LOGIN
บทที่ 1: ลมหนาวที่ตำหนักเย็น
กลิ่นคาวสนิมเหล็กตีตื้นขึ้นมาจนเต็มลำคอ หลินจื่ออวี้งอตัวคุดคู้ แผ่นหลังผอมเกร็งกระตุกเป็นจังหวะตามแรงไอที่โถมขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง เลือดสีคล้ำทะลักผ่านร่องนิ้วที่ขาวซีดจนแทบไร้สีเลือด หยดลงเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าฝ้ายหยาบๆ สีขาวตุ่นที่ปลายแขนรุ่ยขาด ไออุ่นหยดสุดท้ายจากทรวงอกร่วงกระทบผืนหิมะซึ่งพัดลอดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้... ละลายเป็นดวงสีชาดเพียงชั่วครู่ ก่อนถูกเกล็ดน้ำแข็งกลืนกินไปจนสิ้น หนาวจนกระดูกปวดร้าว ตำหนักเย็นท้ายวังหลวงหลังนี้ไม่เคยมีเตาผิง ไม่มีแม้แต่ถ่านไร้ควันสักก้อนเดียว มีเพียงเสียงหวีดหวิวของลมบูรพาที่กรีดผ่านช่องว่างของกระเบื้องหลังคาผุพัง คอยพัดเอากลิ่นอับชื้นและกลิ่นความตายให้หมุนวนอยู่รอบตัว สองมือที่สั่นเทาพยายามกระชับเศษผ้านวมขาดวิ่นแนบอก ร่างกายสูญเสียเรี่ยวแรงจนทำได้เพียงพิงศีรษะลงกับเสาไม้ผุ ดวงตาคู่งามที่เคยสุกสกาวดั่งผิวน้ำต้องแสงจันทร์ บัดนี้พร่ามัวจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใด มีเพียงภาพบานประตูลงกลอนแน่นหนาที่สลักลึกอยู่ในความทรงจำ บานประตูที่ปิดตายขังเขาไว้ในสุสานคนเป็นแห่งนี้มาเนิ่นนานถึงสามปีเต็ม ไม่มีใครเปิดมันออก และไม่เคยมีใครก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา... ในห้วงคำนึงที่สติเริ่มหลุดลอย ภาพอดีตในวันที่เขาเข้าพิธีอภิเษกสมรสผุดพรายขึ้นมาอย่างแจ่มชัด ในวันนั้น ชายหนุ่มผู้สง่างามในฉลองพระองค์มังกรทองกุมมือเขาไว้ต่อหน้าขุนนางนับร้อย บรรจงสวมมงกุฎหงส์ลงบนเรือนผม พร้อมกับกระซิบถ้อยคำสาบานที่หนักแน่นดั่งขุนเขา ‘จื่ออวี้... ชั่วชีวิตนี้ ต่อให้คนทั้งใต้หล้าหันหลังให้เจ้า ข้าเซียวหลงเหยียนก็จะไม่มีวันปล่อยมือเจ้าไปเป็นอันขาด’ จื่ออวี้แค่นยิ้มบางเบา หยาดน้ำอุ่นร้อนไหลรินผ่านรอยแตกระแหงบนริมฝีปาก ไม่มีวันปล่อยมืองั้นหรือ... สุดท้ายแล้ว คนที่ลงนามในราชโองการปลดเขาออกจากตำแหน่งฮองเฮา คนที่สั่งกักขังเขาไว้ให้อดอยากจนสิ้นใจ และคนที่มองดูเขาคุกเข่าโขกศีรษะท่ามกลางสายฝนอันหนาวเหน็บด้วยสายตาที่เย็นชาดั่งก้อนศิลา... ก็คือบุรุษคนเดียวกัน เพียงเพราะซูเฟยหลั่งน้ำตากล่าวหาว่าเขาวางยาพิษในถ้วยยาของทารก เพียงเพราะเหล่าขุนนางกังฉินยื่นฎีกาใส่ร้ายว่าบิดาของเขาคิดก่อกบฏ เพียงเพราะคนเหล่านั้นตอกย้ำว่า ‘เกอ’ อย่างเขา เป็นตัวกาลกิณีที่ลอบคบคิดกับภายนอกเพื่อหวังดึงอำนาจราชสำนักมาไว้ในมือ เขาพยายามอธิบายจนเสียงแหบแห้ง โขกศีรษะลงกับพื้นหินจนหน้าผากแตกเลือดอาบ ทว่าสิ่งที่สะท้อนกลับมามีเพียงคำตัดสินที่เด็ดขาดและแววตารังเกียจชิงชังของโอรสสวรรค์ ‘จื่ออวี้ ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเนื้อแท้ของเจ้าจะอำมหิตและมักใหญ่ใฝ่สูงถึงเพียงนี้’ คำพูดสั้นๆ ประโยคนั้นฉีกกระชากหัวใจของเขาจนแหลกเป็นผุยผง ยิ่งกว่าพิษร้ายที่ค่อยๆ กัดกร่อนอวัยวะภายในทีละน้อยตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลินจื่ออวี้ค่อยๆ ยกปลายนิ้วอันสั่นเทาขึ้นแตะที่หว่างคิ้วของตนเอง ตรงตำแหน่งแต้มชาดสีแดงสดอันเป็นเครื่องหมายแห่งเกอ... รอยชาดที่เคยเปล่งประกายงดงาม บัดนี้กลับซีดจางลงไปพร้อมกับลมหายใจที่ร่อยหรอ “ฝ่าบาท...” เสียงพึมพำแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม “ข้า... มิได้ทำจริงๆ ...” ไม่มีใครรับฟัง และไม่มีใครได้ยินอีกต่อไป คำพูดที่เขาพร่ำบอกซ้ำๆ มาตลอดสามปี มลายหายไปในพายุหิมะ ร่างกายไม่อาจทานทนต่อความเจ็บปวดได้อีก เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ปิดลงช้าๆ หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความทรมานและผิดหวังค่อยๆ แผ่วลงจนสงบนิ่ง หากภพหน้ามีอยู่จริง... ขออย่าได้เกิดมาพบพาน อย่าได้ผูกพัน และอย่าได้มอบหัวใจให้บุรุษผู้นี้อีกเลย ความรักที่ต้องแลกมาด้วยความตายอันโดดเดี่ยวเช่นนี้... มันทรมานเกินกว่าจะแบกรับไหวอีกต่อไปแล้ว ลมหายใจสุดท้ายขาดห้วง มือขาวซีดตกลงข้างลำตัวอย่างเชื่องช้า ร่างผอมบางในชุดขาวจมดิ่งลงสู่ความเงียบงัน ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมากลบฝังร่างนั้นจนมิดชิด “เฮือก!” อากาศระลอกใหญ่ถูกสูดกระชากเข้าสู่ปอดอย่างรุนแรง เซียวหลงเหยียนผวาตื่นขึ้นสุดตัว สองมือคว้าสะเปะสะปะไปในความว่างเปล่า เหงื่อกาฬไหลรินท่วมแผ่นหลังจนเสื้อตัวในเปียกชุ่ม ลมหายใจหอบกระชั้นถี่รัว นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความหวาดตระหนกที่ยังตกค้างมาจากห้วงฝันร้าย กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง กลิ่นอายความตายอันหนาวเหน็บ และร่างไร้วิญญาณที่ผอมแห้งจนเหลือแต่กระดูกในตำหนักเย็น... ภาพเหล่านั้นยังคงฉายชัดอยู่ในหัวราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาที่อกซ้ายรุนแรงเสียจนเขาต้องยกมือกุมหน้าอกไว้แน่น นิ้วมือจิกลงบนเนื้อผ้าไหมจนยับย่น “แฮ่ก... แฮ่ก...” เสียงหอบเหนื่อยดังก้องสะท้อนอยู่ในความเงียบ จักรพรรดิหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยความตระหนก เสาไม้แกะสลักลายมังกรเคลือบทองคำที่คุ้นตา ม่านโปร่งปักดิ้นทองที่ทอดตัวลงมาจากเพดานสูง กลิ่นหอมสะอาดของกำยานมังกรที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ และไออุ่นจากเตาผิงทองเหลืองที่ตั้งอยู่สี่มุมห้อง ที่นี่ไม่ใช่ตำหนักเย็น และไม่ใช่โลงศพศิลาที่เขาเคยนอนรอความตายอย่างโดดเดี่ยวในวัยชรา พระหัตถ์ที่ยกขึ้นตรงหน้ายังคงเรียบเนียน ไร้ซึ่งรอยเหี่ยวย่นของกาลเวลาและรอยแผลเป็นจากคมดาบที่เขาได้รับในศึกสงครามช่วงบั้นปลายชีวิต “ฝ่าบาท! เกิดอันใดขึ้นพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงร้องละล่ำละลักดังขึ้นพร้อมกับม่านมุ้งที่ถูกเปิดออก จางกงกงและเหล่านางกำนัลเวรยามต่างพากันก้าวเข้ามาคุกเข่าหมอบลงข้างแท่นบรรทมด้วยสีหน้าแตกตื่น เซียวหลงเหยียนมองใบหน้าของขันทีคนสนิท นัยน์ตาสั่นไหวอย่างรุนแรง “วันนี้... วันที่เท่าใด ปีอะไร!” จางกงกงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบก้มหน้าตอบรัวเร็ว “ทูลฝ่าบาท วันนี้คือวันที่สิบห้า เดือนสิบ ปีเทียนหยวนที่สามพ่ะย่ะค่ะ... ทรงฝันร้ายหรือพ่ะย่ะค่ะ ให้กระหม่อมตามหมอหลวง...” “ปีเทียนหยวนที่สาม...” เซียวหลงเหยียนทวนคำพูดนั้นช้าๆ หัวใจพลันกระตุกวูบ ปีเทียนหยวนที่สาม... ปีที่เขาเพิ่งจะครองราชย์ได้เพียงสองปีเศษ ปีที่เขายังไม่ได้หลงเชื่อคำยุยงของพวกขุนนางชั่วจนหน้ามืดตามัว ปีที่ซูเฟยยังไม่ได้จัดฉากแสร้งทำเป็นแท้งลูกเพื่อป้ายสีฮองเฮา และที่สำคัญที่สุด... ปีที่หลินจื่ออวี้ยังมีชีวิตอยู่ ยังคงประทับอยู่ที่ตำหนักเฟิ่งอี๋ ยังไม่ได้ถูกเขาสั่งเนรเทศไปสู่ความตายอันหนาวเหน็บในตำหนักเย็นแห่งนั้น! หยาดน้ำอุ่นร้อนเอ่อล้นขึ้นมาคลอเบ้าตา ความรู้สึกผิดบาป ความเกลียดชังตัวเอง และความปีติยินดีอันล้นพ้นปะปนกันจนแทบจะระเบิดออกมาจากอก สวรรค์... สวรรค์มิได้ทอดทิ้งเขาจริงๆ “ฮองเฮา...” สุรเสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่า “เวลานี้ฮองเฮาอยู่ที่ใด!” “ทูลฝ่าบาท ฮองเฮาเหนียงเหนียงประทับอยู่ที่ตำหนักเฟิ่งอี๋พ่ะย่ะค่ะ ยามนี้เพิ่งจะพ้นยามจื่อมาไม่นาน คงกำลังทรงพระอักษร...” ยังไม่ทันที่จางกงกงจะกล่าวจบ ร่างสูงใหญ่ก็ตวัดผ้าห่มออกแล้วก้าวลงจากแท่นบรรทมทันที “ฝ่าบาท! ฉลองพระองค์ก่อนพ่ะย่ะค่ะ! ข้างนอกหิมะแรกเพิ่งจะตกลงมา ลมหนาวจัดนัก!” จางกงกงร้องเสียงหลงเมื่อเห็นจักรพรรดิหนุ่มสวมเพียงชุดผ้าไหมสีขาวตัวบางสำหรับนอน มิได้สวมเสื้อคลุมขนสัตว์กันหนาว และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ พระบาททั้งสองข้างยังคงเปลือยเปล่า ไร้ซึ่งฉลองพระบาทรองรับ “หลีกไปให้พ้น!” เซียวหลงเหยียนปัดมือของขันทีเฒ่าออกอย่างไม่ไยดี แววตาคมกริบเต็มไปด้วยความร้อนรนจนแทบคลุ้มคลั่ง เขารอไม่ได้แม้แต่ลมหายใจเดียว ภาพร่างอันซีดขาวไร้ลมหายใจยังคงตามหลอกหลอนจนวิญญาณแทบแหลกสลาย หากไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง หากไม่ได้สัมผัสว่าร่างนั้นยังมีไออุ่นอยู่จริง เขาคงต้องคลั่งตายลงตรงนี้เป็นแน่! ตึง! บานประตูตำหนักหยางซินถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง ลมหนาวกรรโชกพัดพากลุ่มละอองหิมะแรกสาดซัดเข้ามาปะทะใบหน้าจนเส้นผมสีดำขลับปลิวสะบัด ทว่าเซียวหลงเหยียนกลับไม่รู้สึกถึงความหนาวเหน็บนั้นเลยแม้แต่น้อย โอรสสวรรค์ผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งแผ่นดินต้าเซวียน ก้าวเท้าเปลือยเปล่าย่ำลงบนพื้นกระเบื้องหินอ่อนที่เย็นจัดจนเริ่มจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ปั่ก! ปั่ก! เสียงฝีเท้าเร่งร้อนเหยียบย่ำลงบนทางเดินศิลา เสียงลมหายใจหอบกระชั้นดังสะท้อนท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรี “ฝ่าบาท! หยุดก่อนพ่ะย่ะค่ะ! เตรียมเกี้ยวเร็วเข้า! คุ้มกันฝ่าบาท!” เสียงเอะอะโวยวายของจางกงกงและเหล่าองครักษ์ที่วิ่งกวดตามหลังมาไม่ได้เข้าสู่โสตประสาทของเขาแม้แต่น้อย ทหารยามและนางกำนัลเวรยามตามระเบียงทางเดินต่างพากันคุกเข่าหมอบกราบด้วยความตกตะลึงจนตัวสั่น ไม่มีใครเคยเห็นโอรสสวรรค์ผู้สุขุมและเย่อหยิ่ง วิ่งเท้าเปล่าในชุดนอนตัวบาง ลุยฝ่าหิมะยามค่ำคืนอย่างไม่คิดชีวิตเช่นนี้มาก่อน ความเย็นเยียบจากผืนหินบาดลึกผ่านฝ่าเท้าขึ้นมาจนชาด้าน เกล็ดหิมะคมกริบครูดผิวเนื้อจนเริ่มขึ้นรอยแดง ทว่าความเจ็บปวดเพียงเท่านี้ จะเทียบได้อย่างไรกับความทรมานที่จื่ออวี้ต้องทนแบกรับตลอดสามปีในตำหนักเย็น! ‘รอข้าก่อน... จื่ออวี้’ พระหัตถ์กำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เลือดสดซึมออกมาตามซอกเล็บ ‘ชาตินี้ ข้าจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนแตะต้องเจ้า ชาตินี้ ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เจ้าต้องทนหนาวเหน็บเพียงลำพังอีกต่อไป!’ ทางเดินคดเคี้ยวในวังหลวงที่เคยดูทอดยาว บัดนี้ถูกร่นลงด้วยฝีเท้าที่ก้าวกระโดดอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่ง บานประตูสีชาดขนาดใหญ่ของ ตำหนักเฟิ่งอี๋ ปรากฏขึ้นตรงหน้า เซียวหลงเหยียนไม่หยุดรอให้ขันทีหน้าประตูร้องขานชื่อ ปัง! สองมือผลักบานประตูหนาหนักออกอย่างรุนแรง เสียงแผ่นไม้กระแทกเข้ากับผนังดังกึกก้องไปทั่วทั้งตำหนัก ทำเอาเหล่านางกำนัลและขันทีด้านในสะดุ้งโหยง หันมามองผู้บุกรุกด้วยความแตกตื่น ทว่าเซียวหลงเหยียนไม่ได้มองคนเหล่านั้นเลยแม้แต่แวบเดียว สายตาคมกริบกวาดมองผ่านม่านไข่มุกเข้าไปยังห้องโถงชั้นในทันที และตรงนั้นเอง... ร่างโปร่งบางในชุดคลุมผ้าไหมสีฟ้าครามกำลังยืนชะงักอยู่ข้างโต๊ะทรงอักษร ในมือเรียวยังคงถือพู่กันค้างไว้ แสงเทียนสีส้มอบอุ่นสาดส่องกระทบดวงหน้างดงามหมดจดที่ปราศจากริ้วรอยบาดแผล ไร้ร่องรอยคราบเลือด และไร้ความซูบตอบอย่างคนใกล้ตาย ที่กึ่งกลางหน้าผากมน... แต้มชาดสีแดงสดดุจหยดโลหิตยังคงเปล่งประกายงดงาม สุกสกาว ชัดเจน หลินจื่ออวี้ที่ตกใจกับเสียงพังประตู ค่อยๆ หันกลับมามอง ดวงตาดอกท้อคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นสภาพของคนที่ก้าวเข้ามา “ฝ่าบาท...?” เสียงทุ้มนุ่มนวลอันคุ้นเคยที่ลอยเข้ามาในโสตประสาท เปรียบประดุจสายน้ำทิพย์ที่รดลงบนหัวใจที่แห้งผากมานานนับปี คนผู้นี้... ยังมีชีวิตอยู่ ยังยืนอยู่ตรงหน้าเขา ยังมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงบระคนห่วงใย มิใช่สายตาที่ว่างเปล่าและสิ้นหวังในค่ำคืนที่สิ้นลมหายใจ “ฝ่าบาท เหตุใดจึงทรงแต่งกายเช่นนี้... พระบาทของพระองค์!” หลินจื่ออวี้ทิ้งพู่กันในมือลงทันที ดวงตาคู่งามฉายแววกังวลปนตกใจเมื่อสังเกตเห็นพระบาทเปลือยเปล่าที่เปรอะเปื้อนคราบหิมะและรอยถลอกแดงก่ำ ฮองเฮาหนุ่มรีบก้าวเท้าเข้ามาหา หมายจะทรุดตัวลงตรวจดูบาดแผล ทว่า ร่างทั้งร่างกลับถูกดึงรั้งเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างอย่างรุนแรงจนแทบเสียหลัก! หมับ! ท่อนแขนแกร่งตวัดรัดรอบเอวบางแน่นหนึบ ดึงร่างของหลินจื่ออวี้เข้ามาแนบชิดจนแทบไม่เหลือช่องว่างให้อากาศผ่าน เซียวหลงเหยียนกอดรัดคนในอ้อมแขนไว้แน่นเสียจนกระดูกแทบลั่น แรงกอดรัดนั้นรุนแรงจนจื่ออวี้แทบหายใจไม่ออก “ฝ่า... อึก ฝ่าบาท?” ร่างสูงใหญ่ของจักรพรรดิกำลังสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ใบหน้าคมคายซุกลงกับซอกคอขาวเนียน สูดดมกลิ่นหอมสะอาดของดอกมู่หลานเข้าเต็มปอด กลิ่นอายที่เขาโหยหามาตลอดสองภพสองชาติ ก่อนที่หยาดน้ำอุ่นร้อนจะหยดลงบนผิวคอของหลินจื่ออวี้... หยดแล้วหยดเล่า “ฮึก...” เสียงสะอื้นไห้อย่างเจ็บปวดรวดร้าวหลุดรอดออกมาจากลำคอของโอรสสวรรค์ เซียวหลงเหยียนร่ำไห้ออกมาราวกับคนเสียสติ สองมือลูบแผ่นหลัง ลูบเส้นผม และกอดรัดร่างของฮองเฮาไว้แน่นขึ้นไปอีก ราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งคว้าขอนไม้ท่อนสุดท้ายในชีวิตไว้ได้ “เจ้ายังมีชีวิตอยู่... จื่ออวี้ เจ้ายังอยู่ตรงนี้จริงๆ ...” น้ำเสียงที่เคยทรงอำนาจเหนือคนทั้งแผ่นดิน ยามนี้กลับแตกพร่าและเว้าวอนดั่งเด็กน้อยที่หลงทางในความมืดมิด “ข้าขอโทษ... ข้าขอโทษ...” หลินจื่ออวี้ตัวแข็งทื่ออยู่ในอ้อมกอดอันรุนแรง ความอบอุ่นที่แนบชิดและหยาดน้ำตาที่รดรินลงบนผิวเนื้อ ทำให้หัวใจของฮองเฮาหนุ่มเต้นระรัวด้วยความสับสนและไม่เข้าใจ เกิดอะไรขึ้นกับโอรสสวรรค์ผู้เคยสงวนท่าทีและเย็นชาดั่งก้อนน้ำแข็งผู้นี้กันแน่? ทว่า สัมผัสแห่งความเจ็บปวดรวดร้าวที่ส่งผ่านอ้อมแขนอันสั่นเทานั้น... กลับเป็นความจริงเสียจนจื่ออวี้ไม่อาจผลักไสชายหนุ่มตรงหน้าออกไปได้เลยบทที่ 40 (ตอนจบ) : ร่มเงาแห่งต้าเซวียน นิรันดร์กาลเสียงระฆังสำริดทองคำเก้าใบยักษ์บนหอระฆังหลวง ดังก้องกังวานสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งสี่ทิศของนครหลวงต้าเซวียนควันกำยานมังกรและไม้จันทน์หอมสีขาวพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าโปร่งกระจ่าง ลมวสันต์พัดพาไออุ่นชโลมพรมแดงผืนหนาที่ปูทอดตัวยาวตั้งแต่บันไดหินอ่อนหน้าท้องพระโรงไท่เหอเตี้ยน ลากผ่านลานกว้างไปจนจดประตูวังชั้นนอก ธงมังกรทองและธงหงส์เหินสีชาดโบกสะบัดเคียงคู่กันเหนือแนวเฉลียงหินบนแท่นบัลลังก์ทองคำคู่...เซียวหลงเหยียนประทับตระหง่านในฉลองพระองค์มังกรทองปักดิ้นดำ พระพักตร์คมคายเปี่ยมล้นไปด้วยบารมีของโอรสสวรรค์ผู้กุมอำนาจสูงสุดในใต้หล้า พระหัตถ์แกร่งข้างหนึ่งวางประสานกุมมือเรียวนุ่มของหลินจื่ออวี้ไว้แน่นหนา ฮองเฮาคู่บัลลังก์ในชุดหงส์แดงปักดิ้นทองคำวิจิตร นั่งเคียงข้างด้วยใบหน้างดงามหมดจด แต้มชาดสีแดงสดกลางหน้าผากมนส่องประกายสุกสกาวล้อเปลวแดดยามสายเบื้องล่างบันไดหินเก้าขั้น ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊นับร้อยชีวิตในชุดขุนนางเต็มยศ ยืนเข้าแถวคุกเข่าหมอบกราบสองฟากฝั่งใจกลางพรมแดง...ร่างเล็กสูงโปร่งของ ‘เซียวอวี่เฉิง’ (เฉิงเอ๋อร์) ก้าวเดินขึ้นบันไ
บทที่ 39: หลบฝูงก้อนแป้ง สู่เรือนพักริมทะเลสาบสายลมยามบ่ายพัดผ่านลานฝึกยุทธหน้าจวนแม่ทัพหลวง กลิ่นไอแดดอบอุ่นลอยแตะยอดธงศึกตระกูลหลินเสียงตวาดสั่งการอันดุดันของ แม่ทัพใหญ่หลิน ดังก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณ ชายชราหนวดเคราขาวขลิบยืนเท้าสะเอว ถลึงตามองดูหลานสาวตัวแสบอย่าง หลิงเอ๋อร์ ที่กำลังควงทวนไม้ปลายมนไล่ต้อนทหารองครักษ์จนหัวหมุน ข้างสนามมี เฉิงเอ๋อร์ นั่งคัดผังกลยุทธ์การเดินทัพส่งให้อาจารย์ราชบัณฑิตตรวจ ส่วน หรานเอ๋อร์ นั่งประคองจอกชา คอยโยกเปลเด็กของ อันเอ๋อร์ ที่กำลังนอนเคี้ยวผลพุทราตากแห้งตุ้ยๆ ส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก“ตาเฒ่าหลิน! เจ้าดูหลานสาวเจ้าสิ เพลงทวนดุดันเหมือนพ่อมันไม่มีผิดเพี้ยน!” แม่ทัพหลินบ่นพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าเหี่ยวย่นฉายแววภาคภูมิใจจนหุบยิ้มไม่ได้ มือหนึ่งคอยเช็ดน้ำลายให้อันเอ๋อร์ อีกมือหนึ่งคอยชี้แนะกระบวนท่าให้หลานชายคนโตศึกรับมือฝูงก้อนแป้งทั้งสี่พระองค์ ตกเป็นของท่านตาผู้ยิ่งใหญ่ไปโดยปริยายเบื้องหลังแผนการจัดฉากอันแยบยลนี้...คือจักรพรรดิผู้กำลังลอบกระทำการ ‘ลักพาตัวฮองเฮา’ อย่างหน้าด้านๆที่ท่าเทียบเรือลับหลังตำหนักเฟิ่งอี๋...หลินจื่ออวี้ในชุดคลุมผ้าไหมสีเข
บทที่ 38: ผ้าห่มอุ่นนอกม่าน และจุมพิตใต้แสงจันทร์ยามโฉ่ว ลมหนาวปลายวสันต์พัดกรูผ่านรอยต่อบานหน้าต่างไม้แกะสลักเสียงหวีดหวิวแผ่วเบาของสายลมราตรี ผสมผสานกับเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของเหล่าก้อนแป้งทั้งสี่พระองค์บนเตียงกว้างแปดศอก อันเอ๋อร์ยังคงหลับสนิท แก้มกลมยุ้ยจมลงในหมอนนุ่ม หลิงเอ๋อร์นอนกอดขาน้องแน่นไม่ยอมปล่อย ส่วนหรานเอ๋อร์และเฉิงเอ๋อร์นอนหลับพริ้มอยู่ในห้วงนิทราอันแสนสุขในความเงียบสงัด ม่านโปร่งสีฟ้าอ่อนค่อยๆ ถูกแหวกออกช้าๆร่างโปร่งบางของหลินจื่ออวี้ก้าวลงจากเตียงอย่างระมัดระวัง ฮองเฮาหนุ่มก้มลงดึงผ้าห่มไหมคลุมอกให้ลูกๆ อีกรอบ ตรวจดูจนแน่ใจว่าไม่มีใครเตะผ้าห่มออก จึงค่อยๆ ย่องออกจากม่านเตียงในอ้อมแขนเรียว... หอบอุ้ม ‘ผ้าห่มขนจิ้งจอกขาวผืนหนาหนัก’ กลิ่นหอมสะอาดของแสงแดดและสมุนไพรแห้งยังคงอบอวลอยู่บนผืนขนสัตว์จื่ออวี้ก้าวเท้าเปลือยเปล่าลงบนพรมขนสัตว์หนานุ่ม เดินลัดเลาะผ่านความมืดสลัว มุ่งหน้าตรงไปยังห้องโถงด้านนอกแสงจันทร์สีเงินยวบสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างบานใหญ่ ทาบทาบลงบนพื้นไม้ขัดมันตรงริมหน้าต่าง...ร่างสูงใหญ่กำยำของเซียวหลงเหยียน กำลังนอนขดตัวคุดคู่อยู่บนตั่งไม้หลัวฮั
บทที่ 37: วิกฤตเตียงแปดศอก... ที่นอนของฮ่องเต้อยู่ที่ใด?เสียงพู่กันจุ่มหมึกดำขีดเส้นอนุมัติลงบนม้วนฎีกาฉบับสุดท้ายดังขึ้นติดๆ กันเซียวหลงเหยียนวางด้ามพู่กันขนแกะลงบนที่วางจานหยกทันที แผ่นหลังกว้างเหยียดตรง สูดลมหายใจเข้าลึก พระพักตร์คมคายที่เคร่งเครียดตลอดช่วงบ่าย บัดนี้ผุดพรายรอยยิ้มกว้างด้วยความโล่งอกพระเนตรสีหมึกเหลือบมองนาฬิกาน้ำทองเหลืองมุมห้อง ยามไฮ่ล่วงเลยมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว“จางกงกง!”สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งการโดยไม่ต้องหันไปมอง “เก็บฎีกาทั้งหมดส่งเข้าสำนักราชเลขาธิการ คืนนี้ห้ามใครหน้าไหนเข้ามารบกวนเจิ้นอีกเด็ดขาด เจิ้นจะไปค้างที่ตำหนักเฟิ่งอี๋!”“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” จางกงกงรีบก้มหน้ารับคำสั่ง ปาดเหงื่อที่หน้าผากพลางมองดูโอรสสวรรค์ที่ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดคลุมผ้าไหมสีเข้มตัวบางอย่างรวดเร็วตลอดหลายวันที่ผ่านมา ราชกิจเรื่องการจัดสรรที่ดินทำกินให้ราษฎรแดนประจิมและการคัดเลือกขุนนางใหม่รัดตัวจนแทบไม่มีเวลาหายใจ เซียวหลงเหยียนต้องทนนอนเดียวดายในห้องทรงอักษรมาหลายคืน หัวใจของพญามังกรโหยหากลิ่นกายหอมสะอาดของดอกมู่หลานและอ้อมกอดนุ่มนิ่มของภรรยาจนแทบจะคลั่งตายคืนนี้... งานเสร็จสิ้นลง
บทที่ 36: ‘อันเอ๋อร์’ ก้อนแป้งนุ่มฟูของวังหลวงสายลมเหมันต์พัดผ่านชายคาตำหนัก นำพาเกล็ดหิมะแรกแห่งปีโปรยปรายลงมาแตะยอดกิ่งเหมยสีชาดภายในห้องบรรทมชั้นในของตำหนักเฟิ่งอี๋ อุณหภูมิอบอุ่นด้วยไอถ่านไร้ควันกลิ่นไม้สน เตาผิงสำริดส่งประกายไฟสีส้มละมุน ขับไล่ความเยียบเย็นภายนอกให้มลายหายไปจนสิ้น กลิ่นน้ำต้มโสมแดงและชะเอมเทศอ่อนๆ ลอยกรุ่น ผสมผสานเข้ากับกลิ่นหอมสะอาดของผ้าฝ้ายขาวเนื้อนุ่มที่เพิ่งอบแห้งบนเตียงกว้าง หลินจื่ออวี้ในชุดผ้าไหมสีขาวผ่องตัวยาว นอนหนุนหมอนขนนกอย่างผ่อนคลายเหงื่อกาฬที่เคยผุดซึมตามไรผมถูกเช็ดซับจนแห้งสนิท ใบหน้างดงามขาวนวลปรากฏรอยยิ้มบางเบา ดวงตาดอกท้อทอดมองดูสิ่งมีชีวิตตัวกระจ้อยร่อยที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมแขนการคลอดในครั้งนี้... ราบรื่นและปลอดภัยอย่างน่าอัศจรรย์ไม่มีภาวะตกเลือด ไม่มีคมดาบหรือเสียงกรีดร้องของสงครามรอบข้าง มีเพียงมือหนาที่คอยกุมประสานกันไว้แน่นตลอดเวลา และคำพร่ำบอกรักซ้ำแล้วซ้ำเล่าของสามี“จื่ออวี้... เจ้าดูเขาสิ”เซียวหลงเหยียนนั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียง พระพักตร์คมคายเปี่ยมล้นไปด้วยประกายแห่งความสุขจนปิดไม่มิด พระเนตรสีหมึกทอดมองทารกน้อยด้วยควา
บทที่ 35: ศาลเตี้ยเด็กน้อยไต่สวนเสด็จพ่อกลิ่นหอมอบอวลของน้ำแกงปลาคาร์ปตุ๋นขิงอ่อนที่เพิ่งยกเข้ามาในห้องโถงตำหนักเฟิ่งอี๋ แทนที่จะช่วยเจริญอาหาร กลับทำให้ผู้เป็นเจ้าของตำหนักต้องยกมือขึ้นปิดปากแน่น“อุ้ก...”หลินจื่ออวี้เบือนหน้าหนี คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น ใบหน้างดงามขาวผ่องดั่งหยกเนื้อดีเริ่มซีดเผือด ลมหายใจสะดุดกึกก่อนจะส่งเสียงพะอืดพะอมออกมาอย่างไม่อาจควบคุม“จื่ออวี้! เจ้าเป็นอันใดไป!”เซียวหลงเหยียนที่กำลังนั่งปอกผลส้มอยู่ข้างๆ ทิ้งผลไม้ลงจานกระเบื้องทันที พระพักตร์คมคายตื่นตระหนก รีบถลาเข้าไปประคองแผ่นหลังบางของภรรยา ลูบแผ่วเบาด้วยความเป็นห่วงสุดหัวใจ“จางกงกง! ตามหมอหลวงเดี๋ยวนี้! ไปลากคอหัวหน้าสำนักหมอหลวงมาพบเจิ้นภายในครึ่งเค่อ!”ไม่ถึงชั่วจิบน้ำชา...หมอหลวงเฒ่าในชุดขุนนางสีคราม วิ่งหอบกระเป๋ายาสมุนไพรเข้ามาจนชายเสื้อแทบหลุดลุ่ย ร่างชราคุกเข่าลงข้างตั่งเตียง ปูผ้าไหมผืนบางลงบนข้อมือเรียวของฮองเฮา วางสามนิ้วลงแตะตรวจชีพจรอย่างระมัดระวังความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องบรรทมชั้นในหมอหลวงเฒ่าขมวดคิ้วแน่น สีหน้าแปรเปลี่ยนจากความตึงเครียด กลายเป็นความงุนงง ดวงตาทั้งสองข้างพลันเบิกกว้างจ


![นายบำเรอของมาเฟีย [Mpreg]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




