ANMELDENเจียงซู่เดินไปหาถั่วหลันซึ่งพักรักษาตัวอยู่กระโจมอีกหลังหนึ่ง โชคดีที่พวกนางทั้งสองคนไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่เสียขวัญเท่านั้น
" ถั่วหลัน! " เจียงซู่เรียกคนสนิทพร้อมกับเปิดม่านประตูเข้าไปด้านใน คนถูกเรียกหันใบหน้ามองไปทางต้นเสียง พอได้เห็นใบหน้าของกันและกัน ขอบตาทั้งสองข้างก็พลันร้อนผ่าว รู้สึกดีใจที่เห็นอีกฝ่ายยังปลอดภัยดี " คุณหนู! " ถั่วหลันเรียกเจ้านายเสียงสั่น ใบหน้าเนียนใสอาบไปด้วยหยาดน้ำตามากมาย " ไม่ต้องร้องนะ พวกเราปลอดภัยแล้ว" เจียงซู่เดินเข้าไปกอดปลอบคนเจ็บที่นอนอยู่บนเตียง สภาพของนางกับถั่วหลันไม่ต่างกันมากนัก มีร่องรอยฟกช้ำตามใบหน้าและร่างกายเล็กน้อย แผลทางร่างกายใช้เวลารักษาอีกสองสามวันก็คงหายดี แต่แผลทางจิตใจไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเพียงใดจึงจะบรรเทาลงได้ เจียงซู่เห็นว่าถั่วหลันมีสีหน้าอ่อนเพลีย นางจึงอยู่พูดคุยกับอีกฝ่ายพักหนึ่ง ก่อนจะปล่อยให้ถั่วหลันได้นอนพักผ่อนต่อ แต่ก่อนกลับเรือน นางจะต้องแวะไปขอบคุณผู้ช่วยชีวิตสักหน่อย ประเดี๋ยวอีกฝ่ายจะหาว่านางไม่รู้จักบุญคุณคน! เจียงซู่ไม่รู้ว่ากระโจมของท่านอ๋องอยู่ที่ไหน นางใช้วิธีการสังเกตด้วยตนเอง กระโจมของเชื้อพระวงศ์ผู้นั้นน่าจะแตกต่างจากของคนอื่นอยู่พอสมควร พอเดินหาไปได้สักพัก สายตาก็พลันสะดุดเข้ากับกระโจมสีเหลืองทองหลังหนึ่งพอดี นี่คงเป็นกระโจมพักของท่านอ๋องกระมัง! หญิงสาวก้าวเท้าไปยังกระโจมหลังนั้น ครั้นมาถึงด้านหน้ากระโจม เจียงซู่ก็ก้มลูบแขนเสื้อที่ยับย่นของตนเอง ชะโงกหน้ามองลงไปในอ่างน้ำที่วางอยู่ด้านข้าง หยิบเศษหญ้าชิ้นเล็กๆ ออกจากเส้นผม ถึงสภาพของนางจะดูมอมแมมไปสักหน่อย แต่ดูโดยรวมก็ยังถือว่าไม่แย่สักเท่าไร พอตรวจสอบเสื้อผ้าและทรงผมเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาที่นางจะต้องขอเข้าไปพบเขาเสียที เจียงซู่ย่อตัวลง ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกัน และก้มหัวลงเล็กน้อย " ท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันมีนามว่าเจียงซู่ เป็นคนที่ท่านอ๋องช่วยไว้เมื่อคืน หม่อมฉันอยากมาขอบคุณท่านอ๋องก่อนออกเดินทางกลับเพคะ " ผ่านไปสักพัก น้ำเสียงทรงอำนาจก็เปล่งออกมาจากด้านในกระโจม " เข้ามา! " เจียงซู่รวบรวมความกล้าด้วยการสูดลมหายใจเข้าออก หัวใจของนางเต้นกระหน่ำราวกับเป็นกลองออกศึก มือทั้งสองข้างสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น หากอีกฝ่ายเป็นคนธรรมดา นางคงไม่สั่นกลัวถึงขนาดนี้ " เป็นอะไรไป? " คนด้านในถามออกมา เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมเดินเข้าไปเสียที " จะไม่เข้ามางั้นรึ? " เจียงซู่ส่ายศีรษะเรียกสติให้กลับคืนมา ก่อนจะเร่งรีบตอบกลับไป " เพคะ! กำลังจะเข้าไปเพคะ " หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าอีกครั้ง ก่อนจะใช้มือแหวกม่านกระโจมเข้าไป ใบหน้าหวานมองตรงไปยังบุรุษร่างกำยำผู้นั้น อีกฝ่ายกำลังนั่งเช็ดอาวุธสังหารอยู่ เจียงซู่ถือวิสาสะจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่ม นางอยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะมีสีหน้าเช่นไร ครั้นได้มองเต็มตา ดวงตาทั้งสองข้างก็พลันลุกวาวเปล่งประกายระยิบระยับ ท่านอ๋องผู้นี้ช่างรูปงามยิ่งนัก! รูปร่างก็ดี ใบหน้าก็ดี ชาติกำเนิดก็ดี นี่เขาทำบุญที่วัดวาอารามไหนมาหรือ ถึงได้เพียบพร้อมไปเสียทุกอย่างเช่นนี้?! เจียงซู่กล่าวชื่นชมอีกฝ่ายในใจ ทว่า... ท่าทีของเขาเรียบนิ่งเกินไป จนนางเกิดความหวาดหวั่น กลัวว่าตนเองจะเข้ามารบกวนอีกฝ่ายเข้า " เอ่อคือ... หม่อมฉันมารบกวนท่านอ๋องหรือไม่เพคะ? " เจียงซู่ถามตามมารยาท หากเขาบอกว่ารบกวน นางจะรีบออกไปทันที " ไม่หรอก! ข้ากำลังว่างอยู่พอดี เจ้ามีอะไรก็รีบพูดมา " เขากล่าวเสียงเย็น โดยไม่หันไปมองหน้าอีกฝ่าย เจียงซู่กลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง ก่อนจะนั่งคุกเข่าลง ยกมือทั้งสองขึ้นมาประสานกัน " หม่อมฉันอยากขอบคุณท่านอ๋องที่ช่วยเหลือเพคะ " " ไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร การช่วยคนกับการฆ่าคน มันก็ง่ายพอๆ กันนั่นแหละ " คนพูดไม่คิดอะไร แต่คนฟังกลับนิ่งงันไปชั่วขณะ ภาพที่เขาสังหารโจรชั่วผู้นั้น ผุดขึ้นมาในหัวของนางอีกครั้ง เลือดอุ่นๆ ที่สาดมาโดนตัวนาง ยังคงฝังลึกอยู่ในความทรงจำไม่เลือนหายไปไหน เจียงซู่พยายามข่มกลั้นความกลัว จากนี้ไปนางต้องระมัดระวังคำพูดให้ดี เมื่อครู่นี้คำพูดของเขาไม่ต่างจากคำเตือน เขาคงจะสื่อว่า...เขาช่วยนางได้ เขาก็สามารถฆ่านางได้เช่นกัน ไม่ผิดแน่! ครั้นเห็นอีกฝ่ายเงียบไป เขาจึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน " เข้ามาใกล้ๆ ข้าสิ! " เจียงซู่พยายามยันกายลุกขึ้นยืน ทว่าขาทั้งสองข้างของนางกลับอ่อนแรงลงดื้อๆ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของกระโจม คนผู้นั้นมองมาที่นางด้วยแววตาเฉยชา สีหน้าของเขาเรียบนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใด " หากเดินไม่ได้ก็คลานมา " นั่นคือคำสั่ง! หญิงสาวกัดฟันข่มอารมณ์ ไม่นึกว่าผู้ที่นางซาบซึ้งใจ จะเป็นคนแล้งน้ำใจถึงเพียงนี้ ในเมื่อนางเดินไม่ได้ เขาเป็นฝ่ายเดินมาหานางไม่ได้หรือ? เหตุใดจะต้องกดข่มกันถึงเพียงนี้ด้วย แต่ก็เอาเถอะ! นางจะต้องจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด หวังว่าภายภาคหน้าจะไม่พบเจอกันอีก ดวงตาสีดำรัตติกาลจับจ้องอยู่ที่การกระทำของหญิงสาวไม่วางตา แค่เขาบอกให้นางทำ นางก็ยอมทำอย่างนั้นหรือ เจียงซู่คลานเข่าเข้ามาใกล้ชายหนุ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ครั้นมาถึงตรงหน้า เขาก็ถือวิสาสะเชยปลายคางของนางขึ้นมา ดวงตากลมโตกลอกไปมาด้วยความสงสัย คนผู้นี้คิดจะทำอะไรนางกันแน่!? มือหนาจับใบหน้าของเจียงซู่หันไปหันมา สำรวจดูร่องรอยบวมช้ำเมื่อคืน ครั้นเห็นว่านางไม่ได้เป็นอะไรมาก เขาจึงยอมปล่อยมือ " ก่อนมาหาข้าได้ทายาที่ให้ไปหรือไม่? " เขาถามอย่างใส่ใจ " ทะ...ทามาแล้วเพคะ " นางตอบตะกุกตะกัก เขาพยักหน้า ก่อนจะกล่าวต่อว่า " ข้าให้คนเตรียมรถม้าให้เจ้าแล้ว อีกสองชั่วยามค่อยกลับ " เจียงซู่เบิกตา รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจก็ส่วนหนึ่ง แต่ทำไมจะต้องให้นางรอถึงสองชั่วยามด้วย " ต้องรอถึงสองชั่วยามเลยหรือเพคะ? " " ก็สหายของเจ้ายังนอนพักผ่อนอยู่มิใช่หรือ? " เขาพยักพเยิดหน้ามองออกไปข้างนอก เป็นจริงอย่างที่อีกฝ่ายว่า ตอนนี้ถั่วหลันกำลังพักผ่อนอยู่ คงไม่ดีแน่หากนางปลุกคนป่วยขึ้นมา! เจียงซู่นั่งก้มหน้า ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรต่อ เพื่อรอเวลาให้ครบสองชั่วยาม ถ้าจะขออนุญาตเขาออกไปข้างนอกจะได้หรือไม่นะ? ริมฝีปากอิ่มกำลังจะเผยอพูด แต่กลับถูกอีกฝ่ายพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน " หากเจ้าว่างก็มาฝนหมึกให้ข้า " เฉินอวี้ลุกขึ้นจากเก้าอี้พิงหลัง พลางเหลือบมองสตรีที่นั่งอยู่บนพื้น เจียงซู่ขมวดคิ้วยุ่ง ทำไมทุกอย่างถึงได้ดูแปลกประหลาดเช่นนี้ เจอกันแค่วันเดียว เขาก็กล้าใช้นางทำนั่นทำนี่แล้วอย่างนั้นหรือ? ถึงไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นผู้สูงศักดิ์ คนต่ำต้อยเช่นนางจะกล้าขัดหรือ เจียงซู่พยายามประคองกายลุกขึ้น ทว่าขาทั้งสองข้างยังคงไร้เรี่ยวแรงเช่นเดิม ร่างทั้งร่างก็พลันโงนเงนจนเสียหลัก โชคดีที่นางคว้ามือใครบางคนได้ทัน มิเช่นนั้นหัวคงฟาดพื้นไปแล้ว แต่เดี๋ยวนะ! มืองั้นหรือ? ใบหน้างดงามค่อยๆ เงยขึ้นมองเจ้าของฝ่ามือนั้น ในกระโจมหลังนี้ นอกจากเขาแล้ว ก็ไม่มีใครอื่นอีก " ขออภัยเพคะ อ๊ะ! " นางกำลังจะคุกเข่าขอโทษ ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายดึงร่างเข้ามาแนบชิด จนไร้ช่องว่างระหว่างกัน " ขาไม่มีแรงมิใช่หรือ จะคุกเข่าอีกทำไมกัน? " น้ำเสียงทุ้มแฝงไปด้วยความเป็นห่วง ท่อนแขนแกร่งโอบเอวคอดของเจียงซู่แน่นขึ้น ร่างกายแนบชิดจนได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจ เจียงซู่ไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่าย ทำได้เพียงก้มหน้าอยู่ในอ้อมอกของชายหนุ่ม ความอึดอัดใจนี้นางไม่กล้าเอื้อนเอ่ยออกไป หากเขาเป็นคนธรรมดาไม่มียศศักดิ์นางคงกล้าต่อว่าไปแล้ว แต่นี่กลับเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง หากทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจขึ้นมา นางจะไม่ตายหรือ? สิ่งใดที่พอยอมได้ ก็ยอมไปก่อน รักษาชีวิตของตนเองเอาไว้เป็นพอ! เฉินอวี้เห็นว่าหญิงสาวมีสีหน้าลำบากใจ เขาจึงค่อยๆ ปล่อยมือจากนาง ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะทำงานของตน เจียงซู่เม้มปากครุ่นคิด นางควรพูดสิ่งใดดีหรือไม่? ครั้นคิดจนถี่ถ้วนแล้วก็ได้ข้อสรุปว่า นางควรเงียบปากไว้น่าจะดีกว่าหลายวันผ่านไป ได้เวลาที่เจียงซู่จะต้องเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเก่า ซึ่งก็คือบ้านของท่านย่าที่เมืองอวี๋โจว นางออกเดินทางพร้อมกับเฉินอวี้ เขาบอกนางว่าจะพาไปยังสถานที่ที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน เฉินอวี้ตัดสินใจไม่อยู่ที่เมืองหลวงต่อ ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากอยู่อย่างสงบกับภรรยาสองคน ในวังมีกฎระเบียบมากมายจนจำแทบไม่หมด หากรั้งอยู่มีแต่จะทำให้เจียงซู่ใช้ชีวิตลำบาก เพราะนางชอบอิสระมากกว่าการผูกมัด " ได้ยินว่าน้องสาวของเจ้าจะแต่งงานกับซื่อจื่ออู่ผิงโหวงั้นรึ?" เฉินอวี้เอ่ยถามสตรีข้างกาย ใบหน้าหวานผละออกจากอกแกร่ง ช้อนตาขึ้นมองเจ้าของอ้อมอกอุ่น " เพคะ! เห็นว่าไม่มีสตรีนางใดยอมแต่งงานกับเขาสักคน ท่านโหวก็เลยมาสู่ขอเจียงเจียวให้ไปเป็นภรรยาของซื่อจื่อเพคะ " ตอนแรกทางนั้นไม่ยอมมาสู่ขอเจียงเจียวไปเป็นภรรยาเอก เพราะรู้สึกอับอายขายหน้ากับเรื่องที่เคยเกิดขึ้นที่จวนสกุลเจียงคราวก่อน ทว่ายามนี้กลับเป็นบุตรชายของฝ่ายนั้นเสียเองที่ทำเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียง จนไม่มีสตรีนางใดกล้าแต่งเข้าไปในจวนอู่ผิงโหว มีเพียงเจียงเจียวคนเดียวที่ตอบรับไมตรีจากคนพวกนั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนางกำลัง
หลายวันผ่านไป เจ้าสาวเข้ามารอเจ้าบ่าวอยู่ในห้องหอที่จัดเตรียมไว้ในตำหนักชิงหลิง เจียงซู่รู้สึกประหม่าเป็นอย่างมาก รอคอยช่วงเวลาที่จะได้อยู่กับสามีอย่างใจจดใจจ่อ หลังจากผ่านคืนนี้ไป นางกับเขาก็จะกลายเป็นสามีภรรยากันโดยสมบูรณ์ ครั้นได้ฤกษ์ยามเข้าหอแล้ว หญิงสาวก็รีบยกพัดกลมสีแดงขึ้นมาปิดบังใบหน้า รอให้เจ้าบ่าวเปิดประตูเข้ามา ผ่านไปไม่นาน เฉินอวี้ก็เปิดประตูเข้าไปในห้อง ดวงตาคมกริบจับจ้องอยู่ที่สตรีในชุดอาภรณ์สีแดง ซึ่งกำลังนั่งรออย่างสงบเสงี่ยมอยู่บนเตียง รอยยิ้มปลื้มปิติพลันฉายชัดบนใบหน้าคมคาย ร่างกำยำก้าวเดินไปยังเตียงนอน มือหนายื่นออกไปจับข้อมือเล็กให้ลดพัดกลมลง นัยน์ตาสีดำขลับจับจ้องใบหน้าเกลี้ยงเกลาของหญิงสาว เขากำลังจะโน้มกายลงประกบจูบ ทว่า... " ต้องดื่มสุรามงคลก่อนเพคะ" มือนุ่มดันใบหน้าสามีไว้ เฉินอวี้ชะงัก ก่อนจะยืดตัวตรง เอื้อมมือไปประคองภรรยาใ
หนึ่งเดือนผ่านไป ภาพเฉินอวี้เดินตามหลังเจียงซู่ต้อยๆ คล้ายกับลูกสุนัข กลายเป็นภาพชินตาแก่ผู้ที่พบเห็น มาดผู้นำกองทัพผู้เก่งกาจหายไปในชั่วพริบตา ยามเฉินอวี้ได้อยู่กับคนรัก ผู้มีสายเลือดเดียวกันกับเฉินอวี้ มองภาพสองชายหญิงกำลังเดินเล่นในสวนดอกไม้ด้านหลังตำหนักชิงหลิงด้วยสีหน้าเบิกบานใจ เจียงซู่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษจากฮ่องเต้ สามารถเข้าออกวังหลวงได้ตลอดเวลา และไม่มีการตรวจค้นรถที่ใช้นำส่งนาง ซึ่งองค์รัชทายาทเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ เขาต้องคอยส่งคนไปรับเจียงซู่มาหาเฉินอวี้ทุกวัน หากวันใดนางไม่ได้มา เฉินอวี้จะอาละวาดจนวังแทบแตก และแน่นอนว่าวิธีที่จะทำให้เฉินอวี้สงบลงได้ คือเขาต้องรีบไปนำตัวเจียงซู่มา ยิ่งคิดก็คิดยิ่งแปลกใจ เขามีตำแหน่งเป็นถึงองค์รัชทายาท เหตุใดน้องชายจึงปฏิบัติต่อเขาราวกับเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเยี่ยงนี้ ไม่ใช่ว่าเฉินอวี้ต้องเป็นฝ่ายเชื่อฟังเขาหรือ? " พี่ใหญ่! ท่านดูอะไรของท่าน? " องค์ชายสามเอ่ยถามพี่ชาย พลางชะเง้อมองตามอีกฝ่าย " เปล่า! ข้ามองพี่รองกับว่าที่พี่สะใภ้ของเจ้าอยู่ " องค์รัชทายาทเอ่ย " พวกเขาดูรักใคร่กันดีเสียจ
หมอหลวงบอกว่าอาการของเฉินอวี้เริ่มคงที่แล้ว ตอนนี้ก็เหลือแค่ให้บาดแผลสมานกัน ซึ่งต้องใช้เวลาราวๆ หนึ่งเดือนจึงจะหายดี เจียงซู่บอกให้ถั่วหลันกลับไปที่เมืองอวี๋โจวก่อน เพื่อไปส่งข่าวให้ท่านย่า แล้วก็ไปช่วยดูกิจการแทนนางในช่วงที่นางไม่อยู่ ส่วนนางจะอยู่ดูแลเฉินอวี้ที่เมืองหลวงต่อ พอทุกคนทราบข่าวว่าเฉินอวี้ฟื้นแล้ว เหล่าเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายต่างก็พากันแห่แหนมาดูอาการของอวี๋อ๋อง ไม่เว้นแม้แต่ฮ่องเต้กับฮองเฮา ทำเอาเจียงซู่ปฏิบัติตัวแทบไม่ถูกเลยทีเดียว " น้องรอง! ดูเหมือนเจ้าได้ยาดีไม่น้อย " องค์รัชทายาทเอ่ยเย้าแหย่น้องชาย พลางเหลือบมองสตรีที่กำลังเช็ดตัวให้อีกฝ่าย เฉินอวี้ยกยิ้มมุมปาก " ข้าจะหายเร็วยิ่งกว่านี้ หากพวกท่านไม่มารบกวนข้ากับนางยามอยู่ด้วยกัน " ชายหนุ่มขยิบตาให้เจียงซู่ หญิงสาวถลึงตาใส่อีกฝ่าย ส่งสัญญาณไม่ให้เขาพูดมากไปกว่านี้ องค์รัชทายาทกลั้วหัวเราะ ปกติเฉินอวี้มักทำสีหน้าเหมือนอยากจะกัดใครตายตลอดเวลา แต่พ
พอเข้ามาให้ห้องบรรทมของเฉินอวี้ เจียงซู่ก็รีบพุ่งตัวไปดูอาการคนที่นอนอยู่บนเตียงทันที นัยน์ตากลมโตจ้องมองบาดแผลตรงหน้าท้องฝั่งขวาของอีกฝ่าย ซึ่งมีผ้าพันแผลสีขาวพันรอบกายเอาไว้ ร่างบางทรุดกายนั่งลงข้างเตียง มือนุ่มยื่นออกไปสัมผัสใบหน้าซีดเซียวของชายหนุ่ม สภาพของเฉินอวี้ย่ำแย่กว่าที่นางคิด เสียงลมหายใจของเขาแผ่วเบามาก จนแทบไม่ได้ยินเสียง " ท่านอ๋อง " นางเรียกอีกฝ่ายเสียงสั่นเครือ " ไม่คิดถึงหม่อมฉันหรือเพคะ รีบตื่นขึ้นมาได้แล้ว " ใบหน้าหวานแนบลงบนหลังมือเย็นยะเยือกของชายหนุ่ม ความรู้สึกมากมายพรั่งพรูออกมา จนยากจะอดกลั้นมันไว้ได้ ขอบตาทั้งสองข้างพลันร้อนผ่าว ปลดปล่อยหยาดน้ำตาสีใสไหลรินออกมาราวกับทำนบแตก " ท่านอ๋อง! หม่อมฉันกลัวเหลือเกินเพคะ หม่อมฉันกลัว ฮือๆ " ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกินในใจ นึกถึงวันที่นางต้องสูญเสียเขาไป ในใจก็พลันเจ็บแปลบขึ้นมา
สิบวันผ่านไป เจียงซู่ยุ่งอยู่กับการสะสางบัญชีของกิจการ ถึงแม้จะให้หลี่หลงจู๊สะสางไปบ้างแล้วก็ตาม แต่นางก็ต้องนำกลับมาตรวจสอบใหม่อีกครั้งอยู่ดี ซึ่งมีอีกหนึ่งเหตุผลที่นางรีบสะสางงานให้เสร็จ นั่นเป็นเพราะว่า...อีกสองวันเฉินอวี้จะกลับมา นางกับเขาไม่ได้กลับเมืองอวี๋โจวพร้อมกัน แต่กระนั้นเขาก็ยังส่งองครักษ์เงาสิบคนมาคอยคุ้มกันนางกับท่านย่าตลอดการเดินทาง ความใส่ใจของเขา ทำนางหวั่นไหวซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนบางทีก็เผลอใจทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน อย่างเช่นคว้าตัวเขาเข้ามาจูบ แค่นึกถึงเรื่องนั้น ใบหน้าหวานก็พลันร้อนผ่าว พวงแก้มทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ รู้สึกเขินอายกับการกระทำของตนเอง " คุณหนูดูอารมณ์ดีมากเลยนะเจ้าคะ " ถั่วหลันถามขึ้น นางลอบมองเจ้านายมาได้สักพักแล้ว เห็นอีกฝ่ายยิ้มแย้มและหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว จึงเกิดความสงสัยอยู่บ้างว่า...มีสิ่งใดทำให้คุณหนูอารมณ์ดีอย่างนั้นหรือ? ใบหน้าหวานหันไปมองถั่วหลันที่กำลั







