LOGINสายลมยามบ่ายพัดผ่านศาลาริมสระบัวภายในเขตพระราชฐานชั้นนอก กลิ่นอายของดอกบัวหอมระรื่นไม่ได้ทำให้บรรยากาศรอบกายของมู่หรงเสวี่ยผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย นางกำลังนั่งจิบชาอย่างสงบรอรถม้าของตระกูล ขณะนั้นเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและคุ้นเคยจนน่ารำคาญกลับดังขึ้นจากทางด้านหลัง
นางไม่หันไปมอง แต่กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเหอจิ่งเว่ยก็เพียงพอที่จะทำให้นางรับรู้ถึงการมาเยือนของเขา "มู่หรงเสวี่ย เจ้าช่างกล้าหาญนัก" น้ำเสียงของรัชทายาทหนุ่มเต็มไปด้วยความเข่นเขี้ยว เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านาง บดบังแสงตะวันจนเงาทอดทับร่างระหง "เจ้าคิดว่าการประชดประชันข้าด้วยการเลือกแต่งงานกับปีศาจกระหายเลือดเช่นเซี่ยอี้เฟย จะทำให้ข้าหันมาสนใจเจ้าอย่างนั้นหรือ" มู่หรงเสวี่ยค่อย ๆ วางถ้วยชาลงอย่างแช่มช้า นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาที่เคยฉายชัดด้วยความเทิดทูนในชาติก่อน บัดนี้เหลือเพียงความเรียบเฉยราวกระจกเงาที่สะท้อนเพียงภาพลักษณ์อันน่าสมเพชของเขาเท่านั้น "ประชดหรือเพคะ" นางทวนคำด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา "องค์รัชทายาททรงประเมินตนเองสูงเกินไปแล้ว หม่อมฉันเพียงเลือกทางเดินที่สงบสุขที่สุดให้ตนเอง เหตุใดท่านถึงคิดว่าทุกการตัดสินใจของหม่อมฉันต้องวนเวียนอยู่รอบตัวท่านเล่า" เหอจิ่งเว่ยชะงัก แววตาความชิงชังของเขามีรอยร้าววูบหนึ่งด้วยความตระหนก ชาติก่อนนางมักจะคลานเข่าเข้าหาเขา ร้องไห้อ้อนวอนขอความเมตตาในยามที่เขาโกรธเคืองนาง แต่ในวันนี้สตรีตรงหน้ากลับดูสูงส่งและห่างเหินจนเขาเอื้อมไม่ถึง "เจ้าอย่ามาเล่นลิ้น ข้ากำลังจะสั่งสอนเจ้าในฐานะที่เห็นแก่ความสัมพันธ์แต่เก่าก่อน" เขาขยับเข้าใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกาย 'นั่นปะไร ย้อนเวลากลับมาเหมือนข้าไม่มีผิด' นั่นหมายความว่าเหอจิ่งเว่ยก็รู้เช่นเดียวกับนาง "เซี่ยอี้เฟยมิใช่บุรุษที่สตรีในห้องหอเช่นเจ้าจะรับมือได้ เขาโหดเหี้ยม วิปริต และไร้หัวใจ จวนแม่ทัพที่ชายแดนนั่นก็ไม่ต่างจากนรกบนดิน เจ้าเลือกทางนี้เพราะต้องการให้ข้ารู้สึกผิดใช่หรือไม่ เจ้าต้องการให้ข้าตราหน้าตนเองว่าเป็นต้นเหตุที่ส่งเจ้าไปตาย" มู่หรงเสวี่ยหัวเราะออกมาเบา ๆ เป็นเสียงหัวใจที่ดูแคลนความเขลาของคนตรงหน้าอย่างที่สุด "ทรงสั่งสอนหม่อมฉันหรือ" นางลุกขึ้นยืนช้า ๆ ท่วงท่าสง่างามเหมือนชาติก่อนไม่มีผิด แม้เขาจะรู้เหมือนกันว่านางย้อนกลับมา แต่ก็อดจ้องมองไม่ได้ "ฝ่าบาททรงตรัสว่าเซี่ยอี้เฟยไร้หัวใจ แล้วท่านเล่า ท่านที่มีหัวใจ แต่กลับใช้มันเพื่อรักสตรีผู้หนึ่งและเหยียบย่ำสตรีอีกผู้หนึ่งจนจมดินมาตลอดชีวิต ท่านมีคุณสมบัติใดมาสั่งสอนหม่อมฉันเรื่องความเจ็บปวดกัน" เหอจิ่งเว่ยหน้าซีดเผือด "เจ้า... เจ้าพูดเรื่องอะไร" "ท่านบอกว่าจวนแม่ทัพคือนรกบนดิน" มู่หรงเสวี่ยก้าวเข้าไปประชิด กลิ่นหอมจาง ๆ จากตัวนางทำให้เขารู้สึกมึนงงทว่าคำพูดของนางกลับคมกริบดุจคมกระบี่ "สำหรับหม่อมฉัน การต้องอยู่เคียงคู่กับบุรุษที่กายอยู่ตรงหน้าแต่ใจถวิลหาผู้อื่นนั่นต่างหากคือนรกที่แท้จริง การต้องถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวในตำหนักโดยมีชื่อว่าเป็นภรรยาเอกนั่นต่างหากคือความตายที่ทรมานที่สุด" นางเว้นจังหวะ มองลึกเข้าไปในดวงตาที่เริ่มสั่นระริกของเขา "เซี่ยอี้เฟยอาจจะโหดเหี้ยม แต่เขาเปิดเผยชัดเจน เขาไม่เคยหลอกลวงใครด้วยหน้ากากแห่งความดีงาม หากเขาจะทิ้งหม่อมฉันไว้ที่จวน หม่อมฉันก็จะได้อยู่อย่างสงบเงียบโดยไม่ต้องคอยระแวงว่าสามีจะแอบไปพลัดพรากวาสนาใคร ท่านควรจะดีใจมิใช่หรือเพคะ ในเมื่อท่านได้ครองคู่กับมู่หรงเจียวตามที่ปรารถนา เหตุใดจึงยังต้องมาวุ่นวายกับหม่อมฉันอีก" คำพูดของนางกระแทกเข้ากลางใจของเหอจิ่งเว่ยอย่างจัง เขาเผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าว ความรู้สึกจุกแน่นในลำคอที่นางเคยรู้สึกเมื่อครู่ บัดนี้มันกลับมาตกอยู่ที่เขาเสียเอง "มู่หรงเสวี่ย เจ้าจะเสียใจ เมื่อถึงวันที่เจ้าถูกทิ้งให้อดตายที่ชายแดน อย่าได้ซมซานกลับมาขอความช่วยเหลือจากข้า!" เขาตวาดกลบเกลื่อนความพ่ายแพ้ "วันนั้นจะไม่มีวันมาถึงเพคะ" มู่หรงเสวี่ยย่อกายลงคำนับอย่างงดงามทว่าห่างเหิน "เพราะชาติก่อน หม่อมฉันได้ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ความตายครั้งนั้นสอนให้รู้ว่า การฝากชีวิตไว้กับบุรุษไร้ใจเช่นท่านคือความโง่เขลาเพียงสิ่งเดียวที่หม่อมฉันจะไม่ทำซ้ำเป็นครั้งที่สอง" นางเงยหน้าขึ้น สบตาเขาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาที่ว่างเปล่าจนน่าใจหาย "ขอให้ท่านและน้องสาวของหม่อมฉันครองรักกันให้เนิ่นนาน รักกันให้มากเท่ากับความเจ็บปวดที่ท่านเคยหยิบยื่นให้ผู้อื่น หม่อมฉันขอลา" มู่หรงเสวี่ยหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก ทิ้งให้รัชทายาทหนุ่มยืนนิ่งค้างอยู่กลางศาลา ลมพัดแรงจนฉลองพระองค์สะบัดพลิ้ว ทว่าหัวใจของเขากลับรู้สึกวูบโหวงอย่างประหลาด เขาได้ชัยชนะในความรัก ได้แต่งกับสตรีที่รักปักใจ แล้วเหตุใดความรู้สึกในยามนี้กลับไม่ต่างจากการพ่ายแพ้จนย่อยยับ เขามองตามแผ่นหลังที่ตั้งตรงของนางไป แผ่นหลังนั้นดูเข้มแข็งและอิสระจนเขาเริ่มหวาดกลัวว่าสตรีที่เขาเคยดูถูกว่าไร้ค่า บัดนี้ได้หลุดลอยไปอยู่ในที่ที่เขาไม่มีวันเอื้อมถึงอีกตลอดกาล ในขณะเดียวกัน มู่หรงเจียวที่แอบยืนดูอยู่หลังพุ่มไม้ไม่ไกลนัก จิกเล็บลงบนฝ่ามือจนเลือดซึม นางเห็นแววตาที่สั่นไหวของเหอจิ่งเว่ยยามมองพี่สาว แววตาแบบนั้นเป็นแววตาแห่งความเสียดายและอาวรณ์ที่เริ่มก่อตัวขึ้น มันทำให้แผนการเสวยสุขบนกองเงินกองทองของนางเริ่มมีรอยร้าวตั้งแต่วันแรกแสงสีทองของดวงตะวันยามเช้าสาดส่องเหนือยอดทิวเขาชานเมืองหลวง ทอประกายระยิบระยับล้อกับหยาดน้ำค้างบนกลีบดอกโบตั๋นป่าที่กำลังบานสะพรั่งเต็มลานเรือนตระกูลเซี่ย บรรยากาศรอบกายอบอวลไปด้วยความเงียบสงบเป็นส่วนตัว ไร้ซึ่งกลิ่นคาวเลือด เสียงคมดาบ หรือความกลัวจากการทรยศหักหลังที่เคยตามหลอกหลอนมาสองชาติภพมู่หรงเสวี่ยยืนอยู่ริมระเบียงในชุดผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายด้วยด้ายเงินวาววับ เส้นผมดำขลับทิ้งตัวยาวสลวยถึงบั้นเอว ใบหน้าหวานล้ำอิ่มเอิบไปด้วยความสุขที่แท้จริงดวงตาคู่สวยที่เคยแฝงแววระแวดระวังและเย็นชาในอดีต บัดนี้กลับทอประกายอ่อนโยนดุจผิวน้ำในฤดูใบไม้ผลิ นางทอดสายตามองไปยังแปลงผักสวนครัวและสวนหม่อนที่นางกับสามีช่วยกันลงแรงปลูกไว้เมื่อวันก่อน ยามนี้มันเริ่มแตกยอดอ่อนสีเขียวขจีท้าทายแสงแดด"คิดเรื่องใดอยู่หรือ เสวี่ยเอ๋อร์"เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นชิดใบหู พร้อมกับอ้อมแขนแกร่งอบอุ่นที่สอดเข้ามาโอบกอดเอวของนางจากทางด้านหลัง เซี่ยอี้เฟยในชุดลำลองผ้าไหมเนื้อดีสีครามเข้ม แผงอกกว้างกำยำยังคงอุ่นร้อน ชายหนุ่มซบหน้าลงกับไหล่ของภรรยา สูดดมกลิ่นหอมกรุ่นจากเรือนกายของนางเข้าปอดลึกราวกับไม่มีวันอิ่ม
สายลมโชยพัดพากลิ่นอายชื้นของดินและผืนป่าชานเมืองหลวง ทิ้งเบื้องหลังความวุ่นวายแก่งแย่งชิงดีในราชสำนักไว้ไกลโพ้น ขบวนรถม้าเรียบง่ายทว่าแข็งแรงของอดีตแม่ทัพใหญ่เคลื่อนตัวไปตามเส้นทางสายเล็กที่ทอดยาวสู่ชานเมืองทิศใต้ ยามนี้บนรถม้าไม่ได้มีทองคำหรืออาวุธสงครามล้ำค่าอันใด มีเพียงหีบเสื้อผ้าไม่กี่ใบและร่างระหงของมู่หรงเสวี่ย ที่กำลังนั่งพิงแผงอกกว้างของเซี่ยอี้เฟยด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลายที่สุดในชีวิตชายหนุ่มในชุดผ้าไหมธรรมดาสีน้ำเงินครามไร้เกราะเหล็กหนักอึ้ง ใช้แขนแกร่งโอบรัดเอวของภรรยาไว้หลวม ๆ พลางใช้ปลายนิ้วเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปะทะแก้มเนียนอย่างรักใคร่ แววตาคู่คมที่เคยดุดันดุจเสือร้ายยามอยู่กลางสมรภูมิ บัดนี้กลับฉายประกายความคลั่งรักและเทิดทูนจนแทบจะล้นปรี่ออกมาทุกลมหายใจ"เสวี่ยเอ๋อร์ นั่งรถม้ามาครึ่งค่อนวัน เจ้าเหนื่อยหรือไม่ หากเจ้าเพลีย ข้าจะสั่งให้ขบวนหยุดพักผ่อนใต้ร่มไม้ก่อน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามด้วยความห่วงใยประหนึ่งนางเป็นแก้วตาดวงใจที่อาจแตกสลายได้ทุกเมื่อมู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นสบตาเขา คลี่ยิ้มหวานละมุนที่ทำเอาคนมองหัวใจกระตุก "ข้ามิได้เหนื่อยเลยสักนิดเจ้าค่ะท่านพี่ ตรงกันข้าม ข
ท่ามกลางกลิ่นอายของความล่มสลายที่ปกคลุมจวนราชครูมู่หรงเซิ่น ความเงียบงันที่น่าใจหายคืบคลานเข้าแทนที่เสียงเจรจาของขุนนางที่เคยแวะเวียนมาประจบสอพลอ เมื่อราชโองการสายฟ้าฟาดประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ มิใช่เพียงมู่หรงเจียวที่ต้องรับยาพิษพระราชทาน มู่หรงเซิ่น ผู้เป็นบิดาและหัวหน้าตระกูล กลับต้องโทษฐานละเลยการอบรมบุตรและมีส่วนรู้เห็นในความฉ้อฉลของพรรคพวก แม้ฮ่องเต้จะยังทรงเห็นแก่คุณงามความดีในอดีตไม่สั่งประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร แต่โทษทัณฑ์การริบทรัพย์สินทั้งหมดและเนรเทศไปยังชายแดนตะวันตกอันทุรกันดารชั่วชีวิต ก็ไม่ต่างจากการตายทั้งเป็นสำหรับบุรุษผู้ลุ่มหลงในอำนาจมาตลอดชีวิตมู่หรงเสวี่ยยืนอยู่หน้าประตูจวนตระกูลมู่หรงที่ถูกปิดผนึกด้วยตราประทับของราชสำนัก นางมองดูบิดาที่ครั้งหนึ่งเคยเห็นนางเป็นเพียงผลประโยชน์ บัดนี้เขากลับมีผมที่หงอกขาวเพียงข้ามคืน เดินก้มหน้าโซเซถูกทหารหลวงควบคุมตัวไปรับโทษ แววตาของนางไม่ได้มีความแค้นเคืองที่แผดเผาอีกต่อไป ทว่ากลับเป็นความเยือกเย็นของการจบสิ้นวงจรแห่งวิบากกรรมที่เคยรั้งเหนี่ยวใจนางมาสองชาติภพ"จบสิ้นเสียที" มู่หรงเสวี่ยพึมพำกับสายลม แววตาคมปลาบของนางในยามนี้ก
หยาดน้ำค้างยามค่ำคืนเกาะกุมตามยอดหญ้าในอุทยานหลวงอันเงียบสงัด ทว่าความเงียบสงบภายนอกไม่อาจบรรเทาความเดือดดาลและกระวนกระวายใจของคนในตระกูลมู่หรงได้เลย ข่าวใหญ่เรื่องพระชายาเอกมู่หรงเจียวถูกตลบหลังจนมุมกลางท้องพระโรงในข้อหากบฏขายชาติ และอดีตรัชทายาทเหอจิ่งเว่ย ถูกถอดถอนมงกุฎไปคุมขังในตำหนักเย็นชั่วชีวิตแพร่สะพัดออกไปนอกวังหลวงราวกับไฟลามทุ่ง ยามนี้จวนราชครูตระกูลมู่หรงไม่ต่างจากสุสานที่ไร้เสียงสิ่งมีชีวิต ขุนนางน้อยใหญ่ที่เคยวิ่งเข้าหาซบอิงอำนาจต่างพากันหันหลังหนีและตัดขาดความสัมพันธ์เพื่อเอาตัวรอดณ ห้องหับอันมืดสลัวในคุกหลวงที่ลึกลงไปใต้ดิน ไอเย็นและกลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ แผ่ซ่านจนชวนให้ขนลุก ร่างของมู่หรงเจียวนั่งคุดคู้อยู่บนกองฟางแห้ง อาภรณ์งดงามที่นางเคยภาคภูมิใจยามนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดโคลนและรอยฉีกขาด ใบหน้างดงามซูบซีดไร้สีเลือด แววตาที่เคยฉายประกายเย่อหยิ่งเหลือเพียงความว่างเปล่าระคนคลั่งแค้นเสียงฝีเท้าเบาบางดังกังวานขึ้นจากทางเดิน มู่หรงเจียวสะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นมองดุจคนมีความหวังว่าจะมีใครมาช่วย ทว่าทันทีที่แสงโคมไฟส่องกระทบใบหน้าของผู้มาเยือน หัวใจของนางพลันด
วังหลวงเช้าวันใหม่บรรยากาศภายในท้องพระโรงยามนี้กดดันจนขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันก้มหน้าเงียบ ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยสิ่งใดออกมา เสียงฝีเท้าหนักแน่นทรงพลังดังกังวานขึ้นเบื้องหลัง พร้อมกับการปรากฏกายของเซี่ยอี้เฟย ท่วงท่าองอาจดุดันเคียงข้างกายของเขาคือมู่หรงเสวี่ยในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มขลิบทองดูสง่างามดุจนางพญาหงส์ แววตาคู่สวยเยือกเย็นนิ่งสนิทราวกับกำลังเดินเข้าสู่กระดานหมากที่นางเป็นผู้คุมชะตาชีวิตของทุกคนบนบัลลังก์มังกรองค์ฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมาด้วยสายพระเนตรอันทรงอำนาจ ในขณะที่เหอจิ่งเว่ยและมู่หรงเจียว ที่ถูกทหารควบคุมตัวเข้ามาในข้อหาอื้อฉาว ยืนหน้าซีดเผือดอยู่กลางห้อง มู่หรงเจียวยังคงพยายามเชิดหน้า แสร้งทำเป็นสตรีผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกลั่นแกล้งดั่งเช่นหน้ากากบัวขาวที่นางเคยสวมใส่มาแต่อดีตชาติ"แม่ทัพเซี่ย เจ้าและฮูหยินเดินทางมาขัดการประชุมขุนนางในเช้าวันนี้ มีฎีกาด่วนอันใดงั้นหรือ" เสียงของฮ่องเต้ดังกังวานแฝงความสงสัยเซี่ยอี้เฟยก้าวเท้าไปเบื้องหน้า คุกเข่าลงอย่างหนักแน่น ทว่าแววตากลับคมกริบดุจปลายทวน "ทูลฝ่าบาท กระหม่อมและฮูหยินมีคดีใหญ่ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของบ้านเมืองมาทูลถวาย ยามนี้กอง
ท่ามกลางราตรีอันมืดมิดและเหน็บหนาวของเมืองหลวง แสงโคมไฟริบหรี่จากร้านขายของท้ายตลาดทอดเงายาวดูวังเวง ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าสถานที่อับชื้นและดูซอมซ่อแห่งนี้ จะเป็นรังลับของกองกำลังสายลับจากแคว้นเหนือที่แฝงตัวเข้ามาเพื่อบ่อนทำลายราชสำนักขันทีเฒ่าผู้มีความโลภบังตาลอบเดินเลาะตามตรอกซอกซอยอับสายตา ทันทีที่มาถึงประตูหลังร้าน เขารีบเคาะประตูเป็นจังหวะลับเพื่อส่งมอบซองสีน้ำตาลหนาซึ่งภายในบรรจุแผนที่ค่ายทหารของปลอม ที่ มู่หรงเสวี่ยจัดฉากสลับเปลี่ยนไว้เรียบร้อยแล้วเขายังคงกระหยิ่มยิ้มย่อง คิดว่าตนเองกำลังทำความชอบครั้งใหญ่ให้แก่พระชายาเอก"นี่คือแผนยุทธศาสตร์และแนวป้องกันของกองทัพ พระชายาสั่งให้พวกเจ้าลงมือทันทีที่จับสัญญาณได้" ขันทีเฒ่ากระซิบเสียงสั่นชายชุดดำผู้รับสารยิ้มเหี้ยม แววตาคมกริบฉายประกายละโมบ "ดีมาก บอกพระชายาของเจ้า เมื่อแคว้นเหนือบุกยึดชายแดนและส่งยอดฝีมือเข้าเมืองหลวง ตำแหน่งฮองเฮาจะตกเป็นของนางอย่างแน่นอน"ทว่า ทันทีที่ซองสารเปลี่ยนมือและขันทีเฒ่าหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับวังหลวง เสียงนกแสกขยับปีกดังกังวานกึกก้องไปทั่วสี่ทิศ พลันปรากฏร่างเงาสายลับในชุดสีน้ำเงินเข้มขลิบทองของกอง
กลิ่นกำยานจาง ๆ อบอวลอยู่ในตำหนักคุนหนิง ทว่ากลับมิอาจกลบกลิ่นอายแห่งความตายที่โรยตัวลงมาอย่างช้า ๆ ได้ ลมวสันต์ภายนอกหน้าต่างพัดพากลีบดอกเหมยร่วงหล่น เปรียบเสมือนสังขารของสตรีบนเตียงที่กำลังมอดดับลงในวัยห้าสิบห้าชันษามู่หรงเสวี่ย ในชุดแพรพรรณสีขาวบริสุทธิ์นอนนิ่งสนิท ร่างกายที่เคยสง่างามสมฐานะมาร
ภายใต้แสงโคมสลัวในห้องโถงตะวันออกของจวนราชครู บรรยากาศดูหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความโลภที่กระจายออกมาจากแววตาของสตรีสองแม่ลูก อนุหลิน ผู้มีความงามแบบดอกไม้ป่าที่เริ่มร่วงโรยพยายามปั้นยิ้มประจบเอาใจ ขณะที่มู่หรงเจียวนั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยท่าทางกระสับกระส่าย สายตาของทั้งคู่จดจ้องไปยังหีบไม้จันทน์หอมสลักลาย
ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงในวันนี้ดูสดใสแฝงไปด้วยกระแสคลื่นใต้น้ำ ร้านผ้าแพรไหมที่ขึ้นชื่อว่าประณีตที่สุดในใต้หล้า บัดนี้เนืองแน่นไปด้วยขบวนรถม้าหรูหราจากสองจวนใหญ่ที่บังเอิญมาบรรจบกันโดยมิได้นัดหมายมู่หรงเสวี่ยก้าวลงจากรถม้าในอาภรณ์สีขาวนวลตา ท่วงท่าของนางสงบนิ่งเมื่อนางเดินเข้าไปภายในร้าน สายตาพลันปะ
ณ ค่ายทหารชายแดนเหนืออันทุรกันดาร ลมหนาวพัดกระโชกหอบเอาละอองทรายมาปะทะกับกระโจมใหญ่ กลิ่นอายของคาวเลือดและเขม่าไฟยังคงล่องลอยอยู่ในอากาศ ทว่าความเงียบงันกลับปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณยามที่ขันทีจากเมืองหลวงคลี่ราชโองการสีเหลืองทองออกเซี่ยอี้เฟย แม่ทัพใหญ่ผู้ครองฉายาปีศาจกระหายเลือด นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม







