تسجيل الدخولชาติก่อนนางตายอย่างโดดเดี่ยวไร้ความเห็นใจ สามีที่นางทุ่มเทมาทั้งชีวิตกลับบอกว่ารักน้องสาวนางและไม่เคยรักนางเลยจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย ชาตินี้สวรรค์ให้โอกาส นางขอเลือกสามีใหม่ ปล่อยให้คนสองคนได้ครองคู่กันให้สบายใจเถิด นางดันเลือกคนที่ทั้งเมืองต่างร่ำลือว่าเหี้ยมโหด ไม่สนใจสตรีและไม่คิดกลับจวน แต่นั่นแหละที่นางชอบ ความจริงมิได้เป็นเช่นนั้นนะสิ แม่ทัพคลั่งรักมีหรือจะปล่อยให้ฮูหยินคนงามอยู่เฝ้าจวนเพียงลำพังเล่า
عرض المزيدกลิ่นกำยานจาง ๆ อบอวลอยู่ในตำหนักคุนหนิง ทว่ากลับมิอาจกลบกลิ่นอายแห่งความตายที่โรยตัวลงมาอย่างช้า ๆ ได้ ลมวสันต์ภายนอกหน้าต่างพัดพากลีบดอกเหมยร่วงหล่น เปรียบเสมือนสังขารของสตรีบนเตียงที่กำลังมอดดับลงในวัยห้าสิบห้าชันษา
มู่หรงเสวี่ย ในชุดแพรพรรณสีขาวบริสุทธิ์นอนนิ่งสนิท ร่างกายที่เคยสง่างามสมฐานะมารดาแห่งแผ่นดิน บัดนี้ซูบผอมจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก เส้นผมสีดอกเลาแผ่สยายอยู่บนหมอนที่ดูราวกับเยาะเย้ยชะตากรรมของนาง ตลอดสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา นางทุ่มเทแรงกายแรงใจบริหารวังหลัง จัดระเบียบราชกิจจนจนร่างกายทรุดโทรม เพียงเพื่อหวังแบ่งเบาภาระของบุรุษผู้เป็นเจ้าของแผ่นดิน แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับมีเพียงความว่างเปล่า เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก ขันทีและนางกำนัลต่างคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความยำเกรง เหอจิ่งเว่ย ฮ่องเต้ผู้ปกครองแผ่นดินต้าเหอก้าวเข้ามาในชุดฉลองพระองค์มังกรสีเหลืองทองสง่างาม ใบหน้าของเขาแม้จะล่วงวัยกลางคนมาแล้ว แต่ยังคงความคมคายดุจรูปสลัก ทว่าแววตาที่เขาทอดมองมายังสตรีบนเตียงนั้นกลับนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความห่วงใย มู่หรงเสวี่ยพยายามหยัดกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก มุมปากที่ซูบเซียวขยับยิ้มบางเบา แววตาที่พร่าเลือนทอประกายอาวรณ์ลึกซึ้งขณะมองบุรุษตรงหน้า "ฝ่าบาท ท่านมาแล้ว" น้ำเสียงของนางแผ่เบาราวกับเสียงใบไม้เสียดสีกัน เหอจิ่งเว่ยมิได้ก้าวเข้าไปประคอง นางจึงได้แต่เอนกายพิงหัวเตียงอย่างโดดเดี่ยวเงียบ ๆ "หม่อมฉันนึกถึงวันแรกที่เข้าพิธีอภิเษกสมรส วันนั้นผ้าคลุมหน้าสีแดงมงคลช่างงดงามนัก หม่อมฉันเคยปฏิญาณต่อหน้าศาลบรรพชนว่าจะภักดีต่อท่านทุกชาติภพ จะเป็นฮองเฮาที่ดี และเป็นภรรยาที่รักท่านยิ่งกว่าชีวิต" นางเล่าความหลังด้วยรอยยิ้มเปี่ยมด้วยความสุขที่เหลือเพียงเปลือก ทว่าบุรุษที่ยืนเบื้องหน้ากลับแค่นยิ้มเย็นชา แววตาของเขาดูเหยียดหยันคำสัตย์สาบานนั้นอย่างไม่ปิดบัง "ทุกชาติภพงั้นหรือ" น้ำเสียงของเหอจิ่งเว่ยทุ้มต่ำชวนให้คนฟังรู้สึกหนาวเหน็บเข้าถึงกระดูก "มู่หรงเสวี่ย เจ้าครองตำแหน่งฮองเฮามาเนิ่นนานพอแล้ว ชาตินี้ข้าฝืนใจอยู่กับเจ้าตามหน้าที่เพื่อความมั่นคงของราชบัลลังก์ แต่หากชาติหน้ามีจริง ข้าจะไม่แต่งกับเจ้าอีก" ประโยคนั้นคล้ายสายฟ้าฟาดลงกลางหัวใจที่กำลังจะมอดดับ มู่หรงเสวี่ยชะงักงัน แววตาที่อาวรณ์เริ่มสั่นระริก "ข้าจะทำตามหัวใจของข้า" เขาเอ่ยต่อ น้ำเสียงที่เคยเย็นชาพลันเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนอย่างที่นางไม่เคยได้รับมาตลอดชีวิต "ข้าจะแต่งกับมู่หรงเจียวน้องสาวของเจ้า นางคือสตรีเพียงผู้เดียวที่ข้ารักปักใจมาตั้งแต่อายุสิบขวบ" หัวใจของมู่หรงเสวี่ยพลันแตกสลายลงในตอนนั้น ความลับที่ถูกซุกซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยมาเนิ่นนานถูกกระชากออกมาอย่างโหดเหี้ยม สามีที่นางปักใจมาตั้งแต่วัยเยาว์ไม่เคยมองเห็นนางเช่นนั้นหรือ เขาปกปิดความจริงนี้มาชั่วชีวิตโดยไม่เคยปริปาก แต่วันนี้นางป่วยหนักเขากลับทิ่มแทงนางด้วยคำพูดพวกนี้ "ใจร้าย ท่านใจร้ายยิ่งนัก" เสียงที่เปล่งออกมามันแห้งแล้งราวกับคนสิ้นหนทาง เหอจิ่งเว่ยเพียงมองนาง ดูเหมือนเขามิได้สนใจความรู้สึกของนางด้วยซ้ำ ยังกล้าเผยความในใจออกมาอย่างเปิดเผย เขาเริ่มเล่าถึงความหลังระหว่างเขากับมู่หรงเจียวด้วยแววตาที่เป็นประกายระยิบระยับ เขาเล่าถึงวันที่เขากับนางแอบพบกันใต้ต้นท้อ เล่าถึงผ้าเช็ดหน้าที่นางปักให้เขาในวันเยาว์ น้ำเสียงของเขาสดชื่นเปี่ยมสุขราวกับเด็กหนุ่มที่กำลังมีความรัก ทว่าสำหรับมู่หรงเสวี่ย มันคือคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนแผลเดิมจนเหวอะหวะ "นางอ่อนหวาน ปราศจากมารยา ไม่เหมือนเจ้าที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมทุกวิถีทางเพื่อครอบครองอำนาจและตัวข้า" เขาหันมามองนางด้วยสายตาที่ขมขื่นในที่สุด "เจ้าใช้อำนาจตระกูลบีบบังคับให้เจียวเอ๋อร์ต้องแต่งออกไปแดนไกลเพื่อหลีกทางให้เจ้า เจ้ามีความสุขบนกองซากศพแห่งความรักของข้ามานานเกินไปแล้ว" หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลรินลงข้างแก้มที่ซูบตอบของฮองเฮาผู้ถูกตราหน้าว่าใจทราม นางร้องไห้อยู่ในใจไร้ซึ่งเสียงสะอื้น ความจริงที่นางเพิ่งล่วงรู้ช่างเจ็บปวดเกินกว่าร่างกายที่ผุพังจะรับไหว ชาติก่อนนางเพียงคิดว่านางรักเขา และนางต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่เคียงข้างเขา นางไม่เคยรู้เลยว่าความรักของนางคือคุกที่กักขังเขาไว้ และนางคือปีศาจร้ายที่พรากคนรักไปจากอกเขาในสายตาของบุรุษผู้นี้ "ที่แท้ ท่านเกลียดหม่อมฉันถึงเพียงนี้" นางเอ่ยพึมพำพร้อมกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ สีแดงฉานของโลหิตตัดกับชุดแพรสีขาวดูน่าสยดสยอง กระทั่งลมหายใจสุดท้ายที่กำลังจะปลิดปลิว เหอจิ่งเว่ยก็ยังคงยืนนิ่งมองดูนางด้วยสายตาว่างเปล่า ไร้ซึ่งความสงสาร หยดน้ำตาแม้เพียงหยดเดียวเขาก็ไม่หลั่งรินเพื่อนาง ภาพสุดท้ายที่นางเห็นคือใบหน้าอันเย็นชาของสามีที่นางรักยิ่งกว่าชีวิต เขามองดูนางตายไปต่อหน้า ราวกับกำลังมองดูสิ่งของน่ารำคาญที่กำลังถูกขจัดออกไปจากชีวิตเสียที 'เจ็บปวด เจ็บปวดยิ่งนัก' มู่หรงเสวี่ยรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลือเพียงน้อยนิด หลับตาลงอย่างช้า ๆ พร้อมกับคำอธิษฐานสุดท้ายที่กลั่นออกมาจากดวงวิญญาณที่แตกสลาย 'หากชาติหน้ามีจริง ข้าขอเป็นฝ่ายปล่อยมือ ข้าไม่ขอรักบุรุษไร้ใจผู้นี้อีก ขอให้ข้ามีความสุข สมหวัง และมีชีวิตที่เป็นของข้าเอง มิใช่เพื่อใครคนอื่นอีก' ร่างของฮองเฮาผู้ยิ่งใหญ่กระตุกวูบหนึ่งก่อนจะสงบนิ่งไป แสงเทียนในตำหนักคุนหนิงวูบดับลง พร้อมกับวาสนาอันอาภัพที่จบสิ้นลงในชาตินี้ภายหลังจากที่เกี้ยวของฮูหยินแม่ทัพลับตาไปจากตำหนักรัชทายาท ความเงียบงันที่ปกคลุมตำหนักกลับหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว มู่หรงเจียวนั่งนิ่งค้าง มือที่ซุกซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกว้างจิกเข้าหากันจนเล็บแทบฝังลงในเนื้อ คำขู่ทิ้งท้ายของมู่หรงเสวี่ยมิได้เป็นเพียงถ้อยคำเย้ยหยัน แต่มันคือศรอาบยาพิษที่ยิงเข้ากลางใจคนขวัญอ่อนอย่างรัชทายาทได้อย่างแม่นยำเหอจิ่งเว่ยยืนเอามือไพล่หลังจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างแววตาที่เคยฉายความลุ่มหลงยามมองพระชายารัก บัดนี้กลับขุ่นมัวด้วยความคลางแคลงใจ "เจียวเอ๋อร์ เจ้ากับมู่หรงเสวี่ย มีเรื่องใดที่ข้ายังไม่รู้หรือไม่ เหตุใดนางจึงต้องมาพูดเรื่องนกสื่อสารและบันไดที่หักโค่นต่อหน้าข้า""ท่านพี่ ท่านอย่าไปฟังคำพูดเหลวไหลของนางเลยเจ้าค่ะ" มู่หรงเจียวรีบถลาเข้าไปเกาะแขนสามี น้ำตาคลอเบ้าอย่างน่าสงสาร "พี่หญิงนางป่วยจนฟั่นเฟือน อีกทั้งยังริษยาที่หม่อมฉันได้รับความรักจากท่าน นางจึงจงใจมาสาดโคลนให้เราผิดใจกัน ท่านอย่าได้ตกหลุมพรางนางนะเจ้าคะ"เหอจิ่งเว่ยหันมามองใบหน้าที่ดูบริสุทธิ์ของชายา ใจหนึ่งเขาอยากจะเชื่ออย่างสนิทใจ ทว่าอีกใจหนึ่ง ภาพความสง่างามและสายตาที่เปี่ยมด้วยความมั่
สายลมหนาวพัดหวีดหวิวสอดแทรกเข้ามาตามรอยแยกของบานหน้าต่างไม้ ภายในเรือนชิงเหอเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตึงเครียดที่ถูกฉาบไว้ด้วยความเงียบสงบ มู่หรงเสวี่ยนั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้ ใบหน้าของนางที่เคยดูซีดเซียวจากการแสดงบทบาทแกล้งติดพิษ บัดนี้กลับดูนิ่งลึกและเปี่ยมด้วยพลังอำนาจมากกว่าครั้งใด ปลายนิ้วลูบไล้ขอบถ้วยชาที่ว่างเปล่าพลางทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ดูความมืดมิดกำลังปกคลุมจวนแม่ทัพทันใดนั้นเงาสายหนึ่งพลันวูบผ่านหลังคาเรือนเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะปรากฏกายขึ้นคุกเข่าอยู่เบื้องหน้านางเพียงไม่กี่ก้าว บุรุษผู้นี้สวมชุดรัดกุมสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งล่างปกปิดไว้ด้วยผ้าคลุมผืนบาง ทว่าแววตาที่เปิดเผยออกมานั้นกลับเต็มไปด้วยความจงรักภักดีและกร้าวแกร่ง"ข้าน้อยอาเฟย องครักษ์เงาสังกัดทัพเซี่ย คารวะฮูหยิน"มู่หรงเสวี่ยไม่ได้ตื่นตระหนก นางเพียงยิ้มบางที่มุมปาก "ท่านแม่ทัพส่งเจ้ามาไกลถึงเพียงนี้ ดูท่าความสงบสุขในจวนของข้าคงจะถูกรบกวนจนท่านแม่ทัพนอนไม่หลับเสียแล้ว"อาเฟยไม่ได้ตอบคำถามในทันที เขาล้วงเอาห่อผ้าแพรสีม่วงเข้มออกมาจากอกเสื้อแล้วประคองส่งให้ด้วยสองมือ "ท่านแม่ทัพทราบข่าวเรื่องสตรีลึกลับ
ภายในเมืองหลวงหิมะโปรยปรายจางๆ ในต้นฤดูหนาว ณ ห้องลับบนชั้นสองของโรงเตี๊ยม เยว่เหลียง ซึ่งตั้งอยู่ในมุมสงบของเมืองหลวง บรรยากาศภายในห้องกลับร้อนระอุด้วยเพลิงแห่งความริษยา มู่หรงเจียวในชุดคลุมขนจิ้งจอกสีแดงชาดดูหรูหรา นั่งประจันหน้ากับสตรีผู้หนึ่งซึ่งสวมชุดผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตาดูบริสุทธิ์ทว่าดวงตากลับคมปลาบดุจใบมีดโกนถังเยียนย่อกายคำนับพระชายารัชทายาทด้วยท่วงท่าที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี "หม่อมฉันถังเยียน คารวะพระชายาเพคะ"มู่หรงเจียวปรายตามองสตรีเบื้องหน้าด้วยสายตาประเมิน นางได้รับรายงานมาแล้วว่าในจวนแม่ทัพยามนี้มีแขกพิเศษที่ทำให้พี่สาวของนางต้องปวดเศียรเวียนเกล้า "ลุกขึ้นเถิดแม่นางถัง ข้าได้ยินชื่อเสียงของเจ้ามาไม่น้อย ว่าเป็นถึงบุตรีรองแม่ทัพผู้มีพระคุณล้นเหลือต่อท่านแม่ทัพเซี่ยอี้เฟย""ชื่อเสียงอันใดกันเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีอาภัพไร้ที่พึ่งพิง" ถังเยียนแสร้งบีบน้ำตา "หากมิใช่เพราะฮูหยินแม่ทัพใจคอคับแคบ บีบคั้นหม่อมฉันให้ต้องทำงานเยี่ยงทาสในเรือนทิศเหนือ หม่อมฉันก็คงไม่บังอาจมารบกวนพระชายาเช่นนี้"มู่หรงเจียวแค่นยิ้มเย็น "พี่สาวของข้านางเปลี่ยนไปมาก ตั้งแต่นางได้ครองตำแหน่งฮูห
ค่ำคืนที่จวนแม่ทัพเงียบสงัด แต่เบื้องลึกกลับเต็มไปด้วยกระแสคลื่นที่เชี่ยวกราก หลังจากที่มู่หรงเสวี่ยสั่งให้ถังเยียนไปอยู่ที่เรือนทิศเหนือพร้อมกฎเหล็กที่ไม่ให้ใครปรนนิบัติ บรรยากาศภายในจวนก็เริ่มเปลี่ยนไป บ่าวไพร่บางส่วนที่เคยเห็นถังเยียนมาตั้งแต่ชายแดนเริ่มมีท่าทีลังเล พวกเขาจดจำความเสียสละของรองแม่ทัพถังได้ดี และภาพสตรีบอบบางที่ต้องตักน้ำผ่าฟืนด้วยตนเองนั้นช่างบาดตาจนอดไม่ได้ที่จะแอบส่งสายตาตำหนิมายังฮูหยินคนใหม่มู่หรงเสวี่ยเฝ้าสังเกตการณ์ทุกอย่างจากเรือนชิงเหอ นางไม่ได้โกรธเคืองบ่าวเหล่านั้น เพราะนางรู้ว่าความสงสารคืออาวุธที่ถังเยียนถนัดใช้ที่สุด และนางที่ผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่งย่อมไม่ยอมตกหลุมพรางตื้น ๆ เช่นนี้เป็นอันขาด"ฮูหยินเจ้าคะ" สาวใช้คนสนิทกระซิบบอก "แม่นางถังเริ่มเคลื่อนไหวแล้วเจ้าค่ะ นางไม่ได้เพียงฝึกดาบตามคำสั่งท่าน ยามดึกนางมักจะแอบไปที่ห้องครัว และอาสาต้มยาบำรุงให้เหล่าทหารยามด้วยตนเอง โดยอ้างว่าเป็นตำรับจากชายแดนเพื่อตอบแทนที่พวกเขาคอยดูแลจวน"มู่หรงเสวี่ยที่กำลังพิจารณามีดสั้นกระดูกขาวในมือพลันแสยะยิ้มบาง แววตาคมปลาบ "ต้มยาเองงั้นหรือ ช่างเป็นบุตรีรองแม่ทัพที
ภายใต้แสงโคมสลัวในห้องโถงตะวันออกของจวนราชครู บรรยากาศดูหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความโลภที่กระจายออกมาจากแววตาของสตรีสองแม่ลูก อนุหลิน ผู้มีความงามแบบดอกไม้ป่าที่เริ่มร่วงโรยพยายามปั้นยิ้มประจบเอาใจ ขณะที่มู่หรงเจียวนั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยท่าทางกระสับกระส่าย สายตาของทั้งคู่จดจ้องไปยังหีบไม้จันทน์หอมสลักลาย
ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงในวันนี้ดูสดใสแฝงไปด้วยกระแสคลื่นใต้น้ำ ร้านผ้าแพรไหมที่ขึ้นชื่อว่าประณีตที่สุดในใต้หล้า บัดนี้เนืองแน่นไปด้วยขบวนรถม้าหรูหราจากสองจวนใหญ่ที่บังเอิญมาบรรจบกันโดยมิได้นัดหมายมู่หรงเสวี่ยก้าวลงจากรถม้าในอาภรณ์สีขาวนวลตา ท่วงท่าของนางสงบนิ่งเมื่อนางเดินเข้าไปภายในร้าน สายตาพลันปะ
ณ ค่ายทหารชายแดนเหนืออันทุรกันดาร ลมหนาวพัดกระโชกหอบเอาละอองทรายมาปะทะกับกระโจมใหญ่ กลิ่นอายของคาวเลือดและเขม่าไฟยังคงล่องลอยอยู่ในอากาศ ทว่าความเงียบงันกลับปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณยามที่ขันทีจากเมืองหลวงคลี่ราชโองการสีเหลืองทองออกเซี่ยอี้เฟย แม่ทัพใหญ่ผู้ครองฉายาปีศาจกระหายเลือด นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม
สายลมยามบ่ายพัดผ่านศาลาริมสระบัวภายในเขตพระราชฐานชั้นนอก กลิ่นอายของดอกบัวหอมระรื่นไม่ได้ทำให้บรรยากาศรอบกายของมู่หรงเสวี่ยผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย นางกำลังนั่งจิบชาอย่างสงบรอรถม้าของตระกูล ขณะนั้นเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและคุ้นเคยจนน่ารำคาญกลับดังขึ้นจากทางด้านหลังนางไม่หันไปมอง แต่กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ

















