LOGINแสงตะวันยามเช้าส่องผ่านม่านสีโปร่ง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ที่โชยมากับลมทำให้นางขมวดคิ้วด้วยความฉงน มู่หรงเสวี่ยพยายามลืมตาที่หนักอึ้ง ภาพความทรงจำสุดท้ายคือความหนาวเหน็บในตำหนักคุนหนิงและแววตาชิงชังของเหอจิ่งเว่ย ทว่าเมื่อภาพเบื้องหน้าชัดเจนขึ้น นางกลับลืมตาขึ้นได้และพบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงสี่เสาหลังเดิมในเรือนที่นางเคยอาศัยอยู่ก่อนจะก้าวเข้าสู่กรงขังทองคำอย่างวังหลวง
"คุณหนูใหญ่ ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ วันนี้เป็นวันสำคัญยิ่งนัก ทางวังเพิ่งส่งคนแจ้งข่าวว่าพระอาการของฮองเฮาทรงทุเลาลงเพราะตัวยาหายากที่ท่านมอบให้ ฝ่าบาทจึงทรงมีรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้าเพื่อรับความชอบใหญ่หลวงเจ้าค่ะ" เสียงใสของสาวใช้คนสนิทดึงสติของนางกลับมา มู่หรงเสวี่ยใจสั่นสะท้าน มือบางลูบคลำใบหน้าและลำคอ ผิวพรรณเต่งตึงมิใช่หญิงชราโรยราที่ป่วยไข้ นางย้อนกลับมาแล้วจริง ๆ ย้อนกลับมาในวันเปลี่ยนชะตา ในชาติก่อน นางใช้โอกาสที่ช่วยชีวิตฮองเฮาไว้ได้ ทูลขอสมรสพระราชทานกับเหอจิ่งเว่ย รัชทายาทผู้เป็นรักปักใจมาตั้งแต่เยาว์วัย ในชาตินี้นางมิได้โง่เขลาเช่นเดิม ความแค้นและความเจ็บปวดตลอดหลายสิบปีทำให้หัวใจของนางนิ่งสงบดั่งกองเถ้าถ่าน "ไปตามอาเจียวมา บอกว่าข้าอยากให้นางร่วมเข้าวังไปด้วยกัน" มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเสียงเรียบ นางต้องการพิสูจน์บางอย่าง ในเมื่อเหอจิ่งเว่ยเคยบอกว่าปักใจรักมู่หรงเจียวนางก็จะขอเห็นกับตาว่าหากทั้งคู่มีโอกาสได้เคียงคู่กันในยามที่ทุกอย่างยังไม่สายเกินไป ปฏิกิริยาของพวกเขาจะเป็นเช่นไร บรรยากาศในท้องพระโรงวิจิตรตระการตา ทว่าแรงกดดันที่แผ่ออกมากลับทำให้ผู้คนแทบหายใจไม่ออก มู่หรงเสวี่ยนั่งคุกเข่าอย่างสงบนิ่ง ใบหน้าสวยล้ำลึกไร้รอยยิ้มและไร้การขยับเขยื้อนราวกับผู้ที่ตัดขาดจากทางโลก ข้างกายของนางคือมู่หรงเจียว น้องสาวผู้มีใบหน้าอ่อนหวานที่กำลังก้มหน้าสำรวมกิริยา นิ้วมือที่บิดไปมากลับเผยให้เห็นความตื่นเต้น เบื้องบนคือโอรสสวรรค์ผู้ปกครองแผ่นดิน และข้างกายพระองค์คือรัชทายาท เหอจิ่งเว่ยในวัยหนุ่มที่องอาจสง่างาม ขณะที่มู่หรงเสวี่ยปรายตามองเขานางพลันชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาของเหอจิ่งเว่ยที่มองลงมามิใช่ความลำบากใจดุจคนที่ไม่รู้จักรัก แต่มันคือความชิงชังที่ปะทุรุนแรงจนปิดไม่มิด และมีความตระหนกวูบหนึ่งฉายผ่านดวงตาคู่นั้นยามที่เขามองเห็นนางคุกเข่าอยู่อย่างนิ่งเฉย มู่หรงเสวี่ยรู้สึกจุกแน่นในลำคอทันที สัญชาตญาณบอกนางว่าบุรุษผู้นี้อาจมิใช่เหอจิ่งเว่ยที่โง่เขลาในอดีต แต่อาจเป็นเหอจิ่งเว่ยที่หิ้วเอาความแค้นมาเช่นเดียวกับนาง "มู่หรงเสวี่ย เจ้ามีความดีความชอบใหญ่หลวงในการถวายยาช่วยชีวิตฮองเฮา ข้าเคยลั่นวาจาไว้ว่าจะให้เจ้าขอสิ่งใดก็ได้ตามใจ วันนี้ต่อหน้าเหล่าขุนนางเจ้าจงบอกมาเถิดว่าต้องการสิ่งใด" สุรเสียงของฮ่องเต้กึกก้อง มู่หรงเสวี่ยยังนิ่งสนิท นางตั้งใจจะรอดูท่าทีของบุรุษเบื้องหน้าให้แน่ชัดก่อนจะเอ่ยปาก ทว่าสิ่งที่คาดไม่ถึงกลับเกิดขึ้น ยังไม่ทันที่นางจะขยับริมฝีปาก เหอจิ่งเว่ยกลับก้าวออกมาเบื้องหน้า โขกศีรษะลงกับพื้นท้องพระโรงอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น "เสด็จพ่อ ลูกขอประทานอภัยที่ต้องเสียมารยาทขัดจังหวะ เรื่องนี้สำคัญยิ่งนัก" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวปนรังเกียจยามที่เขาปรายหางตามองมู่หรงเสวี่ย "ลูกรับรู้มาตลอดว่าคุณหนูใหญ่มู่หรงมีน้ำใจต่อลูก แต่หัวใจของลูกกลับมีเพียงมู่หรงเจียวเท่านั้น ชาตินี้หากลูกต้องแต่งกับสตรีที่ใช้ความชอบบังคับสมรส ลูกขอปลิดชีพตนเองเสียยังดีกว่า โปรดทรงประทานสมรสให้ลูกกับมู่หรงเจียวด้วยเถิดพะย่ะค่ะ" ความเงียบเชียบเข้าปกคลุมท้องพระโรงทันที เหล่าขุนนางต่างมองหน้ากันด้วยความฉงน มู่หรงเสวี่ยเบิกตากว้าง เหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นในชาติก่อน ในเวลานี้ของชาติก่อน เหอจิ่งเว่ยทำเพียงยืนนิ่งเงียบและยอมรับราชโองการด้วยสีหน้าอมทุกข์ แต่ตอนนี้เขากลับชิงปฏิเสธทั้งที่นางยังไม่ได้เอ่ยปากสักคำ เขาย้อนเวลากลับมาจริง ๆ ด้วย ความชิงชังในแววตานั่นคือหลักฐานชั้นดี เขาคงรังเกียจนางจนไม่อาจรอให้คำพูดของนางหลุดออกมาได้แม้เพียงครึ่งคำ มู่หรงเสวี่ยนิ่งสงบ ความจุกในอกแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบ นางมองดูมู่หรงเจียวที่ทำเป็นตกใจแต่ดวงตากลับทอประกายแห่งชัยชนะที่ปิดไม่มิด รอยยิ้มขมขื่นปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางเพียงชั่วครู่ก่อนจะเลือนหายไป 'ในเมื่อท่านอยากหนีจากข้านัก ข้าก็จะช่วยสงเคราะห์ให้' "ทูลฝ่าบาท" มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง "ในเมื่อองค์รัชทายาททรงมีสตรีในดวงใจ หม่อมฉันมู่หรงเสวี่ยมิใช่คนหน้าหนาที่จะยื้อแย่งวาสนาของใคร ความดีความชอบในครั้งนี้ หม่อมฉันมิได้ปรารถนาลาภยศหรือตำแหน่งพระชายา หากแต่มีบุรุษผู้หนึ่งที่หม่อมฉันเลื่อมใสมานาน" ฮ่องเต้ทรงขมวดพระขนง "ใครกัน" "แม่ทัพแดนไกล เซี่ยอี้เฟยเพคะ" สิ้นคำพูดนั้น ท้องพระโรงพลันเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ แม้แต่เหอจิ่งเว่ยที่กำลังแสดงท่าทีเด็ดเดี่ยวก็ยังพลันชะงักไป ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีหน้าคาดไม่ถึง เซี่ยอี้เฟย แม่ทัพใจโฉดผู้ครองฉายาปีศาจกระหายเลือด เขาคือบุรุษที่ไม่เคยเหยียบย่างกลับเข้าเมืองหลวงมานานนับสิบปี เล่าลือกันว่าเขาวิปริตโหดเหี้ยม ใช้กฎทหารปกครองคนในจวนอย่างไร้ปรานี สตรีใดแต่งเข้าจวนเขา หากไม่ถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวจนตาย ก็ต้องทนรับการฝึกฝนเยี่ยงทหารจนร่างแหลกสลาย เขาเคยประกาศกร้าวว่าชีวิตนี้จะอยู่ชายแดนจนวันตาย ไม่ต้องการฮูหยินมาเป็นภาระ "มู่หรงเสวี่ย เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ!" ฮ่องเต้ทรงอุทาน ไม่อยากเชื่อว่านางจะตัดสินใจง่ายดายเช่นนี้ "บิดาของเจ้าเป็นถึงราชครู เจ้าเป็นสตรีในห้องหอที่บอบบาง จะไปทนรับความลำบากและความโหดร้ายของเซี่ยอี้เฟยได้อย่างไร อีกทั้งเขาไม่เคยกลับเมืองหลวง เจ้าต้องอยู่จวนอย่างโดดเดี่ยวไปตลอดชีวิตนะ" "นั่นคือสิ่งที่หม่อมฉันปรารถนาเพคะ" มู่หรงเสวี่ยโขกศีรษะลงอย่างมั่นคง "หม่อมฉันขอเพียงพื้นที่สงบเงียบในจวนแม่ทัพเฝ้ารอสามีที่ออกรบเพื่อแผ่นดิน ไม่ได้ต้องการความรักใคร่ชิดเชื้อ หากท่านแม่ทัพไม่กลับมา หม่อมฉันก็ยินดีจะอยู่อย่างสันโดษไปชั่วชีวิต ขอฝ่าบาทโปรดเมตตาด้วยเถิดเพคะ" ฮ่องเต้ทรงถอนพระทัยยาว ทรงถามย้ำหลายครั้งด้วยความเป็นห่วงในฐานะบุตรสาวของสหายอย่างท่านราชครู แต่มู่หรงเสวี่ยยังคงยืนกรานคำเดิมอย่างเด็ดเดี่ยวจนพระองค์มิอาจขัดศรัทธา เหอจิ่งเว่ยที่คุกเข่าอยู่ข้าง ๆ เริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างประหลาด แทนที่เขาจะรู้สึกโล่งอกที่กำจัดสตรีร้ายกาจอย่างนางออกไปจากชีวิตได้สมใจ เขากลับรู้สึกไม่พอใจอย่างบอกไม่ถูก แววตาที่นางมองผ่านเขาไปราวกับเขาเป็นเพียงก้อนหินริมทางนั้นมันเสียดแทงใจเขาอย่างรุนแรง ชาติก่อนนางรักเขาปานจะกลืนกิน แต่วันนี้นางกลับเลือกแต่งให้บุรุษที่โหดเหี้ยมที่สุดเพียงเพื่อจะได้ไม่ต้องข้องเกี่ยวกับเขา เขามองมู่หรงเจียวที่อยู่ข้างกาย แม้จะได้สมรสตามที่ปรารถนาทว่าความรู้สึกโชคดีที่ควรจะมีกลับเบาบางลงอย่างน่าประหลาดใจ เมื่อเห็นแผ่นหลังที่ตั้งตรงและสง่างามของมู่หรงเสวี่ยที่เดินออกจากท้องพระโรงไปโดยไม่หันกลับมามองเขาแม้เพียงหางตา มู่หรงเสวี่ยเดินออกจากวังหลวงท่ามกลางสายตาเวทนาปนสงสัยของผู้คน นางสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึก ๆ ความรู้สึกจุกแน่นในลำคอยังคงอยู่ มันมิใช่เพราะความโศกเศร้าหากแต่เป็นความโล่งใจ 'เซี่ยอี้เฟย ท่านจะเป็นปีศาจหรือคนถ่อยข้าไม่สนใจ ขอเพียงท่านไม่กลับมา ข้าจะขอใช้จวนของท่านเป็นที่พำนักสุดท้าย สัมผัสถึงความสงบที่ข้าถวิลหามาทั้งชีวิต' นางไม่รู้เลยว่าโชคชะตาจะนำพานางไปพบกับบุรุษที่สวรรค์กำลังจะชดเชยให้นางได้สมใจแสงสีทองของดวงตะวันยามเช้าสาดส่องเหนือยอดทิวเขาชานเมืองหลวง ทอประกายระยิบระยับล้อกับหยาดน้ำค้างบนกลีบดอกโบตั๋นป่าที่กำลังบานสะพรั่งเต็มลานเรือนตระกูลเซี่ย บรรยากาศรอบกายอบอวลไปด้วยความเงียบสงบเป็นส่วนตัว ไร้ซึ่งกลิ่นคาวเลือด เสียงคมดาบ หรือความกลัวจากการทรยศหักหลังที่เคยตามหลอกหลอนมาสองชาติภพมู่หรงเสวี่ยยืนอยู่ริมระเบียงในชุดผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายด้วยด้ายเงินวาววับ เส้นผมดำขลับทิ้งตัวยาวสลวยถึงบั้นเอว ใบหน้าหวานล้ำอิ่มเอิบไปด้วยความสุขที่แท้จริงดวงตาคู่สวยที่เคยแฝงแววระแวดระวังและเย็นชาในอดีต บัดนี้กลับทอประกายอ่อนโยนดุจผิวน้ำในฤดูใบไม้ผลิ นางทอดสายตามองไปยังแปลงผักสวนครัวและสวนหม่อนที่นางกับสามีช่วยกันลงแรงปลูกไว้เมื่อวันก่อน ยามนี้มันเริ่มแตกยอดอ่อนสีเขียวขจีท้าทายแสงแดด"คิดเรื่องใดอยู่หรือ เสวี่ยเอ๋อร์"เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นชิดใบหู พร้อมกับอ้อมแขนแกร่งอบอุ่นที่สอดเข้ามาโอบกอดเอวของนางจากทางด้านหลัง เซี่ยอี้เฟยในชุดลำลองผ้าไหมเนื้อดีสีครามเข้ม แผงอกกว้างกำยำยังคงอุ่นร้อน ชายหนุ่มซบหน้าลงกับไหล่ของภรรยา สูดดมกลิ่นหอมกรุ่นจากเรือนกายของนางเข้าปอดลึกราวกับไม่มีวันอิ่ม
สายลมโชยพัดพากลิ่นอายชื้นของดินและผืนป่าชานเมืองหลวง ทิ้งเบื้องหลังความวุ่นวายแก่งแย่งชิงดีในราชสำนักไว้ไกลโพ้น ขบวนรถม้าเรียบง่ายทว่าแข็งแรงของอดีตแม่ทัพใหญ่เคลื่อนตัวไปตามเส้นทางสายเล็กที่ทอดยาวสู่ชานเมืองทิศใต้ ยามนี้บนรถม้าไม่ได้มีทองคำหรืออาวุธสงครามล้ำค่าอันใด มีเพียงหีบเสื้อผ้าไม่กี่ใบและร่างระหงของมู่หรงเสวี่ย ที่กำลังนั่งพิงแผงอกกว้างของเซี่ยอี้เฟยด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลายที่สุดในชีวิตชายหนุ่มในชุดผ้าไหมธรรมดาสีน้ำเงินครามไร้เกราะเหล็กหนักอึ้ง ใช้แขนแกร่งโอบรัดเอวของภรรยาไว้หลวม ๆ พลางใช้ปลายนิ้วเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปะทะแก้มเนียนอย่างรักใคร่ แววตาคู่คมที่เคยดุดันดุจเสือร้ายยามอยู่กลางสมรภูมิ บัดนี้กลับฉายประกายความคลั่งรักและเทิดทูนจนแทบจะล้นปรี่ออกมาทุกลมหายใจ"เสวี่ยเอ๋อร์ นั่งรถม้ามาครึ่งค่อนวัน เจ้าเหนื่อยหรือไม่ หากเจ้าเพลีย ข้าจะสั่งให้ขบวนหยุดพักผ่อนใต้ร่มไม้ก่อน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามด้วยความห่วงใยประหนึ่งนางเป็นแก้วตาดวงใจที่อาจแตกสลายได้ทุกเมื่อมู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นสบตาเขา คลี่ยิ้มหวานละมุนที่ทำเอาคนมองหัวใจกระตุก "ข้ามิได้เหนื่อยเลยสักนิดเจ้าค่ะท่านพี่ ตรงกันข้าม ข
ท่ามกลางกลิ่นอายของความล่มสลายที่ปกคลุมจวนราชครูมู่หรงเซิ่น ความเงียบงันที่น่าใจหายคืบคลานเข้าแทนที่เสียงเจรจาของขุนนางที่เคยแวะเวียนมาประจบสอพลอ เมื่อราชโองการสายฟ้าฟาดประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ มิใช่เพียงมู่หรงเจียวที่ต้องรับยาพิษพระราชทาน มู่หรงเซิ่น ผู้เป็นบิดาและหัวหน้าตระกูล กลับต้องโทษฐานละเลยการอบรมบุตรและมีส่วนรู้เห็นในความฉ้อฉลของพรรคพวก แม้ฮ่องเต้จะยังทรงเห็นแก่คุณงามความดีในอดีตไม่สั่งประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร แต่โทษทัณฑ์การริบทรัพย์สินทั้งหมดและเนรเทศไปยังชายแดนตะวันตกอันทุรกันดารชั่วชีวิต ก็ไม่ต่างจากการตายทั้งเป็นสำหรับบุรุษผู้ลุ่มหลงในอำนาจมาตลอดชีวิตมู่หรงเสวี่ยยืนอยู่หน้าประตูจวนตระกูลมู่หรงที่ถูกปิดผนึกด้วยตราประทับของราชสำนัก นางมองดูบิดาที่ครั้งหนึ่งเคยเห็นนางเป็นเพียงผลประโยชน์ บัดนี้เขากลับมีผมที่หงอกขาวเพียงข้ามคืน เดินก้มหน้าโซเซถูกทหารหลวงควบคุมตัวไปรับโทษ แววตาของนางไม่ได้มีความแค้นเคืองที่แผดเผาอีกต่อไป ทว่ากลับเป็นความเยือกเย็นของการจบสิ้นวงจรแห่งวิบากกรรมที่เคยรั้งเหนี่ยวใจนางมาสองชาติภพ"จบสิ้นเสียที" มู่หรงเสวี่ยพึมพำกับสายลม แววตาคมปลาบของนางในยามนี้ก
หยาดน้ำค้างยามค่ำคืนเกาะกุมตามยอดหญ้าในอุทยานหลวงอันเงียบสงัด ทว่าความเงียบสงบภายนอกไม่อาจบรรเทาความเดือดดาลและกระวนกระวายใจของคนในตระกูลมู่หรงได้เลย ข่าวใหญ่เรื่องพระชายาเอกมู่หรงเจียวถูกตลบหลังจนมุมกลางท้องพระโรงในข้อหากบฏขายชาติ และอดีตรัชทายาทเหอจิ่งเว่ย ถูกถอดถอนมงกุฎไปคุมขังในตำหนักเย็นชั่วชีวิตแพร่สะพัดออกไปนอกวังหลวงราวกับไฟลามทุ่ง ยามนี้จวนราชครูตระกูลมู่หรงไม่ต่างจากสุสานที่ไร้เสียงสิ่งมีชีวิต ขุนนางน้อยใหญ่ที่เคยวิ่งเข้าหาซบอิงอำนาจต่างพากันหันหลังหนีและตัดขาดความสัมพันธ์เพื่อเอาตัวรอดณ ห้องหับอันมืดสลัวในคุกหลวงที่ลึกลงไปใต้ดิน ไอเย็นและกลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ แผ่ซ่านจนชวนให้ขนลุก ร่างของมู่หรงเจียวนั่งคุดคู้อยู่บนกองฟางแห้ง อาภรณ์งดงามที่นางเคยภาคภูมิใจยามนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดโคลนและรอยฉีกขาด ใบหน้างดงามซูบซีดไร้สีเลือด แววตาที่เคยฉายประกายเย่อหยิ่งเหลือเพียงความว่างเปล่าระคนคลั่งแค้นเสียงฝีเท้าเบาบางดังกังวานขึ้นจากทางเดิน มู่หรงเจียวสะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นมองดุจคนมีความหวังว่าจะมีใครมาช่วย ทว่าทันทีที่แสงโคมไฟส่องกระทบใบหน้าของผู้มาเยือน หัวใจของนางพลันด
วังหลวงเช้าวันใหม่บรรยากาศภายในท้องพระโรงยามนี้กดดันจนขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันก้มหน้าเงียบ ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยสิ่งใดออกมา เสียงฝีเท้าหนักแน่นทรงพลังดังกังวานขึ้นเบื้องหลัง พร้อมกับการปรากฏกายของเซี่ยอี้เฟย ท่วงท่าองอาจดุดันเคียงข้างกายของเขาคือมู่หรงเสวี่ยในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มขลิบทองดูสง่างามดุจนางพญาหงส์ แววตาคู่สวยเยือกเย็นนิ่งสนิทราวกับกำลังเดินเข้าสู่กระดานหมากที่นางเป็นผู้คุมชะตาชีวิตของทุกคนบนบัลลังก์มังกรองค์ฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมาด้วยสายพระเนตรอันทรงอำนาจ ในขณะที่เหอจิ่งเว่ยและมู่หรงเจียว ที่ถูกทหารควบคุมตัวเข้ามาในข้อหาอื้อฉาว ยืนหน้าซีดเผือดอยู่กลางห้อง มู่หรงเจียวยังคงพยายามเชิดหน้า แสร้งทำเป็นสตรีผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกลั่นแกล้งดั่งเช่นหน้ากากบัวขาวที่นางเคยสวมใส่มาแต่อดีตชาติ"แม่ทัพเซี่ย เจ้าและฮูหยินเดินทางมาขัดการประชุมขุนนางในเช้าวันนี้ มีฎีกาด่วนอันใดงั้นหรือ" เสียงของฮ่องเต้ดังกังวานแฝงความสงสัยเซี่ยอี้เฟยก้าวเท้าไปเบื้องหน้า คุกเข่าลงอย่างหนักแน่น ทว่าแววตากลับคมกริบดุจปลายทวน "ทูลฝ่าบาท กระหม่อมและฮูหยินมีคดีใหญ่ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของบ้านเมืองมาทูลถวาย ยามนี้กอง
ท่ามกลางราตรีอันมืดมิดและเหน็บหนาวของเมืองหลวง แสงโคมไฟริบหรี่จากร้านขายของท้ายตลาดทอดเงายาวดูวังเวง ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าสถานที่อับชื้นและดูซอมซ่อแห่งนี้ จะเป็นรังลับของกองกำลังสายลับจากแคว้นเหนือที่แฝงตัวเข้ามาเพื่อบ่อนทำลายราชสำนักขันทีเฒ่าผู้มีความโลภบังตาลอบเดินเลาะตามตรอกซอกซอยอับสายตา ทันทีที่มาถึงประตูหลังร้าน เขารีบเคาะประตูเป็นจังหวะลับเพื่อส่งมอบซองสีน้ำตาลหนาซึ่งภายในบรรจุแผนที่ค่ายทหารของปลอม ที่ มู่หรงเสวี่ยจัดฉากสลับเปลี่ยนไว้เรียบร้อยแล้วเขายังคงกระหยิ่มยิ้มย่อง คิดว่าตนเองกำลังทำความชอบครั้งใหญ่ให้แก่พระชายาเอก"นี่คือแผนยุทธศาสตร์และแนวป้องกันของกองทัพ พระชายาสั่งให้พวกเจ้าลงมือทันทีที่จับสัญญาณได้" ขันทีเฒ่ากระซิบเสียงสั่นชายชุดดำผู้รับสารยิ้มเหี้ยม แววตาคมกริบฉายประกายละโมบ "ดีมาก บอกพระชายาของเจ้า เมื่อแคว้นเหนือบุกยึดชายแดนและส่งยอดฝีมือเข้าเมืองหลวง ตำแหน่งฮองเฮาจะตกเป็นของนางอย่างแน่นอน"ทว่า ทันทีที่ซองสารเปลี่ยนมือและขันทีเฒ่าหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับวังหลวง เสียงนกแสกขยับปีกดังกังวานกึกก้องไปทั่วสี่ทิศ พลันปรากฏร่างเงาสายลับในชุดสีน้ำเงินเข้มขลิบทองของกอง
ภายใต้แสงโคมสลัวในห้องโถงตะวันออกของจวนราชครู บรรยากาศดูหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความโลภที่กระจายออกมาจากแววตาของสตรีสองแม่ลูก อนุหลิน ผู้มีความงามแบบดอกไม้ป่าที่เริ่มร่วงโรยพยายามปั้นยิ้มประจบเอาใจ ขณะที่มู่หรงเจียวนั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยท่าทางกระสับกระส่าย สายตาของทั้งคู่จดจ้องไปยังหีบไม้จันทน์หอมสลักลาย
ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงในวันนี้ดูสดใสแฝงไปด้วยกระแสคลื่นใต้น้ำ ร้านผ้าแพรไหมที่ขึ้นชื่อว่าประณีตที่สุดในใต้หล้า บัดนี้เนืองแน่นไปด้วยขบวนรถม้าหรูหราจากสองจวนใหญ่ที่บังเอิญมาบรรจบกันโดยมิได้นัดหมายมู่หรงเสวี่ยก้าวลงจากรถม้าในอาภรณ์สีขาวนวลตา ท่วงท่าของนางสงบนิ่งเมื่อนางเดินเข้าไปภายในร้าน สายตาพลันปะ
ณ ค่ายทหารชายแดนเหนืออันทุรกันดาร ลมหนาวพัดกระโชกหอบเอาละอองทรายมาปะทะกับกระโจมใหญ่ กลิ่นอายของคาวเลือดและเขม่าไฟยังคงล่องลอยอยู่ในอากาศ ทว่าความเงียบงันกลับปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณยามที่ขันทีจากเมืองหลวงคลี่ราชโองการสีเหลืองทองออกเซี่ยอี้เฟย แม่ทัพใหญ่ผู้ครองฉายาปีศาจกระหายเลือด นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม
สายลมยามบ่ายพัดผ่านศาลาริมสระบัวภายในเขตพระราชฐานชั้นนอก กลิ่นอายของดอกบัวหอมระรื่นไม่ได้ทำให้บรรยากาศรอบกายของมู่หรงเสวี่ยผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย นางกำลังนั่งจิบชาอย่างสงบรอรถม้าของตระกูล ขณะนั้นเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและคุ้นเคยจนน่ารำคาญกลับดังขึ้นจากทางด้านหลังนางไม่หันไปมอง แต่กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ







