แล้วไยเขาต้องมาห้ามปรามเช่นนี้เล่า หรือว่านางทำเพื่อยั่วโทสะของเขาเท่านั้น?! “ดื่ม? ข้าน่ะหรือจะดื่มสุรา” “ก็เจ้า...เมื่อครู่เจ้าจะยกจอกสุรานี่ขึ้นมา” “ใช่ข้ายกมันขึ้นมาจริง แต่ไม่ได้ยกมันขึ้นมาดื่ม แต่ยกมันขึ้นมาดม” “ดม?!” โทสะก่อนหน้าถูกแปรเปลี่ยนเป็นความสงสัย หยางจื่อถงก้มมองจอกสุราในมือสลับกับภรรยาของตนอย่างไม่เข้าใจ “ใช่ สุราที่นี่หอมนัก ทำเอาเสียข้าเจริญอาหารขึ้นมาทันตา” มองสตรีที่ตอบกลับด้วยรอยยิ้มกว้างก็ยิ่งทวีความไม่เข้าใจ หยางจื่อถงวางจอกสุราลงกับโต๊ะอย่างกระแทกกระทั้น ทิ้งกายลงนั่งของจ้าวซือหงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม “อะไรกัน...นี่เจ้าป่วยหรือ” “ไม่นี่ ข้าสบายดี” เมื่อจ้าวซือหงเอ่ยปัดเขาก็จนปัญญาจะเค้นความ จึงหันหน้าไปยังสาวใช้ที่ติดตามนายของตนไม่ห่างก็พบกับสีหน้ากล้ำกลืนไม่ต่าง จึงได้แต่โบกมือไล่นางออกไปให้พ้นเท่านั้น “แล้วเจ้ามาทำอะไรที่นี่” “ข้าตื่นมาแล้วไม่พบท่าน บ่าวในจวนบอกว่าท่านมาที่หอสุรา” “เจ้าเลยตามข้ามา? จะตามาทำไมกัน ประเดี๋ยวข้าก็กลับ” “เปล่า ข้าไม่ได้ตามท่านมา” “หา?!” “เมื่อเช้าข้ายังไม่ได้แตะอาหารแม้แต่น้อย ก็พลันอาเจียนออกมา ลูกของท่านน่ะดื้อดึงใช่เล่น ข้าจึงออกมานอกจวนมาเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย เลยมาเยี่ยมเยียนหอสุราของท่าน พอได้กลิ่นสุราหอมๆ ก็นึกอยากกินอาหาร ว่าอย่างไรเล่าท่านแม่ทัพ ลูกของท่านน่ะดื้อถึงเพียงนี้เชียว ไม่ยอมให้ข้ากินข้าวดีๆ อยู่ที่จวน แต่ต้องพาออกมาข้างนอกเช่นนี้ อีกอย่างเห็นทีว่าชมชอบสุรามากเอาการ สมแล้วที่เป็นลูกของท่าน” หยางจื่อถงมองสตรีที่บ่นไปพลางคีบเนื้อปลาเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย ความฉงนสนเท่ห์ในคราแรกจึงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้า “ลูกข้าแล้วไม่ใช่ลูกของเจ้าหรืออย่างไร” หยางจื่อถงพึมพำ มือก็พลางคีบอาหารที่นานาชนิดให้ภรรยาของตน ละทิ้งความไม่พอใจก่อนหน้าไปจนหมดสิ้น “ก็ใช่ แต่ชอบกลั่นแกล้งข้าถึงเพียงนี้คงเหมือนท่านไม่มีผิด บิดาพยัคฆ์ไม่มีบุตรเป็นสุนัข เช่นนั้นเขาย่อมเหมือนท่านเป็นแน่” หยางจื่อถงไม่เอ่ยสิ่งใด เขาเพียงยิ้มรับด้วยความเต็มใจ “ข้าจะให้หมอผู้นั้นมาตรวจเจ้า” “ตรวจข้าหรือ ข้าไม่ได้ป่วยท่านไม่เชื่อหรือ ก็แค่โดนลูกกลั่นแกล้งเท่านั้น” “ไม่ใช่เรื่องนี้ แต่เป็นเรื่องความทรงจำของเจ้า” “ความทรงจำของข้า?! ท่านสงสัยสิ่งใดกัน หมอที่เคยทำการตรวจไม่อาจหาสาเหตุใด เขากล่าวว่าข้าชอกช้ำจนหลงลืมเรื่องสะเทือนใจตลอดสามปีที่ผ่านมา ท่านไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้นหรือ” “กันไว้ก่อน หากเจ้าโดนคนคิดร้ายขึ้นมาจะได้มีทางแก้ไข ถ้าแค่ความทรงจำของเจ้าหายไป ข้าไม่ร้อนรนถึงเพียงนี้หรอก ข้าเกรงว่าเจ้าจะโดนคนคิดร้ายลอบวางยาพิษ พิษออกฤทธิ์ให้เจ้าสูญเสียความทรงจำได้ ก็ไม่แน่ว่าพิษนี้อาจจะทำร้ายเจ้ากับลูกอยู่ก็เป็นได้” จ้าวซือหงใคร่ครวญตามที่หยางจื่อถงกล่าว ใช่ว่านางไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ เพียงแต่หลังจากการสำรวจตัวเองแล้วก็มีแค่ความทรงจำเท่านั้นที่หายไป ที่เหลือก็ยังไม่มีสิ่งใดปรากฏออกมา แต่ไม่ปรากฏใช่ว่าจะไม่มี เช่นนั้นจึงไม่อาจดูเบาในสิ่งที่หยางจื่อถงกังวลได้ “เช่นนั้นก็แล้วแต่ท่านเถิด ท่านกล่าวว่าเป็นเจ้าของชีวิตของข้า เช่นนั้นข้าจะผลักไสความรับผิดชอบต่อชีวิตนี้ให้แก่ท่าน” หยางจื่อถงละสายตาจากอาหารมายังจ้าวซือหง นัยน์ตาของนางระคนสิ้นหวังแต่ก็เหมือนมีความหวังบางประการจุดประกายอยู่ในนั้น ช่างเป็นสิ่งที่อ่านยากจนหยางจื่อถงไม่อาจคาดเดาได้ว่านางกำลังสิ้นหวังหรือมีความหวังกันอยู่แน่ “ได้ ข้าจะรับผิดชอบชีวิตต่อจากนี้ของเจ้าให้ดี ซือหง” หยางจื่อถงมิทราบว่านี่คือคำสัญญาหรือสาบาน แต่สิ่งที่เขาทราบอย่างแน่ชัดคือ เขายินยอมให้คำพูดนี้ผูกมัดชีวิตของเขาและจ้าวซือหงไปตลอดโดยไม่นึกเสียใจ ความสงสัยในครู่แรกพลันสลายไปเมื่อเขามองนัยน์ตาของจ้าวซือหงที่แปรเปลี่ยนไป บัดนี้เขามองมันออกอย่างชัดเจนว่านัยน์ตานั่นเต็มไปด้วยความหวังที่จุดประกายสว่างจนไม่อาจซ่อนเร้นไว้ได้เช่นก่อนหน้า นางกำลังมีความหวังในตัวของเขา... .“ขายออกไปให้กับคนสองคน คนหนึ่งจ่ายด้วยตั๋วเงินสภาพยับเยินยากจะสืบหาเจ้าคน อีกคนหนึ่งจ่ายด้วยทองคำทั้งหมด ส่วนคนที่มาซื้อนั้นเป็นเพียงนกต่อเท่านั้น”สองสามีภรรยาที่คิดไม่ตกต่อเรื่องทั้งปวงที่ยุ่งเหยิงเกินพรรณนาต้องมานั่งใคร่ครวญในสิ่งที่หวางมู่หามาได้ คราแรกหยางจื่อถงต้องการยาถอนพิษมาไว้ในมือของเขา เผื่อเกินสิ่งใดขึ้นจะได้ทันการณ์ อีกทั้งจะได้สืบสาวถึงคนที่คิดร้าย แต่ทว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบกลับสร้างเรื่องน่าวิตกขึ้นมาอีกเรื่องราวกับเป็นเรื่องราวที่ไม่รู้จบ“สภาพตั๋วเงินยับเยิน และทองคำทั้งหมด” หยางจื่อถงทวนสิ่งที่ได้ยิน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด นึกถึงความเป็นไปได้ของเจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้น และนั่นคือข้อมูลทั้งหมดในยามนี้ที่เขามี นอกจากนั้นล้วนว่างเปล่า หากอยากจะรู้ให้แน่ชัด ก็คงต้องเอ่ยถามจ้าวซือหงที่หลับใหลอยู่ที่ใดสักที่พร้อมกับความทรงจำสามปีที่ผ่านมากระมัง“คนรอบกายท่านที่คิดร้ายต่อเรา มีทั้งคหบดีและยาจกหรือ” เสียงของจ้าวซือหงเรียกความสนใจของบุรุษที่ใคร่ครวญทุกอย่างด้วยความเคร่งเครียดทันที “ยาจกผู้นั้นเพียรสะสมตั๋วเงินจำนวนมากเพื่อมาซื้อยาพิษและทำร้ายข้า ส่วนอีกผู้ก็มั่งมี
หยางจื่อถงมองพินิจสตรีที่หลับใหลไปด้วยความเหนื่อยอ่อน มือกร้านลูบศีรษะของนางอย่างปลอบประโลม ทุกอย่างดูหนักหนาสาหัสกับนางเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เป็นเพียงสตรีแต่กลับแบกเรื่องหนักหนาเอาไว้มากมาย แล้วก่อนหน้านี้เล่านางต้องเผชิญสิ่งใดบ้างยามที่เขาไม่อยู่ ยามที่เขาเอาชีวิตของตนเองปกป้องแผ่นดินนี้อย่างสุดกำลัง ภรรยาของเขานั้นต้องทนทุกข์อยู่กับสิ่งใดบ้าง“นายท่านขอรับ” เสียงจากคนสนิทเรียกให้หยางจื่อถงหลุดออกจากภวังค์แห่งความหม่นหมองภายในจิตใจ แต่ทว่าก็ยังไม่ละสายตาไปจากภรรยาที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง “ซ่งจื่อรุ่ยเขียนเทียบยาถอนพิษไว้แล้วขอรับ ท่านจะให้ข้าทำอย่างไรต่อไป”“ไปที่ร้านขายยา ถามหายาถอนพิษ สอบถามว่าภายในสองสามเดือนมานี้มีผู้ใดซื้อยาถอนพิษ หรือยาลืมเลือนเจ็ดราตรีบ้างหรือไม่ หากเขาไม่ยอมเปิดปากก็ใช้เงินทองทำให้พวกมันพูด หากยังไม่ยอมพูด ก็ทำตามที่เจ้าเห็นว่าสมควร”“ขอรับ”“แล้วเจ้านั่น...มันหายหัวไปไหน”“ไม่ทราบขอรับ หลังจากทำงานให้ท่านเรียบร้อยก็หายตัวไปที่ใดก็มิทราบ”“มันทำงานเสร็จแล้ว...คงต้องกำจัดทิ้งแล้วกระมัง”“นายท่าน...”“มันทำข้าก่อนหวางมู่ มันทำข้าก่อนทั้งสิ้น” นัยน์ตาแดงก่ำเอ่ยด้วยคว
“แล้วเหตุใดจึงเป็นเพียงความทรงจำช่วงหนึ่งเท่านั้นเล่า” หยางจื่อถงตั้งคำถาม“เรื่องนั้นเป็นไปได้สองทางคือ ความทรงจำที่หายไปนั้นสำคัญมากจนฮูหยินระลึกถึงมันอยู่ตลอด ดังนั้นเมื่อรับพิษไปจึงลืมเลือนทุกอย่างทีละนิดโดยที่ท่านไม่รู้ตัว หรือไม่ก็เป็นความทรงจำที่น่าหวาดหวั่นจนหวนนึกถึงอีกครั้งในช่วงที่จิตใจหวั่นวิตก และยาพิษนั่นจึงลบเลือนมันไปอย่างที่ท่านต้องการ”“แล้วทางแก้เล่า”“มียาถอนพิษนี้...เพียงแต่ไม่อาจใช้กับฮูหยินได้”“ทำไม!” หยางจื่อถงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือปนไปด้วยความไม่พอใจ อย่างไม่อาจข่มอารมณ์เอาไว้ได้“เพราะยาถอนพิษจะส่งผลเสียต่อเด็กในครรภ์ ฉะนั้นบัดนี้แม้มียาถอนพิษก็ไร้ความหมาย”เมื่อได้ยินมือของจ้าวซือหงก็พลันสัมผัสที่หน้าท้องของตนเอง ส่วนหยางจื่อถงนั้นก็ได้แต่กล้ำกลืนก้อนบางอย่างลงคอและเอ่ยถามในสิ่งที่เขาหวั่นวิตกมากที่สุด “แล้วพิษนี้จะส่งผลเสียอย่างไร”“ความทรงจำหล่นหาย เหนื่อยง่าย หายใจหอบเหนื่อย และค่อยๆ กัดกินหัวใจของฮูหยินจนหยุดเต้นในที่สุด”ทั้งห้องตกอยู่ในสภาวะเงียบงัน หยางจื่อถงกำมือทั้งสองข้างแน่นอย่างเผลอไผล จ้าวซือหงจมดิ่งสู่ความดำมืดในจิตใจ มีทางรอดแต่ก็เหมือนไม่มี
“ไปกันเถิดขอรับฮูหยิน สายกว่านี้จะยิ่งผิดสังเกต” จ้าวซือหงหันมองเจ้าของเสียงที่หลายวันมานี้เข้านอกออกในห้องนอนของเธอและหยางจื่อถงด้วยความชำนาญ“หวางมู่ เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด”“ข้ามิได้ไปไหน ข้าเฝ้าดูฮูหยินอยู่ตลอด”จ้าวซือหงพลันทอดถอนหายใจเมื่อได้ยินในสิ่งที่ลูกน้องคนสนิทของสามีเอ่ยออกมา หากให้นางถามนี่ก็คงเป็นคำสั่งของสามีนางอีกเช่นเคย เขาไม่ยอมให้นางไกลหูไกลตาแม้แต่ครึ่งก้าว ประคองนางไว้ในอุ้งมือแต่ตบตาผู้อื่นว่าทิ้งขว้างนางอย่างสามีผู้ไร้คุณธรรม จนชั่วขณะหนึ่งจ้าวซือหงก็อดคิดไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ง่อนแง่นก่อนหน้านี้ที่คนเล่าลือกันให้ทั่วของนางและเขานั้นเกิดจากการสร้างเรื่องมดเท็จเช่นในตอนนี้ เพื่อความอยู่รอดของทั้งเขาและเธอ แต่เหตุใดจึงต้องสร้างเรื่องเช่นนี้เพื่อความอยู่รอดนั้นนางก็ไม่อาจทราบได้ในตอนนี้เช่นกันในเมื่อไม่ทราบนางก็ได้แต่วางเรื่องชวนเวียนหัวนี้ลง และทำตามที่หวางมู่ต้องการ คือลอบออกจากจวนมุ่งหน้าไปยังหอสุราลี่ตง เมื่อถึงหอสุราก็ไม่มีใครทราบอีกเช่นกันว่านางมาหลบพำนักที่นี่ด้วยว่าหวางมู่พานางมายังที่นี่ด้วยเส้นทางลับ ที่มีปลายทางเป็นห้องนอนของหยางจื่อถงที่นายมาหลับนอนอยู่ท
หลังจากเรื่องในวันนั้นจวนของท่านแม่ทัพหยางก็มิต่างจากป้อมปราการ มีคนมากมายคอยคุ้มกัน คำสั่งมีเพียงอย่างเดียวคืออย่าให้ใครหน้าไหนเข้าจวนได้ทั้งสิ้นจนกว่าจะมีคำอนุญาตจากท่านแม่ทัพ แต่นั่นก็มิได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ผู้เป็นภรรยาอย่างจ้าวซือหงแม้แต่น้อย เพราะนางมีเรื่องที่เคลือบแคลงใจมากกว่านั้นให้ครุ่นคิดจ้าวซือหงตั้งอาหารเข้าปากพลางมองบุรุษที่อยู่เคียงกายไม่ห่างตั้งแต่หลับยันตื่นนอน“วันนี้ไปที่หอสุรากับข้า”และนี่คือเรื่องที่นางฉงนสนเท่ห์เป็นไหนๆ เขาสั่งคนมากมายล้อมจวนไม่ให้ใครได้ย่างกายเข้ามาได้ แต่ทว่าหลังจากวันนั้นเขาก็ลอบพานางออกจากจวนด้วยทางลับที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจวน และพานางไปอยู่ที่หอสุรากับเขาทุกวี่วัน ดั่งเป็นกับดักล่อลวงให้คนอื่นได้เข้าใจว่านางนั้นพำนักอยู่ที่จวนมิได้ออกไปไหนแม้แต่ครึ่งก้าว ท่านแม่ทัพประคองนางให้อยู่ในอุ้งมือราวกับสิ่งมีค่าจนนางไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน“ท่านคิดทำแบบนี้ไปถึงเมื่อใด”คนที่ถูกทำก็ยังมีทีท่าไม่ยี่หระ เพียงแต่ชั่วขณะหนึ่งเขากลับนึกถึงคำพูดของใครบางคนขึ้นมา... “เมื่อข้ากำจัดปักษามีพิษใกล้ตัวไปได้”“ปักษามีพิษ?”“ใช่ ชุบเลี้ยงมันมาอย่างดี มันกล
“เช่นนั้นไม่แย่หรือ ในเมื่อข้าจำสิ่งใดไม่ได้”“ข้ายังไม่เดือดร้อน เจ้าจะเดือดร้อนไปไย เอาเถิดอย่าไปคิดมากเลย หากใคร่ครวญให้ดีเจ้าจำความอะไรไม่ได้ก็เท่ากับว่าของสำคัญนั้นกำลังสูญหาย แต่จะหายไปเพียงชั่วครู่ หรือหายไปตลอดกาลนั้นขึ้นอยู่กับเจ้า”“ของสำคัญเช่นนั้น หากท่านสูญเสียมันไปจะเป็นเช่นไร”“ไม่เป็น มันจะสำคัญเมื่อข้าคิดที่จะใช้เท่านั้น บัดนี้ข้ายังไม่คิดใช้มันเลยไม่สำคัญ และไม่ส่งผลใดต่อข้า ตอนนี้ที่ข้าเป็นห่วงคือความปลอดภัยเท่านั้น หากคนพวกนั้นเข้ามารื้อค้นของถึงในห้องโดยที่คนในจวนไม่รู้นับว่าเป็นเรื่องอันตราย”“ข้าควรแปลกใจในเรื่องใด ระหว่างท่านมีความลับที่ดูยิ่งใหญ่จนข้าไม่วางใจ หรือเรื่องที่ท่านวางใจข้าให้เก็บรักษาของสำคัญนั้นไว้”“...แม้ความสัมพันธ์จะระหองระแหงแต่ก็ยังเรียกว่าความสัมพันธ์ไม่ใช่หรือ เจ้าอย่าตีความ ความสัมพันธ์ง่อนแง่นของเราในแง่ร้ายนักซือหง”“เช่นนั้นไยท่านไม่บอกว่าเรารักกัน เหตุใดจึงพูดอ้อมค้อมเสียทุกครั้ง มันคงง่ายกว่านี้หากข้าไม่ต้องมานั่งตีความคำพูดของท่านทุกครั้ง”เท้าที่ก้าวเดินชะงักอีกครั้งหนึ่ง หยางจื่อถงเพ่งพินิจใบหน้างามที่เต็มไปด้วยความสงสัย นัยน์ตาเจ







