LOGINซูหลีหลี่มองฮั่วจิ่นหรงด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความเสียใจและความเสียดาย ฮั่วจิ่นหรงยังคงไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด ทำทุกสิ่งด้วยอารมณ์ ทะเยอทะยานและมีจิตใจที่คับแคบ คนเหล่านั้นที่เขากำจัดทิ้งไปล้วนเป็นคนที่ช่วยให้เขาได้นั่งบัลลังก์มังกรได้สำเร็จ ยามนี้สิ้นพวกเขาไปแล้วราชบัลลังก์ของเขาก็ยากจะมั่นคง ถึงยามนั้นแคว้นต้าเหลียงแห่งนี้ก็คงจะลุกโชนด้วยไฟสงครามอีกครั้ง ประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็คงจะได้รับความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าอีก
“ในเมื่อสิ้นพวกเขาไปแล้ว แล้วต่อไปผู้ใดจะคอยช่วยประคับประคองราชบัลลังก์ให้ฝ่าบาทเล่าเพคะ” คำถามของนางทำให้ฮั่วจิ่นหรงฮ่องเต้พลันแย้มพระสรวลออกมา
“ก็เพราะเจ้าเป็นเช่นนี้อย่างไรเล่า ความรักที่ข้ามอบให้เจ้าจึงได้หมดสิ้นไป เหตุใดจึงไม่ทรงทำเช่นนี้เล่าเพคะ เหตุใดจึงไม่ทรงทำเช่นนั้นเล่าเพคะ ถามจริงๆ เถิดข้าเป็นสามีของเจ้าหรือว่าข้าเป็นบุตรชายของเจ้ากันแน่ ซูหลีหลี่ ข้าเป็นถึงฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเหลียง แล้วเหตุใดข้าจึงจะต้องทนอยู่ใต้อำนาจการสั่งการของเจ้าด้วย” คำถามของฮั่วจิ่นหรงฮ่องเต้ทำให้ซูหลีหลี่พลันยิ้มออกมา
“ที่แท้ก็เพราะเช่นนี้ ทรงหมางเมินหม่อมฉัน ทรงตั้งใจทำให้หม่อมฉันทุกข์ใจก็เพราะหม่อมฉันหวังดีกับพระองค์มากเกินไปนี่เอง ยินดีด้วยเพคะครั้งนี้ฝ่าบาททรงทำได้สำเร็จจริงๆ หม่อมฉันรู้สึกสิ้นหวังกับฝ่าบาทได้อย่างแท้จริงแล้วเพคะ” ซูหลีหลี่เอ่ยพลางหลั่งน้ำตาออกมา
“เช่นนั้นก็ทรงลงมือเถิดเพคะ ระหว่างพวกเราไม่มีสิ่งใดที่ติดค้างกันอีกต่อไปแล้ว หม่อมฉันเหนื่อยเหลือเกินอยากจะพักผ่อนตลอดกาลแล้วเพคะ” ซูหลีหลี่เอ่ยพลางหลับตาลงฮั่วจิ่นหรงจ้องมองนางด้วยสายตาอันสั่นไหวในขณะที่เขาจะลงมือก็มีเสียงสั่งการอันสนั่นหวั่นไหว
“ช่วยเหลือองค์ฮองเฮากำจัดฮ่องเต้ทรราช” เมื่อสิ้นเสียงคำสั่งก็มีลูกธนูแทงทะลุหน้าอกของเขาในทันที
“ดียิ่งนัก ซูหลีหลี่จะตายอยู่แล้วยังคอยชักใยคนของข้าอยู่อีก เช่นนั้นเจ้าก็จงอย่าอยู่เลย” ฮั่วจิ่นหรงเอ่ยพลางใช้กำลังที่เหลือเฮือกสุดท้ายยื่นมือไปบีบคอของซูหลีหลี่ด้วยแรงกำลังทั้งหมด
‘ข้าไม่ได้ทำอันใดเลย ท่านนั่นแหละที่ไม่เชื่อคำเตือนของข้า’ แม้ว่าอยากจะเอ่ยออกมาเช่นนี้แต่นางกลับไม่มีโอกาสได้เอ่ยออกมา
“ท่านแม่! ข้ามาช่วยท่านแล้ว” เสียงของซูฉางเยว่ผู้เป็นบุตรชายบุญธรรมของนางดังขึ้นพร้อมกับศีรษะของฮั่วจิ่นหรงที่ร่วงหล่นลงมา เลือดจำนวนมากสาดกระเซ็นไปทั่วดวงหน้าอันคุ้นเคยของซูฉางเยว่เขาจ้องมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความร้อนรนแล้วเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“ท่านแม่ ข้ามาช้าไปใช่หรือไม่” ซูฉางเยว่ไม่สนใจหยาดเลือดที่สาดกระเซ็นไปทั่ว เขาดึงร่างของฮั่วจิ่นหรงฮ่องเต้ออกแล้วเข้ามาช่วยประคับประคองนางขึ้น
“เยว่เอ๋อ ครั้งนี้เจ้าลงมือรุนแรงจนเกินไปแล้ว” ซูหลีหลี่เอ่ยพลางพยายามอ้าปากหอบหายใจ หนึ่งเดียวที่นางเป็นห่วงและพยายามยื้อชีวิตของตนเองไว้ก็คือคนผู้นี้ เขาคือบุตรชายนอกสายเลือดที่นางเฝ้าเลี้ยงดูด้วยความรักอย่างสุดหัวใจ แม้ว่ายามนี้เขาจะเติบใหญ่แล้วและสามารถดูแลตนเองได้แล้ว แต่นางก็ยังอดเป็นห่วงเขาไม่ได้อยู่ดี
“ข้าไม่สนใจ เขารังแกท่าน เขาหักหลังพวกเราทุกคน แม่ทัพในสังกัดของเขารวมทั้งนายกองที่อยู่ใต้สังกัดของข้าหากไม่ถูกส่งไปตายก็ถูกยัดเยียดข้อหากบฏให้ ตัวข้าเองหากไม่จับดาบลุกขึ้นมาสู้ก็คงต้องตายด้วยโทษกบฏเช่นเดียวกัน” เขาเอ่ยพลางพยายามใช้มือของตนเองเช็ดเลือดของฮั่วจิ่นหรงที่เปรอะเปื้อนใบหน้าของนางด้วยฝ่ามืออันสั่นเทา แต่น่าเสียดายที่ยิ่งเช็ดก็ยิ่งเปื้อน
“ท่านแม่ ท่านต้องแข็งใจเอาไว้แล้วอยู่กับข้าก่อน” ซูฉางเยว่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่ซูหลีหลี่กลับส่ายศีรษะ
“ข้าคงอยู่กับเจ้าไม่ได้แล้ว หากมีชาติหน้าขอให้พวกเราได้เกิดมาเป็นแม่ลูกกันก็แล้วกัน หวังว่าชาติหน้าข้าจะได้ครองคู่กับคนดีๆ เจ้าจะได้มาเกิดในท้องของข้า ชั่วชีวิตของเจ้าจะได้ไม่ต้องเติบโตท่ามกลางคมดาบและคาวโลหิตเช่นนี้อีก” ซูหลีหลี่เอ่ยออกมาด้วยความอาลัย
“ท่านแม่! ไม่...ไม่นะ! ท่านอยู่กับข้าก่อน” เสียงร่ำไห้ของซูฉางเยว่ดังห่างออกไปเรื่อยๆ สุดท้ายก่อนที่นางจะสิ้นใจนางก็ได้แต่คิดว่าหากเกิดใหม่ชาติหน้านางเองก็จะขอเสพสุขให้เต็มที่ จะไม่ขอเหน็ดเหนื่อยเพื่อผู้ใดนอกจากบุตรชายผู้นี้อีกแล้ว…
เสียงร่ำไห้ของบุตรชายบุญธรรมห่างหายไปจากนางเรื่อยๆ สติของซูหลีหลี่ก็ค่อยๆ ดับมืดลง เดิมทีนางคิดว่านางคงจะต้องดับสูญไปเช่นนี้ตลอดกาล แต่เมื่อนางลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็ได้พบว่านางได้ย้อนกลับมาเกิดใหม่ในร่างของตนเองอีกครั้ง อีกทั้งนางยังได้ย้อนกลับมาตอนที่ตนเองยังไม่ได้แต่งงานอีกด้วย
“คุณหนู นายท่านกับฮูหยินต้องการให้ท่านไปพบเจ้าค่ะ” เสียงของตงชิงทำให้ซูหลีหลี่ตื่นจากภวังค์ความคิด นางนั่งมองเงาร่างอันอ่อนเยาว์ของตนเองผ่านบานกระจก มองการแต่งกายและการตกแต่งเครื่องเรือนในห้องนอนของตนเองแล้วก็ทอดถอนใจออกมา เมื่อคิดได้ว่าทันทีที่นางถูกบิดารับมาจากชนบทก็ถูกเรียกตัวไปคุยเรื่องการสับเปลี่ยนคู่แต่งงานแล้ว หากนางจำไม่ผิดช่วงนี้ภายในจวนน่าจะกำลังระส่ำระสายกับการแผลงฤทธิ์ของซูหลีเซียง และยามนี้บิดาของนางก็น่าจะทนไม่ไหวแล้วจึงได้เรียกหานางทั้งที่ไม่อยากจะพบหน้าเช่นนี้
“พวกเราไปกันเถิด” ซูหลีหลี่เอ่ยพลางขยับตัวลุกขึ้น นางตั้งเป้าหมายเอาไว้ในใจแล้วว่าต่อให้ถูกบิดาตีจนตายนางก็จะไม่ยอมสับเปลี่ยนคู่แต่งงานกับซูหลีเซียงอีกแล้ว ต่อให้รู้แล้วว่าว่าที่เจ้าบ่าวของนางอย่างเสียนอ๋องจะอายุสั้น แต่นางก็ยินดีที่จะแต่งเข้าจวนอ๋อง ชาตินี้ของนางจะไม่ขอเกี่ยวข้องกับคนเห็นแก่ตัวและมีจิตใจคับแคบอย่างฮั่วจิ่นหรงอีกต่อไปแล้ว
จวนสกุลซูยังเป็นเช่นเดิมกับในความทรงจำของนาง ผู้คนภายในจวนเย่อหยิ่งจองหอง บรรดาข้ารับใช้ก็ต่างมองนางด้วยสายตาดูแคลน แม้ว่าจะยังคงทำท่าทีเคารพนบนอบตามธรรมเนียม แต่ซูหลีหลี่กลับรู้ดีว่าท่าทีเช่นนี้ก็แค่แสดงออกมาอย่างฉาบฉวยเพียงเท่านั้น
ถึงแม้ว่าซูหลีหลี่จะเป็นบุตรสาวคนโตที่ถือกำเนิดจากภรรยาเอก แต่มารดาแท้ๆ ของนางจากไปนานแล้ว ฮูหยินคนใหม่ที่บิดาของนางแต่งเข้ามาทั้งสูงส่งและงดงาม ทำให้บิดาของนางลืมเลือนความรักที่เคยมีต่อมารดาของนางไปจนหมดสิ้น นางจึงได้ถูกส่งไปใช้ชีวิตในชนบท ในสายตาของคนในจวนสกุลซูนางจึงเป็นแค่เพียงคุณหนูใหญ่ที่ไร้ความโปรดปรานเติบโตมาจากชนบทไร้ซึ่งฐานะไม่ใช่คนสำคัญในจวนสกุลซูแห่งนี้
“หลีหลี่ คารวะท่านพ่อและท่านแม่เจ้าค่ะ” ซูหลีหลี่เอ่ยพลางย่อกายคารวะบิดาและมารดาเลี้ยงด้วยความนอบน้อม แม้ว่าจะเติบโตมาจากชนบทแต่นางที่เคยถูกเลี้ยงดูโดยนางข้าหลวงใหญ่ในวังย่อมมีกิริยาที่ไม่แตกต่างจากสตรีในเมืองหลวง อีกทั้งยังดูงามสง่ากว่าบรรดาคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูอย่างเอาอกเอาใจในเมืองหลวงเสียด้วยซ้ำ
“หลีหลี่ พ่อมีเรื่องที่ต้องการจะพูดกับเจ้า” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดของบิดา ทำให้ซูหลีหลี่เม้มริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่าเขาจะพูดเรื่องอะไรและครั้งนี้นางไม่คิดจะยินยอมทำตามคำขอร้องของเขาอย่างเด็ดขาด
ฮ่องเต้มิอาจจะขาดฮองเฮา แม้ว่าขุนนางหลายคนจะหวาดกลัวข้า แต่ก็มีหลายคนที่ไม่กลัวตายกล้าเสนอหน้ามาขอให้ข้ารับพระสนมและแต่งตั้งฮองเฮา ข้ารำคาญคนเหล่านั้นจึงได้บอกกับทุกคนว่าข้ารักใคร่เสิ่นกุ้ยหนิงที่ตายจากไปเป็นอย่างมาก ชั่วชีวิตนี้จะไม่ขอมีผู้ใดอีกนอกจากนาง คำพูดของข้าทำให้ชาวประชาต่างหลั่งน้ำตาและเรียกร้องให้ข้าแต่งตั้งสตรีที่ตายไปแล้วผู้นั้นขึ้นเป็นฮองเฮา“เสิ่นกุ้ยหนิงยังไม่ตาย ข้าเป็นคนช่วยนางไว้ และนางไม่อาจจะเป็นฮองเฮาได้เพราะนางคือสตรีของข้า” คำพูดของเยียนอ๋องทำให้พิธีแต่งตั้งฮองเฮาของข้าต้องหยุดชะงัก คำพูดของเขาทำให้ข้าชักกระบี่ออกมา เดิมทีตั้งใจว่าจะใช้ข่มขู่เยียนอ๋องผู้นั้นให้สงบปาก แต่เสิ่นกุ้ยหนิงกลับเผยตัวออกมาแล้วใช้มีดสั้นในมือรับคมกระบี่ที่ข้าตั้งใจจะใช้พาดคอเพื่อข่มขู่เยียนอ๋อง“ฝ่าบาท พวกเราไม่เคยเป็นสามีภรรยา ดังนั้นขอฝ่าบาทได้โปรดปล่อยหม่อมฉันไปเถิดเพคะ” คำพูดของนางหากเอ่ยกับบุรุษที่รักใคร่ในตัวนางคนผู้นั้นคงจะคลุ้มคลั่งแล้วลงมือฆ่านางไปแล้วโชคดีที่ข้าไม่ใช่ ข้ามองเยียนอ๋องแล้วก็มองนางสุดสุดท้ายจึงเอ่ยออกมาอย่างไม่ถือสา“กุ้ยหนิง เป็นข้าไม่ดีเองที่ไปช่วยเจ้าและท่านพ่
ฉางเยว่คือชื่อที่ท่านแม่บุญธรรมของข้าตั้งให้ นางรับข้ามาเลี้ยงตั้งแต่เด็กนอกจากจะตั้งชื่อให้ข้าแล้วยังทำให้ข้าได้มีชื่อในผังสกุลของสกุลซูอีกด้วย ข้ารู้ดีว่าตนเองเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง แม้ว่าจะถูกมองว่าเป็นลูกนอกสมรสของท่านแม่บุญธรรมแต่ตัวข้าย่อมรู้ตนเองดีว่าข้านั้นไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับนางเลย“เยว่เอ๋อ เจ้าไม่ต้องพยายามเพื่อแม่ ทุกอย่างที่เจ้าเรียนรู้และฝึกฝนล้วนจะต้องทำเพื่อตัวของเจ้าเองเท่านั้น” ซูหลีหลี่ผู้เป็นแม่บุญธรรมของข้ามักจะเอ่ยเช่นนี้กับข้าอยู่เสมอ เพราะต้องการตอบแทนบุญคุณที่ท่านแม่เก็บข้ามาเลี้ยงข้าจึงได้พยายามพัฒนาตนเองและฝึกฝนตนเองให้เก่งกว่าเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน เพื่อให้ท่านแม่ของข้ารู้สึกชื่นชมและภาคภูมิใจในตัวข้าและที่สำคัญข้าไม่อยากให้นางรู้สึกเสียใจที่เก็บเด็กกำพร้าอย่างข้ามาเลี้ยง“หลีหลี่ วันๆ เจ้าเอาแต่ใช้เวลาอยู่กับเด็กคนนี้ หากเจ้ายังทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่ท่านแม่ของข้าจะเชื่อเจ้าเล่าว่าเจ้าเด็กคนนี้คือเด็กที่เจ้าเก็บมาเลี้ยงจริงๆ หาใช่ลูกนอกสมรสของเจ้าไม่” ฮั่วจิ่นหรงเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าดูแคลน แม้ว่าปากของเขาจะเอ่ยเช่นนี้แต่สายตาที่เขาใช้จ้อ
องค์รัชทายาทฉู่ฉางเยว่ขึ้นครองราชย์ในยามที่เขามีอายุแค่เพียงยี่สิบห้าชันษา ไท่ซ่างหวงฉู่เทียนเสียงใช้ข้ออ้างเรื่องสุขภาพสละราชบัลลังก์หลังจากที่ครองราชย์ยาวนานถึงยี่สิบห้าปี หลังจากนั้นฉู่เทียนเสียงก็พาซูหลีหลี่ออกจากวังไปใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขในตำหนักฤดูร้อนที่ตั้งอยู่นอกเมืองสองสามีภรรยาช่วยกันปลูกดอกไม้สร้างสวนสมุนไพรใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างสมถะและอิสรเสรี พอถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิก็มักจะจับหลานชายและหลานสาวแต่งกายเหมือนชาวบ้านทั่วไปออกท่องเที่ยวหาความสำราญตามประสาคนว่างงาน หลังจากนั้นก็จะพาหลานๆ กลับเข้าเมืองหลวงส่งคืนพ่อแม่ของพวกเขาในทุกฤดูหนาว พวกเขามักจะทำเช่นนี้เป็นประจำทุกปีจนทำให้ทั้งหลานชายและหลานสาวเบื่อหน่ายชีวิตในวังหลวงร่ำร้องที่จะอยู่แต่กับเสด็จปู่และเสด็จย่าการได้ใช้ชีวิตในรูปแบบนี้ทำให้ซูหลีหลี่ที่เคยต้องผจญกับความทุกข์ยากในชาติที่แล้วมักจะทอดถอนใจให้กับโชคชะตาในชาตินี้อยู่เสมอ ในใจของนางก็ได้แต่คิดว่าไม่ใช่แค่เพียงสวรรค์ที่เห็นใจนาง แต่สามีและลูกๆ ของนางต่างก็พากันเห็นใจและมักจะทำทุกอย่างเพื่อเอาอกเอาใจนางอยู่เสมอ สำหรับซูหลีหลี่แล้วความเห็นอกเห็นใจและความใส่ใจที
หลังจากท่านหญิงผิงอันและบรรดาคุณหนูที่ติดตามมาขอลากลับไปแล้ว ซูหลีหลี่ก็สั่งให้คนตามหาบุตรชายและบุตรสาวทั้งสามในทันที แต่นางรู้ดีว่าฉู่ฉางเยว่มีความเชี่ยวชาญในการหลบหนีความผิดยิ่งนัก นางจึงไม่ได้คาดหวังว่าจะมีผู้ใดสามารถพาพวกเขากลับมาให้นางลงโทษได้“ทูลฮองเฮา ฝ่าบาทเสด็จมาแล้วเพคะ” เสียงของนางข้าหลวงคนสนิททำให้ซูหลีหลี่ลืมตาขึ้นมาจากการพักสายตา เมื่อนางเห็นว่าฉู่เทียนเสียงเดินเข้ามาในห้องแล้วนางจึงได้โบกมือไล่นางข้าหลวงให้ออกไปให้หมด“หลีหลี่ ข้าจับตัวพวกเขามาให้เจ้าแล้ว” ฉู่เทียนเสียงเอ่ยพลางผายมือไปทางด้านหลัง ฉู่ฉางเยว่ ฉู่ฉางซินและฉู่ฉางเล่อถูกมัดด้วยเชือกเส้นโตในปากของพวกเขามีผ้ายัดเอาไว้ ฉู่ฉางเยว่ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเคือง ส่วนฉู่ฉางซินและฉู่ฉางเล่อกำลังหลั่งน้ำตาออกมาและส่งสายตาอ้อนวอนมาที่นาง“ข้าช่วยเจ้าระบายโทสะแล้วดีหรือไม่ หรือว่าเจ้าจะเป็นคนโบยตีพวกเขาด้วยตนเองอีกครั้งก็ตามแต่ใจของเจ้าเลย” เมื่อฉู่เทียนเสียงเอ่ยเช่นนี้ก็ได้รับสายตาขุ่นเคืองจากนางในทันที“เท่าที่หม่อมฉันรู้มา ความวุ่นวายในวันนี้ฝ่าบาทก็มีส่วนร่วมด้วยมิใช่หรือเพคะ” เมื่อได้ยินซูหลีหลี่เอ่ยออกมาเช่นนี้ฉู
ซูหลีหลี่มองขึ้นไปด้านบนของต้นอู่ถงด้วยความปวดใจ นางย่อมเป็นห่วงบุตรสาวของตนเองอยู่แล้ว แต่ต้นอู่ถงต้นนี้ฉู่ฉางเล่อถูกพี่ชายตัวแสบอย่างฉู่ฉางซินหลอกให้ปีนขึ้นไปจนนางสามารถปีนขึ้นลงได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว แต่เด็กสาวอีกคนที่กำลังปีนขึ้นไปกลับทำให้นางรู้สึกเป็นกังวลมากกว่า“กุ้ยหนิง เจ้าระวังนะ” ซูเหม่ยจีเอ่ยออกมาด้วยความเป็นห่วง นางเคยเห็นองค์หญิงน้อยปีนขึ้นลงต้นอู่ถงแห่งนี้จนชินตาแล้ว แต่นางไม่เคยรู้เลยว่าเสิ่นกุ้ยหนิงจะปีนขึ้นต้นไม้อย่างคล่องแคล่วได้เช่นนี้“องค์หญิงอย่าปีนขึ้นไปอีกเลยเพคะ กิ่งที่อยู่ด้านบนดูเหมือนว่าจะเปราะแล้ว” เสียงของเสิ่นกุ้ยหนิงทั้งมั่นคงและเต็มไปด้วยความมั่นใจทำให้ความกังวลใจของซูหลีหลี่พลันผ่อนคลายลง นางหันไปถามท่านหญิงผิงอันผู้เป็นพี่สะใภ้ของตนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาในทันที“นางคือคุณหนูจากจวนใดหรือ” เมื่อซูหลีหลี่เอ่ยถามเช่นนี้ท่านหญิงผิงอันก็เอ่ยตอบในทันทีเช่นกัน“บุตรสาวคนโตของแม่ทัพเสิ่น เสิ่นกุ้ยหนิง” คำตอบของพี่สะใภ้ทำให้ซูหลีหลี่นิ่งงันไปในชาติก่อนทัพสกุลเสิ่นเคยให้การสนับสนุนและคอยเป็นกำลังหนุนช่วยเหลือทัพของซูฉางเยว่อยู่หลายครั้ง หากนางจำไม่ผิดในชาติที่แ
ยามที่ฉู่ฉางเยว่มีอายุได้เก้าขวบ ซูหลีหลี่ก็คลอดทารกฝาแฝดหงส์คู่มังกรออกมาคู่หนึ่ง สร้างความยินดีให้กับทุกคนโดยเฉพาะฉู่ฉางเยว่ที่เคยอยากมีน้องเป็นของตนเองมาโดยตลอด ทุกเวลาที่เขาว่างจากการเรียนก็มักจะทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้น้องชายและน้องสาว ทั้งซูหลีหลี่และฉู่เทียนเสียงต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าตั้งแต่มีน้องรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็มีความอ่อนโยนขึ้นมากท่ามกลางการยืนยันอันหนักแน่นและการลงโทษอย่างเด็ดขาดของฉู่เทียนเสียงทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึงเรื่องการรับพระสนมเข้าวังอีก ยิ่งยามนี้ในวังหลวงมีองค์ชายและองค์หญิงเพิ่มขึ้นมาอย่างละหนึ่งคนแล้ว ก็ยิ่งทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึงเรื่องการแตกกิ่งก้านสาขาอีกเลย ซูหลีหลี่จึงใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวงได้อย่างสงบสุข ทุ่มเทเวลาทั้งหมดของตนเองเพื่อดูแลลูกและสามีช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วเสมอ ผ่านไปแค่เพียงไม่กี่ปี องค์ชายน้อยและองค์หญิงน้อยก็กระโดดโลดเต้นสร้างความวุ่นวายไปจนทั่ววังหลวงแล้ว องค์หญิงน้อยฉู่ฉางเล่อยังไม่สร้างปัญหาเท่าใดนักเพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นสตรี แต่องค์ชายน้อยอย่างฉู่ฉางซินกลับสร้างความปั่นป่วนจนผู้คนต่างเอือมระอา
แม้ว่าทางจวนสกุลซูจะเกิดสงครามย่อยๆ ระหว่างซูหลีเซียงและหลินหว่าน แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อซูหลีหลี่เลยสักนิด หลังจากที่นางขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวได้แล้วขบวนเกี้ยวก็ออกเดินทางไปที่จวนของเสียนอ๋อง เสียงเครื่องเดนตรีที่นำอยู่ด้านหน้าพร้อมด้วยเสียงชื่นชมยินดีทำให้ซูหลีหลี่ยิ้มออกมา ชาติก่อนตอนที่นางแต่งเข้าส
ยามที่เสียนอ๋องเปิดประตูเข้าห้องหอมาด้านนอกของห้องหอก็เหลือคนแค่เพียงไม่กี่คนแล้ว เขาสบตากับซูหลีหลี่ที่จ้องมองเขาด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์แล้วก็ยิ้มออกมา“ข้าแทบจะไม่ได้ดื่มสุราเลยสักหยด เสด็จพี่ทั้งสองของข้าล้วนช่วยออกหน้ารับดื่มสุราแทนข้าจนไม่มีผู้ใดกล้าคารวะสุราข้าอีก” คำพูดของเสียนอ๋องทำให้ซูหลี
ความเคลื่อนไหวของซูหลีหลี่ทำให้ซูหลีเซียงประหลาดใจ ชาติก่อนซูหลีหลี่ทำแค่เพียงเก็บตัวเงียบอยู่ในเรือนแล้วทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับเด็กทารกที่นางพึ่งจะรับมาเป็นบุตรบุญธรรม เพราะบิดารู้สึกผิดต่อนางเรื่องที่ถูกแย่งชิงการแต่งงานไปแม้ว่าจะไม่พอใจอีกทั้งยังโดนผู้อาวุโสตำหนิอย่างรุนแรง แต่บิดาของนางก็ช่วยเห
ยามที่ซูหลีหลี่และซูจวิ้นเข้าไปในโถงรับรอง คนทั้งสองก็คารวะทักทายเสียนอ๋องอย่างเต็มพิธีการ เสียนอ๋องฉู่เทียนเสียงจ้องมองรอยยิ้มของซูหลีหลี่แล้วก็พลันชะงักไป ทำให้ซูหย่งเหอต้องหันไปมองตามสายตาของเขาไปด้วย ปีนี้ซูหลีหลี่อายุสิบหกย่างเข้าสิบเจ็ดปีแล้ว แต่บุคลิกของเด็กสาวกลับเหมือนสตรีที่เคยผ่านมรสุมมา







