LOGINณ ค่ายทหารชายแดนเหนืออันทุรกันดาร ลมหนาวพัดกระโชกหอบเอาละอองทรายมาปะทะกับกระโจมใหญ่ กลิ่นอายของคาวเลือดและเขม่าไฟยังคงล่องลอยอยู่ในอากาศ ทว่าความเงียบงันกลับปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณยามที่ขันทีจากเมืองหลวงคลี่ราชโองการสีเหลืองทองออก
เซี่ยอี้เฟย แม่ทัพใหญ่ผู้ครองฉายาปีศาจกระหายเลือด นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้อย่างองอาจ ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดเกราะดูน่าเกรงขาม ใบหน้าของเขาคมเข้มดุจรูปสลัก แผลเป็นจาง ๆ ที่หางตาขวาไม่ได้ลดทอนความหล่อเหลาลงแม้แต่น้อย ทว่ากลับเพิ่มกลิ่นอายความโหดเหี้ยมที่ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วน "มีพระราชโองการประทานสมรสระหว่าง แม่ทัพเซี่ยอี้เฟยและคุณหนูใหญ่มู่หรงเสวี่ยแห่งจวนราชครู ให้ครองคู่สมานฉันท์สืบไป จบราชโองการ" สิ้นเสียงกังวานของขันที ทั้งกระโจมพลันเงียบกริบดุจป่าช้า เหล่านายกองที่ยืนอยู่เบื้องหลังต่างสบตากันด้วยความตื่นตะลึง ขันทีผู้ส่งสารเหงื่อไหลซึมตามไรผม เขาเคยได้ยินข่าวลือมาว่าท่านแม่ทัพผู้นี้เคยประกาศกร้าวไว้เมื่อหลายปีก่อน หากตระกูลใดส่งลูกสาวมาถ่วงขาเขาที่ชายแดน เขาจะส่งนางกลับไปในสภาพร่างที่ไร้วิญญาณ หรือไม่ก็นางต้องทนรับกฎทหารอันโหดเหี้ยมในจวนให้ได้ ทว่า ปฏิกิริยาของเซี่ยอี้เฟยกลับผิดคาด มุมปากหยักลึกของแม่ทัพหนุ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา ดวงตาคมปลาบกลับทอประกายความสนใจอย่างปิดไม่มิด เขาลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง ก้าวเข้าไปรับราชโองการด้วยมือข้างเดียว ท่าทางของเขาหาได้มีความนอบน้อมต่ออำนาจราชสำนัก กลับมีความพึงพอใจประหลาดที่ฉายชัดออกมา "มู่หรงเสวี่ย" เสียงทุ้มต่ำของเขาพึมพำชื่อนั้นราวกับกำลังลิ้มรสสุราเลิศรส "สตรีที่กล้าแต่งกับข้า ทั้งที่รู้ดีว่าข้าตั้งเงื่อนไขไว้อย่างไร นางเป็นคนโง่ที่อยากตาย หรือเป็นยอดคนที่มีจิตใจกล้าแกร่งกันกันแน่" "เรียนท่านแม่ทัพ คุณหนูใหญ่ผู้นี้คือลูกสาวสุดที่รักของท่านราชครู และเคยเกือบได้เป็นว่าที่ชายารัชทายาทด้วยขอรับ" นายกองผู้หนึ่งกระซิบรายงาน เซี่ยอี้เฟยหัวเราะในลำคอ เสียงหัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความรู้สึกท้าทายที่ไม่ได้สัมผัสมานาน "น่าสนใจ สตรีที่กล้าละทิ้งว่าที่ฮองเฮามาเข้าจวนปีศาจเช่นข้า ข้าอยากเห็นนักว่านางจะทนทานความโดดเดี่ยวในจวนของข้าได้นานเพียงใด" เขาสะบัดชายเสื้อคลุมก่อนจะหันไปสั่งการด้วยน้ำเสียงทรงพลัง "เตรียมของหมั้นหมาย ส่งเครื่องบรรณาการที่ข้าตีชิงมาได้จากเผ่าเร่ร่อนทางเหนือไปที่จวนราชครู บอกนางว่า ในเมื่อนางกล้าขอข้าก็กล้ารับ" ในเวลาเดียวกัน ณ เมืองหลวงอันมั่งคั่ง ภายในเรือนชิงเหออันเงียบสงบ มู่หรงเสวี่ยในชุดลำลองสีเขียวอ่อนนวลตากำลังถือผ้าแพรเนื้อละเอียด ขัดถูแจกันลายครามอย่างตั้งใจ แสงแดดรำไรที่ทาบทอผ่านกิ่งเหมยเข้ามาพาดทับใบหน้าเรียบเฉยของนาง ดูงดงามราวกับภาพวาดที่ไร้กังวล นางไม่ได้เร่งรีบหรือตื่นตระหนกกับข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงว่านางกำลังจะไปตกนรกในจวนแม่ทัพ ตรงกันข้าม มู่หรงเสวี่ยกลับรู้สึกสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางสั่งให้บ่าวไพร่จัดแต่งเครื่องเรือนใหม่ รื้อถอนผ้าม่านสีฉูดฉาดออก แล้วแทนที่ด้วยไม้แกะสลักเรียบง่ายและภาพวาดทิวทัศน์ที่ดูสงบเย็น 'ความรักคือสิ่งไร้สาระ ความสงบสุขต่างหากคือของจริง' นางคิดในใจยามที่ขัดแจกันจนเงาวับ ทว่าความเงียบสงบก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบของพ่อบ้านจวนราชครู "คุณหนูใหญ่ มีคนของจวนแม่ทัพเซี่ยมาขอพบขอรับ พวกเขานำหีบสมบัติและของขวัญมากมายมามอบให้ บอกว่าเป็นของหมั้นจากท่านแม่ทัพขอรับ" มู่หรงเสวี่ยชะงักมือเล็กน้อย นางวางผ้าลงแล้วเดินออกไปที่โถงหน้าจวน ที่นั่นนางพบกับชายฉกรรจ์ในชุดทหารสีเข้มสี่ห้าคน ท่าทางดุดันและมีกลิ่นอายสนามรบ พวกเขาวางหีบไม้ขนาดใหญ่ลงตรงหน้านาง "นี่คือของกำนัลจากท่านแม่ทัพขอรับ ท่านสั่งกำชับว่าต้องส่งถึงมือคุณหนูใหญ่ด้วยตนเอง" ทหารผู้เป็นหัวหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงห้วนตามวิสัยคนชายแดน มู่หรงเสวี่ยพยักหน้าเบา ๆ นางมิได้แสดงอาการละโมบต่อสมบัติ แต่กลับเอื้อมมือไปรับจดหมายฉบับหนึ่งที่วางอยู่บนยอดหีบ กระดาษนั้นมีความสากและกลิ่นของเขม่าดินปืนจาง ๆ ติดอยู่ ลายมือที่ตวัดบนซองจดหมายดุดัน แข็งแรง และเปี่ยมด้วยพลังอำนาจ นางคลี่จดหมายออกอ่านเงียบ ๆ ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของบ่าวไพร่ ‘ถึงคุณหนูใหญ่มู่หรงเสวี่ย ในเมื่อเจ้ากล้าเลือกข้าเป็นสามี ก็จงเตรียมใจรับความเงียบงันที่ข้ามอบให้ จวนของข้าไม่มีผ้าไหมชั้นเลิศ ไม่มีงานเลี้ยงเริงรมย์ มีเพียงกฎระเบียบและคมดาบ หากเจ้าคิดจะมาเพื่อแสวงหาอำนาจ เจ้าคิดผิด แต่หากเจ้ามาเพื่อแสวงหาที่พำนัก ข้าจะเปิดประตูจวนรอรับ ของในหีบนี้คือของหมั้นหมาย หากเจ้าเปลี่ยนใจยามนี้ยังพอมีทางถอย แต่หากรับของไปแล้ว ชาตินี้เจ้าคือคนของข้า ตายไปก็ต้องเป็นผีจวนเซี่ยเท่านั้น’ มู่หรงเสวี่ยอ่านจบแล้วมุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง นางหันไปมองในหีบ ในนั้นมิใช่เครื่องประดับทองหยองดาษดื่น แต่เป็นชุดเกราะอ่อนทำจากไหมเงิน หนังสัตว์หายากจากแดนเหนือ และมีดสั้นเล่มหนึ่งที่มีฝักทำจากกระดูกขาวสลักลวดลายงดงาม นี่ไม่ใช่ของขวัญสำหรับสตรีที่จะไปเป็นฮูหยินผู้อ่อนแอ แต่มันคือของขวัญสำหรับนักรบที่จะไปยืนเคียงข้างเขา หรือไม่ก็คือการทดสอบจิตใจของนาง "กลับไปเรียนท่านแม่ทัพ" มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเสียงนิ่งทว่ามั่นคง "ของหมั้นหมายเหล่านี้ถูกใจข้ายิ่งนัก ข้ามู่หรงเสวี่ย ไม่เคยคิดจะถอยหลังกลับ ตั้งแต่วันที่ข้าเอ่ยชื่อท่านกลางท้องพระโรง ข้าก็เตรียมใจจะเป็นผีจวนเซี่ยไว้แล้ว" เหล่านายทหารชายแดนถึงกับชะงัก พวกเขาไม่เคยพบสตรีในเมืองหลวงคนใดที่ได้ยินคำขู่ของท่านแม่ทัพแล้วยังกล้าสบตาและตอบโต้ได้อย่างองอาจเช่นนี้ ความประทับใจแวบขึ้นในดวงตาของพวกเขาโดยไม่รู้ตัว มู่หรงเสวี่ยหยิบมีดสั้นกระดูกขาวขึ้นมาลูบคลำเบา ๆ สัมผัสที่เย็นเยียบของมันกลับทำให้นางรู้สึกปลอดภัยยิ่งกว่าอ้อมกอดจอมปลอมของรัชทายาทเหอจิ่งเว่ยเสียอีก ในขณะที่ทางวังหลวงกำลังวุ่นวายกับการเตรียมงานแต่งของมู่หรงเจียวที่ดูสวยหรู มู่หรงเสวี่ยกลับเริ่มเก็บสัมภาระอย่างสบายใจ นางกำลังมุ่งหน้าไปหากำแพงที่แข็งแกร่งที่สุดเพื่อปกป้องชีวิตใหม่ของนางและดูเหมือนว่ากำแพงที่ชื่อเซี่ยอี้เฟยนี้ จะมีสิ่งที่ถูกใจนางไม่น้อยเลยทีเดียวแสงสีทองของดวงตะวันยามเช้าสาดส่องเหนือยอดทิวเขาชานเมืองหลวง ทอประกายระยิบระยับล้อกับหยาดน้ำค้างบนกลีบดอกโบตั๋นป่าที่กำลังบานสะพรั่งเต็มลานเรือนตระกูลเซี่ย บรรยากาศรอบกายอบอวลไปด้วยความเงียบสงบเป็นส่วนตัว ไร้ซึ่งกลิ่นคาวเลือด เสียงคมดาบ หรือความกลัวจากการทรยศหักหลังที่เคยตามหลอกหลอนมาสองชาติภพมู่หรงเสวี่ยยืนอยู่ริมระเบียงในชุดผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายด้วยด้ายเงินวาววับ เส้นผมดำขลับทิ้งตัวยาวสลวยถึงบั้นเอว ใบหน้าหวานล้ำอิ่มเอิบไปด้วยความสุขที่แท้จริงดวงตาคู่สวยที่เคยแฝงแววระแวดระวังและเย็นชาในอดีต บัดนี้กลับทอประกายอ่อนโยนดุจผิวน้ำในฤดูใบไม้ผลิ นางทอดสายตามองไปยังแปลงผักสวนครัวและสวนหม่อนที่นางกับสามีช่วยกันลงแรงปลูกไว้เมื่อวันก่อน ยามนี้มันเริ่มแตกยอดอ่อนสีเขียวขจีท้าทายแสงแดด"คิดเรื่องใดอยู่หรือ เสวี่ยเอ๋อร์"เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นชิดใบหู พร้อมกับอ้อมแขนแกร่งอบอุ่นที่สอดเข้ามาโอบกอดเอวของนางจากทางด้านหลัง เซี่ยอี้เฟยในชุดลำลองผ้าไหมเนื้อดีสีครามเข้ม แผงอกกว้างกำยำยังคงอุ่นร้อน ชายหนุ่มซบหน้าลงกับไหล่ของภรรยา สูดดมกลิ่นหอมกรุ่นจากเรือนกายของนางเข้าปอดลึกราวกับไม่มีวันอิ่ม
สายลมโชยพัดพากลิ่นอายชื้นของดินและผืนป่าชานเมืองหลวง ทิ้งเบื้องหลังความวุ่นวายแก่งแย่งชิงดีในราชสำนักไว้ไกลโพ้น ขบวนรถม้าเรียบง่ายทว่าแข็งแรงของอดีตแม่ทัพใหญ่เคลื่อนตัวไปตามเส้นทางสายเล็กที่ทอดยาวสู่ชานเมืองทิศใต้ ยามนี้บนรถม้าไม่ได้มีทองคำหรืออาวุธสงครามล้ำค่าอันใด มีเพียงหีบเสื้อผ้าไม่กี่ใบและร่างระหงของมู่หรงเสวี่ย ที่กำลังนั่งพิงแผงอกกว้างของเซี่ยอี้เฟยด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลายที่สุดในชีวิตชายหนุ่มในชุดผ้าไหมธรรมดาสีน้ำเงินครามไร้เกราะเหล็กหนักอึ้ง ใช้แขนแกร่งโอบรัดเอวของภรรยาไว้หลวม ๆ พลางใช้ปลายนิ้วเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปะทะแก้มเนียนอย่างรักใคร่ แววตาคู่คมที่เคยดุดันดุจเสือร้ายยามอยู่กลางสมรภูมิ บัดนี้กลับฉายประกายความคลั่งรักและเทิดทูนจนแทบจะล้นปรี่ออกมาทุกลมหายใจ"เสวี่ยเอ๋อร์ นั่งรถม้ามาครึ่งค่อนวัน เจ้าเหนื่อยหรือไม่ หากเจ้าเพลีย ข้าจะสั่งให้ขบวนหยุดพักผ่อนใต้ร่มไม้ก่อน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามด้วยความห่วงใยประหนึ่งนางเป็นแก้วตาดวงใจที่อาจแตกสลายได้ทุกเมื่อมู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นสบตาเขา คลี่ยิ้มหวานละมุนที่ทำเอาคนมองหัวใจกระตุก "ข้ามิได้เหนื่อยเลยสักนิดเจ้าค่ะท่านพี่ ตรงกันข้าม ข
ท่ามกลางกลิ่นอายของความล่มสลายที่ปกคลุมจวนราชครูมู่หรงเซิ่น ความเงียบงันที่น่าใจหายคืบคลานเข้าแทนที่เสียงเจรจาของขุนนางที่เคยแวะเวียนมาประจบสอพลอ เมื่อราชโองการสายฟ้าฟาดประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ มิใช่เพียงมู่หรงเจียวที่ต้องรับยาพิษพระราชทาน มู่หรงเซิ่น ผู้เป็นบิดาและหัวหน้าตระกูล กลับต้องโทษฐานละเลยการอบรมบุตรและมีส่วนรู้เห็นในความฉ้อฉลของพรรคพวก แม้ฮ่องเต้จะยังทรงเห็นแก่คุณงามความดีในอดีตไม่สั่งประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร แต่โทษทัณฑ์การริบทรัพย์สินทั้งหมดและเนรเทศไปยังชายแดนตะวันตกอันทุรกันดารชั่วชีวิต ก็ไม่ต่างจากการตายทั้งเป็นสำหรับบุรุษผู้ลุ่มหลงในอำนาจมาตลอดชีวิตมู่หรงเสวี่ยยืนอยู่หน้าประตูจวนตระกูลมู่หรงที่ถูกปิดผนึกด้วยตราประทับของราชสำนัก นางมองดูบิดาที่ครั้งหนึ่งเคยเห็นนางเป็นเพียงผลประโยชน์ บัดนี้เขากลับมีผมที่หงอกขาวเพียงข้ามคืน เดินก้มหน้าโซเซถูกทหารหลวงควบคุมตัวไปรับโทษ แววตาของนางไม่ได้มีความแค้นเคืองที่แผดเผาอีกต่อไป ทว่ากลับเป็นความเยือกเย็นของการจบสิ้นวงจรแห่งวิบากกรรมที่เคยรั้งเหนี่ยวใจนางมาสองชาติภพ"จบสิ้นเสียที" มู่หรงเสวี่ยพึมพำกับสายลม แววตาคมปลาบของนางในยามนี้ก
หยาดน้ำค้างยามค่ำคืนเกาะกุมตามยอดหญ้าในอุทยานหลวงอันเงียบสงัด ทว่าความเงียบสงบภายนอกไม่อาจบรรเทาความเดือดดาลและกระวนกระวายใจของคนในตระกูลมู่หรงได้เลย ข่าวใหญ่เรื่องพระชายาเอกมู่หรงเจียวถูกตลบหลังจนมุมกลางท้องพระโรงในข้อหากบฏขายชาติ และอดีตรัชทายาทเหอจิ่งเว่ย ถูกถอดถอนมงกุฎไปคุมขังในตำหนักเย็นชั่วชีวิตแพร่สะพัดออกไปนอกวังหลวงราวกับไฟลามทุ่ง ยามนี้จวนราชครูตระกูลมู่หรงไม่ต่างจากสุสานที่ไร้เสียงสิ่งมีชีวิต ขุนนางน้อยใหญ่ที่เคยวิ่งเข้าหาซบอิงอำนาจต่างพากันหันหลังหนีและตัดขาดความสัมพันธ์เพื่อเอาตัวรอดณ ห้องหับอันมืดสลัวในคุกหลวงที่ลึกลงไปใต้ดิน ไอเย็นและกลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ แผ่ซ่านจนชวนให้ขนลุก ร่างของมู่หรงเจียวนั่งคุดคู้อยู่บนกองฟางแห้ง อาภรณ์งดงามที่นางเคยภาคภูมิใจยามนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดโคลนและรอยฉีกขาด ใบหน้างดงามซูบซีดไร้สีเลือด แววตาที่เคยฉายประกายเย่อหยิ่งเหลือเพียงความว่างเปล่าระคนคลั่งแค้นเสียงฝีเท้าเบาบางดังกังวานขึ้นจากทางเดิน มู่หรงเจียวสะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นมองดุจคนมีความหวังว่าจะมีใครมาช่วย ทว่าทันทีที่แสงโคมไฟส่องกระทบใบหน้าของผู้มาเยือน หัวใจของนางพลันด
วังหลวงเช้าวันใหม่บรรยากาศภายในท้องพระโรงยามนี้กดดันจนขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันก้มหน้าเงียบ ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยสิ่งใดออกมา เสียงฝีเท้าหนักแน่นทรงพลังดังกังวานขึ้นเบื้องหลัง พร้อมกับการปรากฏกายของเซี่ยอี้เฟย ท่วงท่าองอาจดุดันเคียงข้างกายของเขาคือมู่หรงเสวี่ยในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มขลิบทองดูสง่างามดุจนางพญาหงส์ แววตาคู่สวยเยือกเย็นนิ่งสนิทราวกับกำลังเดินเข้าสู่กระดานหมากที่นางเป็นผู้คุมชะตาชีวิตของทุกคนบนบัลลังก์มังกรองค์ฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมาด้วยสายพระเนตรอันทรงอำนาจ ในขณะที่เหอจิ่งเว่ยและมู่หรงเจียว ที่ถูกทหารควบคุมตัวเข้ามาในข้อหาอื้อฉาว ยืนหน้าซีดเผือดอยู่กลางห้อง มู่หรงเจียวยังคงพยายามเชิดหน้า แสร้งทำเป็นสตรีผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกลั่นแกล้งดั่งเช่นหน้ากากบัวขาวที่นางเคยสวมใส่มาแต่อดีตชาติ"แม่ทัพเซี่ย เจ้าและฮูหยินเดินทางมาขัดการประชุมขุนนางในเช้าวันนี้ มีฎีกาด่วนอันใดงั้นหรือ" เสียงของฮ่องเต้ดังกังวานแฝงความสงสัยเซี่ยอี้เฟยก้าวเท้าไปเบื้องหน้า คุกเข่าลงอย่างหนักแน่น ทว่าแววตากลับคมกริบดุจปลายทวน "ทูลฝ่าบาท กระหม่อมและฮูหยินมีคดีใหญ่ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของบ้านเมืองมาทูลถวาย ยามนี้กอง
ท่ามกลางราตรีอันมืดมิดและเหน็บหนาวของเมืองหลวง แสงโคมไฟริบหรี่จากร้านขายของท้ายตลาดทอดเงายาวดูวังเวง ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าสถานที่อับชื้นและดูซอมซ่อแห่งนี้ จะเป็นรังลับของกองกำลังสายลับจากแคว้นเหนือที่แฝงตัวเข้ามาเพื่อบ่อนทำลายราชสำนักขันทีเฒ่าผู้มีความโลภบังตาลอบเดินเลาะตามตรอกซอกซอยอับสายตา ทันทีที่มาถึงประตูหลังร้าน เขารีบเคาะประตูเป็นจังหวะลับเพื่อส่งมอบซองสีน้ำตาลหนาซึ่งภายในบรรจุแผนที่ค่ายทหารของปลอม ที่ มู่หรงเสวี่ยจัดฉากสลับเปลี่ยนไว้เรียบร้อยแล้วเขายังคงกระหยิ่มยิ้มย่อง คิดว่าตนเองกำลังทำความชอบครั้งใหญ่ให้แก่พระชายาเอก"นี่คือแผนยุทธศาสตร์และแนวป้องกันของกองทัพ พระชายาสั่งให้พวกเจ้าลงมือทันทีที่จับสัญญาณได้" ขันทีเฒ่ากระซิบเสียงสั่นชายชุดดำผู้รับสารยิ้มเหี้ยม แววตาคมกริบฉายประกายละโมบ "ดีมาก บอกพระชายาของเจ้า เมื่อแคว้นเหนือบุกยึดชายแดนและส่งยอดฝีมือเข้าเมืองหลวง ตำแหน่งฮองเฮาจะตกเป็นของนางอย่างแน่นอน"ทว่า ทันทีที่ซองสารเปลี่ยนมือและขันทีเฒ่าหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับวังหลวง เสียงนกแสกขยับปีกดังกังวานกึกก้องไปทั่วสี่ทิศ พลันปรากฏร่างเงาสายลับในชุดสีน้ำเงินเข้มขลิบทองของกอง
ภายใต้แสงโคมสลัวในห้องโถงตะวันออกของจวนราชครู บรรยากาศดูหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความโลภที่กระจายออกมาจากแววตาของสตรีสองแม่ลูก อนุหลิน ผู้มีความงามแบบดอกไม้ป่าที่เริ่มร่วงโรยพยายามปั้นยิ้มประจบเอาใจ ขณะที่มู่หรงเจียวนั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยท่าทางกระสับกระส่าย สายตาของทั้งคู่จดจ้องไปยังหีบไม้จันทน์หอมสลักลาย
ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงในวันนี้ดูสดใสแฝงไปด้วยกระแสคลื่นใต้น้ำ ร้านผ้าแพรไหมที่ขึ้นชื่อว่าประณีตที่สุดในใต้หล้า บัดนี้เนืองแน่นไปด้วยขบวนรถม้าหรูหราจากสองจวนใหญ่ที่บังเอิญมาบรรจบกันโดยมิได้นัดหมายมู่หรงเสวี่ยก้าวลงจากรถม้าในอาภรณ์สีขาวนวลตา ท่วงท่าของนางสงบนิ่งเมื่อนางเดินเข้าไปภายในร้าน สายตาพลันปะ
สายลมยามบ่ายพัดผ่านศาลาริมสระบัวภายในเขตพระราชฐานชั้นนอก กลิ่นอายของดอกบัวหอมระรื่นไม่ได้ทำให้บรรยากาศรอบกายของมู่หรงเสวี่ยผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย นางกำลังนั่งจิบชาอย่างสงบรอรถม้าของตระกูล ขณะนั้นเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและคุ้นเคยจนน่ารำคาญกลับดังขึ้นจากทางด้านหลังนางไม่หันไปมอง แต่กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ
แสงตะวันยามเช้าส่องผ่านม่านสีโปร่ง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ที่โชยมากับลมทำให้นางขมวดคิ้วด้วยความฉงน มู่หรงเสวี่ยพยายามลืมตาที่หนักอึ้ง ภาพความทรงจำสุดท้ายคือความหนาวเหน็บในตำหนักคุนหนิงและแววตาชิงชังของเหอจิ่งเว่ย ทว่าเมื่อภาพเบื้องหน้าชัดเจนขึ้น นางกลับลืมตาขึ้นได้และพบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงสี่เสา







