LOGINบทที่ 2: อ้อมกอดที่สั่นสะท้าน
สายลมหนาวกรูเข้ามาทางบานประตูที่เปิดอ้า พัดเอาเปลวเทียนในโคมทองเหลืองไหวระริกจนเงาร่างของคนทั้งสองบนผนังห้องทอดยาวบิดเบี้ยว เกล็ดหิมะแรกที่เกาะอยู่ตามชายเสื้อตัวในสีขาวของเซียวหลงเหยียนละลายกลายเป็นหยดน้ำ ซึมลงบนพรมทอมือผืนหนาจนเกิดเป็นรอยด่างเข้ม ทว่าสิ่งที่ทำให้หลินจื่ออวี้ไม่อาจขยับเขยื้อนกายได้ มิใช่ความเย็นเยียบที่พัดผ่านเข้ามาปะทะผิว หากแต่เป็นไอร้อนผ่าวจากหยาดน้ำตาที่ร่วงเผาะลงบนซอกคออย่างไม่ขาดสาย แผ่นหลังกว้างใต้ผืนผ้าไหมเนื้อบางสั่นเทาอย่างรุนแรง วงแขนแกร่งที่โอบรัดรอบเอวแน่นหนาจนกระดูกซี่โครงแทบรับน้ำหนักไม่ไหว ลมหายใจร้อนระอุที่เป่ารดผิวเนื้อเต็มไปด้วยความปวดร้าวที่อัดแน่นจนแทบแตกสลาย จื่ออวี้สูดกลิ่นไม้กฤษณาประจำพระวรกายที่ปนเปื้อนด้วยกลิ่นไอดินและหิมะอันเหน็บหนาว ความรู้สึกประหลาดสายหนึ่งแล่นพล่านไปตามแนวสันหลังจนขนลุกชัน เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่? ตลอดสองปีเต็มหลังพิธีอภิเษกสมรส ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจักรพรรดิหนุ่มตรงหน้าไม่ต่างจากน้ำในบ่อที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับน้ำในแม่น้ำ เซียวหลงเหยียนที่เขารู้จัก คือโอรสสวรรค์ผู้เงียบขรึม ระแวดระวังตัว และรักษาระยะห่างอันเยียบเย็นไว้เสมอ พระองค์จะเสด็จมายังตำหนักเฟิ่งอี๋เพียงเดือนละสองครั้งตามกฎเกณฑ์โบราณที่ขุนนางฝ่ายพิธีการตราไว้ ร่วมโต๊ะเสวยด้วยกิริยาไร้ที่ติ สนทนาเพียงเรื่องดินฟ้าอากาศ ภัยแล้ง หรือข้อราชการทั่วไป จากนั้นจึงร่วมเตียงบรรทมด้วยความสุภาพที่แฝงความห่างเหินดั่งกำแพงศิลา ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียวที่บุรุษผู้นี้จะวิ่งเท้าเปล่าลุยพายุหิมะมาหาเขา และไม่มีทางที่โอรสสวรรค์ผู้ถือตนจะยอมหลั่งน้ำตาออกมาต่อหน้าผู้อื่นเช่นนี้ “ฝ่าบาท...” จื่ออวี้ส่งเสียงเรียกแผ่วเบา รวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับมาเข้าที่ มือเรียวทั้งสองข้างยกขึ้นดันแผงอกกว้างเบาๆ เพื่อเว้นระยะ “ทรงปล่อยก่อนพ่ะย่ะค่ะ เกิดเรื่องคอขาดบาดตายอันใดในวังหลวงหรือ มีกบฏลอบปลงพระชนม์ใช่หรือไม่” ยิ่งเขาออกแรงดัน ท่อนแขนคู่นั้นกลับยิ่งรัดแน่นขึ้นราวกับโซ่ตรวนเหล็กกล้า “ไม่มีกบฏ... ไม่มีผู้ใดทำร้ายข้าทั้งนั้น” เสียงของเซียวหลงเหยียนแหบแห้งจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ ใบหน้าคมคายยังคงซุกนิ่งอยู่ตรงลาดไหล่ของคนรัก สูดดมกลิ่นดอกมู่หลานอันคุ้นเคยเข้าไปเต็มปอดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างละโมบ ราวกับกลัวว่าหากคลายแรงกอดเพียงชั่วลมหายใจเดียว ร่างตรงหน้านี้จะกลายเป็นเพียงควันหมอกที่สลายไป “เป็นข้าเอง... จื่ออวี้ ข้าผิดเอง ข้ามันโง่เขลาตาบอด...” ถ้อยคำพร่ำเพ้อไร้หัวนอนปลายเท้ายิ่งสร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ฮองเฮาหนุ่ม จื่ออวี้ขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาดอกท้อคู่สวยหรี่ลงด้วยความระแวดระวังตามสัญชาตญาณของทายาทแม่ทัพ... หรือนี่จะเป็นการจัดฉากของฝ่ายใน? เป็นหลุมพรางที่ใครบางคนวางไว้เพื่อทดสอบว่าตระกูลหลินจะฉวยโอกาสกุมอำนาจยามที่ฮ่องเต้อ่อนแอหรือไม่? หรือพระองค์ทรงเสวยโอสถที่ต้องพิษร้ายจนสติเลอะเลือน? “ฝ่าบาท ตั้งสติก่อนพ่ะย่ะค่ะ” จื่ออวี้ปรับน้ำเสียงให้เข้มขึ้น แฝงความเด็ดขาดตามวิสัยผู้กุมอำนาจฝ่ายใน “บ่าวไพร่ยืนมองอยู่เต็มตำหนัก พระองค์เสด็จมาในสภาพวิปลาสเช่นนี้ หากเรื่องล่วงรู้ไปถึงหูพวกขุนนางเฒ่าในท้องพระโรง วันพรุ่งนี้ตำหนักเฟิ่งอี๋คงถูกฎีกาตำหนิถมจนมิดหลังคา” คำว่า ‘ฎีกาตำหนิ’ ทำให้ร่างสูงใหญ่ชะงักงัน เซียวหลงเหยียนค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มือที่สั่นระริกเปลี่ยนมากอบกุมไหล่ทั้งสองข้างของจื่ออวี้ไว้ ดวงตาสีหมึกคู่คมที่เคยเปี่ยมอำนาจบัดนี้แดงก่ำ คราบน้ำตายังเปรอะเปื้อนสองแก้มสาก ทว่าสายตาที่จ้องมองมากลับอัดแน่นไปด้วยความรัก ความโหยหา และความหวาดกลัวอันลึกซึ้ง แววตานั้นรุนแรงเสียจนคนถูกมองรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว จื่ออวี้ลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง หัวใจกระตุกไหวโดยไร้สาเหตุ แววตาเช่นนี้ไม่ใช่การเสแสร้ง คนเราไม่อาจปั้นแต่งสายตาที่แตกสลายและเปี่ยมล้นไปด้วยความโล่งอกอย่างถึงที่สุดเช่นนี้ได้ ฮองเฮาหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ตัดสินใจดึงทุกอย่างกลับเข้าสู่กรอบประเพณีเพื่อตัดปัญหา เขาค่อยๆ แกะมือหนาออกจากบ่า ลดสายตาลงมองต่ำ ถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างตามที่ควรจะเป็น ชายเสื้อคลุมสีฟ้าครามแผ่สยายลงบนพื้นพรม สองมือประสานไว้ระดับอก จื่ออวี้เตรียมจะทิ้งตัวลงคุกเข่าถวายบังคมเต็มพิธีการเพื่อเตือนสติให้อีกฝ่ายระลึกถึงฐานันดรศักดิ์ “หม่อมฉันบกพร่อง ละเลยมิได้จัดขบวนรับเสด็จ ขอฝ่าบาททรงลง...” พรึ่บ! ก่อนที่หัวเข่าของจื่ออวี้จะได้แตะลงบนพื้น มือหนาก็สอดเข้าใต้รักแร้ทั้งสองข้าง ออกแรงยกเพียงครั้งเดียว ร่างโปร่งบางก็ลอยละลิ่วขึ้นมาจากพื้นอย่างง่ายดาย “อย่านะ!” เซียวหลงเหยียนตวาดลั่นจนเสียงหลง สีหน้าตื่นตระหนกราวกับเห็นฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า เขารวบตัวจื่ออวี้กลับเข้ามาแนบอกอีกครั้ง มือข้างหนึ่งประคองท้ายทอย ส่วนอีกมือหนึ่งกุมแก้มขาวผ่องไว้มั่น บังคับให้สบสายตาตรงๆ “ห้ามคุกเข่า!” สุรเสียงของจักรพรรดิหนุ่มเต็มไปด้วยอำนาจที่เจือความคลุ้มคลั่ง ปลายนิ้วที่แนบอยู่กับผิวแก้มสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ “ต่อหน้าข้า เจ้าไม่ต้องคุกเข่าอีกต่อไป ชั่วชีวิตนี้ ห้ามเจ้าทิ้งตัวลงคุกเข่าให้ข้าอีกเป็นอันขาด!” จื่ออวี้เบิกตากว้าง ริมฝีปากบางเผยอค้างอย่างลืมตัว “ฝ่าบาท... นี่คือกฎมณเฑียรบาล ฮองเฮาต้องถวายความเคารพต่อองค์จักรพรรดิ...” “กฎมณเฑียรบาลอันใด ข้าไม่สนใจทั้งนั้น!” เซียวหลงเหยียนกวาดสายตามองใบหน้าหมดจด ไล่ตั้งแต่คิ้วโก่งเรียว จมูกรั้น ไปจนถึงแต้มชาดสีแดงสดกลางหน้าผากด้วยความรักใคร่ระคนหวงแหน ก่อนจะเอ่ยเน้นย้ำทีละคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นดั่งศิลาจำหลัก “ข้าคือฮ่องเต้ ข้าคือเจ้าชีวิตของคนทั้งแผ่นดินนี้... และข้าคือธรรมเนียมของเจ้า! ข้าสั่งว่าไม่ต้องคุกเข่า เจ้าก็ไม่ต้องคุกเข่า!” ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องโถงกว้างทันตาเห็น เหล่านางกำนัลและขันทีที่หมอบกราบอยู่ริมห้องต่างพากันกลั้นหายใจจนตัวเกร็ง ไม่มีผู้ใดกล้าขยับตัว ทุกคนต่างตกตะลึงกับวาจาอันอหังการที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ต้าเซวียน จื่ออวี้จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคมปลาบของสามี ความดื้อดึงและเผด็จการเช่นนี้คือเนื้อแท้ของเซียวหลงเหยียนอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความแข็งกร้าวนั้น กลับเป็นความเจ็บปวดอันมหาศาล ราวกับว่าหากเขาทรุดตัวลงคุกเข่าลงไปตรงนี้ บุรุษตรงหน้าจะแหลกสลายลงไปต่อหน้าต่อตา “ฝ่าบาท...” จื่ออวี้เอ่ยเสียงแผ่ว คราวนี้ปราศจากความหมางเมิน “พระบาทของพระองค์เปื้อนเลือดหมดแล้ว เรื่องอื่นเอาไว้ค่อยว่ากันเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เซียวหลงเหยียนก้มลงมองปลายเท้าตนเองตามสายตาของภรรยา ราวกับเพิ่งจะรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แล่นริ้วขึ้นมา รอยเลือดสีคล้ำผสมกับคราบหิมะที่ละลายเปรอะเปื้อนอยู่บนพรมขาวอย่างน่ากลัว จื่ออวี้ถอนหายใจยาว ความสุขุมเยือกเย็นกลับคืนสู่ร่าง เขาดึงมือหนาออกจากแก้ม กุมมือนั้นไว้หลวมๆ ก่อนจะหันไปสั่งการนางกำนัลคนสนิท “ชุนหลาน ไปยกอ่างน้ำอุ่นมา นำผ้าสะอาดกับกล่องยามาด้วย... เร็วเข้า” “พะ... พ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮาเหนียงเหนียง!” ชุนหลานรีบลุกขึ้นวิ่งออกไปทันที จื่ออวี้ประคองร่างสูงใหญ่ให้ก้าวเดินช้าๆ ไปยังตั่งไม้ยาวที่ปูเบาะหนานุ่ม เซียวหลงเหยียนยอมก้าวตามแต่โดยดี ทว่ามือแกร่งกลับเกาะกุมมือเรียวของจื่ออวี้ไว้แน่นหนึบ ไม่ยอมปล่อยให้ห่างตัวแม้แต่คืบเดียว ครั้นเห็นจื่ออวี้ทำท่าจะย่อตัวลงนั่งบนพื้นเพื่อตรวจดูบาดแผล เซียวหลงเหยียนก็รีบใช้มืออีกข้างรั้งไหล่บางไว้ทันควัน “อย่านั่งตรงนั้น พื้นมันเย็น” ฮ่องเต้หนุ่มดึงตัวฮองเฮาขึ้นมาให้นั่งลงข้างกายบนตั่งเดียวกัน แล้วยกเท้าที่เปรอะเปื้อนของตนเองหลบไปด้านหลัง “ข้าไม่ได้เจ็บสักนิด เจ้าอย่าก้มลงไปมองเลย มันสกปรกสายตาเจ้า” จื่ออวี้มองใบหน้าหล่อเหลาที่ฉายแววกระอักกระอ่วนปนกังวลแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ ในใจ วิ่งเท้าเปล่าข้ามวังมาจนเนื้อแตกยับเยิน แต่กลับมานั่งกลัวว่าเท้าของตนจะทำให้สายตาผู้อื่นแปดเปื้อน บุรุษผู้นี้เสียสติไปแล้วจริงๆ ชั่วครู่ต่อมา เสียงฝีเท้าเร่งร้อนก็ดังแว่วมาจากด้านนอกระเบียง จางกงกงที่วิ่งหอบสังขารตามมาจนถึงหน้าประตู รีบก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาคุกเข่าลงอย่างรวดเร็ว เหงื่อกาฬไหลท่วมหน้าผากแม้อากาศจะหนาวจัด “ฝ่าบาท! ในที่สุดก็ตามทันแล้ว... สวรรค์คุ้มครอง พระวรกายมิได้เป็นอันใดใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเฒ่าปาดเหงื่อ ละล่ำละลักรายงาน “เมื่อครู่ที่ตำหนักชุนซี... เสี่ยวกวางจื่อ ขันทีของซูเฟยเหนียงเหนียงวิ่งหน้าตื่นมารายงานพ่ะย่ะค่ะ!” ทันทีที่ได้ยินชื่อ ‘ซูเฟย’ บรรยากาศภายในห้องโถงพลันชะงักงัน จื่ออวี้เหลือบตามองสามีอย่างเงียบเชียบ ในวังหลังแห่งนี้ ใครบ้างไม่รู้ว่า ‘ซูเฟย’ แห่งตำหนักชุนซี คือสตรีที่ฮ่องเต้ให้ความโปรดปรานและเกรงอกเกรงใจมากที่สุด ด้วยบิดาของนางคือเสนาบดีซูผู้กุมอำนาจในกรมพิธีการและการคลัง หากเป็นยามปกติ เมื่อได้ยินว่าตำหนักชุนซีมีเรื่อง เซียวหลงเหยียนจะต้องสะบัดชายเสื้อแล้วรีบเสด็จไปดูอาการในทันที ทว่าคราวนี้ เมื่อชื่อของสตรีผู้นั้นหลุดออกมาจากปากจางกงกง ไอสังหารอันเยียบเย็นและดุดันกลับแผ่ออกมาจากร่างของโอรสสวรรค์อย่างรุนแรงเสียจนอากาศรอบข้างแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง เซียวหลงเหยียนตวัดสายตาคมกริบดั่งกระบี่เหล็กกล้าไปที่ประตูตำหนัก จิตสังหารที่กดทับลงมาทำเอาขันทีน้อยที่เพิ่งคลานตามเข้ามาถึงกับเข่าอ่อน ทรุดลงไปกองกับพื้นตัวสั่นงันงก “ทูล... ทูลฝ่าบาท” เสี่ยวกวางจื่อละล่ำละลัก ก้มหน้ากราบลงกับพื้นจนหน้าผากแนบกระเบื้อง “ซูเฟยเหนียงเหนียง... จู่ๆ ก็ทรงพระประชวรเฉียบพลันพ่ะย่ะค่ะ! พระนางแน่นพระอุระ หายใจติดขัด ทรงเพ้อหาแต่ฝ่าบาท ร้องไห้จนแทบสิ้นสติ... จึงอยากขอให้ฝ่าบาททรงพระเมตตา เสด็จไปทอดพระเนตรอาการที่ตำหนักชุนซีสักครู่พ่ะย่ะค่ะ!” มารยาเดิมๆ ลูกไม้ตื้นเขินที่ใช้ความเจ็บป่วยมาเรียกร้องความสนใจและแย่งชิงความโปรดปราน ในชาติก่อน เซียวหลงเหยียนเคยหลงกลมารยาเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ทุกคราที่เขาอยู่กับจื่ออวี้ สตรีผู้นั้นจะต้องแสร้งล้มป่วย เป็นลม หรือตกบันได เพื่อดึงตัวเขาออกไป ทิ้งให้จื่ออวี้ต้องนั่งมองโต๊ะอาหารที่เย็นชืดเพียงลำพัง และในบั้นปลาย มารยาหญิงอันโสมมนี้ ก็ลุกลามไปจนถึงขั้นแสร้งทำเป็นแท้งลูก แล้วป้ายสีว่าฮองเฮาเป็นผู้วางยาพิษ! มือของเซียวหลงเหยียนที่กุมมือจื่ออวี้อยู่เกร็งแน่นจนสั่นสะท้าน เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ นัยน์ตาสีหมึกวาวโรจน์ด้วยความเคียดแค้นชิงชังที่สะสมมานานนับสิบปี “แน่นหน้าอกงั้นรึ...” สุรเสียงที่เปล่งออกมาต่ำลึก เยียบเย็นจนคนฟังรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูกดำ เสี่ยวกวางจื่อที่นึกว่าฮ่องเต้ทรงเป็นห่วง รีบเงยหน้าขึ้นรับคำพัลวัน “พ่ะย่ะค่ะ! ทรงทรมานมาก หมอหลวงบอกว่าหากไม่ได้กำลังใจจากฝ่าบาท เกรงว่า...” “หากแน่นหน้าอกนัก ก็เรียกหมอหลวงไปรักษา!” เซียวหลงเหยียนตวาดลั่น สุรเสียงทรงอำนาจดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วตำหนักเฟิ่งอี๋ “เจิ้นเป็นหมอหรือไร ถึงต้องไปนั่งเฝ้าไข้นาง! หมอหลวงทั้งสำนักมีไว้กินเบี้ยหวัดเฉยๆ หรืออย่างไร ถึงต้องให้ฮ่องเต้วิ่งโร่ไปดูใจสตรีที่แค่หายใจไม่ทัน!” เสี่ยวกวางจื่ออ้าปากค้าง ตกตะลึงจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง แม้กระทั่งจางกงกงก็ยังตาโตด้วยความไม่อยากจะเชื่อหู จื่ออวี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายประกายประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด ปกติเซียวหลงเหยียนจะถนอมน้ำใจตำหนักชุนซีอยู่สามส่วนเสมอเพื่อรักษาสมดุลอำนาจของตระกูลซูในราชสำนัก แต่วันนี้กลับตอกหน้ากลับมาอย่างไร้เยื่อใยถึงเพียงนี้? “ฝะ... ฝ่าบาท ซูเฟยเหนียงเหนียงทรงอ่อนแอนัก...” เสี่ยวกวางจื่อยังคงพยายามจะเอ่ยต่อ “หุบปาก!” เซียวหลงเหยียนไม่แม้แต่จะปรายตามองขันทีผู้นั้น สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของจื่ออวี้ ทว่าคำสั่งที่หลุดออกจากริมฝีปากกลับเฉียบขาดและโหดเหี้ยม “ดึกดื่นค่ำคืน บังอาจส่งเสียงเอะอะโวยวายมารบกวนเวลาพักผ่อนของฮองเฮา ไร้กฎระเบียบ ไร้มารยาทฝ่ายในสิ้นดี!” ฮ่องเต้หนุ่มแค่นยิ้มเย็นยะเยือก “ถ่ายทอดคำสั่งเจิ้น... ซูเฟยขาดการอบรม ปล่อยให้บ่าวไพร่ทำตัวระรานตำหนักเฟิ่งอี๋ สั่งกักบริเวณซูเฟยให้อยู่แต่ในตำหนักชุนซีเป็นเวลา หนึ่งเดือน! ห้ามย่างกรายออกจากประตูแม้แต่ก้าวเดียว และตัดเบี้ยหวัดสามเดือนเพื่อเป็นการลงโทษ!” “ฝ่าบาท!” เสี่ยวกวางจื่อร้องเสียงหลง หน้าซีดเผือดราวกับคนตาย “ส่วนเจ้า...” สายตาคมกริบตวัดมองขันทีส่งสาร “ลากตัวออกไปโบยสามสิบไม้ โทษฐานส่งเสียงดังรบกวนความสงบของฮองเฮา!” “ฝ่าบาทเมตตาด้วย! ฮองเฮาเหนียงเหนียงโปรดช่วยด้วยพ่ะย่ะค่ะ!” เสี่ยวกวางจื่อโขกศีรษะขอชีวิตอย่างบ้าคลั่ง ทว่าจางกงกงที่มองสถานการณ์ออกอย่างรวดเร็ว รีบส่งสัญญาณให้องครักษ์หน้าประตูเข้ามาลากตัวขันทีเคราะห์ร้ายออกไปทันที เสียงร้องโหยหวนค่อยๆ ไกลออกไปท่ามกลางสายลมหนาว จนกระทั่งความเงียบสงบกลับคืนสู่ตำหนักเฟิ่งอี๋อีกครั้ง บ่าวไพร่ต่างพากันก้มหน้านิ่ง ไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นมาสบสายพระเนตรมังกรที่กำลังคุกรุ่น ไม่นานนัก ชุนหลานก็นำอ่างน้ำอุ่นและกล่องยาเข้ามา นางกำนัลสาววางอ่างน้ำลงข้างตั่งไม้อย่างระมัดระวัง จื่ออวี้จึงดึงสติกลับมา ขยับตัวจะลงไปช่วยทำแผลให้สามี ทว่าเซียวหลงเหยียนกลับคว้าตัวเขาไว้แน่น ส่ายหน้าเบาๆ “ให้ชุนหลานทำเถิด เจ้าแค่นั่งอยู่ข้างๆ ข้า... ตรงนี้” น้ำเสียงดุดันเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ พลันแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนหวานและเว้าวอนในพริบตา ราวกับเป็นคนละคน จื่ออวี้มองดูการกระทำอันย้อนแย้งนั้นด้วยความเงียบงัน เขายอมนั่งนิ่งๆ อยู่บนตั่ง ปล่อยให้นางกำนัลใช้น้ำอุ่นเช็ดล้างคราบเลือดและหิมะออกจากฝ่าพระบาทของฮ่องเต้ แล้วทาบสมุนไพรสมานแผลลงไปอย่างเบามือ ตลอดเวลาที่ทำแผล เซียวหลงเหยียนไม่แม้แต่จะส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด พระเนตรคมปลาบจับจ้องอยู่ที่ดวงหน้าของจื่ออวี้ตลอดเวลา ราวกับว่าหากเขาละสายตาไปแม้เพียงเสี้ยววินาที คนตรงหน้าจะมลายหายไปในอากาศธาตุ กลายเป็นเพียงภาพลวงตาที่เกิดจากความเพ้อฝัน มือหนายังคงกุมกระชับมือเรียวของจื่ออวี้ไว้แน่นหนา ถ่ายทอดไออุ่นที่เริ่มฟื้นคืนมาทีละน้อย จื่ออวี้ปล่อยให้เขากุมมือไว้เช่นนั้น ดวงตาดอกท้อทอดมองแผ่นหลังกว้างและดวงหน้าคมคายของสามีด้วยความสับสนที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอก ‘ท่านกำลังเล่นละครอันใดอยู่กันแน่ เซียวหลงเหยียน...’ แววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว แววตาที่มองมาราวกับตนเองเป็นสิ่งล้ำค่าที่เกือบจะสูญสลายไป... มันช่างแตกต่างจากแววตาที่เหินห่างเมื่อช่วงบ่ายวันนี้ราวฟ้ากับเหว ฮองเฮาหนุ่มสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะท้านที่ยังคงหลงเหลืออยู่ใต้ผิวเนื้อของบุรุษผู้เป็นเจ้าชีวิต มีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นอย่างแน่นอน... และความผิดปกตินั้น กำลังทำให้พญามังกรผู้เย่อหยิ่ง กลายร่างเป็นบุรุษที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งในใต้หล้า เพียงเพื่อแลกกับการได้เหนี่ยวรั้งเขาไว้ในอ้อมกอดเช่นนี้บทที่ 40 (ตอนจบ) : ร่มเงาแห่งต้าเซวียน นิรันดร์กาลเสียงระฆังสำริดทองคำเก้าใบยักษ์บนหอระฆังหลวง ดังก้องกังวานสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งสี่ทิศของนครหลวงต้าเซวียนควันกำยานมังกรและไม้จันทน์หอมสีขาวพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าโปร่งกระจ่าง ลมวสันต์พัดพาไออุ่นชโลมพรมแดงผืนหนาที่ปูทอดตัวยาวตั้งแต่บันไดหินอ่อนหน้าท้องพระโรงไท่เหอเตี้ยน ลากผ่านลานกว้างไปจนจดประตูวังชั้นนอก ธงมังกรทองและธงหงส์เหินสีชาดโบกสะบัดเคียงคู่กันเหนือแนวเฉลียงหินบนแท่นบัลลังก์ทองคำคู่...เซียวหลงเหยียนประทับตระหง่านในฉลองพระองค์มังกรทองปักดิ้นดำ พระพักตร์คมคายเปี่ยมล้นไปด้วยบารมีของโอรสสวรรค์ผู้กุมอำนาจสูงสุดในใต้หล้า พระหัตถ์แกร่งข้างหนึ่งวางประสานกุมมือเรียวนุ่มของหลินจื่ออวี้ไว้แน่นหนา ฮองเฮาคู่บัลลังก์ในชุดหงส์แดงปักดิ้นทองคำวิจิตร นั่งเคียงข้างด้วยใบหน้างดงามหมดจด แต้มชาดสีแดงสดกลางหน้าผากมนส่องประกายสุกสกาวล้อเปลวแดดยามสายเบื้องล่างบันไดหินเก้าขั้น ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊นับร้อยชีวิตในชุดขุนนางเต็มยศ ยืนเข้าแถวคุกเข่าหมอบกราบสองฟากฝั่งใจกลางพรมแดง...ร่างเล็กสูงโปร่งของ ‘เซียวอวี่เฉิง’ (เฉิงเอ๋อร์) ก้าวเดินขึ้นบันไ
บทที่ 39: หลบฝูงก้อนแป้ง สู่เรือนพักริมทะเลสาบสายลมยามบ่ายพัดผ่านลานฝึกยุทธหน้าจวนแม่ทัพหลวง กลิ่นไอแดดอบอุ่นลอยแตะยอดธงศึกตระกูลหลินเสียงตวาดสั่งการอันดุดันของ แม่ทัพใหญ่หลิน ดังก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณ ชายชราหนวดเคราขาวขลิบยืนเท้าสะเอว ถลึงตามองดูหลานสาวตัวแสบอย่าง หลิงเอ๋อร์ ที่กำลังควงทวนไม้ปลายมนไล่ต้อนทหารองครักษ์จนหัวหมุน ข้างสนามมี เฉิงเอ๋อร์ นั่งคัดผังกลยุทธ์การเดินทัพส่งให้อาจารย์ราชบัณฑิตตรวจ ส่วน หรานเอ๋อร์ นั่งประคองจอกชา คอยโยกเปลเด็กของ อันเอ๋อร์ ที่กำลังนอนเคี้ยวผลพุทราตากแห้งตุ้ยๆ ส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก“ตาเฒ่าหลิน! เจ้าดูหลานสาวเจ้าสิ เพลงทวนดุดันเหมือนพ่อมันไม่มีผิดเพี้ยน!” แม่ทัพหลินบ่นพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าเหี่ยวย่นฉายแววภาคภูมิใจจนหุบยิ้มไม่ได้ มือหนึ่งคอยเช็ดน้ำลายให้อันเอ๋อร์ อีกมือหนึ่งคอยชี้แนะกระบวนท่าให้หลานชายคนโตศึกรับมือฝูงก้อนแป้งทั้งสี่พระองค์ ตกเป็นของท่านตาผู้ยิ่งใหญ่ไปโดยปริยายเบื้องหลังแผนการจัดฉากอันแยบยลนี้...คือจักรพรรดิผู้กำลังลอบกระทำการ ‘ลักพาตัวฮองเฮา’ อย่างหน้าด้านๆที่ท่าเทียบเรือลับหลังตำหนักเฟิ่งอี๋...หลินจื่ออวี้ในชุดคลุมผ้าไหมสีเข
บทที่ 38: ผ้าห่มอุ่นนอกม่าน และจุมพิตใต้แสงจันทร์ยามโฉ่ว ลมหนาวปลายวสันต์พัดกรูผ่านรอยต่อบานหน้าต่างไม้แกะสลักเสียงหวีดหวิวแผ่วเบาของสายลมราตรี ผสมผสานกับเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของเหล่าก้อนแป้งทั้งสี่พระองค์บนเตียงกว้างแปดศอก อันเอ๋อร์ยังคงหลับสนิท แก้มกลมยุ้ยจมลงในหมอนนุ่ม หลิงเอ๋อร์นอนกอดขาน้องแน่นไม่ยอมปล่อย ส่วนหรานเอ๋อร์และเฉิงเอ๋อร์นอนหลับพริ้มอยู่ในห้วงนิทราอันแสนสุขในความเงียบสงัด ม่านโปร่งสีฟ้าอ่อนค่อยๆ ถูกแหวกออกช้าๆร่างโปร่งบางของหลินจื่ออวี้ก้าวลงจากเตียงอย่างระมัดระวัง ฮองเฮาหนุ่มก้มลงดึงผ้าห่มไหมคลุมอกให้ลูกๆ อีกรอบ ตรวจดูจนแน่ใจว่าไม่มีใครเตะผ้าห่มออก จึงค่อยๆ ย่องออกจากม่านเตียงในอ้อมแขนเรียว... หอบอุ้ม ‘ผ้าห่มขนจิ้งจอกขาวผืนหนาหนัก’ กลิ่นหอมสะอาดของแสงแดดและสมุนไพรแห้งยังคงอบอวลอยู่บนผืนขนสัตว์จื่ออวี้ก้าวเท้าเปลือยเปล่าลงบนพรมขนสัตว์หนานุ่ม เดินลัดเลาะผ่านความมืดสลัว มุ่งหน้าตรงไปยังห้องโถงด้านนอกแสงจันทร์สีเงินยวบสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างบานใหญ่ ทาบทาบลงบนพื้นไม้ขัดมันตรงริมหน้าต่าง...ร่างสูงใหญ่กำยำของเซียวหลงเหยียน กำลังนอนขดตัวคุดคู่อยู่บนตั่งไม้หลัวฮั
บทที่ 37: วิกฤตเตียงแปดศอก... ที่นอนของฮ่องเต้อยู่ที่ใด?เสียงพู่กันจุ่มหมึกดำขีดเส้นอนุมัติลงบนม้วนฎีกาฉบับสุดท้ายดังขึ้นติดๆ กันเซียวหลงเหยียนวางด้ามพู่กันขนแกะลงบนที่วางจานหยกทันที แผ่นหลังกว้างเหยียดตรง สูดลมหายใจเข้าลึก พระพักตร์คมคายที่เคร่งเครียดตลอดช่วงบ่าย บัดนี้ผุดพรายรอยยิ้มกว้างด้วยความโล่งอกพระเนตรสีหมึกเหลือบมองนาฬิกาน้ำทองเหลืองมุมห้อง ยามไฮ่ล่วงเลยมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว“จางกงกง!”สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งการโดยไม่ต้องหันไปมอง “เก็บฎีกาทั้งหมดส่งเข้าสำนักราชเลขาธิการ คืนนี้ห้ามใครหน้าไหนเข้ามารบกวนเจิ้นอีกเด็ดขาด เจิ้นจะไปค้างที่ตำหนักเฟิ่งอี๋!”“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” จางกงกงรีบก้มหน้ารับคำสั่ง ปาดเหงื่อที่หน้าผากพลางมองดูโอรสสวรรค์ที่ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดคลุมผ้าไหมสีเข้มตัวบางอย่างรวดเร็วตลอดหลายวันที่ผ่านมา ราชกิจเรื่องการจัดสรรที่ดินทำกินให้ราษฎรแดนประจิมและการคัดเลือกขุนนางใหม่รัดตัวจนแทบไม่มีเวลาหายใจ เซียวหลงเหยียนต้องทนนอนเดียวดายในห้องทรงอักษรมาหลายคืน หัวใจของพญามังกรโหยหากลิ่นกายหอมสะอาดของดอกมู่หลานและอ้อมกอดนุ่มนิ่มของภรรยาจนแทบจะคลั่งตายคืนนี้... งานเสร็จสิ้นลง
บทที่ 36: ‘อันเอ๋อร์’ ก้อนแป้งนุ่มฟูของวังหลวงสายลมเหมันต์พัดผ่านชายคาตำหนัก นำพาเกล็ดหิมะแรกแห่งปีโปรยปรายลงมาแตะยอดกิ่งเหมยสีชาดภายในห้องบรรทมชั้นในของตำหนักเฟิ่งอี๋ อุณหภูมิอบอุ่นด้วยไอถ่านไร้ควันกลิ่นไม้สน เตาผิงสำริดส่งประกายไฟสีส้มละมุน ขับไล่ความเยียบเย็นภายนอกให้มลายหายไปจนสิ้น กลิ่นน้ำต้มโสมแดงและชะเอมเทศอ่อนๆ ลอยกรุ่น ผสมผสานเข้ากับกลิ่นหอมสะอาดของผ้าฝ้ายขาวเนื้อนุ่มที่เพิ่งอบแห้งบนเตียงกว้าง หลินจื่ออวี้ในชุดผ้าไหมสีขาวผ่องตัวยาว นอนหนุนหมอนขนนกอย่างผ่อนคลายเหงื่อกาฬที่เคยผุดซึมตามไรผมถูกเช็ดซับจนแห้งสนิท ใบหน้างดงามขาวนวลปรากฏรอยยิ้มบางเบา ดวงตาดอกท้อทอดมองดูสิ่งมีชีวิตตัวกระจ้อยร่อยที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมแขนการคลอดในครั้งนี้... ราบรื่นและปลอดภัยอย่างน่าอัศจรรย์ไม่มีภาวะตกเลือด ไม่มีคมดาบหรือเสียงกรีดร้องของสงครามรอบข้าง มีเพียงมือหนาที่คอยกุมประสานกันไว้แน่นตลอดเวลา และคำพร่ำบอกรักซ้ำแล้วซ้ำเล่าของสามี“จื่ออวี้... เจ้าดูเขาสิ”เซียวหลงเหยียนนั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียง พระพักตร์คมคายเปี่ยมล้นไปด้วยประกายแห่งความสุขจนปิดไม่มิด พระเนตรสีหมึกทอดมองทารกน้อยด้วยควา
บทที่ 35: ศาลเตี้ยเด็กน้อยไต่สวนเสด็จพ่อกลิ่นหอมอบอวลของน้ำแกงปลาคาร์ปตุ๋นขิงอ่อนที่เพิ่งยกเข้ามาในห้องโถงตำหนักเฟิ่งอี๋ แทนที่จะช่วยเจริญอาหาร กลับทำให้ผู้เป็นเจ้าของตำหนักต้องยกมือขึ้นปิดปากแน่น“อุ้ก...”หลินจื่ออวี้เบือนหน้าหนี คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น ใบหน้างดงามขาวผ่องดั่งหยกเนื้อดีเริ่มซีดเผือด ลมหายใจสะดุดกึกก่อนจะส่งเสียงพะอืดพะอมออกมาอย่างไม่อาจควบคุม“จื่ออวี้! เจ้าเป็นอันใดไป!”เซียวหลงเหยียนที่กำลังนั่งปอกผลส้มอยู่ข้างๆ ทิ้งผลไม้ลงจานกระเบื้องทันที พระพักตร์คมคายตื่นตระหนก รีบถลาเข้าไปประคองแผ่นหลังบางของภรรยา ลูบแผ่วเบาด้วยความเป็นห่วงสุดหัวใจ“จางกงกง! ตามหมอหลวงเดี๋ยวนี้! ไปลากคอหัวหน้าสำนักหมอหลวงมาพบเจิ้นภายในครึ่งเค่อ!”ไม่ถึงชั่วจิบน้ำชา...หมอหลวงเฒ่าในชุดขุนนางสีคราม วิ่งหอบกระเป๋ายาสมุนไพรเข้ามาจนชายเสื้อแทบหลุดลุ่ย ร่างชราคุกเข่าลงข้างตั่งเตียง ปูผ้าไหมผืนบางลงบนข้อมือเรียวของฮองเฮา วางสามนิ้วลงแตะตรวจชีพจรอย่างระมัดระวังความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องบรรทมชั้นในหมอหลวงเฒ่าขมวดคิ้วแน่น สีหน้าแปรเปลี่ยนจากความตึงเครียด กลายเป็นความงุนงง ดวงตาทั้งสองข้างพลันเบิกกว้างจ







